90377 เซดนา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดาวเคราะห์แคระเซดนา อยู่ในวงกลมสีเขียว
ภาพจำลองดาวเคราะห์แคระเซดนาที่วาดขึ้นโดยศิลปิน

90377 เซดนา (อังกฤษ: Sedna, เสียงอ่าน: /ˈsɛdnə/) เป็นดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ในบริเวณส่วนนอกของระบบสุริยะ ในปี พ.ศ. 2558 เซดนาอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 86 หน่วยดาราศาสตร์ จากดวงอาทิตย์ ซึ่งอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าดาวเนปจูนถึงสามเท่า กระบวนการสเปกโทรสโกปีได้ให้ผลออกมาว่าพื้นผิวของเซดนามีลักษณะคล้ายกับวัตถุพ้นดาวเนปจูนอื่นๆ บางดวง โดยประกอบด้วยน้ำ มีเทน และไนโตรเจนแข็งกับโทลีนเป็นส่วนใหญ่ ผิวของดาวเป็นหนึ่งในผิวดาวที่มีสีแดงมากที่สุด เซดนาเป็นวัตถุที่เหมือนจะเป็นดาวเคราะห์แคระ

วงโคจรส่วนใหญ่ของเซดนาอยู่ไกลออกจากดวงอาทิตย์ไปมากกว่าตำแหน่งปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าตำแหน่งที่ไกลจากดวงอาทิตย์มากที่สุดจะอยู่ห่างออกไปถึง 937 หน่วยดาราศาสตร์[1] (31 เท่าของระยะของดาวเนปจูน) ทำให้มันเป็นวัตถุหนึ่งที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะ นอกเหนือจากดาวหางคาบยาว[a][b]

เซดนามีวงโคจรที่ยาวและยืดเป็นพิเศษ ทำให้มันต้องใช้ระยะเวลากว่า 11,400 ปีถึงจะโคจรครบหนึ่งรอบ และที่ตำแหน่งใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด คือ 76 หน่วยดาราศาสตร์ จะช่วยให้เราสามารถศึกษาต้นกำเนิดของมันได้ ศูนย์ดาวเคราะห์น้อยได้จัดเซดนาให้อยู่ในแถบหินกระจาย ซึ่งเป็นกลุ่มของวัตถุที่มีวงโคจรยืดยาวออกไปไกลเนื่องด้วยแรงโน้มถ่วงจากดาวเนปจูน ถึงกระนั้น การจัดให้เซดนาอยู่ในแถบหินกระจายก็ยังเป็นข้อถกเถียง เพราะตำแหน่งที่ใกล้ที่สุดของเซดนา ก็ยังคงอยู่ห่างจากดาวเนปจูนออกไปมากเกินกว่าที่จะมีผลกระทบต่อกันได้ ทำให้นักดาราศาสตร์บางคนเชื่อว่าเซดนาเป็นวัตถุหนึ่งในเมฆออร์ตชั้นใน แต่บางคนก็เชื่อว่าเซดนามีวงโคจรที่ยืดยาวแบบนี้เนื่องด้วยดาวฤกษ์ที่เฉียดผ่านเข้ามาใกล้ บางทีอาจเป็นหนึ่งในดาวของกระจุกดาวของดวงอาทิตย์ตอนเกิด (กระจุกดาวเปิด) หรือมันอาจถูกจับยึดโดยระบบดาวเคราะห์อื่น สมมติฐานอีกอย่างหนึ่งเสนอว่า วงโคจรของมันได้รับผลกระทบจากดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ดวงหนึ่งที่พ้นวงโคจรดาวเนปจูน

นักดาราศาสตร์ ไมเคิล บราวน์ ผู้ค้นพบเซดนาและดาวเคราะห์แคระอีริส เฮาเมอา และมาคีมาคี คิดว่าเซดนาเป็นวัตถุพ้นดาวเนปจูนในปัจจุบันที่สำคัญที่สุดในทางวิทยาศาสตร์ เพราะว่าการทำความเข้าใจในวงโคจรที่ไม่เสถียรของมัน จะทำให้เราเข้าใจการวิวัฒนาการของระบบสุริยะมากขึ้น[5]

ประวัติ[แก้]

การค้นพบ[แก้]

เซดนา (หรือในชื่อเก่า คือ 2003 VB12) ถูกค้นพบโดย ไมเคิล อี. บราวน์, แชด ทรูคีโล และ เดวิด แรบินโนวิตซ์ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 การค้นพบเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2544 ด้วยกล้องโทรทรรศน์ซามูเอลออสชิน ที่หอดูดาวพาโลมาร์ ใกล้กับแซนดีเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ใช้กล้องความชัด 160 เมกะพิกเซลของเยล ในวันนั้นวัตถุถูกตรวจพบว่าเคลื่อนที่ไปได้ 4.6 ลิปดา โดยใช้เวลา 3.1 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับดาวฤกษ์ ซึ่งทำให้ประมาณได้ว่าวัตถุนั้นอยู่ห่างออกไปประมาณ 100 หน่วยดาราศาสตร์ การสำรวจต่อมาโดยใช้กล้องโทรทรรศน์สมาร์ทที่หอดูดาวนานาชาติ-อเมริกันเซร์โรโตโลโล ในประเทศชิลี พร้อมกับใช้กล้องโทรทรรศน์จากฮาวาย พบว่าวัตถุนั้นเคลื่อนที่ไปตามวงโคจรที่เยื้องมาก ภายหลังวัตถุนั้นถูกกลับมาตรวจสอบอีกครั้งผ่านภาพเก่าๆ ที่ถูกถ่ายได้โดยกล้องโทรทรรศน์ซามูเอลออสชิน และภาพจากสมาคมการตามหาดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก ตำแหน่งในอดีตจากภาพเหล่านี้ ช่วยให้คำนวณหาวงโคจรของดาวดวงนี้ได้ดียิ่งขึ้น[6]

การตั้งชื่อ[แก้]

ไมก์ บราวน์ ได้เสนอชื่อเซดนา ซึ่งตั้งตามเทพีแห่งท้องทะเลของชาวอินุต ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ ณ ก้นของมหาสมุทรอาร์กติก[7] เนื่องจากวัตถุที่ค้นพบใหม่นั้นมีอุณหภูมิพื้นผิวต่ำมาก ไมเคิล บราวน์ยังเสนอต่อศูนย์ดาวเคราะห์น้อยของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลว่าวัตถุใดๆที่จะถูกค้นพบในอนาคต ถ้าอยู่ในบริเวณเดียวกับเซดนา ควรตั้งชื่อตามสิ่งที่อยู่ในเทพปกรณัมอาร์กติก[7] ทีมผู้ค้นพบได้ตีพิมพ์ชื่อเซดนา ก่อนที่มันจะได้รับชื่ออย่างเป็นทางการเสียอีก[8] ไบรอัน มาร์สเดน ผู้อำนวยการศูนย์ดาวเคราะห์น้อย กล่าวว่าการทำเช่นนี้เป็นการละเมิดพิธีสาร และอาจมีนักดาราศาสตร์ของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลโต้แย้งได้[9] ถึงกระนั้น ไม่มีข้อคัดค้านใดๆ ต่อชื่อนี้เลย และไม่มีชื่ออื่นที่ถูกเสนอขึ้นมา ในที่สุดการประชุมของคณะกรรมการร่างชื่อวัตถุขนาดเล็กก็ยอมรับชื่อ "เซดนา" ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2547[10] และยังถือว่า ในกรณีที่น่าสนใจเดียวกันนี้ ยังอาจอนุญาตให้มีการตั้งชื่อก่อนที่จะได้รับชื่ออย่างเป็นทางการ[8]

วงโคจรและการโคจร[แก้]

วงโคจรของเซดนา (สีแดง) เมื่อเทียบกับวงโคจรของวัตถุในระบบสุริยะชั้นนอก (วงโคจรของดาวพลูโตแสดงด้วยสีม่วง)

เซดนาเป็นวัตถุที่มีคาบการโคจรที่ยาวที่สุดในระบบสุริยะ[b] ซึ่งคำนวณแล้ว อยู่ที่ 11,400 ปี[1][c] วงโคจรของมันมีความเยื้องสูงมาก ด้วยระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไกลที่สุดอยู่ที่ 937 หน่วยดาราศาสตร์[1] และใกล้ที่สุดอยู่ที่ 76 หน่วยดาราศาสตร์ โดยตำแหน่งที่ใกล้ที่สุดของเซดนา อยู่ไกลกว่าของวัตถุอื่นๆในระบบสุริยะ จนกระทั่งการค้นพบ 2012 VP113[11][12] เมื่อเซดนาถูกค้นพบนั้น มันอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 89.6 หน่วยดาราศาสตร์ และกำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้จุดใกล้ดวงอาทิตย์ และกลายเป็นวัตถุที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะเท่าที่สำรวจพบ ภายหลัง อีริสได้ถูกตรวจพบโดยวิธีเดียวกันที่ระยะห่าง 97 หน่วยดาราศาสตร์จากดวงอาทิตย์ มีเพียงดาวหางคาบยาวบางดวงเท่านั้นที่มีคาบโคจรมากกว่าของเซดนา และยากต่อการค้นพบมาก เว้นแต่มันจะเคลื่อนเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน ถึงแม้ว่าเซดนาจะอยู่ ณ ตำแหน่งที่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในช่วงกลางปี พ.ศ. 2619[4][d] ดวงอาทิตย์ที่ปรากฏบนเซดนานั้น ก็ยังคงมีขนาดเท่าปลายเข็ม ซึ่งสว่างกว่าดวงจันทร์ตอนเต็มดวง 100 เท่า (เมื่อเทียบกับโลกแล้ว ดวงอาทิตย์สว่างกว่าตอนดวงจันทร์เต็มดวง 400,000 เท่า) และดวงอาทิตย์ยังอยู่ไกลเกินกว่าที่จะเห็นรูปร่างได้[14]

เมื่อค้นพบครั้งแรกนั้น เซดนาถูกคาดว่าจะมีคาบหมุนรอบตัวเองที่ยาวมากๆ (20 ถึง 50 วัน)[14] เนื่องจากมันอาจถูกดึงให้หมุนช้าลงโดยระบบดาวเคราะห์บางระบบที่อยู่บริเวณนั้น เช่นเดียวกับ แครอน ดาวบริวารของดาวพลูโต[7] การสำรวจโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในปี พ.ศ. 2547 ไม่พบอะไรเลย[15][e] และจากผลการสำรวจจากกล้องโทรทรรศน์เอ็มเอ็มที ก็ทำให้คำนวณได้ว่า เซดนาหมุนโดยใช้ระยะเวลาสั้นกว่าที่คาดไว้มาก ประมาณ 10 ชั่วโมง ซึ่งค่อนข้างปกติสำหรับดาวขนาดอย่างเซดนา[17]

วัตถุพ้นดาวเนปจูนที่อยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะในปัจจุบัน
วัตถุระบบสุริยะ V774104 อีริส 2007 OR10 เซดนา 2014 FC69 2006 QH181 2012 VP113 2013 FY27 2010 GB174 2000 CR105
ระยะทาง
จากดวงอาทิตย์
(AU)
ปัจจุบัน ~103 96.3 87.4 85.8 84.1 83.3 83.3 80.2 70.6 60.4
ใกล้ที่สุด  ? 37.9 33.0 76.1 40.2 38.3 80.5 35.5 48.5 44.2
ไกลที่สุด  ? 97.7 100.7 ~936 106.9 96.7 ~446 83.7 ~673 ~416
ความสว่าง (vmag) 24? 18.7 21.4 21.0 23.8 23.5 23.4 22.2 25.2 24.1
ระยะทางจากดวงอาทิตย์ปัจจุบันห่างจากกึ่งแกนเอกของดาวเนปจูนออกไปอย่างน้อยสองเท่า [18]
จัดการ: แม่แบบ  พูดคุย  แก้ไข

ลักษณะทางกายภาพ[แก้]

ต้นกำเนิด[แก้]

ประชากร[แก้]

การจัดระบบ[แก้]

การสำรวจ[แก้]

เซดนาจะอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดประมาณปี พ.ศ. 2618–2619 การเข้าใกล้ครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่จะสำรวจดาว ซึ่งจะไม่มีโอกาสอีกจนกว่า 12,000 ปีข้างหน้า ถึงแม้เซดนาจะมีรายชื่อในเว็บไซต์การสำรวจระบบสุริยะของนาซา[19] แต่ปัจจุบันยังไม่มีแผนการใดๆ เพื่อสำรวจเซดนา[20] มันถูกคำนวณออกมาว่าจะใช้เวลา 24.48 ปี ในการเดินทางจากโลกถึงเซดนา โดยใช้แรงโน้มถ่วงของดาวพฤหัสบดีช่วยเหวี่ยง คาดว่าวันปล่อยยานอาจจะเป็น 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2576 หรือ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2589 เมื่อยานไปถึงเซดนาจะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 77.27 และ 76.43 หน่วยดาราศาสตร์ ตามลำดับ[21]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. ถึง 2014, Sedna was about 86.3 AU from the Sun;[2] Eris, the most massive known dwarf planet, and 2007 OR10, the largest object in the Solar System without a name, are currently farther from the Sun than Sedna at 96.4 AU and 87.0 AU, respectively.[3] Eris is near its aphelion (furthest distance from the Sun), whereas Sedna is nearing its 2076 perihelion (closest approach to the Sun).[4] Sedna will overtake Eris as the farthest known large object in the Solar System in 2114, but the probable dwarf planet 2007 OR10 has recently overtaken Sedna and will overtake Eris by 2045.[4]
  2. 2.0 2.1 Small Solar System bodies such as (308933) 2006 SQ372, 2005 VX3, (87269) 2000 OO67, 2002 RN109, 2007 TG422, and several comets (such as the Great Comet of 1577) have larger heliocentric orbits. But only (308933) 2006 SQ372, (87269) 2000 OO67, and 2007 TG422 have a perihelion point further than Jupiter's orbit, so it is debatable whether or not most of these objects are misclassified comets.
  3. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ footnoteG
  4. โปรแกรมที่ระบบการทำงานแตกต่างกัน ก็อาจทำให้ได้ข้อมูลที่แตกต่างกันด้วย โดยใช้ตำแหน่งในปี พ.ศ 2557 ได้ข้อมูลเป็นปี พ.ศ. 2619[13] ถ้าใช้ตำแหน่งในปี พ.ศ. 2533 ได้ข้อมูลเป็น 2479282.9591 (2075-12-11) ถึง 2010 หรือประมาณวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2619[4]
  5. การสำรวจของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลพบว่าไม่มีดาวดวงใดที่มัวน้อยกว่า 500 เท่าของเซดนาเลย (บราวน์และซูเอร์ 2007).[16]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Horizons output. "Barycentric Osculating Orbital Elements for 90377 Sedna (2003 VB12)". สืบค้นเมื่อ 2011-04-30.  (Solution using the Solar System Barycenter and barycentric coordinates. Select Ephemeris Type:Elements and Center:@0) (saved Horizons output file 2011-Feb-04). In the second pane "PR=" can be found, which gives the orbital period in days (4.15E+06, which is ~11400 Julian years).
  2. "AstDys (90377) Sedna Ephemerides". Department of Mathematics, University of Pisa, Italy. สืบค้นเมื่อ 2011-05-05. 
  3. "AstDys (136199) Eris Ephemerides". Department of Mathematics, University of Pisa, Italy. Archived from the original on 4 June 2011. สืบค้นเมื่อ 2011-05-05. 
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 JPL Horizons On-Line Ephemeris System (2010-07-18). "Horizons Output for Sedna 2076/2114". สืบค้นเมื่อ 2010-07-18.  Horizons
  5. Cal Fussman (2006). "The Man Who Finds Planets". Discover. Archived from the original on 16 June 2010. สืบค้นเมื่อ 2010-05-22. 
  6. Mike Brown, David Rabinowitz, Chad Trujillo (2004). "Discovery of a Candidate Inner Oort Cloud Planetoid". Astrophysical Journal 617 (1): 645–649. arXiv:astro-ph/0404456. Bibcode:2004ApJ...617..645B. doi:10.1086/422095. 
  7. 7.0 7.1 7.2 Brown, Mike. "Sedna". Caltech. Archived from the original on 25 July 2010. สืบค้นเมื่อ 2010-07-20. 
  8. 8.0 8.1 "MPEC 2004-S73 : Editorial Notice". IAU Minor Planet Center. 2004. สืบค้นเมื่อ 2010-07-18. 
  9. Walker, Duncan (2004-03-16). "How do planets get their names?". BBC News. สืบค้นเมื่อ 2010-05-22. 
  10. "MPC 52733". Minor Planet Center. 2004. สืบค้นเมื่อ 2010-08-30. 
  11. Chadwick A. Trujillo, M. E. Brown, D. L. Rabinowitz; Brown; Rabinowitz (2007). "The Surface of Sedna in the Near-infrared". Bulletin of the American Astronomical Society 39: 510. Bibcode:2007DPS....39.4906T. 
  12. C. A. Trujillo; S. S. Sheppard (2014). "A Sedna-like body with a perihelion of 80 astronomical units". Nature 507: 471–474. Bibcode:2014Natur.507..471T. doi:10.1038/nature13156. 
  13. "JPL Small-Body Database Browser: 90377 Sedna (2003 VB12)" (2012-10-16 last obs). สืบค้นเมื่อ 2014-03-30. 
  14. 14.0 14.1 "Hubble Observes Planetoid Sedna, Mystery Deepens; Long View from a Lonely Planet". Hubblesite, STScI-2004-14. 2004. สืบค้นเมื่อ 2010-07-21. 
  15. "Hubble Observes Planetoid Sedna, Mystery Deepens". Hubblesite, STScI-2004-14. 2004. สืบค้นเมื่อ 2010-08-30. 
  16. Michael E. Brown. "The largest Kuiper belt objects" (pdf). In M. Antonietta Barucci, Hermann Boehnhardt, Dale P. Cruikshank. The Solar System Beyond Neptune. University of Arizona Press. pp. 335–345. ISBN 0-8165-2755-5. 
  17. B. Scott Gaudi, Krzysztof Z. Stanek, Joel D. Hartman, Matthew J. Holman, Brian A. McLeod (CfA) (2005). "On the Rotation Period of (90377) Sedna". The Astrophysical Journal 629 (1): L49–L52. arXiv:astro-ph/0503673. Bibcode:2005ApJ...629L..49G. doi:10.1086/444355. 
  18. AstDyS, http://hamilton.dm.unipi.it/astdys/index.php?pc=3.2.1&pc0=3.2&sb=8&ldfs=60.14 Objects at least two Neptune distances from Sun
  19. "Solar System Exploration: Multimedia: Gallery". NASA. สืบค้นเมื่อ 2010-01-03. 
  20. "Solar System Exploration: Missions to Dwarf Planets". NASA. สืบค้นเมื่อ 11 November 2010. 
  21. McGranaghan, R.; Sagan, B.; Dove, G.; Tullos, A.; Lyne, J. E.; Emery, J. P. (2011). "A Survey of Mission Opportunities to Trans-Neptunian Objects". Journal of the British Interplanetary Society 64: 296–303. Bibcode:2011JBIS...64..296M. 

อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "discovery" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "DES" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "jpldata_2012_VP113" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "spitzer" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "pr200510" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Tegler" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "AstDys2003" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Brown-dplist" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Tancredi2008" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Grundy2005" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Trujillo2005" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Sheppard2010" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Emery2007" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Triton" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Hussman2006" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Swiss" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "LykDyn" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "SternAJ2005" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "scattered" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Brown2004AAS205" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "PlanetarySociety" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Morbidelli2004" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Kenyon2004" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "challenge" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Gomez2006" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "lykawka" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "sisters" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Cruttenden" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Hills1984" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Planck-NemesisMyth" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Matese2006" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Schwamb" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "MPC" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Gladman" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Jewitt2006" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "DES_Elliot2006" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Brown" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "stern" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Kaib2009" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า

อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "Physorg" ซึ่งนิยามใน <references> ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้า

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]