แมนเชสเตอร์
แมนเชสเตอร์
Manchester | |
|---|---|
นคร และโบโรมหานคร | |
สมญา:
| |
| คำขวัญ: | |
แมนเชสเตอร์แสดงภายในเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ | |
| พิกัด: 53°28′44″N 2°14′43″W / 53.4790°N 2.2452°W | |
| รัฐเอกราช | |
| ประเทศ | |
| ภูมิภาค | นอร์ทเวสต์ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) |
| เทศมณฑลพิธีการ | เกรเทอร์แมนเชสเตอร์ |
| ก่อตั้ง | คริสต์ศตวรรษที่ 1 |
| กฎบัตรเมือง | ค.ศ. 1301 |
| สถานะนคร | 29 มีนาคม ค.ศ. 1853 |
| โบโรมหานคร | 1 เมษายน ค.ศ. 1974 |
| สำนักงานใหญ่บริหาร | ศาลาว่าการเมืองแมนเชสเตอร์ |
| การปกครอง | |
| • ประเภท | โบโรมหานคร |
| • องค์กร | สภานครแมนเชสเตอร์ |
| • ฝ่ายบริหาร | ผู้นำและคณะเทศมนตรี |
| • เสียงส่วนมาก | พรรคแรงงาน |
| • ผู้นำ | เบฟ เครก (พรรคแรงงาน) |
| • ลอร์ดแมร์ | คาร์ไมน์ กริมชอว์ (Carmine Grimshaw) |
| • สมาชิกรัฐสภา | 6 สมาชิกรัฐสภา |
| พื้นที่ | |
• ทั้งหมด | 116 ตร.กม. (45 ตร.ไมล์) |
| • อันดับ | 199 |
| ประชากร (2024)[3] | |
• ทั้งหมด | 589,670 คน |
| • อันดับ | 4 |
| • ความหนาแน่น | 5,099 คน/ตร.กม. (13,210 คน/ตร.ไมล์) |
| เดมะนิม |
|
| กลุ่มชาติพันธุ์ (ค.ศ. 2021) | |
| • กลุ่มชาติพันธุ์ | |
| ศาสนา (ค.ศ. 2021) | |
| • ศาสนา | |
| เขตเวลา | UTC+0 (เวลามาตรฐานกรีนิช) |
| • ฤดูร้อน (เวลาออมแสง) | UTC+1 (เวลาฤดูร้อนบริติช) |
| พื้นที่รหัสไปรษณีย์ | |
| รหัสโทรศัพท์ | 0161 |
| รหัส ISO 3166 | GB-MAN |
| รหัส GSS | E08000003 |
| เว็บไซต์ | manchester |
แมนเชสเตอร์ (อังกฤษ: Manchester; /ˈmæntʃɪstər, -tʃɛs-/ [5][6]) เป็นนครในเทศมณฑลเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ มีจำนวนประชากรกว่า 589,000 คนใน ค.ศ. 2024 มีอาณาเขตติดต่อกับที่ราบเชชเชอร์ทางทิศใต้ เทือกเขาเพนไนน์ทางทิศเหนือและทิศตะวันออก และนครซอลฟอร์ดทางทิศตะวันตก นครทั้งสองและเมืองโดยรอบรวมกันเป็นหนึ่งในเขตเมืองต่อเนื่องที่มีประชากรมากที่สุดของสหราชอาณาจักร คือเขตสิ่งปลูกสร้างเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ซึ่งมีประชากร 2.87 ล้านคน[7]
ประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์เริ่มต้นจากการตั้งถิ่นฐานของพลเรือนบริเวณป้อมปราการในสมัยโรมันชื่อ มามูคิอุม (Mamucium) หรือแมนคูเนียม (Mancunium) ซึ่งก่อตั้งขึ้นราว ค.ศ. 79 บนเนินหินทรายใกล้จุดบรรจบของแม่น้ำเมดล็อกกับแม่น้ำเออร์เวลล์ เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทศมณฑลแลงคาเชอร์ และในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้มีการผนวกรวมพื้นที่บางส่วนของเทศมณฑลเชชเชอร์ทางใต้ของแม่น้ำเมอร์ซีย์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแมนเชสเตอร์ ตลอดยุคกลาง แมนเชสเตอร์ยังคงเป็นชุมชนแบบศักดินา แต่เริ่มขยายตัวอย่างมากจากความรุ่งเรืองของการผลิตสิ่งทอในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษ[8] ส่งผลให้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลก[9] แมนเชสเตอร์ได้รับสถานะนครใน ค.ศ. 1853 คลองเดินเรือแมนเชสเตอร์เปิดใช้งานใน ค.ศ. 1894 ก่อให้เกิดท่าเรือแมนเชสเตอร์ ที่เชื่อมต่อเมืองกับทะเลไอริชซึ่งอยู่ห่างไปทางตะวันตก 36 ไมล์ (58 กิโลเมตร) ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองได้ซบเซาลงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเนื่องจากการลดบทบาทของอุตสาหกรรม และเหตุระเบิดแมนเชสเตอร์ใน ค.ศ. 1996 นำไปสู่การลงทุนและการฟื้นฟูเมืองครั้งใหญ่[10]
ภายหลังการพัฒนาเมืองครั้งสำคัญ แมนเชสเตอร์ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ ค.ศ. 2002 เมืองนี้มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ผลงานดนตรี ความเชื่อมโยงด้านสื่อ ผลผลิตทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม อิทธิพลทางสังคม สโมสรกีฬา และโครงข่ายคมนาคมขนส่ง
ใน ค.ศ. 2014 เครือข่ายวิจัยโลกาภิวัฒน์และนครโลกได้จัดแมนเชสเตอร์เป็นนครโลกระดับบีตา และทำให้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ หากไม่นับลอนดอน[11] แมนเชสเตอร์เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเยือนมากที่สุดอันดับสามในสหราชอาณาจักร รองจากลอนดอน และเอดินบะระ[12] และได้การยอมรับจากหลายฝ่ายว่าเป็นเมืองรองของสหราชอาณาจักร[13][14] แมนเชสเตอร์เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงจากการกีฬา ขนส่ง ดนตรี ธุรกิจขนาดใหญ่ ผลผลิตทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม วัฒนธรรม ศิลปะ สถาปัตยกรรม สื่อ และอุตสาหกรรม มีสถานีรถไฟแมนเชสเตอร์ลิเวอร์พูลโรดเป็นสถานีรถไฟขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองแห่งแรกของโลก และมีนักวิทยาศาสตร์ในเมืองที่แยกอะตอมได้เป็นครั้งแรก และพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเก็บโปรแกรมได้เครื่องแรกของโลก
ภูมินามวิทยา
[แก้]ชื่อแมนเชสเตอร์มาจากชื่อในภาษาละติน คือ Mamucium หรือรูปแปร Mancunio/Mancunium ซึ่งยังคงเป็นคำที่ใช้เรียกชาวเมืองแมนเชสเตอร์อยู่ คือ แมนคิวเนียน (Mancunian, ออกเสียง /mænˈkjuːniən/) มีการสันนิษฐานว่าเป็นการถอดคำเดิมในภาษาบริตทอนิกเป็นอักษรละติน โดยยอมรับกันโดยทั่วไปว่ารากศัพท์ของชื่อในภาษาบริตทอนิกมาจากคำว่า *mamm- ซึ่งหมายถึง "เต้านม" โดยอ้างอิงถึงเนินรูปเต้านมซึ่งเป็นตำแหน่งที่เมืองนี้ถูกสร้างขึ้น[15][16] อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดเสนอว่าชื่ออาจมาจากคำว่า *mamma ในภาษาบริตทอนิก ซึ่งหมายถึง "แม่" โดยเชื่อมโยงกับเทพธิดาแห่งแม่น้ำเมดล็อก[17][a] และมีการเติมคำปัจจัย -chester ซึ่งมาจากคำในภาษาอังกฤษเก่า คือ ceaster (หมายถึง "ป้อมปราการโรมัน" ซึ่งยืมมาจากภาษาละติน castra แปลว่า "ป้อมปราการ; เมืองที่มีกำแพงป้องกัน")[15][16] และเริ่มใช้หลังสิ้นสุดการปกครองของโรมันในบริเตน เพื่อเรียกสถานที่ที่เคยมีความเกี่ยวข้องกับกองทัพโรมัน[18]
สมญานามของแมนเชสเตอร์ซึ่งมีที่มาจากบทบาทของเมืองในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้แก่ "เมืองคลังสินค้า" (warehouse city) และ "คอตตอนอโพลิส" (cottonopolis) เมืองนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางว่าเป็น "เมืองหลวงแห่งภาคเหนือ" (the capital of the North)[19][20][21][22] โดยยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันกับเมืองขนาดใหญ่อย่างเบอร์มิงแฮมในเรื่องของการเป็นนครที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของสหราชอาณาจักรอย่างไม่เป็นทางการ[23][24][25][26] นอกจากนี้ เมืองนี้ยังถูกเรียกกันอย่างไม่บ่อยนักว่า "แมนนี" (Manny)[27][28][29] โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่ไม่ใช่แมนคิวเนียน ซึ่งบางส่วนของชาวเมืองมองว่าเป็นคำที่ไม่เหมาะสม[27] คำดังกล่าวได้รับความนิยมขึ้นมาจากการใช้คำนี้ของแร็ปเปอร์บักซี มาโลน ในประโยค "putting Manny on the map" (แปลตรงตัวคือ "วางแมนนีลงบนแผนที่" หมายถึง "ทำให้แมนนีเป็นที่รู้จัก")[28][29]
แม้ว่าทางการจะใช้ชื่อแมนเชสเตอร์เฉพาะกับเขตโบโรมหานครที่ชื่อแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นเขตการปกครองย่อยภายในเขตเทศมณฑลมหานครที่ชื่อเกรเทอร์แมนเชสเตอร์[30] แต่ในทางปฏิบัติได้ถูกนำไปใช้เรียกครอบคลุมไปถึงพื้นที่อื่น ๆ ด้วยในตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น "แมนเชสเตอร์ซีทีโซน" (Manchester City Zone),[31] "แมนเชสเตอร์โพสต์ทาวน์" หรือเขตไปรษณีย์แมนเชสเตอร์ (Manchester post town),[32] และ "เขตเก็บค่าธรรมเนียมจราจรแออัดแมนเชสเตอร์" (Manchester Congestion Charge)[33] ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะขอบเขตอย่างเป็นทางการของนคร ตัวอย่างเช่น แมนเชสเตอร์ซีทีโซนจะครอบคลุมเพียงบางสถานีรถไฟในใจกลางเมือง[31] แมนเชสเตอร์โพสต์ทาวน์จะครอบคลุมแมนเชสเตอร์ เซล และซอลฟอร์ด[32] และขอบเขตของเขตเก็บค่าธรรมเนียมจราจรแออัดแมนเชสเตอร์ที่ถูกเสนอไว้ ได้ถูกกำหนดตามแนวมอเตอร์เวย์เอ็ม 60 มิใช่ขอบเขตของตัวเมือง[33]
ประวัติศาสตร์
[แก้]ก่อน ค.ศ. 1066: ประวัติศาสตร์ยุคเริ่มต้น
[แก้]ชนเผ่าเคลต์กลุ่มสำคัญกลุ่มแรกในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือภาคเหนือของอังกฤษคือกลุ่มบริแกนทีส (Brigantes) โดยมีป้อมปราการอยู่ในบริเวณใกล้เคียงบนโขดหินโผล่ทรายซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของมหาวิหารแมนเชสเตอร์ ตรงข้ามแม่น้ำเออร์เวลล์ อาณาเขตของชนกลุ่มนี้ครอบคลุมพื้นที่ที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ซึ่งปัจจุบันคือซอลฟอร์ดและสเตรตฟอร์ด โดยใน ค.ศ. 79 ภายหลังการพิชิตบริเตนของโรมัน แม่ทัพโรมัน ไนอุส ยูลิอุส อากริโคลา (Gnaeus Julius Agricola) ได้สั่งให้ก่อสร้างป้อมปราการชื่อ มามูคิอุม (Mamucium) เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของโรมันในเมืองเดวาวิกทริกซ์ (Deva Victrix; ปัจจุบันคือเชสเตอร์) และเมืองเอบอราคุม (Eboracum; ปัจจุบันคือยอร์ก)[34] นับแต่นั้นมา พื้นที่ศูนย์กลางของแมนเชสเตอร์ก็มีการตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่อง[35]
ซากบางส่วนของป้อมมามูคิอุมยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในย่านคาสเซิลฟีลด์ การอยู่อาศัยของชาวโรมันในแมนเชสเตอร์น่าจะสิ้นสุดลงราวคริสต์ศตวรรษที่ 3 โดยชุมชนพลเรือนดูเหมือนจะถูกละทิ้งภายในกลางคริสต์ศตวรรษเดียวกัน แม้ว่าป้อมปราการอาจยังคงรองรับกองกำลังขนาดเล็กจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 3 หรือต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก็ตาม[36] ป้อมแห่งนี้ได้รับการสำรวจทางโบราณคดีครั้งแรกใน ค.ศ. 1906 และเปิดให้สาธารณชนเข้าชมใน ค.ศ. 1984[37]
ค.ศ. 1066–1800: ก่อนยุคอุตสาหกรรม
[แก้]หลังจากการถอนตัวของชาวโรมันและการตั้งถิ่นฐานของชาวแองโกล-แซกซัน ศูนย์กลางของเมืองได้ย้ายไปยังจุดบรรจบของแม่น้ำเออร์เวลล์และแม่น้ำเอิร์ก[38] ในช่วงการกวาดล้างภาคเหนือของอังกฤษของชาวนอร์มัน พื้นที่โดยรอบแมนเชสเตอร์ถูกทำลายอย่างหนัก[39][40] บันทึกในหนังสือดูมสเดย์ (ค.ศ. 1086) ระบุว่าแมนเชสเตอร์อยู่ในเขตฮันเดรดของซอลฟอร์ด และอยู่ภายใต้การถือครองของโรเจอร์แห่งปัวตู (Roger of Poitou) ขุนนางชาวนอร์มัน[41] ต่อมาเมืองตกอยู่ภายใต้การครอบครองของตระกูลเกรลลีย์ (Grelley) ซึ่งเป็นเจ้าของคฤหาสน์และพำนักอยู่ที่ปราสาทแมนเชสเตอร์[42] ภายใน ค.ศ. 1421 โทมัส เดลาแวร์ (Thomas de la Warre) ได้ก่อตั้งโบสถ์แบบวิทยาลัยประจำเขตแพริช ซึ่งต่อมากลายเป็นมหาวิหารแมนเชสเตอร์ และอาคารโบสถ์อื่น ๆ ในยุคเดียวกันก็ได้กลายเป็นโรงเรียนดนตรีเชทัม และห้องสมุดเชทัม[38][43] โดยห้องสมุดดังกล่าวเปิดใน ค.ศ. 1653 และยังคงเปิดให้บริการแก่สาธารณชน นับเป็นห้องสมุดอ้างอิงสาธารณะฟรีที่เก่าแก่ที่สุดในสหราชอาณาจักร[44]
แมนเชสเตอร์ถูกบันทึกว่าเป็นเมืองตลาดนัดตั้งแต่ ค.ศ. 1282[45] ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 แมนเชสเตอร์ได้มีช่างทอผ้าชาวเฟลมิชไหลบ่ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมักถือว่าเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมสิ่งทอในภูมิภาคแห่งนี้[46] เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการผลิตและการค้าผ้าขนสัตว์และผ้าลินิน และภายใน ค.ศ. 1540 ได้ขยายตัวจนกลายเป็น "เมืองที่งดงาม สร้างอย่างดี คึกคัก และมีประชากรมากที่สุดในแลงคาเชอร์" ตามคำบรรยายของจอห์น ลีแลนด์[38] มหาวิหารและอาคารของชีแทมส์เป็นโบราณสถานสำคัญเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงหลงเหลือจากยุคนั้น[39]
ในช่วงสงครามกลางเมืองอังกฤษ แมนเชสเตอร์สนับสนุนฝ่ายรัฐสภาอย่างเข้มแข็ง ซึ่งนำโดยโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ เขาได้มอบสิทธิให้เมืองนี้เลือกสมาชิกรัฐสภาของตนเอง โดยชาลส์ เวร์สลีย์ ได้รับเลือกและได้รับแต่งตั้งเป็นเมเจอร์เจเนอรัลดูแลแลงคาเชอร์ เชชเชอร์ และสแตฟฟอร์ดเชอร์ ในช่วงที่ปกครองแบบเมเจอร์เจเนอรัล ด้วยแนวคิดพิวริตันที่เคร่งครัด เขาได้สั่งปิดร้านเหล้าในเมืองและห้ามการเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส[47]

ตั้งแต่ราว ค.ศ. 1600 เป็นต้นมา เริ่มมีการใช้ฝ้ายในปริมาณมาก โดยเริ่มจากการผลิตผ้าผสมลินินและฝ้ายฟัสชัน (fustian) และภายในราว ค.ศ. 1750 ได้เริ่มมีการผลิตผ้าฝ้ายบริสุทธิ์ ซึ่งทำให้ฝ้ายเป็นวัสดุสำคัญแทนที่ขนสัตว์[38] แม่น้ำเออร์เวลล์และแม่น้ำเมอร์ซีย์ได้รับการปรับปรุงให้สามารถเดินเรือได้ใน ค.ศ. 1736 เปิดเส้นทางจากแมนเชสเตอร์ไปยังท่าเรือริมแม่น้ำเมอร์ซีย์ คลองบริดจ์วอเทอร์ ซึ่งเป็นทางน้ำที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ทั้งหมดแห่งแรกของบริเตน เปิดใช้งานใน ค.ศ. 1761 เพื่อนำถ่านหินจากเหมืองที่เวร์สลีย์มายังใจกลางแมนเชสเตอร์ และคลองนี้ได้ขยายต่อไปถึงแม่น้ำเมอร์ซีย์ใน ค.ศ. 1776 การรวมกันระหว่างการแข่งขันและการพัฒนาประสิทธิภาพให้ดีขึ้นทำให้ต้นทุนถ่านหินและค่าขนส่งฝ้ายดิบลดลงถึงครึ่งหนึ่ง[38][43] แมนเชสเตอร์จึงกลายเป็นตลาดกลางหลักของการค้าสิ่งทอที่ผลิตจากเมืองโดยรอบ[38] ตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่เปิดใน ค.ศ. 1729[39] และคลังสินค้าขนาดใหญ่จำนวนมากเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาการพานิชย์ของเมือง ใน ค.ศ. 1780 ริชาร์ด อาร์กไรต์เริ่มก่อสร้างโรงปั่นฝ้ายแห่งแรกของแมนเชสเตอร์[39][43] เมืองนี้ได้ส่งออกสินค้าฝ้ายไปยังแอฟริกาเพื่อใช้เป็นสินค้าชำระในการซื้อทาสสำหรับการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก[48] เส้นทางการค้าดังกล่าวและการพึ่งพาจักรวรรดิอังกฤษมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มจำนวนประชากรและการเติบโตทางเศรษฐกิจของแมนเชสเตอร์[48][49]
ค.ศ. 1800–1880: การปฏิวัติอุตสาหกรรม
[แก้]
แมนเชสเตอร์เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตสิ่งทอในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมของอังกฤษ การปั่นฝ้ายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเมืองทางตอนใต้ของแลงคาเชอร์และตอนเหนือของเชชเชอร์ และแมนเชสเตอร์ในช่วงหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการแปรรูปฝ้ายที่มีผลผลิตมากที่สุด[50] สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง จนกลายเป็นนครอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลก[9] แมนเชสเตอร์ยังเป็นที่รู้จักในฐานะตลาดสินค้าฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดของโลก[38][51] และได้รับสมญาว่า "คอตตอนอโพลิส" หรือ "เมืองแห่งฝ้าย" (Cottonopolis) และ "แวร์เฮาส์ซิที" หรือ "เมืองคลังสินค้า" (Warehouse City) ในยุควิกตอเรีย[50] จากแรงขับเคลื่อนของการปฏิวัติอุตสาหกรรม เมืองได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยขาดการวางแผนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19[52][53][8] อุตสาหกรรมวิศวกรรมเริ่มต้นจากการผลิตเครื่องจักรสำหรับการค้าฝ้าย ก่อนจะขยายไปสู่การผลิตทั่วไป อุตสาหกรรมเคมีเริ่มจากการผลิตสารฟอกขาวและสีย้อม แล้วจึงขยายไปสู่สาขาอื่น ๆ ขณะที่ภาคการพาณิชย์ได้รับการสนับสนุนจากอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน เช่น ธนาคารและการประกันภัย[54] ใน ค.ศ. 1803 จอห์น ดอลตัน ได้พัฒนาทฤษฎีอะตอมขณะทำการสอนอยู่ในเมืองนี้[55]

แมนเชสเตอร์เป็นสถานที่เกิดเหตุจลาจลเรื่องขนมปังและแรงงาน รวมถึงเป็นศูนย์กลางของการเรียกร้องสิทธิทางการเมืองที่มากขึ้นของชนชั้นแรงงาน[56] เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1819 มีการชุมนุมขนาดใหญ่ที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ในแมนเชสเตอร์[57] โดยมีการประเมินจำนวนผู้เข้าร่วมในขณะนั้นอยู่ระหว่าง 30,000 ถึง 150,000 คน และนักวิเคราะห์ในปัจจุบันประเมินไว้ที่ 50,000 ถึง 80,000 คน[58] เมื่อมีคำสั่งให้สลายฝูงชนที่ชุมนุมอย่างสงบ ทหารได้เข้าโจมตีฝูงชนด้วยการขี่ม้า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 คน และบาดเจ็บมากกว่า 700 คน เรียกเหตุการณ์นี้ว่าการสังหารหมู่ที่ปีเตอร์ลู[57]
ภูมิทัศน์ทางการเมืองของแมนเชสเตอร์ในยุคอุตสาหกรรมระยะแรกประกอบด้วยแนวคิดทั้งแบบทุนนิยมและคอมมิวนิสต์[59] เมืองนี้เป็นศูนย์กลางของลัทธิเสรีนิยมแบบแมนเชสเตอร์ (Manchester Liberalism) และเป็นฐานของสมาคมต่อต้านกฎหมายข้าวโพด (Anti-Corn Law League) หลัง ค.ศ. 1838[56] เมืองนี้เป็นหัวข้อของงานเขียน Die Lage der arbeitenden Klasse in England (สภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานในอังกฤษ) ของฟรีดริช เอ็งเงิลส์ ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในแมนเชสเตอร์และบริเวณโดยรอบ[60] และได้พบกับคาร์ล มาคส์ ที่ห้องสมุดชีทัม[44] การประชุมสหภาพแรงงานแห่งชาติครั้งแรกจัดขึ้นที่สถาบันกลศาสตร์ (Mechanics' Institute) เมืองแมนเชสเตอร์ ใน ค.ศ. 1868 และแมนเชสเตอร์ยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของพรรคแรงงาน, ขบวนการสิทธิเลือกตั้งของสตรี (Suffragette) และขบวนการชาร์ติสต์ (Chartist Movement)[59][61]
การค้าขายและการเลี้ยงดูประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการกระจายสินค้าขนาดใหญ่ ระบบคลองได้รับการขยาย และแมนเชสเตอร์กลายเป็นปลายทางหนึ่งของทางรถไฟโดยสารระหว่างเมืองสายแรกของโลก คือ ทางรถไฟลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ใน ค.ศ. 1830[38] จำนวนโรงปั่นฝ้ายในแมนเชสเตอร์เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 108 แห่งใน ค.ศ. 1853 หลังจากนั้นจำนวนลดลง แมนเชสเตอร์ถูกเมืองโบลตันแซงหน้าในฐานะศูนย์กลางการปั่นฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1850 และถูกเมืองโอลดัมแซงหน้าในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1860 ช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมฝ้ายเริ่มถดถอยนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการที่เมืองก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค[50] ใน ค.ศ. 1878 สำนักงานไปรษณีย์กลาง (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของบริติชเทเลคอม) ได้ให้บริการโทรศัพท์แก่ภาคธุรกิจในแมนเชสเตอร์เป็นครั้งแรก[62]
ค.ศ. 1880–1939: ผลกระทบของการพัฒนาอุตสาหกรรม
[แก้]กระบวนการอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ได้รับการพัฒนาในแมนเชสเตอร์ และเมืองนี้เป็นที่รู้จักในด้านแนวคิดเชิงทดลอง คือ สำนักแมนเชสเตอร์ (Manchester School) ซึ่งสนับสนุนการค้าเสรีและแนวคิดเศรษฐกิจแบบปล่อยเสรีหรือเลเซแฟร์ (laissez-faire) ขณะเดียวกันก็เกิดชนชั้นหรือกลุ่มสังคมใหม่ รวมถึงนิกายศาสนาใหม่ ๆ และเมืองนี้ยังทดลองรูปแบบการจัดองค์กรแรงงานใหม่ ช่วงเวลานี้มีการก่อสร้างอาคารสาธารณะที่สำคัญหลายแห่ง รวมถึงศาลาว่าการเมืองแมนเชสเตอร์ นอกจากนี้ เมืองยังมีชีวิตทางวัฒนธรรมที่รุ่งเรือง เช่น วงออร์เคสตราแฮลเล เมื่อมีการจัดตั้งสภาเทศมณฑลในอังกฤษใน ค.ศ. 1889 เมืองก็ได้รับสถานะจากโบโรเทศบาล (municipal borough) กลายเป็นสถานะโบโรเทศมณฑล (county borough) ทำให้มีอำนาจปกครองตนเองมากขึ้น[63] อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ยังเป็นพื้นที่ที่มีความยากจนและสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่อย่างกว้างขวาง โดยมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจปรากฏอย่างชัดเจนทั่วทั้งเมือง[64]
คลองเดินเรือแมนเชสเตอร์ถูกก่อสร้างระหว่าง ค.ศ. 1888 ถึง ค.ศ. 1894 โดยบางช่วงใช้การปรับปรุงแม่น้ำเออร์เวลล์และเมอร์ซีย์ให้เป็นคลอง มีความยาว 36 ไมล์ (58 กิโลเมตร)[65] จากซอลฟอร์ดไปยังประตูน้ำอีสต์แทมล็อกส์ (Eastham Locks) บนแม่น้ำเมอร์ซีย์ ทำให้เรือเดินสมุทรสามารถแล่นเข้าสู่ท่าเรือแมนเชสเตอร์ได้ บริเวณสองฝั่งคลองนอกเขตโบโร ได้มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของโลกที่แทรฟฟอร์ดพาร์ก[38]

แมนเชสเตอร์ยังคงเป็นศูนย์กลางการแปรรูปฝ้าย โดยใน ค.ศ. 1913 คิดเป็นร้อยละ 65 ของการผลิตทั่วโลก[38] อย่างไรก็ตาม สงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ขัดขวางการเข้าถึงตลาดส่งออก ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของการแปรรูปฝ้ายในภูมิภาคอื่นของโลก ส่งผลให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของเมืองเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว[66] ภาคอุตสาหกรรมและการจ้างงานได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่[67][68] โดยเฉพาะจากผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกของสหราชอาณาจักร[67] ในคริสต์ทศวรรษ 1930 แมนเชสเตอร์ได้มีการปฏิวัติทางวัฒนธรรม โดยชาวเมืองพยายามสร้างสรรค์ผลงานและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่นเพื่อตอบโต้ภาวะเศรษฐกิจ เช่น การก่อรูปของถนนการค้าหลักหรือไฮสตรีต (High Street) แบบสมัยใหม่แห่งแรกในบริเตน และการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น หอสมุดกลางแมนเชสเตอร์[68]
ค.ศ. 1939–1945: สงครามโลกครั้งที่สอง
[แก้]
แมนเชสเตอร์ได้ระดมทรัพยากรเพื่อการสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ความเชี่ยวชาญด้านการหล่อและการกลึงของโรงงานหัวรถจักรของบายเยอร์, พีค็อก แอนด์คอมพานีในกอร์ตัน ถูกปรับไปใช้ในการผลิตระเบิด ขณะที่โรงงานยางของดันลอปในชอร์ลตัน-ออน-เมดล็อกได้ผลิตบอลลูนป้องกันภัย (barrage balloon) เมืองแมนเชสเตอร์ตกเป็นเป้าหมายการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศเยอรมัน (ลุฟท์วัฟเฟอ) และภายในปลาย ค.ศ. 1940 การโจมตีทางอากาศได้ขยายไปยังเป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหาร[69]
การโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในช่วงแมนเชสเตอร์บลิตซ์ในคืนวันที่ 22–23 และ 24–25 ธันวาคม ค.ศ. 1940 โดยมีการทิ้งระเบิดแรงสูงประมาณ 474 ตัน (467 long ton) และระเบิดเพลิงมากกว่า 37,000 ลูก ศูนย์กลางเมืองทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกทำลาย รวมถึงคลังสินค้า 165 แห่ง สถานประกอบการธุรกิจ 200 แห่ง และสำนักงาน 150 แห่ง มีผู้เสียชีวิต 376 คน และบ้านเรือนเสียหาย 30,000 หลัง[69] มหาวิหารแมนเชสเตอร์ อาคารรอยัลเอกซ์เชนจ์ และฟรีเทรดฮอลล์ เป็นส่วนหนึ่งในบรรดาอาคารที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยการบูรณะมหาวิหารใช้เวลานานถึง 20 ปี[70] มีพลเรือนเสียชีวิตจากการกระทำของฝ่ายศัตรูในเขตโบโรเทศมณฑลแมนเชสเตอร์รวม 589 คน[71]
ค.ศ. 1945–2000: การถดถอยและการฟื้นฟู
[แก้]หลังจากสงครามสงบลง การแปรรูปและการค้าฝ้ายยังคงถดถอยอย่างต่อเนื่อง และตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนปิดตัวลงใน ค.ศ. 1968[38] ใน ค.ศ. 1963 ท่าเรือแมนเชสเตอร์เป็นท่าเรือที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของสหราชอาณาจักร[72] และมีการจ้างงานมากกว่า 3,000 คน แต่คลองไม่สามารถรองรับเรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ขึ้นได้ ทำให้ปริมาณการขนส่งลดลง และท่าเรือปิดตัวใน ค.ศ. 1982[73] อุตสาหกรรมหนักเริ่มถดถอยตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1960 และลดลงอย่างมากภายใต้นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลมาร์กาเรต แทตเชอร์หลัง ค.ศ. 1979 แมนเชสเตอร์สูญเสียงานในภาคการผลิตไป 150,000 ตำแหน่งระหว่าง ค.ศ. 1961 ถึง ค.ศ. 1983[38] กระบวนการฟื้นฟูเมืองเริ่มขึ้นในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น เมโทรลิงก์ บริดจ์วอเทอร์คอนเสิร์ตฮอลล์ และแมนเชสเตอร์อารีนา ความพยายามยื่นเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสองครั้งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยกระดับภาพลักษณ์ของเมืองในเวทีนานาชาติ[74]
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1996 กองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์เฉพาะกาลได้วางระเบิดติดรถบรรทุกบนถนนคอร์ปอเรชันในใจกลางเมือง ระเบิดดังกล่าวซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยจุดชนวนบนแผ่นดินบริเตน ทำให้มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 200 คน อาคารจำนวนมากได้รับความเสียหายอย่างหนัก และกระจกหน้าต่างแตกกระจายไปไกลถึง 1⁄2 ไมล์ (800 เมตร)[75] เหตุการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่มนุษย์ก่อขึ้นซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์[76] โดยความเสียหายในระยะแรกประเมินไว้ที่ 50 ล้านปอนด์ (เทียบเท่า 100 ล้านปอนด์ใน ค.ศ. 2025) ก่อนจะมีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว[75] ค่าจ่ายเงินประกันภัยสุดท้ายสูงกว่า 400 ล้านปอนด์ (เทียบเท่า 803,000,000 ปอนด์ใน ค.ศ. 2025) ธุรกิจจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถฟื้นตัวจากการสูญเสียทางการค้าได้[77] อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ก็ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการฟื้นฟูเมืองในเวลาต่อมา[10]
ค.ศ. 2000–ปัจจุบัน: ยุคสมัยใหม่
[แก้]จากแรงกระตุ้นของการลงทุนหลังเหตุระเบิดใน ค.ศ. 1996 และได้รับแรงสนับสนุนจากการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ ค.ศ. 2002 ศูนย์กลางเมืองได้รับการฟื้นฟูอย่างกว้างขวาง[74] โครงการเดอะพรินต์เวิกส์[78] ได้รับการปรับปรุงโดยบริษัทสถาปนิกอาร์ทีเคแอลแอสโซซิเอตส์ และเปิดใหม่เป็นศูนย์นันทนาการและโรงภาพยนตร์[79][80] อาคารคอร์นเอกซ์เชนจ์[81] เปิดใช้งานอีกครั้งในฐานะศูนย์การค้าไทรแองเกิล (Triangle Shopping Centre)[82] และได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมใน ค.ศ. 2012[83] ขณะที่แมนเชสเตอร์อาร์นเดลเป็นศูนย์การค้าในใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร[84]
พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองได้ถูกรื้อถอน ปรับปรุงใหม่ หรือทำให้ทันสมัยด้วยการใช้วัสดุกระจกและเหล็ก โรงงานเดิมจำนวนมากถูกดัดแปลงเป็นอพาร์ตเมนต์ อาคารบีทัมทาวเวอร์ สูง 47 ชั้น หรือ 554-ฟุต (169-เมตร) เป็นอาคารที่สูงที่สุดในสหราชอาณาจักรที่อยู่นอกลอนดอน และเป็นอาคารที่อยู่อาศัยที่สูงที่สุดในยุโรปเมื่อแล้วเสร็จใน ค.ศ. 2006 ก่อนจะถูกแซงหน้าใน ค.ศ. 2018 โดยอาคารเซาท์ทาวเวอร์ (South Tower) ของโครงการดีนส์เกตสแควร์ ซึ่งมีความสูง 659-ฟุต (201-เมตร) และตั้งอยู่ในแมนเชสเตอร์เช่นกัน[85]
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 2017 ผู้ก่อการร้ายแนวคิดอิสลามิสต์ได้ก่อเหตุระเบิดพลีชีพบริเวณด้านนอกแมนเชสเตอร์อารีนา ไม่นานหลังจากคอนเสิร์ตของอารีอานา กรานเด[86] เหตุระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิต 23 คน (รวมผู้ก่อเหตุ) และบาดเจ็บมากกว่า 800 คน[87] นับเป็นการก่อการร้ายที่ร้ายแรงที่สุดในสหราชอาณาจักร และเป็นเหตุระเบิดพลีชีพครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุระเบิดในลอนดอนเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 โดยส่งผลให้ระดับภัยคุกคามของประเทศถูกยกระดับเป็น "วิกฤต" (critical) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ ค.ศ. 2007[88] ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 2025 ได้เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายอีกครั้งบริเวณด้านนอกโบสถ์ยิวของสมาคมฮีบรูฮีตันพาร์ก[89] โดยชายอายุ 35 ปี ขับรถพุ่งชนคนเดินเท้า ก่อนใช้อาวุธมีดทำร้ายผู้มาประกอบศาสนกิจ[90]
การปกครอง
[แก้]
นครแมนเชสเตอร์ (City of Manchester) ปกครองโดยสภานครแมนเชสเตอร์ (Manchester City Council) ขณะที่องค์การปกครองรวมเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ (Greater Manchester Combined Authority) ซึ่งมีนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง รับผิดชอบด้านต่าง ๆ ในระดับทั้งเทศมณฑลเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ เช่น ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและระบบคมนาคม แมนเชสเตอร์เป็นสมาชิกของกลุ่มนครหลัก (Core Cities Group) ของอังกฤษนับตั้งแต่ก่อตั้งใน ค.ศ. 1995[91]
เมืองแมนเชสเตอร์ได้รับกฎบัตรจัดตั้งจากโทมัส เกรลลีย์ (Thomas Grelley) ใน ค.ศ. 1301 แต่สูญเสียสถานะโบโรจากคดีความใน ค.ศ. 1359 จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 องค์การปกครองท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้ศาลประจำคฤหาสน์ ซึ่งถูกยุบลงใน ค.ศ. 1846 ใน ค.ศ. 1792 ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการตำรวจเพื่อยกระดับสภาพสังคมของแมนเชสเตอร์ แมนเชสเตอร์ได้รับสถานะโบโรอีกครั้งใน ค.ศ. 1838 โดยประกอบด้วยพื้นที่เบซิก, ชีทัมฮิลล์, ชอร์ลตันอะพอนเมดล็อก และฮิวม์ ภายใน ค.ศ. 1846 จากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการพัฒนาอุตสาหกรรม สภาโบโรได้เข้ารับอำนาจแทนคณะกรรมาธิการตำรวจ ใน ค.ศ. 1853 แมนเชสเตอร์ได้รับสถานะนคร ต่อมามีการขยายเขตแดนโดยผนวกรวมฮาร์เพอร์เฮย์, รัชโฮม และบางส่วนของมอสไซด์กับวิทิงตันใน ค.ศ. 1885 และเบอร์เนจ, ชอร์ลตันคัมฮาร์ดี, ดิดส์เบอรี, แฟลโลว์ฟีลด์, เลเวนชูม, ลองไซต์, วิทิงตัน, แบเกอลีย์ และนอร์เทินเดิน ระหว่างคริสต์ทศวรรษ 1880 ถึงคริสต์ทศวรรษ 1930[63] และริงเวย์ใน ค.ศ. 1974[92]
ใน ค.ศ. 2014 มีการประกาศว่าเกรเทอร์แมนเชสเตอร์จะมีนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยมีอำนาจด้านงบประมาณเกี่ยวกับสาธารณสุข คมนาคม ที่อยู่อาศัย และตำรวจ ครอบคลุมองค์การปกครองท้องถิ่นสิบแห่งซึ่งรวมกันเป็นองค์การปกครองรวมเกรเทอร์แมนเชสเตอร์[93] แอนดี เบอนัม ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเกรเทอร์แมนเชสเตอร์คนแรกในการเลือกตั้ง ค.ศ. 2017[94] และได้รับเลือกอีกครั้งใน ค.ศ. 2021[95] และ ค.ศ. 2024[96] นายกเทศมนตรีเกรเทอร์แมนเชสเตอร์กำกับดูแลงบประมาณมูลค่า 2.6 พันล้านปอนด์ใน ค.ศ. 2024 โดยในจำนวนนี้ 1.51 พันล้านปอนด์ใช้กับงานด้านตำรวจและคมนาคม[97] ทำให้ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งนายกเทศมนตรีที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศ[96] โดยเบอนัมยังดำรงตำแหน่งกรรมาธิการตำรวจและอาชญากรรมแห่งเกรเทอร์แมนเชสเตอร์โดยตำแหน่ง และรับผิดชอบนโยบายบางส่วนด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา และสวัสดิการสังคมด้วย[97]
ภูมิศาสตร์
[แก้]
แมนเชสเตอร์ตั้งอยู่ที่พิกัด 53°28′0″N 2°14′0″W / 53.46667°N 2.23333°W ห่างจากลอนดอนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 160 ไมล์ (260 กิโลเมตร) แมนเชสเตอร์ตั้งอยู่ในแอ่งพื้นที่ลักษณะคล้ายชาม โดยมีเทือกเขาเพนไนนส์ซึ่งเป็นแนวที่ราบสูงทอดยาวตลอดภาคเหนือของอังกฤษขนาบทางทิศเหนือและทิศตะวันออก และมีที่ราบเชชเชอร์อยู่ทางทิศใต้ แมนเชสเตอร์อยู่ห่างจากลิเวอร์พูลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 35.0 ไมล์ (56.3 กิโลเมตร) และห่างจากเชฟฟีลด์ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 35.0 ไมล์ (56.3 กิโลเมตร) ทำให้เมืองนี้ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองทั้งสอง ศูนย์กลางเมืองตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเออร์เวลล์ ใกล้จุดบรรจบกับแม่น้ำเมดล็อกและแม่น้ำเอิร์ก และมีระดับความสูงค่อนข้างต่ำ อยู่ระหว่าง 35 ถึง 42 เมตร (115 ถึง 138 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล[98]
แม่น้ำเมอร์ซีย์ไหลผ่านทางตอนใต้ของแมนเชสเตอร์ พื้นที่ชั้นในของเมืองส่วนมาก โดยเฉพาะทางตอนใต้ มีลักษณะราบเรียบ ทำให้อาคารสูงหลายแห่งสามารถมองเห็นเชิงเขาและพื้นที่ทุ่งโล่งของเทือกเขาเพนไนนส์ได้ ซึ่งในฤดูหนาวมักปกคลุมไปด้วยหิมะ สภาพภูมิอากาศของแมนเชสเตอร์ ความใกล้ชิดกับท่าเรือที่ลิเวอร์พูล ความพร้อมของพลังน้ำจากแม่น้ำต่าง ๆ และแหล่งถ่านหินในบริเวณใกล้เคียง ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเมืองในระยะแรกในฐานะเมืองอุตสาหกรรม[99]
เพื่อวัตถุประสงค์ด้านสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แมนเชสเตอร์ถือเป็นชุมชนที่มีประชากรมากที่สุดภายในเขตสิ่งปลูกสร้างเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นเขตเมืองต่อเนื่องขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของสหราชอาณาจักร เขตสิ่งปลูกสร้างนี้มีทั้งเขตเมืองความหนาแน่นสูงและเขตชานเมืองผสมกัน พื้นที่เปิดโล่งที่ใหญ่ที่สุดของเมืองคือสวนฮีตัน ซึ่งมีขนาดประมาณ 260 เฮกตาร์ (642 เอเคอร์)[100] แมนเชสเตอร์มีพื้นที่ต่อเนื่องเชื่อมติดกับชุมชนขนาดใหญ่โดยรอบทุกด้าน ยกเว้นช่วงสั้น ๆ ตามแนวพรมแดนด้านใต้ที่ติดกับเชชเชอร์ มอเตอร์เวย์เอ็ม 60 และเอ็ม 56 พาดผ่านนอร์เทินเดินและวิเทนชอว์ตามลำดับในตอนใต้ของแมนเชสเตอร์ เส้นทางรถไฟสายหลักเข้าสู่เมืองจากทุกทิศทาง โดยมีสถานีแมนเชสเตอร์พิกคาดิลลีเป็นสถานีปลายทางหลัก ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดของเมือง และมีผู้ใช้บริการมากเป็นอันดับสองของบริเตนใหญ่รองจากลอนดอน[101]
แมนเชสเตอร์ตั้งอยู่ใจกลางเขตกรีนเบลต์นอร์ทเวสต์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการขยายตัวของเขตเมือง ป้องกันไม่ให้เมืองต่าง ๆ ในเขตเมืองต่อเนื่องรวมตัวกันมากขึ้น รักษาเอกลักษณ์ของชุมชนรอบนอก และอนุรักษ์ชนบทใกล้เคียง โดยดำเนินการผ่านการจำกัดการพัฒนาที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ที่กำหนด และกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดต่ออาคารที่ได้รับอนุญาต[102] เนื่องจากพื้นที่ของเมืองมีลักษณะเป็นเมืองหนาแน่นสูง ที่ดินสีเขียวที่ได้รับการคุ้มครองจึงมีอยู่จำกัด และมีโอกาสพัฒนาค่อนข้างน้อย[103]
ภูมิอากาศ
[แก้]| แผนภูมิแสดงสภาพภูมิอากาศของ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แมนเชสเตอร์ (วิธีอ่าน) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
แมนเชสเตอร์มีภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นสมุทร (เคิพเพิน: Cfb) เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของหมู่เกาะบริติช โดยมีฤดูร้อนที่ค่อนข้างอบอุ่นและฤดูหนาวที่หนาวเย็นเมื่อเทียบกับบางภูมิภาคของสหราชอาณาจักร อุณหภูมิช่วงกลางวันในฤดูร้อนมักสูงเกิน 20 องศาเซลเซียส (68 องศาฟาเรนไฮต์) เป็นประจำ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิได้สูงเกิน 30 องศาเซลเซียส (86 องศาฟาเรนไฮต์) เป็นครั้งคราว เมืองนี้มีฝนตกสม่ำเสมอตลอดทั้งปี แม้โดยทั่วไปจะไม่หนักมาก ปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 806.6 mm (31.76 นิ้ว)[104] เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของสหราชอาณาจักรที่ 1,125.0 mm (44.29 นิ้ว)[105] และมีจำนวนวันฝนตกเฉลี่ย 140.4 วันต่อปี[104] เทียบกับค่าเฉลี่ยของสหราชอาณาจักรที่ 154.4 วัน[105]
แมนเชสเตอร์มีระดับความชื้นค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อรวมกับแหล่งน้ำอ่อนที่มีอยู่มากในพื้นที่แล้ว ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอในพื้นที่[106] หิมะตกไม่บ่อยนักภายในเมืองเนื่องจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเขตเมือง อย่างไรก็ตาม พื้นที่เวสต์เพนไนน์มัวส์ทางตะวันตกเฉียงเหนือ เซาท์เพนไนนส์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ และพีกดิสตริกต์ทางทิศตะวันออกมักมีหิมะตกมากกว่า ซึ่งอาจทำให้ถนนที่เชื่อมออกจากเมืองต้องปิดการจราจร[107] ถนนเหล่านี้ได้แก่ ถนนเอ 62 ช่วงที่ผ่านโอลดัมและสแตนเนดจ์,[108] ถนนเอ 57 ช่วงที่ผ่านช่องเขาสเนกมุ่งสู่เชฟฟีลด์,[109] และมอเตอร์เวย์เอ็ม 62 ช่วงที่ผ่านเทือกเขาเพนไนน์[110] อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึกได้ในแมนเชสเตอร์คือ −17.6 °C (0.3 °F) เมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 2010[111] ส่วนอุณหภูมิสูงสุดคือ 38.0 °C (100.4 °F) เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2022 ในช่วงปรากฏการณ์คลื่นความร้อนยุโรป ค.ศ. 2022[112]
| ข้อมูลภูมิอากาศของแมนเชสเตอร์ (ท่าอากาศยานแมนเชสเตอร์), 69 m (226 ft) เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง, ค่าปกติ ค.ศ. 1991–2020, ค่าสุดขีด ค.ศ. 1949–2004, วันที่มีหยาดน้ำฟ้า ค.ศ. 1981–2010 | |||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เดือน | ม.ค. | ก.พ. | มี.ค. | เม.ย. | พ.ค. | มิ.ย. | ก.ค. | ส.ค. | ก.ย. | ต.ค. | พ.ย. | ธ.ค. | ทั้งปี |
| อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึก °C (°F) | 14.3 (57.7) |
19.0 (66.2) |
21.7 (71.1) |
25.1 (77.2) |
26.7 (80.1) |
31.3 (88.3) |
32.2 (90) |
33.7 (92.7) |
28.4 (83.1) |
27.0 (80.6) |
17.7 (63.9) |
15.1 (59.2) |
33.7 (92.7) |
| อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °C (°F) | 7.3 (45.1) |
8.2 (46.8) |
10.4 (50.7) |
12.7 (54.9) |
16.3 (61.3) |
18.5 (65.3) |
20.6 (69.1) |
20.8 (69.4) |
17.8 (64) |
13.7 (56.7) |
10.2 (50.4) |
7.4 (45.3) |
13.66 (56.59) |
| อุณหภูมิเฉลี่ยแต่ละวัน °C (°F) | 4.5 (40.1) |
5.1 (41.2) |
7.0 (44.6) |
8.9 (48) |
12.1 (53.8) |
14.5 (58.1) |
16.6 (61.9) |
16.7 (62.1) |
14.1 (57.4) |
10.4 (50.7) |
7.3 (45.1) |
4.6 (40.3) |
10.15 (50.27) |
| อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °C (°F) | 1.7 (35.1) |
2.0 (35.6) |
3.6 (38.5) |
5.0 (41) |
7.8 (46) |
10.4 (50.7) |
12.5 (54.5) |
12.6 (54.7) |
10.3 (50.5) |
7.1 (44.8) |
4.4 (39.9) |
1.7 (35.1) |
6.59 (43.87) |
| อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึก °C (°F) | -17.6 (0.3) |
-13.1 (8.4) |
-9.7 (14.5) |
-4.9 (23.2) |
-1.7 (28.9) |
0.8 (33.4) |
5.4 (41.7) |
3.6 (38.5) |
0.0 (32) |
-4.7 (23.5) |
-10.0 (14) |
-14.0 (6.8) |
−17.6 (0.3) |
| หยาดน้ำฟ้า มม (นิ้ว) | 67.3 (2.65) |
61.1 (2.406) |
51.3 (2.02) |
60.6 (2.386) |
59.1 (2.327) |
62.6 (2.465) |
59.8 (2.354) |
73.1 (2.878) |
71.2 (2.803) |
95.1 (3.744) |
86.0 (3.386) |
84.0 (3.307) |
831.2 (32.724) |
| ความชื้นร้อยละ | 83 | 81 | 77 | 74 | 72 | 74 | 76 | 77 | 79 | 81 | 83 | 84 | 79 |
| วันที่มีหยาดน้ำฟ้าโดยเฉลี่ย (≥ 1.0 mm) | 13.1 | 9.7 | 12.3 | 11.2 | 10.4 | 11.1 | 10.9 | 12.0 | 11.1 | 13.6 | 14.1 | 13.5 | 142.9 |
| วันที่มีหิมะตกโดยเฉลี่ย | 6 | 5 | 3 | 2 | 0 | 0 | 0 | 0 | 0 | 0 | 1 | 3 | 20 |
| จำนวนชั่วโมงที่มีแดด | 51.4 | 72.7 | 100.7 | 139.7 | 184.5 | 173.6 | 179.0 | 173.6 | 131.6 | 101.9 | 54.8 | 47.5 | 1,411 |
| แหล่งที่มา 1: Starlings Roost Weather[113] NOAA (ความชื้นสัมพัทธ์และจำนวนวันที่มีหิมะตก ค.ศ. 1961–1990)[114] | |||||||||||||
| แหล่งที่มา 2: Starlings Roost Weather[115] Current Results - Weather and Science[116] Meteo Climat[117] Time and Date: จุดน้ำค้างเฉลี่ย (ค.ศ. 1985–2015)[118] WeatherAtlas[119] | |||||||||||||
ประชากรศาสตร์
[แก้]ในการสำมะโนประชากรสหราชอาณาจักร ค.ศ. 2021 นครแมนเชสเตอร์มีประชากร 552,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 จากการสำมะโน ค.ศ. 2011[120] ซึ่งช้ากว่าอัตราการเพิ่มขึ้นระหว่าง ค.ศ. 2001 ถึง ค.ศ. 2021 ที่ร้อยละ 20.8 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในสหราชอาณาจักรรองจากลอนดอน[121] การเติบโตดังกล่าวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 5.8[122] ในด้านสถานภาพสมรส ร้อยละ 43.5 ของประชากรไม่เคยสมรส, ร้อยละ 37 สมรสแล้ว, ร้อยละ 12.24 แยกกันอยู่หรือหย่าร้าง และร้อยละ 7.26 เป็นหม้าย[123]
นับตั้งแต่ ค.ศ. 1991 นครแมนเชสเตอร์มีการเติบโตของประชากรร้อยละ 36.3 ซึ่งเร็วกว่าเมืองใหญ่แห่งอื่นในอังกฤษ ใน ค.ศ. 2012 มีประชากร 6,547,000 คนอาศัยอยู่ภายในระยะ 30 ไมล์ (50 กิโลเมตร) จากแมนเชสเตอร์ และ 11,694,000 คนภายในระยะ 50 ไมล์ (80 กิโลเมตร)[122] ในช่วง ค.ศ. 2011/2012 จำนวนการเกิดสูงกว่าจำนวนการเสียชีวิตอยู่ 4,800 คน[122] แมนเชสเตอร์มีโครงสร้างประชากรที่อายุน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของอังกฤษ โดยในระดับประเทศ ร้อยละ 82.6 ของประชากรมีอายุต่ำกว่า 65 ปี เทียบกับร้อยละ 91.2 ในเขตนครแมนเชสเตอร์ การวิเคราะห์ข้อมูลสำมะโน ค.ศ. 2021 ขององค์การปกครองรวมเกรเทอร์แมนเชสเตอร์พบว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรส่วนหนึ่งมาจากจำนวนเด็กอายุ 0–15 ปีที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ[124] เขตเมืองขนาดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ (Manchester Larger Urban Zone) ซึ่งเป็นนิยามเขตเมืองเชิงปฏิบัติการตามมาตรฐานของยูโรสแตตที่อิงเขตการปกครองท้องถิ่น มีประชากร 2,539,100 คนใน ค.ศ. 2004[125][b]
ศาสนา
[แก้]- คริสต์ (36.2%)
- ไม่มีศาสนา (32.4%)
- อิสลาม (22.3%)
- ฮินดู (1.10%)
- พุทธ (0.60%)
- ยูดาห์ (0.50%)
- อื่น ๆ (0.50%)
- ไม่ระบุศาสนา (5.90%)
การสำมะโนประชากร ค.ศ. 2021 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญในโครงสร้างความเชื่อทางศาสนาของประชากรในเมือง ผู้ที่ระบุว่านับถือศาสนาคริสต์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 62.4 ใน ค.ศ. 2001 เป็นร้อยละ 48.7 ใน ค.ศ. 2011 และลดลงเหลือร้อยละ 36.2 ใน ค.ศ. 2021 ขณะที่สัดส่วนของผู้ที่ไม่นับถือศาสนาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 16 ใน ค.ศ. 2001 เป็นร้อยละ 25.3 ใน ค.ศ. 2011 และเป็นร้อยละ 32.4 ใน ค.ศ. 2021 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในบรรดากลุ่มตามความเชื่อทางศาสนา ส่วนสัดส่วนของชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นเป็นอันดับที่สอง จากร้อยละ 9.1 ใน ค.ศ. 2001 เป็นร้อยละ 15.8 ใน ค.ศ. 2011 และเป็นร้อยละ 22.38 ใน ค.ศ. 2021[128] ประชากรชาวยิวหรือยูดาห์ในเกรเทอร์แมนเชสเตอร์มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเตน หากไม่นับลอนดอน[129]
เชื้อชาติ
[แก้]

นครแมนเชสเตอร์มีสัดส่วนประชากรที่ไม่ใช่คนผิวขาวสูงที่สุดในบรรดาเขตการปกครองทั้งหมดของเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ จากการสำมะโน ค.ศ. 2021 พบว่าร้อยละ 56.8 ของประชากรเป็นคนผิวขาว โดยร้อยละ 48.7 เป็นชาวบริเตนผิวขาว, ร้อยละ 1.7 เป็นชาวไอริชผิวขาว, ร้อยละ 0.1 เป็นยิปซีหรือชนร่อนเร่ชาวไอร์แลนด์, และร้อยละ 6.2 เป็นคนผิวขาวกลุ่มอื่น ขนาดของกลุ่มชาติพันธุ์ผสมระหว่างยุโรปและบริเตนยังไม่ชัดเจน[130] โดยร้อยละ 5.2 เป็นกลุ่มเชื้อชาติผสม (ร้อยละ 1.8 ผิวขาวและแคริบเบียนผิวดำ, ร้อยละ 1.1 ผิวขาวและแอฟริกันผิวดำ, ร้อยละ 1.1 ผิวขาวและเอเชีย, และร้อยละ 1.2 ผสมอื่น ๆ), ร้อยละ 20.9 เป็นชาวเอเชีย (ร้อยละ 2.7 อินเดีย, ร้อยละ 11.9 ปากีสถาน, ร้อยละ 1.8 บังกลาเทศ, ร้อยละ 2.3 จีน, และร้อยละ 2.2 เอเชียอื่น ๆ), ร้อยละ 12 เป็นชาวผิวดำ (ร้อยละ 8.7 แอฟริกัน, ร้อยละ 1.9 แคริบเบียน, และร้อยละ 1.4 อื่น ๆ), ร้อยละ 2.7 เป็นชาวอาหรับ, และร้อยละ 2.4 เป็นกลุ่มชาติพันธุ์อื่น[131]
มอสไซด์, ลองไซต์, ชีทัมฮิลล์, และรัชโฮม เป็นศูนย์กลางที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์[38] เทศกาลไอริชของแมนเชสเตอร์ ซึ่งรวมถึงขบวนพาเหรดวันนักบุญแพทริก เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป[132] แมนเชสเตอร์ยังมีไชนาทาวน์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างดีและมีชื่อเสียง ซึ่งดึงดูดนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวจีนจำนวนมาก[133] ส่งผลให้แมนเชสเตอร์มีประชากรชาวจีนมากเป็นอันดับสามในยุโรป[134][135]
เศรษฐกิจ
[แก้]ความมั่งคั่งระดับมหภาค
[แก้]| ค.ศ. | GVA ต่อหัวของ แมนเชสเตอร์ (£ ล้าน) | การเติบโต ของ GVA แมนเชสเตอร์ | GVA ต่อหัวของ สหราชอาณาจักร (£ ล้าน) | การเติบโต ของ GVA สหราชอาณาจักร |
|---|---|---|---|---|
| 2013 | £34,915 | £24,783 | ||
| 2014 | £35,718 | £25,694 | ||
| 2015 | £36,983 | £26,249 | ||
| 2016 | £38,612 | £27,037 | ||
| 2017 | £42,228 | £28,132 | ||
| 2018 | £43,423 | £28,949 | ||
| 2019 | £46,308 | £29,930 | ||
| 2020 | £45,482 | £28.402 | ||
| 2021 | £49,639 | £30,546 | ||
| 2022 | £56,943 | £33,521 | ||
| 2023 | £61,859 | £36,103 |
สำนักงานสถิติแห่งชาติไม่ได้จัดทำข้อมูลเศรษฐกิจสำหรับนครแมนเชสเตอร์เพียงแห่งเดียว แต่รวมนครแมนเชสเตอร์เข้ากับซอลฟอร์ด สต็อกพอร์ต เทมไซด์ และแทรฟฟอร์ด ภายใต้พื้นที่ที่เรียกว่า เกรเทอร์แมนเชสเตอร์ใต้ (Greater Manchester South)[137] ใน ค.ศ. 2023 พื้นที่ดังกล่าวมีมูลค่าเพิ่มรวมขั้นต้น (Gross Value Added: GVA) เท่ากับ 34.8 พันล้านปอนด์ เศรษฐกิจเติบโตค่อนข้างแข็งแกร่งในช่วง ค.ศ. 2002 ถึง ค.ศ. 2012 โดยมีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศร้อยละ 2.3[137] และในทศวรรษถัดมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยรายปีเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.1 ในช่วง ค.ศ. 2015–2025 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยระดับประเทศของสหราชอาณาจักร[138]
ในการจัดอันดับ ค.ศ. 2024 ของเครือข่ายวิจัยโลกาภิวัตน์และนครโลก แมนเชสเตอร์ถูกจัดให้อยู่ในระดับเบตาลบ (Beta–) ซึ่งทำให้อยู่ในอันดับที่สองของเมืองในสหราชอาณาจักรรองจากลอนดอน ซึ่งอยู่ในระดับ A++ (สูงสุด)[139] ในขณะที่เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรยังคงฟื้นตัวจากภาวะถดถอยในช่วง ค.ศ. 2008–2010 แมนเชสเตอร์ได้รับการประเมินว่าดีกว่าเมืองอื่น ๆ โดยใน ค.ศ. 2012 มีอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนกิจการ (business stock) สูงที่สุดในบรรดานครหลักทั้งหมดที่ร้อยละ 5[140] และมูลค่า GVA ต่อหัว ซึ่งอยู่ที่ 61,589 ปอนด์ใน ค.ศ. 2023 ได้เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่านับตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21[138]
ทศวรรษระหว่าง ค.ศ. 2015 ถึง ค.ศ. 2025 เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการถอนตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) และการระบาดทั่วของโควิด-19[141][142] โดยมีการประเมินว่าผลผลิตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคลดลงประมาณร้อยละ 9–10 จากผลกระทบของโควิด และมีเพียงร้อยละ 1 ของธุรกิจในเมืองที่รายงานว่าได้รับผลเชิงบวกจากเบร็กซิต ขณะที่ร้อยละ 60 รายงานผลกระทบเป็นกลางหรือเชิงลบ[143] อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ ค.ศ. 2021 เป็นต้นมา เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว โดยการคาดการณ์สำหรับช่วง ค.ศ. 2025–2028 ระบุว่าอัตราการเติบโตของภูมิภาคจะอยู่ที่ร้อยละ 2.4 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตระดับประเทศที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1.6[144]
ความมั่งคั่งระดับบุคคล
[แก้]แมนเชสเตอร์มีทั้งย่านที่มีความยากจนสูงและย่านที่มีความมั่งคั่งสูงอยู่ร่วมกัน ทำให้เป็นเขตการปกครองท้องถิ่นที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในบริเตน[145][146][147] จากดัชนีความขาดแคลนพหุมิติ (Indices of Multiple Deprivation) ค.ศ. 2019 แมนเชสเตอร์เป็นเขตปกครองท้องถิ่นที่อยู่ในภาวะขาดแคลนเป็นอันดับที่สองของประเทศเมื่อจัดตามอันดับเฉลี่ย อันดับที่หกเมื่อจัดตามคะแนนเฉลี่ย และอันดับที่ห้าเมื่อพิจารณาจากสัดส่วนของพื้นที่ย่อยระดับล่าง (Lower Layer Super Output Areas: LLSOAs) ที่อยู่ในภาวะขาดแคลน โดยร้อยละ 43 ของ LLSOA ทั้งหมดอยู่ในกลุ่มร้อยละ 10 แรกของประเทศในด้านความขาดแคลน และเมื่อจัดอันดับสุดท้าย แมนเชสเตอร์เป็นรองเพียงแบล็กพูลเท่านั้น[148] จากการสำมะโน ค.ศ. 2021 ประชากรอายุ 16 ปีขึ้นไป ร้อยละ 53.5 มีงานทำ ร้อยละ 5.7 ว่างงานแต่กำลังหางาน และร้อยละ 40.8 ไม่ได้ทำงานทางเศรษฐกิจ[149]
เกรเทอร์แมนเชสเตอร์มีจำนวนผู้มีทรัพย์สินระดับหลายล้านปอนด์มากกว่าพื้นที่ใดในประเทศนอกเหนือจากลอนดอน โดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในตัวเมือง[150] จากการสำรวจของเฮนลีย์แอนด์พาร์ตเนอส์ใน ค.ศ. 2024 แมนเชสเตอร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มั่งคั่งเป็นอันดับสองในสหราชอาณาจักร รองจากลอนดอน และอยู่ในอันดับที่ 50 ของโลก (ขณะที่ลอนดอนอยู่ในอันดับที่ 5)[151] ในด้านค่าจ้าง ผู้หญิงในแมนเชสเตอร์มีสถานะดีกว่าผู้ชายเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศต่อชั่วโมงการทำงานอยู่ที่ร้อยละ 3.3 เทียบกับร้อยละ 11.1 ของบริเตน[152] ร้อยละ 37 ของประชากรวัยทำงานในแมนเชสเตอร์มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญา เทียบกับค่าเฉลี่ยร้อยละ 33 ของนครหลักอื่น ๆ[152] แม้ว่าโรงเรียนในเมืองจะมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเล็กน้อย[153]
ใน ค.ศ. 2013 แมนเชสเตอร์ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 6 ในสหราชอาณาจักรด้านคุณภาพชีวิต จากการประเมินเมืองขนาดใหญ่ 12 แห่งของประเทศ[154] และใน ค.ศ. 2025 เมืองนี้มีคะแนนแซงหน้าลอนดอนในดัชนีความน่าอยู่อาศัยระดับโลก ซึ่งจัดทำโดยอีโคโนมิสต์อินเทลิเจนซ์ยูนิต โดยได้คะแนน 89.3 เทียบกับ 89.2 ของลอนดอน ส่งผลให้แมนเชสเตอร์เป็น "เมืองที่น่าอยู่อาศัยที่สุดในสหราชอาณาจักร"[155]
ความมั่งคั่งของภาคธุรกิจ
[แก้]
เศรษฐกิจของแมนเชสเตอร์มุ่งเน้นไปที่ภาคธุรกิจ การเงินและบริการวิชาชีพ วัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์และดิจิทัล การผลิตขั้นสูง ตลอดจนการค้าส่งและการค้าปลีก บริษัทที่จดทะเบียนในดัชนี FTSE 100 จำนวน 80 แห่งมีการดำเนินงานในเมือง และเมืองนี้ยังได้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เป็นรองเพียงลอนดอนเท่านั้น หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของแมนเชสเตอร์ (Manchester Inward Investment Agency: MIDAS) ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐและสภานคร ตลอดจนภาควิชาการ ซึ่งเมืองมีประชากรนักศึกษามากที่สุดในยุโรป เป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเมือง[156][157][158] นอกจากนี้ การที่สภานครถือหุ้นบางส่วนในท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดของสหราชอาณาจักร 2 แห่งจากทั้งหมด 4 แห่ง ทำให้เกิดรายได้จำนวนมากซึ่งนำไปใช้สนับสนุนโครงการท้องถิ่น[159] ตัวอย่างหนึ่งคือการพัฒนาตลาดพื้นที่สำนักงานของเมือง ซึ่งปัจจุบันมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของสหราชอาณาจักรรองจากลอนดอน โดยมีปริมาณการเช่าพื้นที่สำนักงานรายไตรมาส (ค่าเฉลี่ยระหว่าง ค.ศ. 2010–2014) ประมาณ 250,000 ตารางฟุต (23,000 ตารางเมตร) ซึ่งมากกว่าคู่แข่งที่ใกล้ที่สุดคือเบอร์มิงแฮมอยู่ 90,000 ตารางฟุต (8,400 ตารางเมตร)[160][161] และภายใน ค.ศ. 2025 ปริมาณการเช่าได้เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 580,000 ตารางฟุต (54,000 ตารางเมตร)[162] ปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพล ได้แก่ แนวโน้ม "นอร์ทชอริง" (northshoring)[c] ซึ่งเป็นการย้ายหรือสร้างตำแหน่งงานจากภาคใต้ไปยังพื้นที่ที่มีค่าใช้จ่ายด้านสำนักงานต่ำกว่าและตลาดแรงงานอิ่มตัวน้อยกว่า[163] ตลอดจนการกระจายอำนาจทางการคลัง (fiscal devolution) ซึ่งแมนเชสเตอร์ได้รับก่อนเมืองอื่นในบริเตน ทำให้สามารถเก็บรักษารายได้ภาษีส่วนเพิ่มจากการลงทุนด้านคมนาคมได้ครึ่งหนึ่ง[164]
สถาปัตยกรรม
[แก้]
อาคารในแมนเชสเตอร์มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่สถาปัตยกรรมยุควิกตอเรียไปจนถึงสถาปัตยกรรมร่วมสมัย การใช้อิฐสีแดงอย่างแพร่หลายเป็นลักษณะเด่นของเมือง ซึ่งสะท้อนถึงยุคที่เคยเป็นศูนย์กลางการค้าฝ้ายของโลก[43] บริเวณรอบนอกของใจกลางเมืองมีโรงปั่นฝ้ายเดิมจำนวนมาก บางแห่งยังคงสภาพเดิมเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่ปิดกิจการ ขณะที่หลายแห่งได้รับการปรับปรุงเป็นอาคารที่อยู่อาศัยและสำนักงาน ศาลาว่าการเมืองแมนเชสเตอร์ที่จัตุรัสอัลเบิร์ตสร้างขึ้นในรูปแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูกอทิก[165]
แมนเชสเตอร์มีตึกระฟ้าหลายแห่งที่สร้างขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 และ 1970 โดยอาคารที่สูงที่สุดในช่วงนั้นคืออาคารซีไอเอสทาวเวอร์ ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟแมนเชสเตอร์วิกตอเรีย จนกระทั่งอาคารบีทัมทาวเวอร์สร้างเสร็จใน ค.ศ. 2006 ซึ่งเป็นตัวอย่างของการกลับมาเติบโตของอาคารสูงยุคใหม่ ภายในประกอบด้วยโรงแรมฮิลตัน ร้านอาหาร และอพาร์ตเมนต์ ปัจจุบันอาคารที่สูงที่สุดคือเซาท์ทาวเวอร์ของดีนส์เกตสแควร์ ซึ่งมีความสูง 201 เมตร (659 ฟุต) อาคารกรีนบิลดิง (Green Building) ตรงข้ามสถานีรถไฟออกซ์ฟอร์ดโรดเป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่วันแองเจิลสแควร์ (One Angel Square) ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน ถือเป็นหนึ่งในอาคารขนาดใหญ่ที่ยั่งยืนที่สุดในโลก[166]
สถานที่สำคัญ
[แก้]จัตุรัสอัลเบิร์ตและจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์เป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานสาธารณะจำนวนมากของแมนเชสเตอร์ ที่จัตุรัสอัลเบิร์ตมีอนุสาวรีย์ของเจ้าชายอัลเบิร์ต, บิชอปเจมส์ เฟรเซอร์, โอลิเวอร์ เฮย์วูด, วิลเลียม แกลดสตัน และจอห์น ไบรต์ ส่วนที่สวนพิคคาดิลลี มีอนุสรณ์แด่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย, รอเบิร์ต พีล, เจมส์ วัตต์ และดยุกแห่งเวลลิงตัน อนุสรณ์สถานทหารผู้เสียชีวิตที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์เป็นอนุสรณ์หลักของเมืองเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงคราม ออกแบบโดยเอ็ดวิน ลัตเทียนส์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากต้นแบบที่ไวต์ฮอลล์ในลอนดอน อนุสรณ์สถานแอลัน ทัวริงในแซ็กวิลล์พาร์ก สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงบทบาทของแอลัน ทัวริงในฐานะบิดาแห่งวิทยาการคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ นอกจากนี้ ยังมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของเอบราแฮม ลิงคอล์น โดยจอร์จ เกรย์ บาร์นาร์ด (George Gray Barnard) ที่จัตุรัสลินคอล์น ซึ่งมอบให้แก่เมืองแมนเชสเตอร์โดยชาลส์ เฟปส์ แทฟต์ และแอนนา ซินตัน (Anna Sinton) เพื่อรำลึกถึงบทบาทของแลงคาเชอร์ในช่วงวิกฤตฝ้ายและสงครามกลางเมืองอเมริกา ค.ศ. 1861–1865[167]
บริเวณใกล้ท่าอากาศยานแมนเชสเตอร์มีรันเวย์วิซิเตอร์พาร์ก (Runway Visitor Park) ซึ่งเป็นศูนย์ด้านการบิน และเป็นที่ตั้งของเครื่องบิน G-BOAC[168] หนึ่งในเครื่องบินคองคอร์ดจำนวน 20 ลำที่เคยสร้างขึ้น[169] เครื่องบินลำนี้เป็นเครื่องหลักของสายการบินบริติชแอร์เวย์ โดยชื่อ BOAC มาจากอักษรย่อของบริษัทบริติชโอเวอร์ซีส์แอร์เวย์คอร์ปอเรชัน (British Overseas Airways Corporation)[170] เครื่องบินอื่น ๆ ที่จัดแสดงในอุทยาน ได้แก่ บีเออีซิสเต็มส์นิมรอด เอ็มอาร์เอ4, ฮอว์เกอร์ซิดเดลีย์ไทรเดนต์, แมคดอนเนลล์ดักลาส ดีซี-10 และบริติชแอโรสเปซ 146[171]
ฮีตันพาร์กทางตอนเหนือของเขตโบโร เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะของเทศบาลที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ครอบคลุมพื้นที่ 610 เอเคอร์ (250 เฮกตาร์)[172] เมืองนี้มีพื้นที่สาธารณะ สวน และพื้นที่เปิดโล่งรวม 135 แห่ง[173] แมนเชสเตอร์ยังมีเขตอนุรักษ์ธรรมชาติท้องถิ่นที่กำหนดไว้ 6 แห่ง ได้แก่ ชอร์ลตันวอเตอร์พาร์ก (Chorlton Water Park), แบล็กลีย์ฟอเรสต์ (Blackley Forest), เคลย์ตันเวลและชอร์ลตันอีส (Clayton Vale and Chorlton Ees), ไอวีกรีน (Ivy Green), บ็อกการ์ตโฮลคลัฟ (Boggart Hole Clough) และไฮฟีลด์คันทรีพาร์ก (Highfield Country Park)[174]
การขนส่ง
[แก้]ทางราง
[แก้]สถานีรถไฟแมนเชสเตอร์ลิเวอร์พูลโรดเป็นสถานีรถไฟสำหรับผู้โดยสารและสินค้าแห่งแรกของโลกที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ[175] และทำหน้าที่เป็นปลายทางฝั่งแมนเชสเตอร์ของทางรถไฟลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นทางรถไฟโดยสารระหว่างเมืองสายแรกของโลก สถานีเปิดให้บริการพร้อมทางรถไฟใน ค.ศ. 1830 และปิดใน ค.ศ. 1975 ตั้งแต่ ค.ศ. 1983 เป็นต้นมา พื้นที่ดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม[176]

สองในสี่สถานีปลายทางหลักของเมือง ได้แก่ แมนเชสเตอร์เซ็นทรัล และแมนเชสเตอร์เอกซ์เชนจ์ ปิดให้บริการผู้โดยสารใน ค.ศ. 1969[178] สถานีแมนเชสเตอร์เมย์ฟีลด์ ปิดให้บริการผู้โดยสารใน ค.ศ. 1960[179] และการขนส่งสินค้าใน ค.ศ. 1986[180] ใน ค.ศ. 2025 สภานครแมนเชสเตอร์ได้อนุมัติการพัฒนาพื้นที่เมย์ฟีลด์ใหม่เป็นโครงการที่อยู่อาศัย[181]
โครงการปรับปรุงนอร์เทิร์นฮับในคริสต์ทศวรรษ 2010 ได้ดำเนินการติดตั้งระบบไฟฟ้าบนเส้นทางรถไฟในและผ่านแมนเชสเตอร์ ปรับปรุงสถานีวิกตอเรีย และก่อสร้างทางเชื่อมออร์ดซอลล์คอร์ด เพื่อเชื่อมต่อสถานีวิกตอเรียและพิคคาดิลลีโดยตรง[182] เมืองนี้มีบริการจากเครือข่ายรถไฟท้องถิ่นซึ่งปัจจุบันมีการใช้งานเต็มขีดความสามารถ[183] และยังเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายรถไฟระดับเทศมณฑล รวมถึงทางรถไฟสายหลักชายฝั่งตะวันตก โดยมีสถานีหลักสองแห่งคือ แมนเชสเตอร์พิคคาดิลลี และแมนเชสเตอร์วิกตอเรีย กลุ่มสถานีแมนเชสเตอร์ (Manchester station group) ซึ่งประกอบด้วยสถานีแมนเชสเตอร์พิคคาดิลลี แมนเชสเตอร์วิกตอเรีย แมนเชสเตอร์ออกซ์ฟอร์ดโรด และดีนส์เกต เป็นกลุ่มสถานีที่มีผู้โดยสารหนาแน่นเป็นอันดับสามในสหราชอาณาจักร โดยมีผู้โดยสาร 25.8 ล้านคนใน ค.ศ. 2023/2024[101] อย่างไรก็ตาม ใจกลางเมือง โดยเฉพาะบริเวณคาสเซิลฟีลด์คอร์ริดอร์ ประสบปัญหาความจุของระบบรางที่จำกัด ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและการยกเลิกขบวนรถ รายงาน ค.ศ. 2024 เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือและความตรงต่อเวลาของสถานีที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุด 100 แห่งในสหราชอาณาจักร จัดให้สถานีแมนเชสเตอร์ออกซ์ฟอร์ดโรดเป็นอันดับที่ 5 ที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุด และสถานีแมนเชสเตอร์พิคคาดิลลีอยู่ในอันดับที่ 20[184]

เมื่อมีการเปิดให้บริการแมนเชสเตอร์เมโทรลิงก์ใน ค.ศ. 1992 แมนเชสเตอร์จึงกลายเป็นเมืองแรกในสหราชอาณาจักรที่นำระบบรถไฟรางเบาสมัยใหม่มาใช้ ในช่วง ค.ศ. 2023–2024 มีการเดินทางด้วยระบบนี้รวม 42 ล้านครั้ง[186] ส่วนใหญ่จะใช้เส้นทางรถไฟชานเมืองเดิมที่ถูกปรับให้เป็นระบบรถไฟรางเบา และวิ่งผ่านใจกลางเมืองด้วยรางบนถนน[187] โครงข่ายนี้ประกอบด้วย 8 สาย และ 99 สถานี[188] ใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์ยังมีบริการจุดจอดแล้วจร ที่เชื่อมต่อกับระบบรางทั้งหนักและเบามากกว่าสิบแห่ง[189]
รถโดยสารประจำทาง
[แก้]
เมืองนี้มีเครือข่ายรถโดยสารที่ครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึ่งนอกลอนดอน ก่อนการทยอยนำระบบสัมปทานรถโดยสารบีเน็ตเวิร์กมาใช้เป็นสามระยะระหว่างวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2023 ถึง 5 มกราคม ค.ศ. 2025 มีบริษัทเดินรถมากกว่า 50 แห่งให้บริการในภูมิภาคเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ โดยมีเส้นทางแผ่กระจายออกจากตัวเมือง ใน ค.ศ. 2011 ร้อยละ 80 ของการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในเกรเทอร์แมนเชสเตอร์เกิดขึ้นผ่านรถโดยสาร คิดเป็นจำนวนผู้โดยสารราว 220 ล้านเที่ยวต่อปี[190]
หลังการยกเลิกการควบคุมกิจการรถโดยสารใน ค.ศ. 1986 ระบบรถโดยสารถูกโอนให้แก่จีเอ็มบัสเซส (GM Buses) ซึ่งภายหลังการแปรรูปได้แบ่งออกเป็นจีเอ็มบัสเซสนอร์ท (GM Buses North) และจีเอ็มบัสเซสเซาท์ (GM Buses South) ก่อนจะถูกเข้าซื้อโดยเฟิสต์เกรเทอร์แมนเชสเตอร์ (First Greater Manchester) และสเตจโคชแมนเชสเตอร์ (Stagecoach Manchester) ตามลำดับ ธุรกิจส่วนใหญ่ของเฟิร์สเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ถูกขายให้แก่ไดมอนด์นอร์ทเวสต์ (Diamond North West) และโกนอร์ทเวสต์ (Go North West) ใน ค.ศ. 2019[191] ส่วนสเตจโคชแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทย่อยที่ใหญ่ที่สุดของสเตจโคชกรุ๊ป และเคยเป็นผู้ประกอบการรถโดยสารรายใหญ่ที่สุดในเกรเทอร์แมนเชสเตอร์[192] ได้ดำเนินเครือข่ายรถโดยสารฟรีสองเส้นทาง ซึ่งเชื่อมต่อย่านธุรกิจกับศูนย์กลางการคมนาคมสำคัญของเมือง[190][193][194]
ทางอากาศ
[แก้]
ท่าอากาศยานแมนเชสเตอร์เป็นท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารหนาแน่นเป็นอันดับสามของสหราชอาณาจักร โดยมีจำนวนผู้โดยสารต่อปีมากกว่าสนามบินนอกลอนดอนที่มีผู้โดยสารมากเป็นอันดับถัดไปมากกว่าสองเท่า[195] มีสายการบินประมาณ 49 แห่งให้บริการจากสนามบินแห่งนี้ ครอบคลุมจุดหมายปลายทางเกือบ 200 แห่ง[196] นอกจากนี้ยังเป็นสนามบินแห่งเดียวในสหราชอาณาจักรนอกลอนดอนที่มีทางวิ่งใช้งานเต็มรูปแบบสองทางวิ่ง[197] สนามบินแห่งนี้ได้รับการจัดประเภทเป็น "แคเทอกอรีเท็น" (Category 10) ซึ่งสามารถรองรับอากาศยานประเภท "โค้ดเอฟ" (Code F) รวมถึงแอร์บัส เอ380[198] โดยเป็นหนึ่งในเพียง 17 สนามบินของโลก และหนึ่งในเพียงสามสนามบินของสหราชอาณาจักรที่รองรับการให้บริการของเอ380[199]
สนามบินแมนเชสเตอร์บาร์ตัน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า ตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์ไปทางตะวันตก 9.3 กิโลเมตร (5.8 ไมล์) สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินเทศบาลแห่งแรกของแมนเชสเตอร์ เป็นที่ตั้งของหอควบคุมการจราจรทางอากาศแห่งแรกในสหราชอาณาจักร และเป็นสนามบินเทศบาลแห่งแรกที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการบิน[200] ปัจจุบันใช้สำหรับเที่ยวบินเช่าเหมาลำส่วนบุคคลและการบินทั่วไป อีกทั้งยังมีโรงเรียนการบิน[201] และเป็นฐานปฏิบัติการเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยสนับสนุนทางอากาศตำรวจเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ (Greater Manchester Police Air Support Unit) และหน่วยเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉินภาคตะวันตกเฉียงเหนือ (North West Air Ambulance)[202][203]
คลอง
[แก้]เครือข่ายคลองขนาดใหญ่ที่ทอดผ่านแมนเชสเตอร์ ได้แก่ คลองแอชตัน คลองรอชเดล และคลองบริดจ์วอเทอร์ ซึ่งทั้งหมดสิ้นสุดที่ใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์ คลองเหล่านี้ยังคงได้รับการบำรุงรักษา แม้ปัจจุบันส่วนใหญ่จะถูกปรับเปลี่ยนมาใช้เพื่อกิจกรรมนันทนาการ คลองเดินเรือแมนเชสเตอร์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อขนส่งสินค้าในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม สิ้นสุดที่เมืองซอลฟอร์ดที่อยู่ติดกัน ก่อนเชื่อมต่อกับแม่น้ำเออร์เวลล์ ซึ่งไหลผ่านตอนเหนือของเมือง[204]
การปั่นจักรยาน
[แก้]การปั่นจักรยานเพื่อการเดินทางและนันทนาการได้รับความนิยมในแมนเชสเตอร์ และเมืองนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการแข่งขันจักรยานในสหราชอาณาจักร[205][206] ใน ค.ศ. 2023 การเดินทางร้อยละ 2 ในแมนเชสเตอร์เป็นการเดินทางด้วยจักรยาน[207] โดยเส้นทางจักรยานได้ถูกรวมเข้ากับโครงข่ายการเดินทางหลายรูปแบบของบีเน็ตเวิร์ก ร่วมกับทางเดินเท้า รถไฟ รถราง และรถโดยสารประจำทาง[208]
วัฒนธรรม
[แก้]ดนตรี
[แก้]
วงดนตรีที่มีชื่อเสียงจากฉากดนตรีของแมนเชสเตอร์ ได้แก่ แวนเดอร์กราฟเจเนอเรเตอร์, โอเอซิส, เดอะสมิทส์, จอยดิวิชัน และวงสืบต่ออย่าง นิวออร์เดอร์, บัซค็อกส์, เดอะสโตนโรสเซส, เดอะฟอลล์, เดอะดูรุตตีคอลัมน์, เท็นซีซี, ก็อดลีย์แอนด์ครีม, เดอะเวิร์ฟ, เอลโบว์, โดฟส์, เดอะชาร์ลาทันส์, เอ็มพีเพิล, เดอะไนน์ทีนเซเวนตีไฟฟ์, ซิมพลีเรด, บลอสซัมส์, เทกแดต, ดัตช์อังเคิล, เอฟรีทิงเอฟรีทิง, คอร์ตทีนเนอส์, เพลเวฟส์ และ ดิเอาต์ฟีลด์ แมนเชสเตอร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญเบื้องหลังวงการดนตรีอินดีของอังกฤษในคริสต์ทศวรรษ 1980 นำโดยวงเดอะสมิทส์ และต่อมาได้แก่ เดอะสโตนโรสเซส, แฮปปีมันเดส์, อินสไปรัลคาร์เพตส์ และเจมส์ กลุ่มหลังเหล่านี้มีจุดกำเนิดจากฉากดนตรีที่เรียกว่า "แมดเชสเตอร์" ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ไนต์คลับเดอะฮาเซียนดา ที่ก่อตั้งโดยโทนี วิลสัน แห่งค่ายเพลงแฟกทอรีเรเคิดส์ วงเดอะเคมิคอลบราเทอส์ แม้ว่าจะเป็นชาวอังกฤษตอนใต้ แต่ก็ได้ก่อตั้งวงที่แมนเชสเตอร์[209] อดีตฟรอนต์แมนของเดอะสมิทส์ อย่างมอร์ริสซีย์ ซึ่งแต่งเพลงอ้างอิงถึงสถานที่และวัฒนธรรมของแมนเชสเตอร์อยู่บ่อยครั้ง ก็ประสบความสำเร็จระดับนานาชาติในฐานะศิลปินเดี่ยว สำหรับยุคก่อนหน้านั้น วงดนตรีจากแมนเชสเตอร์ที่โดดเด่นในคริสต์ทศวรรษ 1960 ได้แก่ เดอะโฮลลีส์, เฮอร์แมนส์เฮอร์มิตส์ และเดวี โจนส์ แห่งวงเดอะมังกีส์ (ที่โด่งดังจากอัลบั้มและรายการโทรทัศน์ในอเมริกาช่วงกลางคริสต์ทศวรรษ 1960) รวมทั้งวงบีจีส์รุ่นแรกที่เติบโตในย่านชอลตัน[210] ศิลปินแร็ปชื่อดังจากแมนเชสเตอร์ในยุคหลัง ได้แก่ บักซีมาโลน และเอตช์

สถานที่จัดแสดงดนตรีป็อปหลักของเมืองคือ แมนเชสเตอร์อารีนา ซึ่งได้รับรางวัล "สถานที่จัดงานระดับนานาชาติแห่งปี" ใน ค.ศ. 2007[211] ด้วยความจุกว่า 21,000 ที่นั่ง ทำให้อารีนาแห่งนี้เป็นอารีนาในร่มที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป[211] ในแง่จำนวนผู้ชมคอนเสิร์ต แมนเชสเตอร์อารีนาถือเป็นอารีนาในร่มที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก เหนือกว่าเมดิสันสแควร์การ์เดนในนครนิวยอร์ก และดิโอทูอารีนาในลอนดอน ซึ่งตามมาเป็นอันดับสองและสาม[212] สถานที่จัดแสดงอื่น ๆ ในเมืองได้แก่ แมนเชสเตอร์อะพอลโล, อัลเบิร์ตฮอลล์, วิกทอเรียแวร์เฮาส์ และแมนเชสเตอร์อะแคเดมี ส่วนสถานที่ขนาดเล็ก ได้แก่ แบนด์ออนเดอะวอลล์, ไนต์แอนด์เดย์คาเฟ (Night and Day Café),[213] รูบีเลานจ์ (Ruby Lounge),[214] และเดอะเดฟอินสทิทิวต์ (The Deaf Institute)[215] แมนเชสเตอร์ยังจัดอีเวนต์ดนตรีอินดีและร็อกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งนอกลอนดอน[216]
แมนเชสเตอร์มีวงออร์เคสตราซิมโฟนีสองวง คือ The Hallé และ BBC Philharmonic และวงดนตรีแชมเบอร์ Manchester Camerata ในคริสต์ทศวรรษ 1950 เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มนักแต่งเพลงคลาสสิกที่เรียกว่า "Manchester School" ซึ่งประกอบด้วย Harrison Birtwistle, Peter Maxwell Davies, David Ellis และ Alexander Goehr แมนเชสเตอร์ยังเป็นศูนย์กลางของการศึกษาด้านดนตรี โดยมี Royal Northern College of Music (RNCM) และ Chetham's School of Music เป็นสถาบันหลัก[217] สถาบันต้นแบบของ RNCM ได้แก่ Northern School of Music (ก่อตั้งใน ค.ศ. 1920) และ Royal Manchester College of Music (ก่อตั้งใน ค.ศ. 1893) ซึ่งได้ควบรวมกันใน ค.ศ. 1973 หนึ่งในผู้สอนและนักเปียโน/วาทยกรคลาสสิกรุ่นแรกของ RNCM คือ Arthur Friedheim (ค.ศ. 1859–1932) ชาวรัสเซีย ซึ่งต่อมาห้องสมุดดนตรีของเขาที่สถาบัน Peabody Institute ในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ ก็ได้รับการตั้งชื่อตามเขา สถานที่จัดแสดงดนตรีคลาสสิกหลักของเมืองคือ Free Trade Hall บนถนนปีเตอร์สตรีต (Peter Street) จนกระทั่งมีการเปิด Bridgewater Hall ซึ่งมีความจุ 2,500 ที่นั่งใน ค.ศ. 1996[218]
ดนตรีวงโยธวาทิต (brass band) ซึ่งเป็นประเพณีทางดนตรีของภาคเหนืออังกฤษ ถือเป็นส่วนสำคัญของมรดกดนตรีแมนเชสเตอร์[219] วงดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ เช่น CWS Manchester Band และ Fairey Band ล้วนมีถิ่นกำเนิดในแมนเชสเตอร์และพื้นที่ใกล้เคียง นอกจากนี้ยังมีการจัดแข่งขันวงโยธวาทิต Whit Friday เป็นประจำทุกปีในเขตใกล้เคียงอย่าง Saddleworth และ Tameside
ศิลปะการแสดง
[แก้]
แมนเชสเตอร์เป็นศูนย์กลางด้านละครเวทีและศิลปะการแสดง โดยมีสถานที่จัดการแสดงขนาดใหญ่หลายแห่ง[220] ได้แก่ แมนเชสเตอร์โอเปร่าเฮาส์ ซึ่งจัดแสดงละครทัวร์ขนาดใหญ่และผลงานจากเวสต์เอนด์,[221] พาเลซเทียเตอร์ ซึ่งแม้เคยเกือบปิดตัวลงในคริสต์ทศวรรษ 1970 แต่ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในโรงละครที่ประสบความสำเร็จที่สุดของประเทศ,[222] และรอยัลเอกซ์เชนจ์เทียเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารตลาดซื้อขายฝ้ายเดิมของแมนเชสเตอร์ และเป็นโรงละครแบบเทียเตอร์อินเดอะราวนด์หรือคนดูนั่งรอบพื้นที่แสดงที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร[223] สถานที่ขนาดเล็กกว่า ได้แก่ คอนแทกต์เทียเตอร์ ส่วนแดนซ์เฮาส์ (Dancehouse) บนถนนออกซ์ฟอร์ด (Oxford Road) เป็นสถานที่สำหรับรองรับการแสดงเต้นรำโดยเฉพาะ[224] ใน ค.ศ. 2014 ศูนย์ศิลปะโฮม (HOME) ซึ่งประกอบด้วยโรงละครสองแห่ง โรงภาพยนตร์ห้าแห่ง และพื้นที่จัดนิทรรศการศิลปะ ได้เปิดให้บริการ โดยเข้ามาแทนที่คอร์เนอร์เฮาส์และเดอะไลบรารีเทียเตอร์ (The Library Theatre)[225] นับตั้งแต่ ค.ศ. 2007 เมืองนี้ยังเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลแมนเชสเตอร์อินเทอร์เนชันแนลเฟสติวัล (Manchester International Festival) ซึ่งเป็นเทศกาลศิลปะนานาชาติที่จัดขึ้นทุกสองปี โดยมุ่งเน้นผลงานสร้างสรรค์ต้นฉบับ[226]
พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์
[แก้]
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม ซึ่งตั้งอยู่ในสถานีรถไฟลิเวอร์พูลโรดเดิม จัดแสดงหัวรถจักรไอน้ำ เครื่องจักรอุตสาหกรรม อากาศยาน และแบบจำลองของแมนเชสเตอร์เบบี ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์แบบเก็บโปรแกรมเครื่องแรกของโลก[227] พิพิธภัณฑ์การคมนาคม จัดแสดงคอลเลกชันรถโดยสารและรถรางประวัติศาสตร์[228] ส่วนพิพิธภัณฑ์แมนเชสเตอร์ ซึ่งเปิดให้สาธารณชนเข้าชมตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1880 มีคอลเลกชันด้านอียิปต์วิทยาและประวัติศาสตร์ธรรมชาติ[229] พื้นที่จัดแสดงและพิพิธภัณฑ์อื่น ๆ ในเมือง ได้แก่ พิธภัณฑ์ฟุตบอลแห่งชาติที่เออร์บิส, คาสเซิลฟีลด์แกลเลอรี (Castlefield Gallery), แมนเชสเตอร์คอสตูมแกลเลอรี (Manchester Costume Gallery) ที่แพลตต์ฟีลด์สพาร์ก, พีเพิลส์ฮิสทอรีมิวเซียม และพิพิธภัณฑ์ชาวยิวแมนเชสเตอร์[230] นอกจากนี้ ส่วนที่ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ของป้อมโรมันมามูเซียม (Mamucium) ยังเปิดให้สาธารณชนเข้าชมที่คาสเซิลฟีลด์[231]

หอศิลป์แมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นของเทศบาลนคร มีคอลเลกชันภาพวาดยุโรปถาวร และหนึ่งในคอลเลกชันภาพวาดพรีราฟาเอลไลต์ที่สำคัญที่สุดของสหราชอาณาจักร[232][233] ส่วนวิตเวิร์ทอาร์ตแกลเลอรี จัดแสดงศิลปะสมัยใหม่ ประติมากรรม และสิ่งทอ และได้รับรางวัลพิพิธภัณฑ์แห่งปีใน ค.ศ. 2015[234] ผลงานของแอล. เอส. โลว์รี จิตรกรชาวสเตรตฟอร์ด ผู้มีชื่อเสียงจากภาพวาด "มนุษย์ไม้ขีดไฟ" (matchstick men) ที่สะท้อนภาพแมนเชสเตอร์และซอลฟอร์ดในยุคอุตสาหกรรม สามารถชมได้ทั้งที่หอศิลป์แมนเชสเตอร์และวิตเวิร์ทแมนเชสเตอร์แกลเลอรี[235]
การศึกษา
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
กีฬา
[แก้]แมนเชสเตอร์ เป็นเมืองที่เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองกีฬา มีสโมสรพรีเมียร์ลีก 2 สโมสรที่ใช้ชื่อเมืองในชื่อของสโมสร คือ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี และ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยแมนเชสเตอร์ซิตีมีสนามเหย้าคือ สนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์ จุคนได้เกือบ 48,000 คน ส่วนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมีสนามเหย้าคือ โอลด์แทรฟฟอร์ด ซึ่งเป็นสนามฟุตบอลสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร จุคนได้ 74,140 คน ถือเป็นสนามกีฬาในอังกฤษแห่งเดียวที่เคยได้จัดการแข่งขันยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศในปี ค.ศ. 2003 และยังเป็นสนามที่จัดซูเปอร์ลีกแกรนด์ไฟนอลของรักบี้ลีก สโมสรคริกเกตแลนคาเชียร์เคาน์ตี ก็ใช้สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดเป็นกีฬาเหย้าเช่นกัน[236]
สื่อ
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
[แก้]
อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ (ค.ศ. 2007)
ไอดึน ประเทศตุรกี
บิลวี ประเทศนิการากัว
เค็มนิทซ์ ประเทศเยอรมนี (ค.ศ. 1983)[237]
กอร์โดบา ประเทศสเปน
ไฟซาลาบาด ประเทศปากีสถาน (ค.ศ. 1997)
ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 2009)
เรโควอต ประเทศอิสราเอล
เซนต์ปีเตอส์เบิร์ก ประเทศรัสเซีย (ค.ศ. 1962)[238]
อู่ฮั่น ประเทศจีน (ค.ศ. 1986)
เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
แมนเชสเตอร์เป็นที่ตั้งของสถานกงสุลที่มากที่สุดในสหราชอาณาจักรนอกกรุงลอนดอน การขยายตัวของการเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมนำไปสู่การเปิดสถานกงสุลแห่งแรกในทศวรรษที่ 1820 และตั้งแต่นั้นมามีกงสุลมากกว่า 800 คนจากทั่วทุกมุมโลกได้ประจำอยู่ในแมนเชสเตอร์ โดยแมนเชสเตอร์เป็นเมืองที่ให้บริการกงสุลในพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของอังกฤษ[239]
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ รากศัพท์ทั้งสองยังคงปรากฏในกลุ่มภาษาเคลต์ที่สืบทอดมาจากภาษาบริตทอนิก นั่นคือ คำว่า mam ในภาษาไอริชหมายถึง "เต้านม" ขณะที่คำเดียวกันในภาษาเวลส์หมายถึง "แม่"[17]
- ↑ นับตั้งแต่การถอนตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิต) สหราชอาณาจักรไม่ได้ส่งข้อมูลให้แก่ยูโรสแตตอีกต่อไป ดังนั้น ยูโรสแตตจึงไม่ได้นิยามแมนเชสเตอร์เป็นเขตเมืองขนาดใหญ่ (Large Urban Zone) อีกต่อไป ใน ค.ศ. 2024 มีการบรรลุข้อตกลงบางส่วนเกี่ยวกับข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ระหว่างสำนักงานสถิติแห่งชาติกับยูโรสแตต อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ของยูโรสแตตไม่ได้ระบุแผนการใด ๆ เกี่ยวกับการแบ่งปันข้อมูลด้านประชากรของเมือง[126]
- ↑ มาจากคำว่า "ออฟชอริง" (offshoring) แปลว่า การย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "The antelope, the lion and the bees". BBC. 11 February 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 May 2017. สืบค้นเมื่อ 25 February 2024.
- ↑ "Councillors and decision-making". Manchester City Council. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 January 2024. สืบค้นเมื่อ 9 January 2024.
- 1 2 "Mid-Year Population Estimates, United Kingdom, June 2024". Office for National Statistics. 26 September 2025. สืบค้นเมื่อ 26 September 2025.
- 1 2 UK Census (2021). "2021 Census Area Profile – Manchester Local Authority (E08000003)". Nomis. Office for National Statistics. สืบค้นเมื่อ 9 January 2024.
- ↑ Wells, John C. (2008), Longman Pronunciation Dictionary (3rd ed.), Longman, ISBN 978-1-4058-8118-0
- ↑ Roach, Peter (2011), Cambridge English Pronouncing Dictionary (18th ed.), Cambridge: Cambridge University Press, ISBN 978-0-521-15253-2
- ↑ "Census 2021: First Results". Greater Manchester Combined Authority. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 August 2022. สืบค้นเมื่อ 2022-10-27.
- 1 2 Aspin, Chris (1981). The Cotton Industry. Shire Publications Ltd. p. 3. ISBN 978-0-85263-545-2.
- 1 2 Kidd, Alan (2006). Manchester: A History. Lancaster: Carnegie Publishing. ISBN 978-1-85936-128-3.
• Frangopulo, Nicholas (1977). Tradition in Action. The historical evolution of the Greater Manchester County. Wakefield: EP Publishing. ISBN 978-0-7158-1203-7.
• "Manchester – the first industrial city". sciencemuseum.org. Science Museum. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 March 2012. สืบค้นเมื่อ 17 March 2012. - 1 2 Williams, Jennifer (15 June 2016). "Recap: The IRA bomb in Manchester... what happened on June 15, 1996". Manchester Evening News. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 August 2016.
- ↑ "The World According to GaWC 2012". Globalization and World Cities Research Network. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-03-20. สืบค้นเมื่อ 25 March 2014.
- ↑ "BBC NEWS – London visited by 50% of UK's tourists". British Broadcasting Corporation. สืบค้นเมื่อ 21 May 2013.
- ↑ "Manchester 'England's second city'", BBC, 12 กันยายน ค.ศ. 2002, เรียกดู 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2006.
- ↑ "Manchester 'close to second city'", BBC, 29 กันยายน ค.ศ. 2005, เรียกดู 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2006.
- 1 2 The Cambridge Dictionary of English Place-Names Based on the Collections of the English Place-Name Society, ed. by Victor Watts (Cambridge: Cambridge University Press, 2004), under MANCHESTER.
- 1 2 Mills, A. D. (2003). "Manchester". A Dictionary of British Place-Names. Oxford: Oxford University Press. p. 316. ISBN 978-0-19-852758-9. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 October 2013. สืบค้นเมื่อ 7 November 2013.
- 1 2 Breeze, Andrew (2004). "Manchester's Ancient Name". The Antiquaries Journal. 84: 353–357. doi:10.1017/S0003581500045893. ISSN 0003-5815. S2CID 163005777.
- ↑ Moriaty, Tom. "The Origins of English Place Names". English Heritage. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 September 2025. สืบค้นเมื่อ 19 September 2025.
- ↑ "Invest North: Manchester is the capital of the North". TheBusinessDesk.com. 4 March 2022. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 April 2024. สืบค้นเมื่อ 6 April 2024.
- ↑ Jones, Dylan (9 March 2020). "48 hours in Manchester: Exploring the capital of the North". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 April 2024. สืบค้นเมื่อ 6 April 2024.
- ↑ Doyle, Sebastian (16 September 2019). "The City of Manchester – Capital of the North". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 February 2023. สืบค้นเมื่อ 6 April 2024.
- ↑ "Question Time Manchester: Defining the capital of the North". Place North West. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 April 2024. สืบค้นเมื่อ 6 April 2024.
- ↑ "No prizes for coming third: The fight to be Britain's second city". The Independent. 17 May 2011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 November 2022. สืบค้นเมื่อ 10 January 2022.
- ↑ "Splendidly pointless second city debate". Financial Times. 25 February 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 December 2022. สืบค้นเมื่อ 10 January 2022.
- ↑ Collin, Joe (10 June 2021). "Birmingham or Manchester: Which is Britain's second city? Obviously, it's Birmingham". The New Statesman. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 March 2023. สืบค้นเมื่อ 10 January 2022.
- ↑ "How regeneration has cemented Manchester as the UK's second city". LCR Property. 26 October 2023. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 August 2025. สืบค้นเมื่อ 28 August 2025.. "Manchester is frequently lauded as the UK's 'second city' ... While the claim to the 'second city' title may stir debate, particularly among those from Birmingham, experts are in unanimous agreement that Manchester is forging ahead"
- 1 2 Newbould, Chris (18 March 2024). "Studio 91 releases 'a love letter to Greater Manchester'". Prolific North. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 September 2025. สืบค้นเมื่อ 28 September 2025.
- 1 2 Considine, Clare (14 August 2015). "How Bugzy Malone put Manchester on the grime map". The Guardian. ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 28 September 2025.
- 1 2 Rymajdo, Kamila (4 January 2017). "Hashtag 0161: Did Bugzy Malone put Manny on the map?". Popular Music History. 10 (1): 82–98. doi:10.1558/pomh.32559. ISSN 1743-1646. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 July 2025. สืบค้นเมื่อ 28 September 2025.
- ↑ "Boroughs". Greater Manchester Lieutenancy. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 August 2025. สืบค้นเมื่อ 2025-09-01.
- 1 2 "Rail ticket zone map". Bee Network. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 March 2025. สืบค้นเมื่อ 1 September 2025.
- 1 2 Address Management Guide (4th ed.). Royal Mail. 2004.
- 1 2 "Appendix 1 – Boundary Considerations" (PDF). Association of Greater Manchester Authorities. p. 4. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 27 March 2009.
- ↑ Cooper, Glynis (2005). Salford: An Illustrated History. The Breedon Books Publishing Company. p. 19. ISBN 978-1-85983-455-8.
- ↑ Rogers, Nicholas (2003). Halloween: from Pagan Ritual to Party Night. Oxford University Press. p. 18. ISBN 978-0-19-516896-9. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 October 2013. สืบค้นเมื่อ 7 November 2013.
- ↑ Gregory, Richard, บ.ก. (2007). Roman Manchester: The University of Manchester's Excavations within the Vicus 2001–5. Oxford: Oxbow Books. p. 190. ISBN 978-1-84217-271-1.
- ↑ Norman Redhead (20 April 2008). "A guide to Mamucium". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 April 2009. สืบค้นเมื่อ 20 July 2008.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 Kidd, Alan (2006). Manchester: A History. Lancaster: Carnegie Publishing. pp. 12, 15–24, 224. ISBN 978-1-85936-128-3.
- 1 2 3 4 Hylton, Stuart (2003). A History of Manchester. Phillimore & Co. pp. 1–10, 22, 25, 42, 63–67, 69. ISBN 978-1-86077-240-5.
- ↑ Arrowsmith, Peter (1997). Stockport: a History. Stockport Metropolitan Borough Council. p. 30. ISBN 978-0-905164-99-1.
- ↑ Powell-Smith, Anna. "Open Doomsday". Open Doomsday. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 February 2021. สืบค้นเมื่อ 23 January 2020.
- ↑ "Manchester Castle". The Gatehouse – the comprehensive gazetteer of the medieval fortifications and castles of England and Wales. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 August 2020. สืบค้นเมื่อ 18 March 2008.
- 1 2 3 4 Hartwell, Clare (2001). Pevsner Architectural Guides: Manchester. London: Penguin Books. pp. 11–17, 155, 256, 267–268. ISBN 978-0-14-071131-8.
- 1 2 Nicholls, Robert (2004). Curiosities of Greater Manchester. Sutton Publishing. ISBN 978-0-7509-3661-3.
- ↑ Letters, Samantha (2005). Gazetteer of Markets and Fairs in England and Wales to 1516. British History Online. p. 19. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 March 2012. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
- ↑ Pevsner, Nikolaus (1969). Lancashire, The Industrial and Commercial South. London: Penguin Books. p. 265. ISBN 978-0-14-071036-6.
- ↑ Durston, Christopher (2001). Cromwell's major generals: godly government during the English Revolution. Manchester: Manchester University Press. ISBN 978-0-7190-6065-6. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 April 2021. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
- 1 2 "Manchester, cotton and the transatlantic slave trade". The Science Museum. 19 January 2023. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 August 2025. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- ↑ Stallard, Matthew (3 April 2023). "Cotton Capital: how slavery made Manchester the world's first industrial city". The Guardian. ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- 1 2 3 McNeil, Robina; Michael Nevell (2000). A Guide to the Industrial Archaeology of Greater Manchester. Association for Industrial Archaeology. ISBN 978-0-9528930-3-5.
- ↑ Hall, Peter (1998). "The first industrial city: Manchester 1760–1830". Cities in Civilisation. London: Weidenfeld & Nicolson. ISBN 978-0-297-84219-4.
- ↑ "Urban Slums". Timelines.tv. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 February 2012. สืบค้นเมื่อ 2 February 2012.
- ↑ Schofield, Jonathan. "Manchester: migrant city". BBC Manchester:New Kids From The Bloc. BBC. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 September 2015. สืบค้นเมื่อ 6 April 2013.
- ↑ Johnson, Ben. "History of the Manchester Ship Canal". Historic UK. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 July 2023. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- ↑ "Wooden Atomic Models used by John Dalton, 1800–1844". The Science Museum. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 August 2025. สืบค้นเมื่อ 28 August 2025.
- 1 2 Spall, Richard Francis (1988). "Free Trade, Foreign Relations, and the Anti-Corn-Law League". The International History Review. 10 (3): 405–432. doi:10.1080/07075332.1988.9640484. ISSN 0707-5332. JSTOR 40105891.
- 1 2 Hirsch, Shirin (2019). "Protest and Peterloo: the story of 16 August 1819". People's History Museum. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 September 2025. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- ↑ Marlow, Joyce (1969), The Peterloo Massacre, Rapp & Whiting, p. 25, ISBN 978-0-85391-122-7
- 1 2 "Manchester's Political History". Visit Manchester. 20 March 2020. สืบค้นเมื่อ 12 October 2025.
- ↑ "Marx-Engels Internet Archive – Biography of Engels". marxists.org. Marx/Engels Biography Archive. 1893. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 April 2009. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
- ↑ Kidd, Alan (2006). "Chapter 9 England Arise! The Politics of Labour and Women's Suffrage". Manchester: A history. Lancaster: Carnegie Publishing. ISBN 978-1-85936-128-3.
- ↑ "Events in Telecommunications History". BT Archives. 1878. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 April 2015. สืบค้นเมื่อ 13 March 2015.
- 1 2 "Greater Manchester Gazetteer". Greater Manchester County Record Office. Places names – M to N. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 February 2011. สืบค้นเมื่อ 9 July 2007.
- ↑ Simon Schama (presenter) (4 June 2002). "Victoria and Her Sisters". A History of Britain. ตอน 13. BBC One.
- ↑ "Manchester Ship Canal". Peel Ports. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 May 2019.
- ↑ "Cotton spinning to return to Greater Manchester". BBC News. 2015-12-02. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 October 2023. สืบค้นเมื่อ 2025-08-31.
- 1 2 Grimsditch, Lee (2023-08-06). "30 fascinating photos of Manchester from the 1930s". Manchester Evening News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 June 2024. สืบค้นเมื่อ 2025-08-31.
- 1 2 Wildman, Charlie (26 February 2009). "Building confidence". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 August 2025. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- 1 2 Hardy, Clive (2005). "The blitz". Manchester at War (2nd ed.). Altrincham: First Edition Limited. pp. 75–99. ISBN 978-1-84547-096-8.
- ↑ "Timeline". Manchester Cathedral. Manchester Cathedral Online. 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 April 2016. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
- ↑ CWGC. "Civilian War Dead, Manchester County Borough". Commonwealth War Graves Commission. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 October 2023. สืบค้นเมื่อ 15 September 2023.
- ↑ Parkinson-Bailey, John J (2000). Manchester: an Architectural History. Manchester: Manchester University Press. p. 127. ISBN 978-0-7190-5606-2.
• Pevsner, Nikolaus (1969). Lancashire, The Industrial and Commercial South. London: Penguin Books. p. 267. ISBN 978-0-14-071036-6. - ↑ "Salford Quays milestones: the story of Salford Quays" (PDF). Salford City Council. 2005. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 27 March 2009. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
- 1 2 • Hartwell, Clare (2001). Pevsner Architectural Guides: Manchester. London: Penguin Books. ISBN 978-0-14-071131-8.
• Parkinson-Bailey, John J (2000). Manchester: an Architectural History. Manchester: Manchester University Press. ISBN 978-0-7190-5606-2.
• Hartwell, Clare; Hyde, Matthew; Pevsner, Nikolaus (2004). Lancashire: Manchester and the South-East. New Haven & London: Yale University Press. ISBN 978-0-300-10583-4. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 January 2012. สืบค้นเมื่อ 7 November 2013. - 1 2 Hylton, Stuart (2003). A History of Manchester. Chichester: Phillimore & Co. pp. 227–230. ISBN 978-1-86077-240-5.
- ↑ Sengupata, Kim (28 March 1997). "£411m cost after Manchester bomb sets record". The Independent. London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 May 2010. สืบค้นเมื่อ 3 October 2009.
- ↑ "Panorama – The cost of terrorism". BBC. 15 May 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 April 2010. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
- ↑ "Manchester in the Days of Newspapers". New Manchester Walks. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 August 2013. สืบค้นเมื่อ 11 November 2012.
Maxwell, a boor and a bully, bought the former Kemsley House plant on Withy Grove (once the largest newspaper plant in Europe; now the Printworks entertainments centre) for a £1, simply to close it down.
- ↑ "Printworks-owner Resolution Property 'close' to offloading leisure complex to Land Securities in £100m deal". Manchester Evening News. 5 November 2012. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 November 2012. สืบค้นเมื่อ 31 August 2013.
- ↑ "RTKL stamps mark on Printworks". Design Week. 17 November 2000. สืบค้นเมื่อ 3 November 2025.
- ↑ "Corn Exchange History 1950 to 2000 Manchester History". Corn Exchange Manchester. CIP Property (AIPT) Limited. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 February 2024. สืบค้นเมื่อ 7 February 2024.
- ↑ "Triangle sold in £67m deal". Manchester Evening News. 18 October 2005. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 July 2015. สืบค้นเมื่อ 30 October 2007.
- ↑ Begum, Shelina (8 August 2013). "The taste of things to come – Manchester's Corn Exchange to be turned into top dining destination". Manchester Evening News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 March 2017. สืบค้นเมื่อ 7 July 2014.
- ↑ "Manchester Arndale". Prudential plc. 2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 August 2013. สืบค้นเมื่อ 9 October 2008.
- ↑ "City building reaches full height". BBC. 26 April 2006. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 April 2008. สืบค้นเมื่อ 9 October 2008.
- ↑ Saunders, John, บ.ก. (June 2021). "Manchester Arena Inquiry" (PDF) (Report). Vol. 1: Security for the Arena. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 9 May 2023. สืบค้นเมื่อ 26 August 2025.
- ↑ "Manchester Arena attack: Bomb 'injured more than 800'". BBC News. 16 May 2018. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 October 2018. สืบค้นเมื่อ 25 December 2018.
- ↑ "Manchester attack: Terror threat reduced from critical to severe". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 May 2017. สืบค้นเมื่อ 25 December 2018.
- ↑ Noble, Phil; McKay, Hannah (2025-10-02). "Synagogue attack on Yom Kippur kills two in UK's Manchester; suspect shot dead". Reuters.
- ↑ Melley, Brian; Pylas, Pan; Hodgson, Ian (2025-10-02). "Man kills 2 in car ramming and stabbing attack at English synagogue on Jewish holy day". AP News. สืบค้นเมื่อ 2025-10-23.
- ↑ "About the Core Cities Group". English Core Cities Group. 2004. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 September 2007. สืบค้นเมื่อ 9 July 2007.
- ↑ Scholefield, R. A. (1998). Manchester Airport. Stroud: Sutton Publishing. pp. 18–19. ISBN 978-0-7509-1954-8.
- ↑ Phillip Inman (16 May 2015). "Perils of the 'Northern Powerhouse': is devolution a mixed blessing". The Guardian. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 May 2015. สืบค้นเมื่อ 17 May 2015.
- ↑ "Greater Manchester mayor results: Labour's Andy Burnham elected". BBC News. 5 May 2017. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 April 2025. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- ↑ FitzPatrick, Kevin (8 May 2021). "Elections results 2021: Andy Burnham re-elected as Greater Manchester mayor". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 June 2025. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- 1 2 "Andy Burnham wins third term as mayor of Greater Manchester". BBC News. 2024-05-04. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 September 2024. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- 1 2 Paun, Akash; Fright, Matthew; Allen, Briony; และคณะ (4 May 2024). "Mayor of Greater Manchester". Institute for Government. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 June 2025. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- ↑ Kidd, Alan (2006). Manchester: A History. Lancaster: Carnegie Publishing. p. 11. ISBN 978-1-85936-128-3.
- ↑ "The Manchester Coalfields" (PDF). Museum of Science and Industry in Manchester. 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 27 March 2009. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
- ↑ "Heaton Park". thecgf.com. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 August 2007. สืบค้นเมื่อ 20 July 2009.
- 1 2 Britton, Paul (21 November 2024). "Manchester Piccadilly named second busiest railway station outside London". Manchester Evening News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 November 2024. สืบค้นเมื่อ 25 September 2025.
- ↑ "Local Development Framework Evidence Base Green Belt Review July 2010" (PDF). Manchester City Council. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 21 February 2018. สืบค้นเมื่อ 21 February 2018.
- ↑ "Urban Density -v- Suburban Sprawl – The Leader's Blog". manchester.gov.uk. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 February 2018. สืบค้นเมื่อ 21 February 2018.
- 1 2 "Manchester Airport 1971–2000 weather averages". Met Office. 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 September 2007. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
- 1 2 "UK 1971–2000 averages". Met Office. 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 July 2009. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
- ↑ Smith, Wilfred (1959). "II". An Economic Geography of Great Britain. Taylor and Francis. p. 470.
- ↑ "Roads chaos as snow sweeps in Manchester". Manchester Evening News. 24 February 2005. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 November 2013. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
- ↑ "Snow: West Yorkshire traffic and travel latest". Halifax Courier. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 November 2017. สืบค้นเมื่อ 9 November 2017.
- ↑ "Peak District sightseer's guide – Snake Pass". High Peak. 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 January 2011. สืบค้นเมื่อ 5 May 2009.
- ↑ "Live: M62 motorway closed and 20 ไมล์ (32 กิโลเมตร) of queues as snow and high winds return to Greater Manchester". Manchester Evening News. 4 April 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 November 2017. สืบค้นเมื่อ 9 November 2017.
- ↑ Evening News, Manchester (7 January 2010). "Minus 17.6C – Big freeze sets new record". manchestereveningnews.co.uk. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 October 2018. สืบค้นเมื่อ 11 August 2018.
- ↑ en.tutiempo.net. "Climate Manchester Airport July – 2022". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 October 2024. สืบค้นเมื่อ 5 October 2024.
- ↑ "Manchester 1991-2020 Averages". Roost Weather. สืบค้นเมื่อ 13 August 2025.
- ↑ "Manchester Ringway weather station 1961-1990" (FTP). NOAA. สืบค้นเมื่อ 4 August 2023.
- ↑ "Monthly Temperature Extremes". Roost Weather. สืบค้นเมื่อ 13 August 2025.
- ↑ "Average snowfall over the UK". สืบค้นเมื่อ 3 June 2019.
- ↑ "STATION MANCHESTER". Meteo climat. สืบค้นเมื่อ 2 January 2021.
- ↑ "Climate & Weather Averages in Manchester, England, United Kingdom". Time and Date. สืบค้นเมื่อ 9 January 2022.
- ↑ "Monthly weather forecast and Climate – Manchester, United Kingdom". Weather Atlas. สืบค้นเมื่อ 9 January 2022.
- ↑ "2021 Comparison". Manchester City Council. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 June 2025. สืบค้นเมื่อ 27 August 2025.
- ↑ Townsend, Lucy; Westcott, Kathryn (17 July 2012). "Census 2011: Five lesser-spotted things in the data". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 October 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- 1 2 3 "Public Intelligence Population Publications". Manchester City Council. 1 April 2005. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 August 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ "Marriage and civil partnership status in England and Wales – Office for National Statistics". ons.gov.uk. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 December 2024. สืบค้นเมื่อ 2025-08-27.
- ↑ "Census 2021 Briefing – Total Population" (PDF). Greater Manchester Combined Authority. May 2023. pp. 2, 5–7. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 15 July 2024. สืบค้นเมื่อ 27 August 2025.
- ↑ "Urban Audit – City Profiles: Manchester". Urban Audit. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 January 2013. สืบค้นเมื่อ 5 October 2008.
- ↑ "Frequently Asked Questions". Eurostat. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 July 2025. สืบค้นเมื่อ 27 August 2025.
- ↑ "Religion – Office for National Statistics". www.ons.gov.uk. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 November 2022. สืบค้นเมื่อ 30 November 2022.
- ↑ "How life has changed in Manchester: Census 2021". Office for National Statistics. 19 January 2023. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- ↑ "Second largest". Something Jewish. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 August 2007. สืบค้นเมื่อ 14 September 2007.
- ↑ Green, David (29 November 2003). "Italians revolt over church closure". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 December 2010. สืบค้นเมื่อ 12 May 2010.
- ↑ "Ethnic group – Office for National Statistics". ONS. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 November 2022. สืบค้นเมื่อ 30 November 2022.
- ↑ "The Manchester Irish Festival: the largest in the UK". Manchester Irish Festival Website. 2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 February 2016. สืบค้นเมื่อ 28 June 2007.
- ↑ "History of Manchester's Chinatown". BBC. 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 April 2012. สืบค้นเมื่อ 22 November 2007.
- ↑ "Manchester Airport celebrates Diwali and Eid". MAG Airports Group. 2011. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 March 2012. สืบค้นเมื่อ 7 September 2012.
- ↑ "Airport City bosses in £650m China mission". Manchester Evening News. 2012. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 January 2014. สืบค้นเมื่อ 7 September 2012.
- ↑ "Regional gross value added (balanced) per head and income components". June 2025.
- 1 2 "The Leeds Economy" (PDF). Leeds City Council. 2004. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 19 December 2013. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- 1 2 Islam, Faisal (15 February 2026). "Could Manchester be a model for the UK to kickstart growth?". BBC News. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- ↑ "World Cities 2024". Globalization and World Cities Research Network. 2024. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 July 2025. สืบค้นเมื่อ 2025-08-31.
- ↑ "Release Edition Reference Tables: Business Demography, 2012". Office for National Statistics. 27 November 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 October 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ Raghav Gupta; Mahadi Hasan; Syed Zahurul Islam; Tahmina Yasmin; Jasim Uddin (15 Jun 2023). "Evaluating the Brexit and COVID-19's influence on the UK economy: A data analysis". PLOS ONE. 18 (6). Bibcode:2023PLoSO..1887342G. doi:10.1371/journal.pone.0287342. PMC 10270588. PMID 37319267.
{{cite journal}}: ไม่รู้จักพารามิเตอร์|article-number=ถูกละเว้น (help) - ↑ Kathryn Petrie; Amy Norman (May 2020). "Assessing the economic implications of coronavirus and Brexit" (PDF). Social Market Foundation. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 17 October 2022. สืบค้นเมื่อ 25 September 2025.
- ↑ "Covid-19, EU-Exit and the Greater Manchester Economy – Implications for the Greater Manchester Places for Everyone Plan" (PDF). Nicol Economics. March 2021. pp. 2, 16. สืบค้นเมื่อ 25 September 2025.
- ↑ Hodgson, Neil (19 March 2025). "Manchester set to outpace 2025–28 UK average economic growth rate". The Business Desk. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 April 2025. สืบค้นเมื่อ 25 September 2025.
- ↑ Corfe, Ollie (18 August 2024). "Welcome to Manchester: where wealth and deprivation exist half a mile apart". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- ↑ "South Manchester: Living in the area: Introducing South Manchester". Manchester City Council. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 July 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ "Wealth hotspots 'outside London'". BBC News. 7 July 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 January 2009. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ "The English Indices of Deprivation 2019 – Statistical Release" (PDF). Office for National Statistics. 26 September 2019. pp. 11, 14. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 30 August 2025. สืบค้นเมื่อ 27 September 2025.
- ↑ "Economic Activity Status". Office for National Statistics. 8 December 2022. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 August 2025. สืบค้นเมื่อ 28 September 2025.
- ↑ Robson, Steve (17 September 2012). "Boom city Manchester has more super-rich than anywhere outside London". Manchester Evening News. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 December 2013. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ McNamee, Annie (16 May 2024). "It's official: two of the world's richest cities are in the UK". Time Out. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- 1 2 "Labour Market Profile: Manchester". Office for National Statistics. 2013. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 October 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ "Education and skills in your area: Manchester LA". Department for Education. 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 December 2013. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ Philipson, Alice (18 October 2013). "Bristol is 'best city to live in the UK'". The Telegraph. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 November 2016. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ "Manchester: 2025 UK's most Livable City". Rothmore Property. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- ↑ "Manchester Work and Skills Strategy: 2022-2027" (PDF). Manchester City Council. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- ↑ "Manchester statistics". Avison Young. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- ↑ "Greater Manchester's business landscape: innovation and investment". Financial Times. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- ↑ "Manchester Airports Group dividend windfall for councils". BBC News. 31 July 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 October 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ Timan, Joseph (19 November 2025). "Why Greater Manchester is growing faster than anywhere else". Manchester Evening News. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- ↑ "The Big Nine – Regional Office Review – Q4 2014". GVA Grimley. 2015. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 February 2015. สืบค้นเมื่อ 16 March 2015.
- ↑ "Market in Minutes: Manchester occupational office data H1 2025". Savills. 29 July 2025. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- ↑ Oglesby, Chris (17 August 2012). "Prepare for regional renaissance as businesses favour 'northshoring'". propertyweek.com. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 October 2014. สืบค้นเมื่อ 30 September 2014.
- ↑ "Cities: The vacuum cleaners". The Economist. 9 November 2013. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 July 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ Robinson, John Martin (1986). The Architecture of Northern England. Macmillan. p. 153. ISBN 978-0-333-37396-5.
- ↑ "One Angel Square, Co-operative Group HQ". breeam.org. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 May 2013. สืบค้นเมื่อ 14 March 2013.
- ↑ Cocks, Harry; Wyke, Terry (2004). Public Sculpture of Greater Manchester. Public Sculpture of Britain. Liverpool: Liverpool University Press. pp. 11–27, 88–92, 111–121, 123–5, 130–2. ISBN 978-0-85323-567-5.
- ↑ McKenna, David; White, Amanda (2024-11-01). "Hull couple honoured to restore royal Concorde seats". BBC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 July 2025. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- ↑ Towey, Barrie, บ.ก. (2007). Jet Airliners of the World 1949–2007. Tunbridge Wells: Air-Britain (Historians) Ltd. p. 359. ISBN 978-0-85130-348-2.
- ↑ "G-BOAC (204)". Heritage Concorde. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-10-02. สืบค้นเมื่อ 2020-10-02.
- ↑ "Explore Our Aircraft". Runway Visitor Park. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 October 2022. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- ↑ "About Heaton Park". Manchester City Council. 2005. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 March 2008. สืบค้นเมื่อ 23 November 2007.
- ↑ "Manchester's parks and open spaces". Manchester City Council. 2005. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 October 2007. สืบค้นเมื่อ 23 November 2007.
- ↑ "Local nature Reserves". Manchester City Council. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 July 2014. สืบค้นเมื่อ 27 January 2011.
- ↑ "A History of the World: Liverpool Road Station sundial". BBC. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 August 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ "First in the world: The making of the Liverpool and Manchester Railway". Science & Industry Museum. 20 December 2018. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 May 2020. สืบค้นเมื่อ 13 September 2025.
- ↑ "Estimates of station usage". Office of Rail Regulation. 22 April 2014. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 June 2017. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ Butt, R. V. J. (October 1995). The Directory of Railway Stations: details every public and private passenger station, halt, platform and stopping place, past and present (1st ed.). Sparkford: Patrick Stephens Ltd. p. 153. ISBN 978-1-85260-508-7. OCLC 60251199. OL 11956311M.
- ↑ Clinker, C.R. (October 1978). Clinker's Register of Closed Passenger Stations and Goods Depots in England, Scotland and Wales 1830–1977. Bristol: Avon-AngliA Publications & Services. p. 92. ISBN 978-0-905466-19-4.
- ↑ Wright, Paul (27 July 2017). "Manchester Mayfield". Disused Stations. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 November 2013. สืบค้นเมื่อ 13 September 2025.
- ↑ Morby, Aaron (1 August 2025). "Green light for first 880 homes at Manchester Mayfield". Construction Enquirer. สืบค้นเมื่อ 13 September 2025.
- ↑ Topham, Gwyn (7 February 2014). "George Osborne launches £600m Northern Hub rail project". The Guardian. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 October 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ "Extra track suggested to ease Manchester's rail bottlenecks". Financial Times. 17 February 2010. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 January 2014. สืบค้นเมื่อ 13 March 2012.
- ↑ Wilson, Natalie (14 March 2024). "Revealed: Britain's 20 worst railway stations for delays". The Independent. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- ↑ "New Metrolink line to Wythenshawe and Manchester Airport to open on November 3 – a year ahead of schedule". Manchester Evening News. 13 October 2014. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 October 2014. สืบค้นเมื่อ 2 November 2014.
- ↑ "Light rail and tram statistics, England: year ending March 2024". GOV.UK. Department for Transport. 17 September 2024. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 October 2024. สืบค้นเมื่อ 16 October 2024.
- ↑ "Metrolink History" (PDF). Manchester Metrolink. 9 March 2004. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 25 March 2009. สืบค้นเมื่อ 21 March 2009.
- ↑ Scheerhout, John (31 March 2014). "Passenger trams start running to and from Rochdale town centre for first time in 80 years". Manchester Evening News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 April 2014. สืบค้นเมื่อ 31 March 2014.
- ↑ "TFGM Park & Ride – Stations and Stops". Transport for Greater Manchester. 2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 October 2013. สืบค้นเมื่อ 8 November 2013.
- 1 2 "2011/2012 Annual Report" (PDF). Transport for Greater Manchester. 2012. pp. 10, 16. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2 March 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ "GMPTE Trends and Statistics 2001/2002" (PDF). Greater Manchester Passenger Transport Executive. 2002. pp. 28–9. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 27 March 2009. สืบค้นเมื่อ 19 September 2007.
- ↑ "Stagecoach welcomes government funding for Greater Manchester transport strategy". stagecoachplc.co.uk. 9 June 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 October 2013. สืบค้นเมื่อ 26 September 2010.
- ↑ Satchell, Clarissa (22 September 2005). "Free buses on another city route". Manchester Evening News. M.E.N. media. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 October 2013. สืบค้นเมื่อ 18 September 2007.
- ↑ "Free bus in Manchester". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 July 2019.
- ↑ "CAA Airport Data 1990–2014". caa.co.uk. UK Civil Aviation Authority. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 April 2021. สืบค้นเมื่อ 13 March 2017.
- ↑ "Our airports". Manchester Airport Group. สืบค้นเมื่อ 4 April 2026.
- ↑ Timan, Joseph (30 January 2025). "Rachel Reeves keeps repeating the same mistake about Manchester Airport". Manchester Evening News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 April 2025. สืบค้นเมื่อ 27 September 2025.
- ↑ "Manchester Airport is Officially 'A380 Ready'". manchesterairport.co.uk. 18 August 2010. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 August 2010. สืบค้นเมื่อ 1 September 2010.
- ↑ "Giant Airbus A380 lands at Manchester Airport". BBC News. 1 September 2010. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 October 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ "Airport History: City Airport and Heliport". City Airport Ltd. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 June 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ "Where to start: City Airport and Heliport". City Airport Ltd. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 August 2014. สืบค้นเมื่อ 9 August 2014.
- ↑ "UK & Ireland Police Helicopter Operations A–M". UK Emergency Aviation. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 July 2018. สืบค้นเมื่อ 13 March 2020.
- ↑ "Marsden savers raise £13k for North West Air Ambulance Charity". Blackpool Gazette. 15 July 2025. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 August 2025. สืบค้นเมื่อ 31 August 2025.
- ↑ "Manchester Ship Canal". Inland Waterways Association. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 April 2015. สืบค้นเมื่อ 16 March 2015.
Pivaro, Nigel (20 October 2006). "Ship canal cruising is all the rage". Manchester Evening News. M.E.N. media. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 November 2013. สืบค้นเมื่อ 19 September 2007. - ↑ Charlotte Cox (23 April 2014). "Census shows more people in Manchester are cycling to work". Manchester Evening News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 October 2020. สืบค้นเมื่อ 16 February 2016.
- ↑ Justin Connolly (26 September 2014). "Rapha Cycle Club opens in Manchester". Manchester Evening News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 October 2020. สืบค้นเมื่อ 16 February 2016.
There's a rich cycling heritage here, and Manchester is the home of British cycling.
- ↑ "Manchester Active Travel Strategy" (PDF). Manchester City Council. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 23 May 2025.
- ↑ Finney, Lewis (14 October 2022). "Greater Manchester's Bee Network explained". The Bolton News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 September 2025. สืบค้นเมื่อ 13 September 2025.
- ↑ "The Chemical Brothers – Alumni". University of Manchester. 2005. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 January 2009. สืบค้นเมื่อ 12 November 2007.
- ↑ "Bee Gees go back to their roots". BBC News. 12 May 2004. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 June 2004. สืบค้นเมื่อ 12 November 2007.
- 1 2 "Pollstar Concert Industry Awards Winners Archives". Pollstar Online. 2001. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 January 2013. สืบค้นเมื่อ 24 June 2007.
Brown, Rachel (10 August 2007). "M.E.N Arena's world's top venue". Manchester Evening News. M.E.N. Media. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 October 2013. สืบค้นเมื่อ 12 August 2007.The M.E.N. Arena is the top-selling venue in the world
- ↑ "M.E.N Named Most Popular Entertainment Venue on Planet". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 December 2008. สืบค้นเมื่อ 8 May 2008.
- ↑ "Night & Day Café". nightnday.org. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 July 2011. สืบค้นเมื่อ 15 July 2011.
- ↑ "The Ruby Lounge: History". therubylounge.org. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 March 2012. สืบค้นเมื่อ 15 July 2011.
- ↑ "Trof presents the Deaf Institute: café, bar and music hall". thedeafinstitute.co.uk. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 July 2011. สืบค้นเมื่อ 15 July 2011.
- ↑ "Manchester: the UK's rock and indie music capital". tickx.co.uk. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 November 2018. สืบค้นเมื่อ 6 November 2018.
- ↑ Redhead, Brian (1993). Manchester: a Celebration. London: Andre Deutsch. pp. 60–61. ISBN 0-233-98816-5.
- ↑ "Good Venue Guide; 28 – Bridgewater Hall, Manchester". Independent on Sunday. 12 April 1998.
- ↑ "Procession – Jeremy Deller". Manchester International Festival. July 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 November 2010. สืบค้นเมื่อ 24 July 2009.
- ↑ Banks, Emmeline (27 February 2025). "9 Of The Best Theatres To Visit In Manchester – The Grand, The Historical & The Sculptural". Secret Manchester. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 June 2025. สืบค้นเมื่อ 17 September 2025.
- ↑ "Manchester Opera House". Premier Inn. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 6 September 2025. สืบค้นเมื่อ 17 September 2025.
- ↑ Auty, Donald (2005). "The Palace Theatre, Oxford Street, Manchester". Arthur Lloyd. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 August 2025. สืบค้นเมื่อ 17 September 2025.
- ↑ "Building Specifications – The Theatre". Royal Exchange Theatre. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 October 2012. สืบค้นเมื่อ 31 October 2012.
- ↑ "The Dancehouse Theatre". thedancehouse.co.uk. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 February 2009. สืบค้นเมื่อ 7 February 2009.
- ↑ Linton, Deborah (24 November 2010). "New home for Cornerhouse and Library Theatre in £19m arts centre plan". Manchester Evening News. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 3 February 2016.
- ↑ "About". Factory International. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 January 2024. สืบค้นเมื่อ 12 January 2024.
- ↑ "Home". Science and Industry Museum. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 April 2021. สืบค้นเมื่อ 12 May 2020.
- ↑ "Vehicle Collection". Greater Manchester Museum of Transport. 2007. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 February 2010. สืบค้นเมื่อ 24 July 2009.
- ↑ "The History of The Manchester Museum". University of Manchester. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 June 2009. สืบค้นเมื่อ 24 July 2009.
- ↑ "Manchester Museums Guide". Virtual Manchester. 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 May 2009. สืบค้นเมื่อ 24 July 2009.
- ↑ Clarke, Liv (20 April 2022). "There's a Roman fort you can explore minutes away from Deansgate". Manchester Evening News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 April 2025. สืบค้นเมื่อ 25 September 2025.
- ↑ Moss, Richard (17 October 2003). "The Pre-Raphaelite Collections". 24-Hour Museum. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 September 2012. สืบค้นเมื่อ 24 July 2009.
- ↑ Morris, Edward (2001). Public art collections in north-west England. Liverpool University Press. p. 118. ISBN 978-0-85323-527-9.
- ↑ "Collection". Whitworth Gallery. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 February 2009. สืบค้นเมื่อ 24 July 2009.
- ↑ "The Lowry Collection". The Lowry. 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 March 2010. สืบค้นเมื่อ 24 July 2009.
- ↑ "Football fever". Visit Manchester web pages. Visit Manchester. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-10-27. สืบค้นเมื่อ 6 October 2008.
• "Sporting heritage". Visit Manchester web pages. Visit Manchester. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-05-17. สืบค้นเมื่อ 6 October 2008. - ↑ ในสมัยที่มีการตกลงเป็นเมืองแฝด เมืองนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเยอรมนีตะวันออกและใช้ชื่อว่าคาร์ลมาร์กซ์สตัดท์ (Karl-Marx-Stadt)
- ↑ ในสมัยที่มีการตกลงเป็นเมืองแฝด เมืองนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตและใช้ชื่อว่าเลนินกราด (Leningrad)
- ↑ Fox, David (2007). Manchester Consuls. Lancaster: Carnegie Publishing. pp. vii–ix. ISBN 978-1-85936-155-9.
"Manchester Consular Association". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 January 2019.
"List of Consulates, Consulate Generals and High Commissioners". MCA (subsidiary of Sheffield University). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 December 2013. สืบค้นเมื่อ 5 January 2007.