พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก Chula Chakrabongse)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
พระเจ้าวรวงศ์เธอ ชั้น 5
พระองค์เจ้าชั้นโท
PrinceChulaChakrabongse11.jpg
หม่อมหม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา
พระบุตรหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์
ราชวงศ์จักรี
พระบิดาสมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
พระมารดาหม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก
ประสูติ28 มีนาคม พ.ศ. 2451
วังปารุสกวัน จังหวัดพระนคร ประเทศสยาม
สิ้นพระชนม์30 ธันวาคม พ.ศ. 2506 (55 ปี)
พระตำหนักเทรเดซี คอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ
ชั้นยศRTA OF-7 (Major General).svg พลตรี

พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ มีพระนามลำลองว่า พระองค์ชายจุล (28 มีนาคม พ.ศ. 2451 – 30 ธันวาคม พ.ศ. 2506)[1] เป็นพระโอรสพระองค์เดียวในสมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กับหม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก เสกสมรสกับหม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2481 มีพระธิดาคนเดียว คือ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงเข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จนพระชันษาครบ 13 ปี ได้เสด็จไปทรงศึกษาที่ โรงเรียนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2466 – 2470 จากนั้นทรงศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่วิทยาลัยตรินิตี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ด้านประวัติศาสตร์ ทรงได้รับปริญญาตรี (ศศ.บ. เกียรตินิยม) เมื่อปี พ.ศ. 2473 และปริญญาโท (ศศ.ม. เกียรตินิยม)

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงสนพระทัยในงานประพันธ์และประวัติศาสตร์ ทรงพระนิพนธ์หนังสือไว้ 13 เล่ม โดยเล่มที่สำคัญคือ เกิดวังปารุสก์, เจ้าชีวิต, ดาราทอง, ไทยชนะ

พระประวัติ[แก้]

ประสูติ[แก้]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เป็นพระโอรสพระองค์เดียวในสมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กับหม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก (สกุลเดิม เดสนิตสกายา) ชาวประเทศรัสเซีย (ปัจจุบันคือประเทศยูเครน) ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2451 เมื่อเวลา 23.58 น. ที่ห้องแดง ภายในวังปารุสกวัน ถือเป็นบุคคลเดียวที่ถือกำเนิดบนตำหนักวังปารุสกวัน[2] เมื่อรู้ข่าวว่าพระราชนัดดาประสูติ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่แต่เดิมเคยกริ้วในพระราชโอรสมาก่อน ก็ทรงตื่นเต้นและหายกริ้ว รีบเสด็จมาทอดพระเนตร เอาพระทัยใส่การจัดห้องหับ การดูแลเรื่องต่าง ๆ มีพิธีการทำขวัญเดือนตามธรรมเนียมโบราณ

เมื่อแรกประสูติทรงมีฐานันดรศักดิ์เป็นหม่อมเจ้า สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานพระนามว่า "หม่อมเจ้าพงษ์จักร"[3] ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามใหม่ว่า "จุลจักรพงษ์" โดยเป็นการเอาอย่างพระนามของทูลหม่อมปู่ คือ จุลจอมเกล้า ทั้งยังเป็นการล้อพระนามพระบิดา คือ เล็ก ไปในขณะเดียวกัน[4]

ขณะทรงพระเยาว์[แก้]

หม่อมคัทริน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และสมเด็จพระเชษฐาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทูลขอหม่อมหลวงชม นรินทรกุล ผู้ซึ่งเป็นข้าหลวงอยู่ในวังสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาตั้งแต่อายุ 11 ปี รับใช้พระโอรสธิดาทุกพระองค์ มาเป็นพี่เลี้ยงให้พระโอรส ด้วยความเห่อพระนัดดา จึงยอมให้มาเป็นพี่เลี้ยงพระโอรสที่วังปารุสก์ ในวัยเยาว์จนถึงอายุ 3 ขวบ โอรสองค์น้อยมีสุขภาพอ่อนแอ ซึ่งขณะที่อายุ 2 ขวบป่วยเป็นโรคบิดอย่างรุนแรง แต่รอดพ้นมาได้

พระองค์นี้ได้นำความปลาบปลื้มปีติยินดีให้กับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงยิ่งนัก อันเนื่องมาแต่ ทรงพระเมตตาที่มิได้ทรงได้รับพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าดังที่ควรจะเป็น จึงใคร่จะพระราชทาน ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ก็ทรงจัดพระราชทานให้เป็นพิเศษเทียบเท่ากับสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอแทบทุกประการ ด้วยทรงห่วงใยที่หม่อมคัทรินที่มีเชื้อชาติยุโรป จะไม่สามารถอบรมฝึกฝนจริตมารยาทของพระโอรส ให้เข้ากับระเบียบแบบแผนเจ้านายตามพระราชประเพณีไทยได้ดี[5] หากยังได้ดูแลใกล้ชิดขนาดบรรทมร่วมบนพระที่ด้วย

ถึงแม้ว่าทูลกระหม่อมปู่ (รัชกาลที่ 5) แม้จะไม่ทรงรับพระนัดดาองค์ใหม่เป็นหลานอย่างเปิดเผย แต่ในที่สุดก็ได้โปรดให้พระนัดดาเข้าเฝ้าในปี พ.ศ. 2453 ที่พระราชวังพญาไท เมื่อพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์อายุครบ 2 ขวบ พระองค์ก็ทรงเล่าให้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ถึงพระนัดดาไว้ว่า "วันนี้ฉันได้พบกับหลานชายของเธอ ดูน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนพ่อ ฉันรู้สึกรักและหลงใหลคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นสายเลือดเชื้อไขของฉันเอง" และรับสั่งต่อด้วยถ้อยคำที่แฝงความรู้สึกโล่งพระทัยว่า "และไม่มีเค้าว่า มีเชื้อสายฝรั่งติดมาด้วยเลย"[6] ภายหลังรัชกาลที่ 5 ได้สวรรคตในปี 2453 ได้ค้นพบหลักฐานจากการบันทึกของหม่อมเจ้าทิพย์รัตน์ประภา เทวกุล ที่ท่านหญิงเคยรับใช้ฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงในพระบรมมหาราชวัง ทรงมีรับสั่งกับท่านหญิงว่า "สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงกำลังโปรดตาหนู เสียดายที่มาด่วนสวรรคตไปเร็ว"[7] ส่วนรัชกาลที่ 6 ทรงพระเมตตารักท่านหนู ถ้าจะใคร่สันนิษฐาน โปรดเพียงใดจะเห็นได้ในประกาศเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระยศขึ้นเป็นพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์[8] เมื่อปี พ.ศ. 2463[9]

การศึกษา[แก้]

ภาพถ่าย ขณะเรียนที่เคมบริดจ์

ประมาณ พ.ศ. 2458 สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ องค์เสนาธิการทหารบกในขณะนั้น ได้ทรงมอบหมายให้พระสารสาสน์พลขันธ์ เป็นผู้สอนหนังสือในฐานะเป็นครูคนแรกแก่พระโอรสวัย 7 ขวบ ที่วังปารุสกวัน โดยเดิมทีสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระประสงค์ให้พระนัดดาเข้าโรงเรียนราชินี แต่พระองค์จุลฯ ไม่ทรงยินยอม[10] ต่อมาจากนั้นอีก 2 ปี คือ ใน พ.ศ. 2460 พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ก็ได้เสด็จเข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม[11] ที่ถนนราชดำเนินนอก ตามกฎของโรงเรียนนายร้อยประถม นักเรียนทุกคนต้องเข้าเป็นนักเรียนกินนอน แต่เนื่องจากหม่อมแม่เห็นว่า ยังเด็กเกินไป เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ก็ทรงอนุโลม[12] ใช้เวลาเรียนที่โรงเรียนนายร้อยประถมอยู่ 4 ปี จนจบ แต่หลังจากนั้นไม่นานพระองค์ก็พลัดพรากจากพระมารดาที่ไม่ได้เอ่ยคำร่ำลากันหลังจากการหย่าร้าง ต่อมาอีก 2-3 เดือน สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จย่าก็มาสวรรคต ตามด้วยการทิวงคตของพระบิดาในอีก 8 เดือนต่อมา[13]

หลังจากที่พระบิดาทิวงคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทูลกระหม่อมลุง ทรงวางแผนการศึกษาให้พระนัดดาได้ศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เมื่อพระชันษาครบ 13 ปี โดยต้องการให้พระองค์จุลฯ รู้จักปกครองดูแลตนเอง โดยออกมาเรียนตามลำพังและอนุญาตให้แม่มาเยี่ยมพระโอรสได้เป็นครั้งคราวเมื่อหยุดเรียน โดยก่อนที่เสด็จไปเมืองนอก ทูลกระหม่อมลุงและอาเอียดน้อย (ร.7) ได้ทรงตกลงจะให้พระองค์จุลฯ ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ พระองค์จุลฯ ออกเดินทางศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ โดยเดินทางด้ายรถไฟไปถึงปาดังเบซาร์ ข้ามแดนไปท่าเรือตรงเกาะปีนัง ข้ามเขตสยามเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2463[14] แล้วจึงเสด็จโดยเรือ

เมื่อถึงประเทศอังกฤษ ทรงได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดจากครอบครัวของพระยาบุรีนวราษฐ์ (ชวน สิงหเสนี) อัครราชทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ โดยในระยะแรกทรงอยู่กับครูที่เมืองไบรตัน ห่างจากกรุงลอนดอน 86 กิโลเมตร เพื่อซึมซับภาษาอังกฤษโดยไม่ได้พบปะคนไทยเลยเป็นเวลา 6 เดือน[15] ต่อมาพระองค์จุลฯ ทรงสามารถสอบเข้าศึกษาต่อได้ที่โรงเรียนแฮร์โรว์เมื่อ พ.ศ. 2466 ถึงปี พ.ศ. 2470 จนเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่วิทยาลัยตรินิตี้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ด้านประวัติศาสตร์ ทรงได้รับปริญญาตรี (B.A. เกียรตินิยม) เมื่อปี พ.ศ. 2473 และ ปริญญาโท (M.A. เกียรตินิยม) เมื่อปี พ.ศ. 2477 เมื่อครั้นยังเรียนอยู่ที่อังกฤษ ทรงได้รับเลือกเป็นสภานายกสามัคคีสมาคม[16]จากนั้นทรงรับราชการเป็นนายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย กรุงลอนดอน

พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ[แก้]

ในการลาออกจากราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 มีหนังสือเรื่อง แถลงการณ์เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ มีเรื่องที่กล่าวถึงพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่งที่มีโอกาสจะได้เป็น (Candidate) พระมหากษัตริย์ต่อจากรัชกาลที่ 7 คือมีคนไปสัมภาษณ์ท่านว่าท่านมีความเห็นเช่นไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยพระองค์ตอบกลับว่า "จะไม่มีใครมาเชิญฉันหรอก และถึงจะมีคนมาเชิญจริง ๆ ฉันก็ยินดีรับไม่ได้เพราะได้ถูกตัดออกอย่างเด็ดขาดมานานแล้ว ถ้าจะรบเร้ากันจริง ๆ ซึ่งก็ไม่เชื่อว่า จะมีใครมารบเร้า ฉันต้องยืนยันให้มีประชามติ (plebiscite) กันเสียก่อน" [17] ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในหลักประชาธิปไตยเป็นอย่างดีของท่าน และด้วยเหตุที่ว่า จากราชกิจจานุเบกษา ตอนพิเศษของเล่มที่ 41 มีกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ ออกเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2467 เกี่ยวกับลำดับชั้นเชื้อพระบรมวงศ์ ซึ่งจะควรสืบราชสันตติวงศ์ได้นั้น แต่ในหมวดที่ 5 ว่าด้วยผู้ที่ต้องยกเว้นจากการสืบราชสันตติวงศ์ มาตรา 11

"มาตรา 11 เจ้านายผู้เป็นเชื้อพระบรมราชวงศ์ ถ้าแม้ว่า เป็นผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งกล่าวไว้ข้างล่างนี้ไซร้ ท่านว่า ให้ยกเว้นเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ ลักษณะที่กล่าวนี้คือ... (๔) มีพระชายาเป็นนางต่างด้าว กล่าวคือ นางที่มีสัญชาติเดิมเป็นชาวประเทศอื่น นอกจากชาวไทยโดยแท้" ผนวกกับ "มาตรา 12 ท่านพระองค์ใด ตกอยู่ในเกณฑ์มีลักษณะบกพร่องดังกล่าวมาแล้วในมาตรา 11 แห่ง กฎมณเฑียรบาลนี้ไซร้ ท่านว่า "พระโอรสอีกทั้งบรรดาเชื้อสายโดยตรงของท่านพระองค์นั้น ก็ให้ยกเสียจากลำดับสืบราชสันตติวงศ์ด้วยทั้งสิ้น" ซึ่งได้แก่ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เองและลูกหลาน แต่ทั้งนี้พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์อธิบายไว้ใน เกิดวังปารุสก์ ว่า "ข้าพเจ้ามิได้เคยนึกว่า ตนถูกตัดจากสิทธิอะไรเลย ข้าพเจ้าไม่เคยนึกและบัดนี้ก็มิได้นึกว่า ข้าพเจ้ามีสิทธิอย่างใดเกินกว่าที่คนไทยทุก ๆ คนย่อมมีอยู่ตามกฎหมาย"[18]

ผู้จัดการคอกหนูขาว[แก้]

พระองค์พีระ และรถแข่งรอมิวลุส ที่มีชื่อเสียง ชายที่อยู่ขวาสุดในภาพคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

ภายหลังจากที่การปฏิวัติในประเทศไทยและการสิ้นชีพิตักษัยของหม่อมเจ้าหญิงชวลิตโอภาส ทำให้การควบคุมดูแลกองมรดกทรัพย์สินของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ตกเป็นของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงเป็นเจ้าของกองมรดกทั้งหมดแต่เพียงพระองค์เดียว และรายได้ประจำปีจากกองมรดกที่ทรงได้รับก็เพิ่มจากเดิมปีละ 1,000 ปอนด์ มาเป็นปีละ 20,000 ปอนด์

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เจ้านายทุกพระองค์ต้องเข้ารับราชการ โดยที่พระองค์ตัดสินพระทัยมานานแล้วว่าไม่เหมาะในการรับราชการทหาร จึงทรงเลือกที่จะเป็นนักประพันธ์อิสระแทน ซึ่งอันที่จริงผลงานพระนิพนธ์ของพระองค์ก็เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านคนไทยอยู่แล้ว ทั้งการวิจารณ์หนังสือและบทพระนิพนธ์ความเรียงสั้น ๆ ทางด้านการเมือง บทพระนิพนธ์เชิงอัตชีวประวัติของพระเจ้าเฟรเดอริคมหาราช

พระองค์จุลฯ ทรงประทับที่เดียวกับพระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์ พระโอรสในสมเด็จวังบูรพาฯ โดยพระองค์เจ้าอาภัสสรวงศ์แนะนำให้พระองค์จุลฯ รู้จักกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช และทำให้เกิดความสนิทสนมคุ้นเคยและต้องชะตากัน และด้วยความที่พระองค์จุลฯ กำพร้าจึงทรงรู้สึกเหมือนตนเป็นพี่ชายของพระองค์พีระฯ[19] ในขณะช่วงหยุดเรียน ฤดูร้อนปี 2474 พระองค์พีระฯ พระองค์จุล และพระองค์อาภัสฯ พักด้วยกันที่เมืองเบียริทซ์กับ มารดาและสามีใหม่ของมารดาพระองค์จุลฯ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนาน พระองค์อาภัสฯ สอนพระองค์พีระฯ หัดขับรถ ก็ได้ฉายแววพรสวรรค์ทางด้านนี้ ทรงเรียนรู้การขับรู้ได้เร็วและโปรดการขับรถอย่างยิ่ง และภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ภาวะการเงินของสำนักงานพระคลังข้างที่ อยู่ในฐานะลำบาก พระองค์จุลฯ จึงรับอุปการะพระองค์พีระฯ อย่างเต็มตัว พระองค์ทรงออกกำลังทรัพย์ในการแข่งขันรถ พระองค์จุลฯ ซื้อรถ อี.อาร์.เอ ประทานให้เป็นของขวัญวันเกิดพระองค์พีระฯ โดยได้ประลองแข่งขันความเร็วครั้งแรกที่ดิเอปป์ ประเทศฝรั่งเศส เข้าเส้นชัยเป็นคนที่ 2 นับเป็นผลงานเกินความคาดหมาย และหลังจากนั้นก็ได้รับชัยชนะครั้งแรกที่โมนาโค พระองค์พีระฯ ได้ครองรางวัลดาราทอง สร้างความปลาบปลื้มให้กับชาวไทย หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ พากันพาดหัวหน้าหนึ่งกันเอิกเกริก[20] หลังจากจบฤดูแข่งขันรถในปี พ.ศ. 2480 พระองค์พีระฯ ได้ครอบรางวัลดาราทองอีกเป็นปีที่ 2 พระองค์จุลฯ พระองค์พีระฯ และนายพุ่ม สาคร พระสหายของเจ้าฟ้าฯ จักรพงษ์ฯ กลับประเทศไทย ได้รับการต้อนรับจากคนไทยอย่างล้นหลาม ในฐานะวีรบุรุษที่นำชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศไทยแพร่ขจายไปสู่โลกกว้าง[21]

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ที่เริ่มเข้าการแข่งขันรถแข่ง จนถึงปี 2482 เป็นเวลา 5 ปี ที่ พ. พีระ เข้าแข่งขันความเร็วทั้งหมด 68 ครั้ง ชนะเลิศ 20 ครั้ง ได้ที่สอง 14 ครั้ง และที่สาม 5 ครั้ง และยังเข้าการแข่งขันระดับนานาชาติอีกหลายครั้ง ถือเป็นคนเอเชียคนเดียวที่เข้าทีมต่างประเทศซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักแข่งรถอาชีพ โดยพระองค์จุลฯ ทรงทำหน้าที่เป็นผู้จัดการคอกหนูขาวนี้นานเกือบ 8 ปี[22] โดยเป็นผู้ออกทุนทรัพย์และอำนวยการในระหว่างการแข่ง ด้วยความที่พระองค์จุลฯ มีนามเล่นว่า "หนู" พระองค์พีระฯ จึงเขียนรูปหนูสีขาวไว้ที่รถ ตั้งแต่นั้น จึงเรียกคณะแข่งรถนี้ว่า "คอกหนูขาว" (White Mouse) ทาสีฟ้าสดใสมีรถแข่งขันที่ชื่อ รอมิวลุส (Romulus) รีมุส (Remus) และ หนุมาน (Hanuman) สีฟ้าแบบนี้ ปัจจุบันเรียกว่า ฟ้าพีระ (Bira blue)

ชีวิตในคอร์นวอลล์[แก้]

ภาพหมู่พระราชนัดดาในรัชกาลที่ 5 ฉายเมื่อ พ.ศ. 2481 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ อยู่ตรงกลาง แถวที่5 นับจากแถวล่างขึ้นแถวบน

หลังจากที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์สมรสกับลิสบา โดยจดทะเบียนสมรสที่สำนักทะเบียนและต่อมาที่สถานทูตไทย โดยมีสักขีพยานในการสมรส เพียงญาติใกล้ชิดครอบครัวและเพื่อนสนิทไม่กี่คน หลังจากนั้นเดินทางไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่ทางเขตตะวันตกของอังกฤษไม่กี่วันก็กลับมาอยู่ที่ห้องชุดที่ลอนดอน จากนั้นเดินทางกลับประเทศไทยพร้อมกับพระองค์เจ้าอาภัสสวงศ์ พระองค์เจ้าพีระฯ และซีริล และเมื่อเดินทางกลับมายังอังกฤษในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2482 จากนั้นไม่นานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยที่เมืองไทยประกาศวางตัวเป็นกลางในสงครามครั้งนี้ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์จึงทรงตั้งพระทัยที่จะเสด็จกลับ แต่ก็เป็นการยากที่จะเดินทางทางเรือในในยามสงคราม ในที่สุดพระองค์ก็ตัดสินใจที่จะประทับอยู่ที่อังกฤษต่อไป

แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นและทำให้พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์รู้สึกเศร้าพระทัย เมื่อญี่ปุ่นยกพลเข้ารุกรานประเทศไทยในตอนปลาย พ.ศ. 2484 รัฐบาลไทยต้องยอมจำนนต่อคำขาดของญี่ปุ่น ซ้ำร้ายรัฐบาลไทยตัดสินใจประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกา พระองค์จึงตัดสินพระทัยหลบออกจากลอนดอนไปใช้ชีวิตอย่างสงบ อยู่อย่างเงียบ ๆ ในชนบทที่ไกลจากเมืองหลวง โดยเดินทางไปที่เมืองคอร์นวอลล์ ที่บ้านลีแนมฟาร์ม[23]

พระองค์ทรงขยันขันแข็งในการทรงงาน ทรงแบ่งเวลาในแต่ละวันในงานพระนิพนธ์ ไม่เพียงทรงนิพนธ์งานทางประวัติศาสตร์เป็นภาษาไทยเท่านั้น ยังทรงพระนิพนธ์เรื่อง Brought Up in England เป็นภาษาอังกฤษ และหนังสือเกี่ยวกับการแข่งรถอีกหลายเล่ม เมื่อทรงงานเสร็จพระองค์ก็จะทรงแสวงหาความสำราญ ไม่เพียงกับบริวารที่แวดล้อมเท่านั้น ยังทรงเชิญแขกพักที่บ้านหรือร่วมรับประทานอาหารค่ำ

ตั้งแต่ที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเมืองไทยและรัฐบาลไทยประกาศสงครามต่ออังกฤษและสหรัฐอเมริกานั้น ทั้งพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และพระองค์เจ้าพีระฯ ก็กลายสถานะมาเป็น "พลเมืองของชนชาติศัตรู" ในอังกฤษโดยปริยาย[24] พระองค์จึงเริ่มแสวงหาหนทางที่พระองค์จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศอังกฤษ อันเป็นประเทศที่ให้ที่พักพิงอาศัย โดยตัดสินพระทัยสมัครเข้าพลทหารในหน่วยอาสารักษาดินแดน ใบสมัครครั้งแรกถูกปฏิเสธ จึงทรงยื่นใหม่และได้รับอนุมัติหน่วนอาสารักษาดินแดนเป็นหน่วยสนับสนุนการรบใน พ.ศ. 2483 มีกำลังพลรวม 1 ล้านคน เป็นหน่วยที่ตั้งขึ้นเพื่ออาศัยประโยชน์จากประสบการณ์ทางการรบของทหารผ่านศึกครั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และรวมถึงเป็นหน่วยรองรับกำลังพลสำรองที่เป็นคนหนุ่มที่มีอาชีพอยู่แล้ว

ทั้งสองพระองค์ต้องเข้ารับการฝึกในหมวดทหารอาสาของตำบลร็อก (Rock Olatoon) เข้าเวรยามในตอนกลางคืนและลาดตระเวณตามบริเวณชายฝั่ง จากนั้นในปี พ.ศ. 2484 พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงย้ายไปสังกัดกองกำลังยุวชนทหารบก ทรงได้รับยศเป็นนายร้อยตรีและหลังจากนั้น 6 เดือน ทรงได้รับการเลื่อนยศเป็นนายร้อยโทและยังคงบทบาทในหน่วยทหารอาสารักษาดินแดนต่อไป[25]

อย่างไรก็ดี ใน พ.ศ. 2487 ที่บ้านลีแนมฟาร์ม ที่ได้รับแจ้งจากเจ้าของบ้านว่าจะยกเลิกสัญญาเช่า ในขณะที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เองก็ทรงไม่อยากที่จะออกจากกองพันยุวชนทหารที่ทรงสังกัดอยู่ ลิสบาเองก็ช่วยงานอาสาสงครามอยู่ในหน่วยรถพยาบาลฉุกเฉินของสมาคมการกุศลเซนต์จอห์น ด้วยเหตุนี้ทรงหาที่อยู่ใหม่และตัดสินพระทัยซื้อบ้านและที่ดินแทนการเช่า ทรงเลือก บ้านเทรเดซี ใกล้กับเมืองบอดมิน ซึ่งกลายเป็นบ้านที่ประทับตลอดพระชนม์ชีพ[26]

สิ้นพระชนม์[แก้]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

ช่วงท้ายของพระชนมชีพ พระองค์เริ่มประชวรเป็นเนื้องอกที่หลอดอาหารส่วนบนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 และได้รับการรักษาด้วยการฉายแสงที่โรงพยาบาลในกรุงลอนดอน จนพระอาการดีขึ้นตามลำดับ จากผลการตรวจพบว่าพระองค์เป็นมะเร็ง ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเรื่องใหญ่ไม่ต่างจากคำพิพากษาประหารชีวิต แม้พระโรคจะกำเริบขึ้นในบางระยะแต่พระองค์ทรงมีกำลังพระทัยที่เข้มแข็ง ทรงพยายามดูแลรักษาพระองค์อย่างดีที่สุดและปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด ทรงน้อมรับความเป็นจริงของชีวิตด้วยสติและเตรียมความพร้อมในทุกเรื่อง โดยไม่ประมาททั้งยังมีการสั่งเรื่องการจัดการพระศพไว้ล่วงหน้าด้วย

สิ่งหนึ่งที่ทรงทำมาตลอดพระชนมชีพ คือการบริจาคทรัพย์เพื่อการกุศล โดยเฉพาะโรงพยาบาลต่าง ๆ แม้ในช่วงสุดท้ายก่อนสิ้นพระชนม์ไม่กี่วัน ยังทรงประทานเงินแก่กระทรวงสาธารณสุขจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนเก็บดอกผลสำหรับใช้จ่ายช่วยเหลือในการค้นคว้าเกี่ยวกับโรคมะเร็งและช่วยเหลือผู้ป่วยยากจน

วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2506 ณ พระตำหนักเทรเดซี่ ตั้งแต่บ่าย 2 โมงครึ่งไปแล้วตามเวลาสหราชอาณาจักร ก็ทรงหลับสงบไม่รู้สึกพระองค์แต่ชีพจรยังแรงอยู่ ตลอดเวลาเหล่านี้ท่านไม่ได้แสดงพระอาการเจ็บปวดหรือทรมานอย่างใดเลย จนในที่สุด สิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 19.20 น. ตามเวลาสหราชอาณาจักร

วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2507 มีการนิมนต์พระสงฆ์ชาวลังกาชื่อ ภิกษุด็อกเตอร์สัทธาทิศา มาสวด มีนายบุญมั่น ปุญญถิโร ข้าราชการประจำสถานทูตไทยในลอนดอนมาช่วยทำพิธีและอาราธนาศีล ผู้มาร่วมพิธีมีเฉพาะคนในครอบครัวและเพื่อนสนิทไม่กี่คน ในวันรุ่งขึ้นจึงเคลื่อนพระศพไปยังสุสาน หีบพระศพคลุมด้วยธงชาติไทย มีธงจักรตะบอง ตราสัญลักษณ์ของราชสกุลจักรพงษ์คลุมทับเฉพาะพระเศียร บนหีบพระศพมีช่อดอกไม้วางอยู่สองช่อ ตามที่ทรงอนุญาตเฉพาะช่อหนึ่งของหม่อมเอลิสเบธเป็นกุหลาบแดง อีกช่อหนึ่งเป็นของหม่อมราชวงศ์นริศรา เป็นช่อดอกทิวลิปและแดฟโฟดิล และบรรทุกพระศพไปยังสุสานเพนเมาต์เครเมเทเรียมที่เมืองทรูโร มีแขกร่วมพิธีทั้งสิ้น 22 คน ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2507 มีงานบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานที่บ้านจักรพงษ์ ท่าเตียน ถัดมาวันที่ 20 มกราคม มีพิธีไว้อาลัยที่สถานทูตไทยในกรุงลอนดอน

หลังจากนั้นวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 มีการอัญเชิญพระอัฐิจากอังกฤษกลับมายังประเทศไทย หม่อมเอลิสะเบธและหม่อมราชวงศ์นริศราได้บำเพ็ญกุศลถวายและเชิญพระอังคารไปบรรจุในพระเจดีย์เสาวภาประดิษฐานสุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร[27]

พระกรณียกิจ[แก้]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงเป็นผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายพระองค์ ในงานพระราชพิธีต่าง ๆ คือ ทรงเป็นผู้แทนพระองค์พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในงานพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอัลแบร์ที่ 1 พระเจ้าแผ่นดินเบลเยี่ยม ในปี พ.ศ. 2477 ทรงเป็นผู้แทนพระองค์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ในงานพระบรมศพพระเจ้าจอร์จที่ 5 กับงานพระบรมราชาภิเษก พระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ กับถวายตราจักรีบรมราชวงศ์แด่พระเจ้าจอร์จที่ 6 แทนพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8

ทรงเป็นผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในงานพระบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร พระมหากษัตรีของอังกฤษองค์ปัจจุบัน นอกจากนั้นในระหว่างเดือนกันยายน - ตุลาคม พ.ศ. 2504 ทรงเป็นสมาชิกคณะผู้แทนไทยในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นิวยอร์ก[28]

ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารพิเศษประจำกองพันทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ทรงได้รับพระราชทานยศทหารบกเป็น พลตรี เมื่อ พ.ศ. 2502[29]

ชีวิตส่วนพระองค์[แก้]

ครอบครัว[แก้]

Chula Chakrabongse and Elizabeth Hunter 1936
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ หม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา และสุนัขชื่อโจน เมื่อ พ.ศ. 2481 หลังเษกสมรสไม่นาน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงพบ หม่อมเอลิสะเบธ (นามเดิมคือ Elisabeth Hunter) เมื่อครั้งไปเรียนศิลปะการวาดภาพ โดยพระองค์เจ้าพีระ ซึ่งโปรดสตรีร่วมห้องเรียนกับหม่อมเอลิสะเบธ จึงชวนพระองค์นัด เสด็จไปดินเนอร์กัน 4 คน จึงได้พบและหลงรักกัน แต่ขณะนั้นท่านตั้งพระทัยจะไม่รักสตรีต่างชาติ เนื่องจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 รับสั่งมาทางจดหมายว่า อย่าทำตามที่ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ พระบิดาทรงทำ คือการแต่งงานกับสตรีต่างด้าว จนกระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทรงรู้สึกเป็นอิสระจากภาระหน้าที่ตามพระราชประเพณี จึงตัดสินพระทัยเสกสมรสกับหม่อมเอลิสะเบธ (Elisabeth Hunter) เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2481 หลังการเสกสมรสในปีเดียวกันทรงพาหม่อมเอลิสะเบธกลับประเทศไทยพร้อมกับพระองค์เจ้าพีระทรงนำหม่อมซีรีลกลับ โดยเสด็จทางเรือและขึ้นบกที่สิงคโปร์ และต่อรถไฟมายังหัวลำโพง การเสด็จกลับครั้งนี้นับเป็นข่าวใหญ่มาก ประชาชนต่างมารอรับเสด็จกันแน่นขนัด

เมื่อเสกสมรส พระองค์ทรงดำริที่จะไม่มีบุตร ในจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนถึงหม่อมเอลิสะเบธ ได้ตรัสไว้ว่า "ถ้าเผื่อเราแต่งงานกัน อย่ามีลูกกันเลย เพราะเด็กที่เกิดมาหลายเชื้อชาติ จะมีปัญหาตลอด" แต่ถึงกระนั้นหลังเสกสมรสเป็นเวลา 18 ปี หม่อมเอลิสะเบธจึงตั้งครรภ์หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ เมื่อหม่อมอายุ 41 ปี[30]

ความสนพระทัย[แก้]

ในระหว่างทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษ โปรดการละคร โดยทรงแสดงประปรีชาสามารถด้านการละครในเวลาต่อมา ทั้งทรงนิพนธ์บทละครจำนวนหนึ่ง และยังทรงเข้าร่วมแสดงละครและนิพนธ์บทละครด้วยตัวพระองค์เอง[31]

พระนิพนธ์[แก้]

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงสนพระทัยในงานประพันธ์และประวัติศาสตร์ ทรงนิพนธ์หนังสือไว้ 13 เล่ม โดยเล่มที่สำคัญที่สุดคือ เกิดวังปารุสก์, เจ้าชีวิต, ดาราทอง, ไทยชนะ

  • ประวัติศาสตร์ที่แต่งเป็นภาษาอังกฤษ ได้แก่ Lords of Life (และต่อมาทรงแปลเป็นภาษาไทยใช้ชื่อว่า เจ้าชีวิต เรื่องราวของพระราชวงศ์จักรีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2325 ของการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปี 2475 ซึ่งเป็นปีเปลี่ยนการปกครอง), Wheels at Speed, Road Racing 1936, Road Star Hat Trick, Dick Seaman-Racing Motorist, Brought up in England, Blue and Yellow, The Education of the Enlightened Despots, The Twain Have Met, First-Class Ticket
  • ประวัติศาสตร์ไทย ได้แก่ อาณาจักรสุโขทัย, ไตรภูมิพระร่วง, เจ้าชีวิต
  • สาขาประวัติศาสตร์ต่างประเทศ ได้แก่ เฟรเดริค มหาราชแห่งปรัสเซีย, คองเกรสแห่งเวียนนา, คัทรินมหาราชินี, คาวัวร์และกำเนิดอิตาลีอิสระ, ฮันนิบาล, เนลสัน
  • สาขาอัตชีวประวัติ ได้แก่ เกิดวังปารุสก์ ซึ่งเป็นผลงานที่โดดเด่นมากที่สุด นิพนธ์ไว้ทั้งหมด 3 เล่ม
  • สาขาบทละคร ได้แก่ สุดหนทาง, ตรวจราชการ
  • สารคดีปกิณกะ ได้แก่ ชุมนุมจุลจักรสาร, ต้นรัชกาลเอลิซาเบธที่ 2
  • นวนิยาย ได้แก่ สามสาว, ดัดสันดานอิเหนา และ สาวสวย-หญิงงาม
  • เรื่องแปล ได้แก่ วาระสุดท้ายของฮิตเลอร์
  • แข่งรถ ได้แก่ ดาราทอง ,ไทยชนะ

เครื่องราชอิสริยาภรณ์[แก้]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ[แก้]

อนุสรณ์และการรำลึกถึง[แก้]

เนื่องในปีครบรอบ 100 ปี การประสูติของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ พระธิดา ร่วมกับลูกชาย จุลจักร จักรพงษ์ และภูวสวัสดิ์ จักรพงษ์ จัดนิทรรศการ “100 ปี จุลจักรพงษ์” เปิดบ้านจักรพงษ์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ยังจัดทำหนังสือที่ระลึกและดีวีดีภาพยนตร์เรื่อง “ภาพแห่งชีวิต จุลจักรพงษ์” ที่เป็นการรวมรวมข้อมูลพระองค์จุลฯ รวมภาพข่าว ภาพวาดโบราณต่าง ๆ ความยาวจำนวน 120 หน้า ประกอบด้วย 10 บท และในวันงานยังมีการฉายภาพยนตร์เก่า “ภาพแห่งชีวิต จุลจักรพงษ์” ที่นำฟิล์มต้นฉบับภาพยนตร์เก่าที่ถ่ายทำโดยพระองค์จุลฯ[39]

สำหรับอาคารที่ตั้งตามพระนาม เช่น ตึกจุลจักรพงษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ใช้เป็น สถานที่พยาบาลคนไข้ภายนอก[40] สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2524[41] และตึกจุลจักรพงษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตึกหลังศาลาพระเกี้ยว

พงศาวลี[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. HRH Prince Chula CHAKRABONGSE
  2. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 29
  3. ปรีดี พนมยงค์ กับสถาบันกษัตริย์และกรณีสวรรคต สุพจน์ ด่านตระกูล
  4. เกิดวังปารุสก์, หน้า 35
  5. พระราชประวัติเจ้าฟ้าฯ
  6. แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม, หน้า 95
  7. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 30
  8. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 40
  9. ราชกิจจานุเบกษา, พระบรมราชโองการ ประกาศ ยกหม่อมเจ้าเป็นพระองค์เจ้า เจ้าฟ้ากรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ ขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์, เล่ม 37, ตอน 0 ก, 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2463, หน้า 152
  10. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 42
  11. พ.ท.พระสารสาสน์พลขันธ์ (ลอง สุนทานนท์) นักเศรษฐศาสตร์ที่กล้าคิดกล้าเขียน
  12. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 44
  13. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 47
  14. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 55
  15. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 57
  16. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 63
  17. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์. เกิดวังปารุสก์. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ River Books, [ม.ป.ป.]. ISBN 974-8225-22-4
  18. เกิดวังปารุสก์, หน้า 215
  19. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 70
  20. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 77
  21. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 79
  22. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 74
  23. แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม, หน้า 245
  24. แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม, หน้า 248
  25. แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม, หน้า 249
  26. แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม, หน้า 250
  27. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 19
  28. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 17
  29. ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหาร
  30. นิตยสารเฮลโล ฉบับที่ 8 วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2551 หน้า 64-78
  31. 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008, หน้า 64
  32. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๕๑, ตอน ๐ ง, ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๗, หน้า ๓๗๐๓
  33. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๗๙, ตอน ๔๖ ง, ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๕, หน้า ๑๒๔๙
  34. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๘๑, ตอน ๙ ง, ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๗, หน้า ๒๓๔
  35. ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๔๘, ตอน ๐ ง, ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๔, หน้า ๓๐๘๔
  36. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๕๕, ตอน ๐ ง, ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑, หน้า ๓๐๒๐
  37. ราชกิจจานุเบกษา, แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์, เล่ม ๗๐, ตอน ๑๗ ง, ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๖, หน้า ๑๐๑๐
  38. ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 30 พฤษภาคม 2481 แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ประดับตราต่างประเทศhttp://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2481/D/542.PDF
  39. ระลึก 100 ปี ‘จุลจักรพงษ์’ posttoday.com
  40. ในหลวงกับกาชาด ด้านอาคารสถานที่
  41. หน่วยรังสีวินิจฉัย md.chula.ac.th

บรรณานุกรม[แก้]

  • อรสม สุทธิสาครและสุธาทิพย์ โมราลาย, 100 ปี จุลจักรพงษ์ 1908-2008.--กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์ จำกัด, (ISBN 978-974-9863-63-3)
  • หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์และไอลีน ฮันเตอร์, แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม.--กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์ จำกัด, 2551 (ISBN 978-974-9863-72-5)
  • พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, เกิดวังปารุสก์ ฉบับ 100 ปีจุลจักรพงษ์. --กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์ริเวอร์ บุ๊คส์ จำกัด, 2552 (ISBN 978-974-9863-71-8)

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]