อวกาศ

อวกาศ (อังกฤษ: outer space, หรือ space) คือบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ดำรงอยู่ถัดจากชั้นบรรยากาศของโลกออกไปและระหว่างวัตถุแห่งท้องฟ้าต่าง ๆ อวกาศมีความหนาแน่นของอนุภาคในระดับที่ต่ำมากจนมีสภาวะเป็นสุญญากาศที่เกือบจะสมบูรณ์ ซึ่งประกอบไปด้วยพลาสมาของไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นหลัก ทั้งยังถูกแทรกซึมด้วยรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า, รังสีคอสมิก, นิวทริโน, สนามแม่เหล็ก และฝุ่นละออง อุณหภูมิพื้นฐานของอวกาศซึ่งถูกกำหนดโดยรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของเอกภพจากการระเบิดครั้งใหญ่ (Big Bang) อยู่ที่ 2.7 เคลวิน (−270 °C)
พลาสมาที่อยู่ระหว่างดาราจักรเชื่อว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของ "สสารแบริออน" (สสารปกติ) ประมาณครึ่งหนึ่งในเอกภพ โดยมีความหนาแน่นของจำนวนอนุภาคน้อยกว่าอะตอมไฮโดรเจนหนึ่งอะตอมต่อลูกบาศก์เมตร และมีอุณหภูมิทางจลน์สูงถึงหลายล้านเคลวิน สสารที่รวมตัวกันหนาแน่นในบางจุดได้ควบแน่นกลายเป็นดาวฤกษ์และดาราจักร อวกาศระหว่างดาราจักรกินปริมาตรส่วนใหญ่ของเอกภพ กระนั้น แม้แต่ดาราจักรและระบบดาวฤกษ์ก็แทบเป็นอวกาศที่ว่างเปล่าสิ้นเชิง[1] มวลและพลังงานที่เหลือส่วนใหญ่ในเอกภพที่สังเกตได้นั้นประกอบด้วยรูปแบบที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ซึ่งเรียกกันว่าสสารมืด และ พลังงานมืด
อวกาศไม่ได้เริ่มต้นขึ้นที่ระดับความสูงที่แน่นอนเหนือพื้นผิวโลก แต่โดยทั่วไปมักใช้เส้นคาร์มาน ซึ่งอยู่ที่ระดับความสูง 100 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นจุดเริ่มต้นของอวกาศในสนธิสัญญาด้านอวกาศและการบันทึกสถิติทางด้านอากาศยาน ส่วนพื้นที่บางส่วนในชั้นสตราโตสเฟียร์ตอนบนและมีโซสเฟียร์บางครั้งจะถูกเรียกว่า "อวกาศใกล้โลก" (near space) สำหรับโครงสร้างกฎหมายอวกาศระหว่างประเทศนั้นถูกจัดตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญาอวกาศ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1967 สนธิสัญญานี้ขัดขวางการกล่าวอ้างอธิปไตยของชาติเหนืออวกาศ และอนุญาตให้ทุกรัฐสามารถสำรวจอวกาศได้อย่างเสรี อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการร่างมติแห่งสหประชาชาติเพื่อการใช้อวกาศอย่างสันติ แต่ก็ได้มีการทดสอบอาวุธต่อต้านดาวเทียมในวงโคจรของโลกเกิดขึ้น
แนวคิดที่ว่าพื้นที่ระหว่างโลกและดวงจันทร์ต้องเป็นสุญญากาศถูกเสนอครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 17 หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าความกดอากาศจะลดลงตามระดับความสูงที่เพิ่มขึ้น ขนาดอันกว้างใหญ่ไพศาลของอวกาศเริ่มเป็นที่เข้าใจกันในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อมีการวัดระยะทางไปยังดาราจักรแอนดรอเมดาได้เป็นครั้งแรก มนุษย์เริ่มการสำรวจอวกาศทางกายภาพในช่วงปลายศตวรรษเดียวกันด้วยการใช้บอลลูนเพดานบินสูง ตามมาด้วยการส่งจรวดที่มีมนุษย์ควบคุม และการขึ้นสู่วงโคจรโลกโดยมนุษย์เป็นครั้งแรกคือ ยูรี กาการิน จากสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1961 ค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจในการส่งวัตถุรวมถึงมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศนั้นสูงมาก ส่งผลให้การเดินทางสู่อวกาศของมนุษย์จำกัดอยู่เพียงในวงโคจรต่ำของโลกและดวงจันทร์ ในทางกลับกัน ยานอวกาศไร้คนขับได้เดินทางไปถึงดาวเคราะห์ทุกดวงที่รู้จักในระบบสุริยะแล้ว ทั้งนี้ อวกาศถือเป็นสภาพแวดล้อมที่ท้าทายสำหรับการสำรวจของมนุษย์เนื่องจากอันตรายจากสุญญากาศและรังสี รวมถึงสภาวะไมโครเวฟ ที่ส่งผลเสียต่อสรีรวิทยาของมนุษย์ ทำให้เกิดทั้งภาวะกล้ามเนื้อฝ่อและการสูญเสียมวลกระดูก