อำเภอขุนหาญ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอขุนหาญ
แผนที่จังหวัดศรีสะเกษ เน้นอำเภอขุนหาญ
ขุนหาญเมืองน้ำตก สะตอดกรสชาติดี
มีเงาะทุเรียนหอมหวาน วัดล้านขวดล้ำค่า
ชาวประชาสามัคคี มากมีวัฒนธรรม
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอขุนหาญ
อักษรโรมัน Amphoe Khun Han
จังหวัด ศรีสะเกษ
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 772.39 ตร.กม.
ประชากร 107,645 คน (พ.ศ. 2559)
ความหนาแน่น 139.36 คน/ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 3308
รหัสไปรษณีย์ 33150
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอขุนหาญ หมู่ที่ 12 ตำบลสิ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ 33150
พิกัด 14°37′0″N 104°25′30″E / 14.61667°N 104.42500°E / 14.61667; 104.42500
หมายเลขโทรศัพท์ 0 4567 9216
หมายเลขโทรสาร 0 4567 9216

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

ขุนหาญ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 รองจากอำเภอกันทรลักษ์ อำเภอภูสิงห์ และอำเภอขุขันธ์ ตามลำดับ และเป็นหนึ่งในสามอำเภอของจังหวัดศรีสะเกษที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชา และยังเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกเงาะ ทุเรียนที่มีชื่อเสียงของจังหวัดศรีสะเกษอีกด้วย[1]

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอขุนหาญตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ประวัติ[แก้]

อำเภอขุนหาญเป็นแหล่งชุมชนเก่าแก่ เป็นพื้นที่ลุ่มของลำห้วยหลายสาขา มีความอุดมสมบูรณ์ สันนิษฐานว่าชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ก่อนเป็นชาวกุยหรือส่วย (ซึ่งได้สืบเชื้อสายกันต่อมาจนถึงปัจจุบัน และมีชาวบ้านที่ใช้ภาษากุยหรือส่วยอยู่มากในตำบลโนนสูง ตำบลโพธิ์กระสังข์ และบางส่วนของตำบลกระหวัน) ในยุคต่อมาชาวขอมหรือชนที่ใช้ภาษาเขมรเข้ามาและกระจายกันตั้งบ้านเรือนจนกลายเป็นชุมชนใหญ่ และสืบสานประเพณีต่อ ๆ กันมา ส่วนผู้คนที่ใช้ภาษาลาวได้เข้ามาภายหลัง ซึ่งสันนิษฐานว่าเข้ามาตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นยุคที่ทางราชสำนักเวียงจันทน์เกิดความวุ่นวายและผู้คนได้อพยพข้ามลำน้ำโขงมาตั้งหลักแหล่งใหม่ ผู้คนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งหลักแหล่งในแถบนี้ คือ (ตามตำนานและเรื่องบอกเล่าของผู้คนสมัยก่อน) กลุ่มของนายหาญ นายเอก นายอุด ซึ่งทั้งสามคนนี้ได้แยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือน นายหาญได้ไปตั้งหลักแหล่ง ณ บริเวณที่ปัจจุบันอยู่ในเขตบ้านแดง ตำบลขุนหาญ นายเอกไปตั้งที่บ้านตาเอก (ปัจจุบันนี้อยู่ในเขตตำบลห้วยจันทร์) ส่วนนายอุดแยกไปไกลทางทิศตะวันตก ตั้งหลักแหล่งที่ปัจจุบันเรียกว่าบ้านตาอุด เขตอำเภอขุขันธ์

ต่อมาบริเวณแถบนี้ ราชสำนักสยามเรียกว่า "เขมรป่าดง" และได้ตั้งเมืองขุขันธ์ขึ้น โดยขึ้นกับเมืองนครราชสีมา และด้วยเหตุนี้นายหาญจึงมีโอกาสเข้าทำราชการและมีบรรดาศักดิ์เป็น "ขุน" หมู่บ้านที่ท่านอยู่จึงถูกเรียกว่า บ้านขุนหาญ จนกระทั่งมีการจัดรูปแบบการปกครองใหม่ในรูปแบบของจังหวัดและอำเภอ เมืองขุขันธ์จึงถูกยุบเป็นอำเภอขุขันธ์ขึ้นแก่จังหวัดศรีสะเกษ ในระดับตำบล "บ้านขุนหาญ" ซึ่งเป็นบ้านเก่าแก่และเป็นหมู่บ้านใหญ่ จึงได้เอาชื่อ "ขุนหาญ" มาตั้งเป็นชื่อตำบล ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น ประชากรมากขึ้น และเขตรับผิดชอบของอำเภอขุขันธ์ค่อนข้างกว้าง จึงได้ยกเอาตำบลต่าง ๆ ในเขตทางตะวันออกเฉียงใต้ของอำเภอขึ้นเป็นกิ่งอำเภอ โดยเจ้าหน้าที่ผู้ก่อตั้งสมัยนั้นได้เลือกชัยภูมิที่เป็นเนินสูงและมีแหล่งน้ำใหญ่ (หนองสิ) อยู่ใกล้เป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ ซึ่งอยู่ในเขตตำบลสิ เดิมทีจะใช้ชื่อกิ่งอำเภอว่า "สิ" ซึ่งฟังแล้วอาจจะไม่เสนาะเท่าใด จึงมีการคิดชื่อกันใหม่ และตกลงกันว่าจะเอาชื่อหมู่บ้านที่เก่าแก่มาตั้งเป็นชื่อกิ่งอำเภอ เมื่อสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่จึงรู้ว่า "บ้านขุนหาญ" ซึ่งอยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันตกของที่ตั้งกิ่งอำเภอ เป็นชุมชนเก่าแก่ย้อนหลังไปถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงได้ยกเอาชื่อ "ขุนหาญ" มาเป็นชื่อกิ่งอำเภอ โดยที่ตั้งไม่ได้อยู่ในเขตตำบลขุนหาญแต่อย่างใด ต่อมาจึงยกฐานะขึ้นเป็นอำเภออย่างสมบูรณ์

ด้วยความหลากหลายของผู้คนหลายเหล่าที่โยกย้ายมาตั้งหลักแหล่งในบริเวณเดียวกัน อำเภอขุนหาญจึงมีทั้งผู้คนที่ใช้ภาษาเขมร ภาษาส่วย และลาวหรืออีสาน อาศัยอยู่กระจัดกระจาย โดยมีประชากรที่ใช้ภาษาเขมรในสัดส่วนที่มากที่สุด ส่วนภาษาลาวนั้นมี 2 สำเสียง คือ

  • สำเนียงดั้งเดิมของลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากนายหาญ นายเอก และนายอุด ซึ่งกลายเป็นสำเนียงเอกลักษณ์ของจังหวัดศรีสะเกษ
  • สำเนียงอุบล ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าผู้คนที่ใช้ภาษาลาวสำเนียงอุบลเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตอำเภอขุนหาญเมื่อใด แต่แน่ชัดว่าเป็นชนกลุ่มหลังสุดที่เข้ามาทำมาหากินในบริเวณนี้ ผู้ที่เข้ามาก่อนตั้งบ้านเรือนในเขตตำบลสิ ส่วนชาวลาวสำเนียงอุบลที่มาหลังสุดไปตั้งหมู่บ้านต่างๆ ที่มีชื่อนำหน้าว่า "ซำ" ในเขตตำบลพราน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีดินอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำไร่พืชผลชนิดต่าง ๆ การอยู่รวมกันและติดต่อแลกเปลี่ยนกันของชนหลายเหล่าในเขตอำเภอขุนหาญทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและซึมซับวัฒนธรรมระหว่างกัน ขนบธรรมเนียมบางอย่างจึงแตกต่างออกไปจากผู้คนในเขตอื่นของจังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะผู้คนที่ใช้ภาษาลาวจะรับเอาขนบธรรมเนียมบางอย่างของชาวเขมรและชาวส่วยเข้าแทรกในธรรมเนียมของตน

ที่มาของอำเภอขุนหาญ[แก้]

"ขุนหาญ" เป็นชื่อของชาวเวียงจันทน์ซึ่งเป็นทหารมาพร้อมกับกองทัพพระเจ้าอนุวงศ์บุตรเจ้าศิริบุญสารผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ในขณะนั้นเวียงจันทน์เป็นเมืองขึ้นของไทยและต้องการแยกเป็นเอกราช เจ้าอนุวงศ์และเจ้าราชบุตรโย้จึงได้ยกกองทัพเมืองเวียงจันทน์และกองทัพเมืองจำปาศักดิ์ลงมาเพื่อตีกรุงเทพฯ และเพื่อนำเอาเชลยศึกชาวลาวที่ถูกสยามกวาดต้อนมาตั้งแต่สมัยธนบุรีกลับคืนบ้านเมือง ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2369 กองทัพลาวได้ยกทัพมาถึงเมืองนครราชสีมา (โคราช) ขณะนั้นเจ้าพระยามหานครราชสีมาไม่อยู่ และพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาไปราชการเมืองขุขันธ์ ทัพลาวจึงเข้ายึดเมืองได้ ยึดเอาทรัพย์สิน และให้พระยารามพิชัยกวาดต้อนชาวเมืองโคราชไปเป็นเชลยศึกเพื่อจะนำไปยังเมืองเวียงจันทน์ เจ้าอนุวงศ์ยังได้สั่งให้ทัพหน้าไปกวาดต้อนเอาชาวลาวเวียงที่เมืองปากเพรียว (สระบุรี) เพื่อนำกลับไปยังเมืองเวียงจันทน์อีกด้วย ในบรรดาเชลยศึกมี คุณหญิงโม (ชาวลาวเรียกว่าคุณหญิง "โม้") รวมอยู่ด้วย คุณหญิงโมเป็นหญิงฉลาดรู้ทันว่าเจ้าอนุวงศ์หลอกลวง จึงออกอุบายให้ทหารเวียงจันทน์ตายใจโดยให้หญิงไทยที่ถูกต้อนมาด้วยที่เป็นเชลยยั่วยวนหน่วงเหนี่ยวทหารให้เดินทัพช้าลง วางแผนให้พวกผู้หญิงหลอกขอจอบ เสียม มีด ใช้ซ่อมเกวียนและทำอาหาร แท้จริงแล้วกลับนำจอบ เสียม มีด นั้น มาลอบตัดไม้เป็นอาวุธแอบซ่อนไว้ ในวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๖๙ ณ ทุ่งสัมฤทธิ์แขวงพิมาย ขณะพักเป็นโอกาสเหมาะที่พวกผู้หญิงช่วยกันหลอกล่อมอมเหล้าทหารลาวจนเมามายไร้สติไปทั้งกองทัพ พอสบโอกาสทั้งหญิงชายก็แย่งอาวุธฆ่าฟันจนทหารล้มตายเป็นจำนวนมากจนกองทัพลาวแตกพ่ายแพ้ไป เมื่อชาวโคราชได้รับชัยชนะจึงตั้งค่ายอยู่ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ ชาวบ้านที่หนีไปทราบข่าวก็ออกมาร่วมสมทบ ขณะเดียวกันพระยาปลัดเมืองที่ไปราชการเมืองขุขันธ์ก็ยกทัพกลับตามมาช่วยทันเวลา ส่วนเจ้าอนุวงศ์รู้ข่าวว่าทางกรุงเทพฯยกทัพขึ้นมาช่วยจึงเลิกทัพไป มีทหารลาวบางกลุ่มไม่ยอมกลับเวียงจันทน์โดยเฉพาะกลุ่มของ "นายหาญ" มาตั้งรกรากอยู่บ้านแดง ต.ขุนหาญ อ.ขุนหาญ ในปัจจุบัน และต่อมาได้ไปรับราชการกับพระยาขุขันภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ เนื่องจาก "นายหาญ" เป็นคนเฉลียวฉลาดอาจหาญ มีปฏิภาณไหวพริบ มีคนเกรงขาม ด้วยความสามารถดังกล่าวจึงได้รับตั้งบรรดาศักดิ์เป็น "ขุน" ขุนหาญ เมื่อเกษียณอายุราชการ ก็ได้กลับมาอยู่บ้านเดิม และ ขณะนั้นได้มีการจัดตั้งหมู่บ้านให้เป็นตำบลจากทางราชการพร้อมเลือกกำนัน ขุนหาญได้รับเลือกจากราษฏรเป็นกำนันคนแรกตั้งชื่อว่า"ตำบลขุนหาญ" ต่อมาทางราชการได้แยกการปกครองให้เป็น "กิ่งอำเภอ" จึงได้นำชื่อ "กิ่งอำเภอขุนหาญ" มาเป็นชื่ออำเภอ "อำเภอขุนหาญ" ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 จนถึงปัจจุบัน

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

อำเภอขุนหาญแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 12 ตำบล 145 หมู่บ้าน ได้แก่

1. สิ (Si) 14 หมู่บ้าน 7. ขุนหาญ (Khun Han) 9 หมู่บ้าน
2. บักดอง (Bak Dong) 22 หมู่บ้าน 8. โนนสูง (Non Sung) 9 หมู่บ้าน
3. พราน (Phran) 20 หมู่บ้าน 9. กันทรอม (Kanthrom) 13 หมู่บ้าน
4. โพธิ์วงศ์ (Pho Wong) 8 หมู่บ้าน 10. ภูฝ้าย (Phu Fai) 8 หมู่บ้าน
5. ไพร (Phrai) 11 หมู่บ้าน 11. โพธิ์กระสังข์ (Pho Krasang) 14 หมู่บ้าน
6. กระหวัน (Krawan) 12 หมู่บ้าน 12. ห้วยจันทร์ (Huai Chan) 5 หมู่บ้าน

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอขุนหาญประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 13 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลขุนหาญ ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลโนนสูงและบางส่วนของตำบลสิ
  • เทศบาลตำบลโพธิ์กระสังข์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพธิ์กระสังข์ทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลกระหวัน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกระหวันทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลกันทรอม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลกันทรอมทั้งตำบล
  • เทศบาลตำบลสิ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสิทั้งตำบล (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลขุนหาญ)
  • เทศบาลตำบลโนนสูง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโนนสูงทั้งตำบล (เฉพาะนอกเขตเทศบาลตำบลขุนหาญ)
  • เทศบาลตำบลเมืองขุนหาญ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลขุนหาญทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลพราน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพรานทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลไพร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลไพรทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลโพธิ์วงศ์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโพธิ์วงศ์ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยจันทร์ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลห้วยจันทร์ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบักดอง ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบักดองทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลภูฝ้าย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลภูฝ้ายทั้งตำบล

สถานศึกษา[แก้]

  • ระดับมัธยมศึกษา ม.1 - ม.6
  1. โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์
  2. โรงเรียนไพรธรรมคุณวิทยา
  3. โรงเรียนกันทรอมวิทยาคม
  4. โรงเรียนพรานวิบูลวิทยา
  5. โรงเรียนโพธิ์วงศ์วิทยา
  6. โรงเรียนมัธยมบักดองวิทยา
  7. โรงเรียนร่มโพธิ์วิทยา
  8. โรงเรียนนาแก้ววิทยา
  • โรงเรียนขยายโอกาส อนุบาล 1 - ม.3
  1. โรงเรียนอนุบาลขุนหาญ (สิ)
  2. โรงเรียนบ้านสำโรงเกียรติ
  3. โรงเรียนบ้านตาเอก
  4. โรงเรียนบ้านหนองจิก
  5. โรงเรียนวัดโพธิ์น้อย
  6. โรงเรียนบ้านโคกระเวียง
  7. โรงเรียนบ้านโพธิ์กระสังข์
  8. โรงเรียนบ้านสิริขุนหาญ
  • วิทยาลัยการอาชีพ

วิทยาลัยการอาชีพขุนหาญ

สถานพยาบาล[แก้]

  1. โรงพยาบาลขุนหาญ
  2. โรงพยาบาลแพทย์แผนไทยขุนหาญ
  3. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโพธิ์กะสังข์ (เขตตำบลโพธิ์กะสังข์)
  4. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองบัว (เขตตำบลโนนสูง)


สถานที่ท่องเที่ยว[แก้]

  • วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว (วัดล้านขวด) ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลขุนหาญ สิ่งปลูกสร้างภายในตกแต่งด้วยขวดแก้วหลากสีหลายแบบนับล้านใบที่ชาวบ้านได้ช่วยกันบริจาค เป็นวัดที่มีลักษณะสวยงามแปลกตา โดยเฉพาะศาลาใหญ่ที่เรียกว่า ศาลาฐานสโม มหาเจดีย์แก้ว และนอกจากนี้ยังมีสิมน้ำ (โบสถ์) ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งมีความวิจิตรงดงามมาก
  • ปราสาทตำหนักไทร (ปราสาททามจาน) ตั้งอยู่ที่บ้านตำหนักไทร ตำบลบักดอง ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2127 (ต่อทางของเทศบาลตำบลขุนหาญควบคุม-สำโรงเกียรติ) ห่างจากอำเภอขุนหาญ 20 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัด 81 กิโลเมตร เป็นปราสาทอิฐหลังเดียวบนฐานศิลาทราย ก่อด้วยอิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูเข้าออกได้ด้านเดียว คือ ด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นด้านหน้า อีก 3 ด้าน เป็นประตูหลอก คือ สลักเป็นรูปบานประตูลงในเนื้ออิฐ บริเวณทางเข้ามีสิงห์จำหลักสองตัว เฉพาะด้านหน้ากรอบประตูเป็นหินทราย แต่เดิมเคยมีทับหลังเป็นภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ มีพระชายาลักษมี นั่งอยู่ที่ปลายพระบาท และมีพระพรหมผุดมาจากพระนาภี สองข้างพระพรหมเป็นรูปฤๅษีและบุคคลนั่งในซุ้มเรือนแก้ว ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ปราสาทตำหนักไทรเป็นเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16-17
  • น้ำตกสำโรงเกียรติ (น้ำตกปีศาจ) ตั้งอยู่ที่บ้านสำโรงเกียรติ มีต้นกำเนิดจากภูเขากันทุงในทิวเขาพนมดงรัก เป็นน้ำตกขนาดกลาง ตกจากหน้าผาสูง 8 เมตร มีน้ำมากในช่วงเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ เหนือน้ำตกเป็นธารน้ำไหลไปตามลานหิน จะมีความสวยงามในฤดูฝน การเดินทางใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2111 เมื่อถึงตัวเมืองอำเภอขุนหาญ เลี้ยวตรงมุมที่ว่าการอำเภอ เข้าทางหลวงหมายเลข 2127 ขุนหาญ-สำโรงเกียรติ ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ที่ตั้งนำตกอยู่เลยบ้านสำโรงเกียรติขึ้นเขาไปทางทิศใต้อีกเล็กน้อย ห่างจากตัวจังหวัด 81 กิโลเมตร
  • น้ำตกห้วยจันทร์ (น้ำตกกันทรอม) มีต้นกำเนิดจากทิวเขาพนมดงรัก บริเวณภูเสลา เป็นน้ำตกที่สวยงามไหลลดหลั่นมาตามชั้นหินก่อนไหลลงสู่ลำห้วยจันทร์เบื้องล่าง มีน้ำมากในช่วงเดือนกันยายน-กุมภาพันธ์ บริเวณร่มรื่นด้วยพรรณไม้ป่านานาชนิด เหมาะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ การเดินทางใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2111 เข้าตัวเมืองขุนหาญ แล้วแยกไปใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2128 ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ถึงบ้านกระเบาเลี้ยวซ้ายขึ้นไปประมาณ 12 กิโลเมตร ถึงโรงเรียนบ้านห้วยจันทร์ เลี้ยวขวาไปอีก 1 กิโลเมตร ก็ถึงที่ตั้งน้ำตก
  • หนองสิ (อ่างเก็บน้ำหนองสิ) หนองสิเป็นแหล่งน้ำตามชาติที่ใช้ในการอุปโภคและบริโภค เป็นแหล่งดูพระอาทิตย์ตกที่สวยงามแห่งหนึ่งของขุนหาญ และเป็นประมงน้ำจืดที่มีธรรมชาติงดงาม
  • เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก
  • ปราสาทตำหนักไทร เส้นทางผ่านไปน้ำตกสำโรงเกียรติ

วัดบ้านขุนหาญ อยู่ห่างจากตัวอำเภอขุนหาญ ไปทางทิศตะวันตก 6 กิโลเมตร ( ตามเส้นทางขุนหาญ - โพธิ์กระสังข์ ) วัดบ้านขุนหาญ ตั้งอยูที่บ้านขุนหาญใต้ หมู่ 9 เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดของจังหวัดศรีสะเกษ รองจากวัดตะเคียนราม อ.ภูสิงห์ ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ วัสดุปูนปั้นปางมารวิชัย ศิลปะล้านช้าง และภายในบริเวณวัดยังประดิษฐานพระบรมธาตุเจดีย์ศรีขุนหาญ อันเป็นที่สถิตย์ของพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับประทานมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก รวมถึงหลวงพ่อโตอุตะมะ และสิ่งก่อสร้างที่สวยงามอีกมากมาย อีกทั้งยังเป็นสถานที่ประดิษฐาน " อนุสาวรีย์ขุนหาญ " หรือพ่อปู่ขุนหาญอันเป็นเคารพ สักการะของชาวอำเภอขุนหาญอีกด้วย

การเดินทาง[แก้]

  • การเดินทางจากตัวจังหวัดศรีสะเกษไปอำเภอขุนหาญสามารถใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 221 (ศรีสะเกษ-เขาพระวิหาร) และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2111 [สายแยกทางหลวงหมายเลข 221 (พยุห์) -ขุนหาญ] ผ่านอำเภอพยุห์และอำเภอไพรบึงมายังอำเภอขุนหาญระยะทางประมาณ 61 กิโลเมตร
  • จากกรุงเทพใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24 และเลี้ยวที่แยกหัวช้าง (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2111) มายังอำเภอขุนหาญระยะทาง 11 กิโลเมตร

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  1. เว็บไซต์โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์
  2. เว็บไซต์โรงเรียนไพรธรรมคุณวิทยา