ข้ามไปเนื้อหา

เฮลล์คิทเช่นไทยแลนด์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เฮลล์คิทเช่นไทยแลนด์
แนวเรียลลิตี, การทำอาหาร
สร้างโดยกอร์ดอน แรมซีย์
สร้างจากเฮลล์คิทเช่น (เวอร์ชั่นสหราชอาณาจักร (ต้นฉบับ)
เวอร์ชั่นสหรัฐ (รูปแบบหลัก))
ผู้กำกับศิลป์กฤตพร แย้มสุข
กรรมการ
บรรยายโดยปิยะ วิมุกตายน
ประเทศต้นกำเนิด ไทย
ภาษาต้นฉบับภาษาไทย
จำนวนฤดูกาล2
จำนวนตอน28
การผลิต
อำนวยการผลิตกิติกร เพ็ญโรจน์
สถานที่ถ่ายทำเดอะ สตูดิโอ พาร์ค อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
ผู้ลำดับภาพกิตติ ภิญโญ
กล้องกล้องหลายตัว
ความยาวตอน110 นาที
บริษัทผู้ผลิตบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด
การออกอากาศ
เครือข่ายช่อง 7HD
ออกอากาศ4 กุมภาพันธ์ 2567 (2567-02-04) 
21 ธันวาคม 2568 (2568-12-21)

เฮลล์คิทเช่นไทยแลนด์ (อังกฤษ: Hell’s Kitchen Thailand) เป็นรายการโทรทัศน์ประเภทเรียลลิตีโชว์แข่งขันทำอาหารในครัวจริง เพื่อหาผู้ชนะมาเป็นหัวหน้าแผนกครัวในภัตตาคารจริง โดย บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ซื้อลิขสิทธิ์จากไอทีวีสตูดิโอส์ของสหราชอาณาจักร นำมาผลิตในรูปแบบของประเทศไทย โดยมีคณะหัวหน้าเชฟประกอบด้วย เชฟป้อม - หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล, เชฟวิลแมน - วิลเมนต์ ลีออง, เชฟอ๊อฟ - ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ และเชฟเอียน - พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย เริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ทางช่อง 7HD

รูปแบบรายการ

[แก้]

เฮลล์คิทเช่นไทยแลนด์ เป็นรายการเรียลลิตีโชว์การแข่งขันทำอาหารที่ใช้รูปแบบการคัดออก (Elimination) อย่างต่อเนื่อง เพื่อทดสอบการทำอาหารของผู้เข้าแข่งขันตลอดทั้งฤดูกาล จากผู้เข้าแข่งขันจำนวน 16 คน จะคัดออกทุกครั้งจนเหลือผู้ชนะเลิศ 1 คน ที่จะได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกครัว หรือ หัวหน้าเชฟ (Head Chef) ในภัตตาคารจริง โดย บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการแข่งขันทำอาหารในประเทศไทยที่มีชื่อเสียงหลายรายการ เช่น เชฟกระทะเหล็ก ประเทศไทย, มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์, ศึกค้นหาเชฟกระทะเหล็ก, Bid Coin Chef สุดยอดเชฟหักเหลี่ยมโหด และ ท็อปเชฟไทยแลนด์ ได้บรรลุข้อตกลงซื้อลิขสิทธิ์จากไอทีวีสตูดิโอส์ เจ้าของลิขสิทธิ์รายการนี้จากสหราชอาณาจักร รวมถึงกอร์ดอน แรมซีย์ ผู้สร้างรายการนี้ เพื่อนำมาผลิตในรูปแบบของประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565[1]

เฮลล์คิทเช่นไทยแลนด์ มีความแตกต่างจากเฮลล์คิทเช่นของประเทศอื่น ๆ เนื่องจากมีหัวหน้าเชฟประจำรายการจำนวน 4 คน ที่สลับสับเปลี่ยนกันควบคุมครัวในการบริการอาหารเย็นในแต่ละสัปดาห์[2] ดังนั้น ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำและบริการอาหาร 4 ประเภท สลับสับเปลี่ยนกันไปตามโจทย์อาหารของหัวหน้าเชฟที่ควบคุมครัวในสัปดาห์นั้น ๆ ดังนี้

  1. อาหารตะวันตกดั้งเดิม (Classic Western Cuisine) ดูแลโดย วิลเมนต์ ลีออง (เชฟวิลแมน)
  2. อาหารไทยร่วมสมัย (Contemporary Thai Cuisine) ดูแลโดย หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล (เชฟป้อม)
  3. อาหารตะวันตกสมัยใหม่ (Modern Western Cuisine) ดูแลโดย พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย (เชฟเอียน)
  4. อาหารเอเชียแนวผสมผสาน (Asian Twist) ดูแลโดย ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ (เชฟอ๊อฟ)

นอกจากนี้ ยังมีหัวหน้าเชฟรับเชิญที่จะมาควบคุมครัวในบางตอน อาทิ

  1. ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ (เชฟอาร์ต) ภายใต้โจทย์อาหารฝรั่งเศส – ควบคุมครัวในตอนที่ 6 ของฤดูกาลที่ 2

การแข่งขันของ เฮลล์คิทเช่นไทยแลนด์ ใช้รูปแบบส่วนใหญ่ของสหรัฐ โดยรับสมัครบุคคลทุกอาชีพที่มีประสบการณ์ในการทำอาหาร รวมถึงนักเรียนหลักสูตรการทำอาหาร และเชฟมืออาชีพ[3] ผู้เข้าแข่งขันจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ทีม ได้แก่ ทีมสีแดง สำหรับผู้หญิง และ ทีมสีน้ำเงิน สำหรับผู้ชาย ทุกคนจะได้รับเสื้อยูนิฟอร์มเชฟที่มีแผงสีนั้น ๆ บนไหล่ และจะอยู่ในทีมเดิมตลอดการแข่งขันส่วนใหญ่ แต่อาจมีการย้ายทีมหากคณะหัวหน้าเชฟเห็นว่าจำนวนผู้เข้าแข่งขันของทั้งสองทีมต่างกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือความสามารถในการทำงานของทั้งสองทีมต่างกันมากเกินไป ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะหัวหน้าเชฟ

ภารกิจย่อย (Challenge)

[แก้]

ในภารกิจย่อย ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนหรือแต่ละทีมจะต้องทำอาหารตามโจทย์การแข่งขันของหัวหน้าเชฟที่ควบคุมครัวในสัปดาห์นั้น ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 45 นาที หลังจากหมดเวลา หัวหน้าเชฟจะชิมและตัดสินจานของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน โดยมีสิทธิ์ให้คะแนนได้ตั้งแต่ 0 ถึง 3 คะแนน ต่อ 1 จาน ทีมหรือผู้เข้าแข่งขันที่ได้รับคะแนนรวมมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะในรอบนี้ โดยได้รับรางวัล (กิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ นอกภัตตาคารเฮลล์คิทเช่น และรางวัลอื่น ๆ ที่เป็นไปได้) ส่วนทีมหรือผู้เข้าแข่งขันที่แพ้จะถูกลงโทษ ซึ่งของรางวัลและบทลงโทษจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละสัปดาห์

บริการอาหารเย็น (Dinner Service)

[แก้]

ก่อนเริ่มการบริการอาหารเย็น จะให้ผู้เข้าแข่งขันศึกษาเมนูจากตำราอาหารของหัวหน้าเชฟที่ควบคุมครัวในสัปดาห์นั้น ๆ และแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละแผนกครัว (Station) ซึ่งประกอบด้วย อาหารเรียกน้ำย่อย, โปรตีน (เนื้อสัตว์ และ อาหารทะเล), ซอส, ของตกแต่งหรือเครื่องเคียง และของหวาน โดยมีผู้ช่วยเชฟมาติวและสอนเมนูของหัวหน้าเชฟให้ จากนั้นมีเวลา 2 ชั่วโมง ในการเตรียมอาหารตามแผนกครัวที่แบ่งกันไว้ โดยประสานงานกับเพื่อนร่วมทีม เพื่อให้ทั้งคุณภาพอาหารและการนำเสนอเป็นไปตามมาตรฐานระดับสูงของภัตตาคารเฮลล์คิทเช่น และพร้อมสำหรับการบริการอาหารเย็นให้กับลูกค้า 100 คน ที่จ่ายเงินจองไว้แล้ว ซึ่งคาดหวังว่าจะได้รับประทานอาหาร 3 คอร์ส คือ อาหารเรียกน้ำย่อย (Appetizer) อาหารจานหลัก (Main Course) และของหวาน (Dessert)

เมนูอาหารสำหรับการให้บริการอาหารเย็นจะเปลี่ยนแปลงทุกสัปดาห์ ตามโจทย์ของหัวหน้าเชฟที่ควบคุมครัวในสัปดาห์นั้น ๆ นอกจากนี้ ในระหว่างการบริการ ยังอาจมีให้ผู้เข้าแข่งขันทำอาหารตามโจทย์พิเศษ เช่น บริการอาหารให้กับบุคคลสำคัญมาก (VIP) ที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเชฟใกล้ครัว, ส่งผู้เข้าแข่งขัน 1 คนมาทำอาหารพิเศษให้ลูกค้าที่ไม่รับประทานโปรตีนบางอย่างในอาหารจานหลัก, ออกไปนำเสนอเมนูให้ลูกค้าระหว่างให้บริการ หรือบริการอาหารทั้งหมดข้างโต๊ะลูกค้า เป็นต้น

หลังเปิดภัตตาคารเฮลล์คิทเช่น (Hell's Kitchen Restaurant) หัวหน้าเชฟที่ควบคุมครัวในสัปดาห์นั้น ๆ จะเรียกคำสั่งซื้อทั้งหมดสำหรับแต่ละคอร์สในแต่ละโต๊ะ และต้องนำออกบริการพร้อมกัน แต่หากมีจานใดจานหนึ่งผิดพลาด เช่น ทำเนื้อผิดระดับ หรือปรุงรสผิดพลาด จะส่งคำสั่งซื้อทั้งหมดกลับไปให้แก้ไขหรือทำใหม่ หัวหน้าเชฟจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ช่วยเชฟประจำทีมทั้ง 2 คนที่เชื่อถือได้ โดยจะดูแลครัวแต่ละฝั่งด้วยมาตรฐานเดียวกัน และแจ้งเตือนหัวหน้าเชฟเมื่อพบปัญหา

เป้าหมายของหัวหน้าเชฟคือการบริการอาหารเย็นให้เสร็จสมบูรณ์ทุกครั้ง แต่หากการทำงานของทีมใดทีมหนึ่งหรือทั้งสองทีมเกิดปัญหาใหญ่ และไม่ผ่านมาตรฐานของภัตตาคารเฮลล์คิทเช่น หัวหน้าเชฟจะสั่งปิดครัวก่อนเวลา และไล่ผู้เข้าแข่งขันออกจากครัวทั้งหมด ซึ่งจะทำให้การบริหารอาหารเย็นของทีมนั้น ๆ สิ้นสุดลงในทันที (ในกรณีนี้ ลูกค้าที่สั่งซื้อเมนูจากทีมที่ถูกปิดครัวจะได้รับประทานข้าวผัดกะเพราไข่ดาว หรือเมนูอื่นทดแทน และได้รับเงินจองคืนเต็มจำนวน หรือมีผู้ช่วยเชฟบริการต่อจนเสร็จสมบูรณ์ แล้วแต่กรณี) นอกจากนี้ หากมีผู้เข้าแข่งขันทำอาหารผิดพลาดหลาย ๆ ครั้ง หัวหน้าเชฟอาจไล่ผู้เข้าแข่งขันคนนั้น ๆ ออกจากครัวเป็นรายบุคคล (โดยทั่วไปคือ 3 ครั้ง แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหัวหน้าเชฟแต่ละคนในขณะนั้น)

การคัดออก (Elimination)

[แก้]

หลังเสร็จสิ้นการบริการอาหารเย็น (หลังปิดภัตตาคารเฮลล์คิทเช่น) จะแบ่งการตัดสินของหัวหน้าเชฟที่ควบคุมครัวในสัปดาห์นั้น ๆ ออกได้เป็น 3 กรณี ดังนี้

  • หากไม่มีการปิดครัว หัวหน้าเชฟที่ควบคุมครัวในสัปดาห์นั้น ๆ จะเรียกทีมสีนํ้าเงินไปรวมที่ครัวฝั่งทีมสีแดง และประเมินข้อผิดพลาดระหว่างการบริการ ก่อนประกาศทีมที่ชนะและแพ้ในรอบบริการอาหารเย็นในสัปดาห์นั้น ๆ ซึ่งในบางสัปดาห์หากข้อผิดพลาดใกล้เคียงกัน อาจให้เสมอกันก็ได้
  • หากมีการปิดครัวเพียงฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ทีมที่ไม่ถูกปิดครัวจะชนะในรอบบริการอาหารเย็นในสัปดาห์นั้น ๆ ไปโดยปริยาย
  • หากปิดครัวทั้งคู่ ทั้งสองทีมจะแพ้ทั้งคู่ไปโดยปริยาย

ทีมที่แพ้จะต้องประชุมร่วมกันเพื่อเลือกผู้เข้าแข่งขันที่คิดว่าควรออกจากการแข่งขันอย่างน้อย 2 คน (กรณีเสมอกันจะเลือกเพียงทีมละ 1 คน) หลังจากนั้นคณะหัวหน้าเชฟจะรวบรวมผู้เข้าแข่งขันทุกคนที่ห้องรับประทานอาหาร ทีมที่ชนะจะนั่งรวมกันที่ฝั่งซ้ายมือข้างคณะหัวหน้าเชฟ ส่วนทีมที่แพ้จะยืนต่อหน้าคณะหัวหน้าเชฟ ตัวแทนของทีมที่แพ้จะต้องเสนอชื่อผู้เข้าแข่งขันที่ควรออกจากการแข่งขันตามที่ทีมได้เลือกไว้ และคณะหัวหน้าเชฟจะเรียกผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้ออกมายืนด้านหน้า (แต่ในบางครั้ง หัวหน้าเชฟที่ควบคุมครัวในสัปดาห์นั้น ๆ สามารถยกเลิกการเสนอชื่อ และ/หรือ เลือกผู้เข้าแข่งขันได้ด้วยตนเองได้ตามความเหมาะสม) จากนั้นจะให้แต่ละคนอธิบายเหตุผลที่ตนควรอยู่ในรายการต่อ หรืออธิบายหน้าที่ ความรับผิดชอบ และข้อผิดพลาดของตนในแผนกครัวที่มีปัญหา หรือถามเพื่อนร่วมทีมเกี่ยวกับผู้ที่ควรถูกคัดออก แล้วแต่กรณี

หลังจากผู้เข้าแข่งขันที่ถูกเสนอชื่อตอบคำถามของหัวหน้าเชฟเสร็จสิ้นแล้ว หัวหน้าเชฟที่ควบคุมครัวในสัปดาห์นั้น ๆ จะตัดสินผู้เข้าแข่งขันให้ออกจากการแข่งขันอย่างน้อย 1 คนในแต่ละสัปดาห์ โดยผู้เข้าแข่งขันที่ถูกคัดออกจะต้องถอดเสื้อยูนิฟอร์มของรายการคืนให้หัวหน้าเชฟที่ควบคุมครัวในสัปดาห์นั้น ๆ แล้วเดินออกจากภัตตาคารผ่านโถงทางเดิน จากนั้น คณะหัวหน้าเชฟจะส่งผู้เข้าแข่งขันที่เหลือกลับเข้าห้องพัก ก่อนเดินกลับขึ้นไปบนห้องทำงาน เพื่อนำเสื้อยูนิฟอร์มของผู้เข้าแข่งขันที่ถูกคัดออกไปแขวนและเผารูปของผู้เข้าแข่งขันคนนั้นทิ้ง โดยจะมีเสียงพากย์ของหัวหน้าเชฟที่ควบคุมครัวในสัปดาห์นั้น ๆ ที่อธิบายความคิดเห็นของตนในการคัดผู้เข้าแข่งขันคนดังกล่าวออก

เมื่อการแข่งขันดำเนินมาจนเหลือผู้เข้าแข่งขันตามจำนวนที่คณะหัวหน้าเชฟเห็นสมควร จะเข้าสู่รอบเสื้อดำ (Black Jacket Round) ผู้เข้าแข่งขันที่เหลือจากทั้งสองทีมจะถูกรวมทีมเป็นทีมเดียว โดยได้รับเสื้อยูนิฟอร์มสีดำ (Black Jacket) แทนเสื้อสีของทีมเดิม เพื่อแสดงว่าเป็นผู้เข้าแข่งขันกลุ่มสุดท้ายของเฮลล์คิทเช่นไทยแลนด์ของฤดูกาลนั้น ๆ แล้วแข่งขันกันต่อจนกระทั่งเหลือผู้เข้าแข่งขัน 2 คนสุดท้ายที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ หรือการบริการครั้งสุดท้าย (Final service)

บริการครั้งสุดท้าย (Final Service)

[แก้]

ในตอนสุดท้ายของฤดูกาล ผู้เข้าแข่งขัน 2 คนสุดท้ายจะได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นหัวหน้าเชฟประจำทีมสีแดงและทีมสีน้ำเงิน โดยมีอดีตผู้เข้าแข่งขันที่ถูกคัดออกกลับมาอีกครั้ง เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นหัวหน้าเชฟเลือกมาเป็นลูกทีมของตน ซึ่งผู้ที่ได้คะแนนในรอบก่อนหน้ามากกว่าจะได้สิทธิ์เลือกอดีตผู้เข้าแข่งขันมาเป็นลูกทีมของตนก่อน หัวหน้าเชฟจะมีหน้าที่คิดและพัฒนาเมนูทั้ง 3 คอร์ส คือ อาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก และของหวาน รวมทั้งวางแผน แจกแจงหน้าที่ และความรับผิดชอบในแต่ละแผนกครัวของแต่ละทีมให้กับลูกทีมของตน

ก่อนเริ่มต้นการบริการครั้งสุดท้าย คณะหัวหน้าเชฟจะเข้ามาตรวจสอบให้แน่ใจว่าเมนูทั้งหมดของทั้งสองทีมตรงตามมาตรฐานของภัตตาคารเฮลล์คิทเช่น จากนั้นจะหันไปดูแลการบริการเป็นหลัก เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นหัวหน้าเชฟประจำทั้งสองทีมสามารถควบคุมครัวของตนได้อย่างเต็มที่ โดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในครัว (ยกเว้นในบางกรณีที่ผู้เข้าแข่งขันไม่สามารถควบคุมครัวหรือแก้ไขปัญหาในทีมได้อย่างเหมาะสม) และหากมีลูกค้าสั่งซื้ออาหารควบทั้งสองทีม ทั้งสองทีมจะต้องดำเนินการบริการให้ตามจำนวนที่สั่งให้ครบทั้งหมด และต้องนำออกบริการพร้อมกัน

หลังสิ้นสุดการบริการครั้งสุดท้าย ลูกค้าทั้ง 100 คน จะร่วมลงคะแนนให้ผู้เข้าแข่งขันที่เป็นหัวหน้าเชฟทั้ง 2 คน โดยคณะหัวหน้าเชฟจะใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาผล โดยในห้องทำงานของคณะหัวหน้าเชฟมีประตู 2 บาน ที่ทอดออกสู่ระเบียงเหนือห้องรับประทานอาหารของภัตตาคาร หลังจากพิจารณาผลแล้ว คณะหัวหน้าเชฟจะให้ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 คนยืนหลังประตูคนละบาน หลังจากคณะหัวหน้าเชฟบอกให้ทั้งคู่หมุนลูกบิดประตูพร้อมกันแล้ว จะมีประตูเพียงบานเดียวที่สามารถเปิดออกได้ ผู้ที่เปิดประตูออกจะเป็นผู้ชนะเลิศ ได้รับเงินรางวัลจำนวน 1,000,000 บาท และรางวัลอื่น ๆ ตามฤดูกาลนั้น นอกจากนี้ ผู้ชนะเลิศจะแขวนภาพของตนร่วมกับผู้ชนะเลิศคนอื่น ๆ ที่ทางเข้าด้านหน้าภัตตาคาร

หมายเหตุ: ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะมีแขกกิตติมศักดิ์มาร่วมรับประทานอาหารในภัตตาคารด้วย

ผู้ดำเนินรายการ

[แก้]
ผู้ดำเนินรายการ ฤดูกาลที่
1 2
หัวหน้าเชฟ
วิลเมนต์ ลีออง หลัก
หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล หลัก
พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย หลัก
ณัฐวุฒิ ธรรมพันธุ์ หลัก
ศุภมงคล ศุภพิพัฒน์ รับเชิญ
ผู้ช่วยเชฟ
ทีมสีแดง
พฤกษ์ สัมพันธวรบุตร หลัก
ทีมสีน้ำเงิน
ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ หลัก

ภาพรวมในแต่ละฤดูกาล

[แก้]
ฤดูกาล ช่วงเวลาออกอากาศ ชนะเลิศ รองชนะเลิศ จำนวนผู้เข้าแข่งขัน จำนวนตอน รางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศ
1 4 กุมภาพันธ์ – 19 พฤษภาคม 2567 ภูเตโช กาญจนกิตติกูล (บิว) ณัฐศิมาภรณ์ หลักไชย (เคอร์) 16 15 เงินรางวัล 1,000,000 บาท และดูแลภัตตาคารมาสเตอร์คิทเช่นของเฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป
2 21 กันยายน – 21 ธันวาคม 2568 แสงเทียน สิงห์แก้ว (ตู่) ณัฐวัตร เมธาธัญยบูรณ์ (นอท) 18 13 เงินรางวัล 1,000,000 บาท

รางวัล

[แก้]
ปี รางวัล สาขา ผล หมายเหตุ
2568 รางวัลนาฏราช ครั้งที่ 16 เกมโชว์และการแข่งขันยอดเยี่ยม เสนอชื่อเข้าชิง

อ้างอิง

[แก้]
  1. ""เฮลิโคเนียเอช กรุ๊ป" ตอกย้ำตำแหน่งเจ้าพ่อ King of Food Content ตัวจริง ! คว้ำลิขสิทธิ์รายการระดับโลก Hell's Kitchen เสริมเขี้ยวเล็บ". ผู้จัดการออนไลน์. 2022-09-09. สืบค้นเมื่อ 2023-08-25.{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  2. "เปิดเตา Hell's Kitchen Thailand16 เชฟหนาวสั่นสะท้าน! เจอ 'เชฟป้อม-เชฟเอียน-เชฟวิลแมน-เชฟอ๊อฟ'แผ่รังสีอำมหิต". แนวหน้า. 31 มกราคม 2024. สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2024.{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  3. "ครัวนรกมีไฟลุก เปิดหน้า "เชฟป้อม-เชฟวิลเมนท์" พิธีกรเฮล คิทเช่น ไทยแลนด์". ผู้จัดการออนไลน์. 2023-10-14. สืบค้นเมื่อ 2023-10-14.{{cite news}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]