เจ้าจอมแว่น ในรัชกาลที่ 1

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เจ้าจอมแว่น
เกิด พ.ศ. 2312
เสียชีวิต พ.ศ. 2352 (40 ปี)
สัญชาติ ลาวเวียงจันทน์
เป็นที่รู้จักจาก เจ้าคุณจอม (พระสนมเอก)
คู่สมรส พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
บิดามารดา พระนครศรีบริรักษ์ บรมราชภักดีศรีศุภสุนทร

เจ้าจอมแว่น หรือ เจ้าคุณจอมแว่น พระนามเดิมว่า เจ้านางคำแว่น หรือ อัญญานางคำแว่น บ้างออกพระนามว่า เจ้านางบัวตอง ชาวลาวและชาวอีสานนิยมออกคำลำลองพระนามว่า เจ้านางเขียวค้อม เป็นพระบรมวงศานุวงศ์จากนครเวียงจันทน์ อดีตนางพระกำนัลในพระอัครมเหสีของสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์[1] ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ผู้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เมื่อครั้งรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจนผลัดราชวงศ์ใหม่ เจ้าจอมแว่นเป็นพระสนมเอกที่มีอิทธิพลต่อราชสำนักสยามฝ่ายในอย่างสูง จนชาววังได้ยกย่องให้เป็น เจ้าคุณข้างใน และถือเป็นเจ้าคุณคนแรกในพระราชวงศ์จักรี อีกทั้งยังเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ที่คอยอภิบาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์อย่างเข้มงวด จนได้รับฉายาว่า คุณเสือ[2]

พระประวัติ[แก้]

ราชตระกูลจากราชวงศ์เวียงจันทน์[แก้]

เจ้าจอมแว่น เป็นเจ้านายจากราชวงศ์เวียงจันทน์พระองค์แรกที่เชื่อมสัมพันธไมตรีทางเครือญาติกับเจ้านายในราชวงศ์จักรีของสยาม เจ้าจอมแว่นเดิมเป็นชาวนครเวียงจันทน์และถือกำเนิดในราชวงศ์เวียงจันทน์ สันนิษฐานว่า ประสูติ ณ เมืองพานพร้าวหรือเมืองพันพร้าว ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดหนองคายตรงข้ามกับเมืองนครเวียงจันทน์ เป็นพระธิดาในพระนครศรีบริรักษ์ บรมราชภักดีศรีศุภสุนทร (ท้าวศักดิ์ หรือ ท้าวพัน) เจ้าเมืองขอนแก่นองค์แรก พระนครศรีบริรักษ์ บรมราชภักดีศรีศุภสุนทร (ศักดิ์) เป็นต้นสกุลเสนอพระ นครศรีบริรักษ์ แพนพา อุปฮาด สุนทรพิทักษ์ ในจังหวัดขอนแก่น เจ้าจอมแว่นเป็นพระนัดดาในเจ้าแสนปัจจุทุม (ท้าวแสนแก้วบุฮม) บ้านเพี้ยปู่ เมืองธุรคมหงส์สถิต (เมืองทุละคม) แขวงนครเวียงจันทน์[3] และเป็นพระราชปนัดดาในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 หรือสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสารพระมหากษัตริย์แห่งนครเวียงจันทน์ อีกทั้งยังเป็นพระราชนัดดา (หลานลุง) ในเจ้าแก้วมงคล (เจ้าแก้วบุรม) ผู้สร้างเมืองท่งศรีภูมิ ปัจจุบันคืออำเภอสุวรรณภูมิในจังหวัดร้อยเอ็ด แต่บ้างก็ว่าพระนครศรีบริรักษ์ (ศักดิ์) ผู้เป็นพระบิดาในเจ้าจอมแว่น เป็นพระราชโอรสในพระรัตนวงศามหาขัติยราช (ภู) เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ พระรัตนวงศามหาขัติยราช (ภู) เป็นพระราชอนุชาในพระยาขัติยวงศ์พิสุทธิบดี (สีลัง) เจ้าเมืองร้อยเอ็ด ต้นตระกูล ธนสีลังกูร ทั้ง 2 พระองค์เป็นพระราชโอรสในพระขัติยวงศา (ทนต์ หรือสุทนต์) เจ้าเมืองร้อยเอ็ดพระองค์แรก และมีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาในเจ้าแก้วมงคล (เจ้าแก้วบุรม) ดังนั้น เจ้าจอมแว่นจึงมีศักดิ์เป็นพระราชปนัดดาในเจ้าแก้วมงคล (เจ้าแก้วบุรม)

อนึ่ง ตระกูลฝ่ายพระบิดาของเจ้าจอมแว่นได้ปกครองเมืองขอนแก่นมาจนปฏิรูปการปกครองหลัง พ.ศ. 2444 ส่วนต้นราชวงศ์เครือญาติของพระองค์นั้นก็นับได้ว่า เป็นกลุ่มต้นตระกูลสำคัญๆ ของภาคอีสานจำนวนหลายตระกูล และได้แยกย้ายกันไปตั้งบ้านเมืองในหัวเมืองลาว-อีสานจำนวนมากถึง 23 หัวเมือง ได้แก่ เมืองท่ง (เมืองท่งศรีภูมิ) เมืองสุวรรณภูมิราชบุรีประเทษราช (เมืองสุวรรณภูมิ) เมืองร้อยเอ็ด เมืองชลบถวิบูลย์ (เมืองชลบถ) เมืองขอนแก่น เมืองเพี้ย เมืองรัตนนคร เมืองมหาสารคาม เมืองศรีสระเกษ เมืองโกสุมพิสัย เมืองกันทรวิชัย (เมืองโคกพระ) เมืองวาปีปทุม เมืองหนองหาร เมืองโพนพิสัย เมืองพุทไธสงค์ เมืองเกษตรวิสัย เมืองพนมไพรแดนมฤค (เมืองพนมไพร) เมืองธวัชบุรี เมืองพยัคฆภูมิพิสัย (เมืองเสือ) เมืองจตุรพักตรพิมาน (เมืองหงษ์) เมืองขามเฒ่า เมืองเปือยใหญ่ (บ้านค้อ) และเมืองน่าน (เมืองนันทบุรี) [4]

พี่น้อง[แก้]

เจ้าจอมแว่น มีพี่น้องที่ประสูติแต่พระบิดาเดียวกันรวม 5 องค์ คือ

ตามเสด็จพระสวามี[แก้]

เดิมเจ้าจอมแว่นอาศัยอยู่กับพระบิดาที่นครเวียงจันทน์ ตั้งแต่เมื่อครั้งพระบิดาทำราชการดำรงบรรดาศักดิ์ที่ เพียเมืองแพน กรมการเมืองธุรคมหงส์สถิต ในแขวงนครเวียงจันทน์ ขึ้นแก่ราชอาณาจักรศรีสัตนาคนหุตล้านช้างเวียงจันทน์ ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 (สมเด็จพระเจ้าสิริบุญสาร) ต่อมาพระบิดาได้เลื่อนเป็นเจ้าเมืองรัตนนคร[6] จากนั้นพระนางได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) มาสู่กรุงธนบุรีตั้งแต่ พ.ศ. 2322 เมื่อครั้งทรงเป็นแม่ทัพยกพลไปทำลายเมืองนครเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ. 2321[7] และกวาดต้อนครัวชาวลาว พระราชบุตร พระราชธิดา พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางท้าวเพีย ทรัพย์สมบัติสิ่งของเครื่องศาสตราวุธและช้างม้าเป็นอันมาก พร้อมทั้งอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระบาง และพระพุทธรูปมีค่าจำนวนมากกลับมายังกรุงธนบุรี ขณะที่พระสวามียังดำรงบรรดาศักดิ์ขุนนางเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธน ฝ่ายพระบิดาของพระนาง คือ เพียเมืองแพน (ศักดิ์) นั้นได้อพยพไพร่พลข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งบ้านเรือนกระจัดกระจายกันไปหลายแห่งในภาคอีสาน คือ บ้านโพธิ์ตาก (ปัจจุบันคือ บ้านโพธิ์ตาม ตำบลบ้านกง อำเภอเมืองขอนแก่น) บ้านยางเดี่ยว บ้านโพธิ์ศรี (ปัจจุบันคือ บ้านโพธิ์ศรี ตำบลบ้านโน อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น) บ้านโพธิ์ชัย เมืองมัญจาคีรี (ปัจจุบันคือ บ้านโพธิ์ชัย อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น) จากนั้นจึงอพยพไพร่พลบางส่วนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านชีโหล่น ขึ้นกับแขวงเมืองท่งหรือเมืองสุวรรณภูมิราชบุรีประเทศราช ต่อมาเพียเมืองแพน (ศักดิ์) ผู้เป็นพระบิดาได้อพยพไพร่พลตั้งขึ้นเป็นเมืองชื่อ เมืองเพี้ย ที่บ้านดอนพยอม หรือบ้านโนนกระยอม[8] เมืองเพี้ย (ปัจจุบันคือ บ้านเมืองเพี้ย ตำบลเมืองเพี้ย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น) ครั้นต่อมาอีกราว 9 ปี ในปี พ.ศ. 2331 เพียเมืองแพน (ศักดิ์) ก็ได้พาราษฎรและไพร่พลประมาณ 330 คน ขอแยกตัวออกจากเมืองสุวรรณภูมิไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ฝั่งบึงบอน[9] ส่วนพระนางนั้นได้แยกจากพระบิดาไปประทับอยู่กับพระสวามีที่กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ของสยามแต่เมื่อครั้งเวียงจันทน์แตก

ผู้อยู่เบื้องหลังการตั้งเมืองขอนแก่น[แก้]

ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ได้ปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีแล้ว พระองค์ได้สถาปนาให้เจ้านางคำแว่นเป็นเจ้าจอมแว่น พระสนมเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาเพียเมืองแสน (คำพาว) เจ้านายในราชวงศ์เมืองสุวรรณภูมิผู้เป็นเครือญาติกับเพียเมืองแพน (ศักดิ์) พระบิดาของเจ้าจอมแว่น ได้วิวาทกับกรมการเมืองเดิมของเมืองสุวรรณภูมิจึงได้แยกตัวออกไปตั้งไพร่พลที่บ้านหนองกองแก้ว จากนั้นจึงได้ถูกแต่งตั้งเป็นพระจันทรประเทศ เจ้าเมืองชลบถวิบูลย์ (อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น) ทำราชการขึ้นเมืองนครราชสีมา[10] ในตำนานพื้นถิ่นเมืองขอนแก่นเล่าว่า ฝ่ายพระบิดาของเจ้าจอมแว่นเห็นดังนั้นก็ปรารถนาจะเป็นเจ้าเมืองกับเขาบ้าง จึงได้ปรึกษากับพระธิดาของตน ฝ่ายเจ้าจอมแว่นเห็นว่าพระบิดาของตนอยากเป็นเจ้าเมืองก็ทรงเห็นดีเห็นงามด้วยอย่างยิ่ง ต่อมาจึงได้ทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระราชสวามีเป็นการส่วนพระองค์ ให้เพียเมืองแพน (ศักดิ์) ผู้เป็นพระบิดาซึ่งยกไพร่พลแยกออกจากเมืองสุวรรณภูมิ มาตั้งที่บ้านบึงบอน (ปัจจุบันคือ บ้านเมืองเก่า ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น) ตั้งแต่ พ.ศ. 2332 เป็นเจ้าเมืองเช่นเดียวกับเพียเมืองแสน (คำพาว) ต่อมา พ.ศ. 2340 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพียเมืองแพนผู้เป็นพระบิดาดำรงบรรดาศักดิ์เป็นที่ พระนครศรีบริรักษ์ เจ้าเมืองขอนแก่นหรือผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่นพระองค์แรก โดยตั้งนามเมืองตามนามบ้านขามอันเป็นที่ตั้งพระธาตุขามแก่น แล้วทำราชการขึ้นกับเมืองนครราชสีมา ด้วยจำนวนประชากรของเมืองเพียง 330 ครอบครัวเท่านั้น[11]

ในพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสานของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว. ปฐม คเนจร) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์การตั้งเมืองขอนแก่นของพระบิดาในเจ้าจอมแว่นไว้ว่า ...ลุจุลศักราช 1159 ปีมเสง นพศก (พ.ศ. 2340) ฝ่ายเพี้ยเมืองแพน บ้านชีโล่น เมืองสุวรรณภูมิ เห็นว่าเมืองแสนได้เป็นเจ้าเมืองชนบท ก็อยากจะได้เป็นบ้าง จึงเกลี้ยกล่อมผู้คนให้อยู่ในบังคับสามร้อยคนเศษ จึงสมัครขึ้นอยู่ในเจ้าพระยานครราชสีมา แล้วขอตั้งบ้านบึงบอนเป็นเมือง เจ้าพระยานครราชสีมาได้มีใบบอกมายังกรุงเทพฯ จึงโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เมืองแพนเป็นที่พระยานครศรีบริรักษ์ เจ้าเมือง ยกบ้านบึงบอนขึ้นเป็นเมืองขอนแก่น ขึ้นกับเมืองนครราชสีมา...[12] ส่วนพงศาวดารอีสานฉบับพระยาขัติยวงศา (เหลา ณ ร้อยเอ็จ) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์การตั้งเมืองขอนแก่นของพระบิดาในเจ้าจอมแว่นไว้ว่า ...ได้ทราบข่าวว่าเมืองแพน บ้านชีโล่น แขวงเมืองสุวรรณภูมิ พาราษฎร ไพร่พลประมาณ 330 คน แยกจากเมืองสุวรรณภูมิไปขอตั้งฝั่งบึงบอนเป็นเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เมืองแพนเป็นพระนครศรีบริรักษ์ ผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น...[13]

ฉายาเจ้านางเขียวค้อมแห่งลาว[แก้]

เจ้านางเขียวค้อมเป็นฉายานามในอุดมคติของเจ้าหญิงพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ลาวที่ถือกำเนิดเป็นเจ้าฟ้า[14] หรือหมายถึงเจ้าหญิงในราชวงศ์ลาวที่ได้รับการอภิเษกสมรสกับพระมหากษัตริย์เมืองอื่นแล้วได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระมเหสีเอกหรือพระสนมเอก ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสารแห่งนครเวียงจันทน์ (พ.ศ. 2294 - พ.ศ. 2322) ได้ปรากฏพระนามเจ้าหญิงที่ได้รับฉายาว่า เจ้านางเขียวค้อม อยู่ 4 พระองค์ ดังนี้

ความขัดแย้งกับสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี[แก้]

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช บันทึกไว้ในหนังสือ โครงกระดูกในตู้ ว่า

...เมื่อเจ้าจอมแว่นมาอยู่ในทำเนียบสมเด็จเจ้าพระยาฯ แล้ว ท่านผู้หญิง (สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี) ก็หึงหวงมาก มีปากเสียงกับสมเด็จเจ้าพระยาฯ ด้วยเรื่องคุณแว่นนี้อยู่บ่อยๆ จนคืนวันหนึ่ง ท่านผู้หญิงถือดุ้นแสมไปยืนดักคอยอยู่ในที่มืด บนนอกชานเรือน พอคุณแว่นเดินออกมาจากเรือนหลังใหญ่ อันเป็นที่อยู่ของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ท่านผู้หญิงก็เอาดุ้นแสมตีหัว คุณแว่นก็ร้องขึ้นว่า เจ้าคุณขา คุณหญิงตีหัวดิฉัน สมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็โกรธยิ่งนัก ฉวยได้ดาบออกจากเรือนจะมาฟันท่านผู้หญิง ฝ่ายท่านผู้หญิงก็วิ่งเข้าเรือนที่ท่านอยู่ แล้วปิดประตูลั่นดาลไว้ สมเด็จเจ้าพระยาฯ ก็เอาดาบฟันประตูอยู่โครมๆ... [15]

ที่เหตุการณ์เป็นเช่นนี้เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) ยังมิได้ปราบดาภิเษกนั้น ทรงดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จเจ้าพระยา สมเด็จเจ้าพระยาทรงเสน่ห์หาในตัวอาชญานางแว่นมาก ด้วยหน้าตางามสวยหมดจดและเป็นเชื้อสายลาวพุงขาว แต่ทรงเกรงในท่านผู้หญิงนาค (สมเด็จพระอมรินทรามาตย์) ที่มีปากเสียงกับสมเด็จเจ้าพระยาด้วยเรื่องของบาทบริจาริกาและหญิงบำเรออยู่บ่อยๆ สมเด็จเจ้าพระยาจึงได้แต่ให้อาชญานางแว่นดูแลงานบ้านงานเรือนทั่วไป รอเวลาให้ท่านผู้หญิงนาคไปประทับในพระราชวังเป็นเพื่อนบุตรสาวที่เป็นสนมเอกในพระเจ้าตากสิน ท่านผู้หญิงนาคนั้นรู้ทันในสามี จึงสั่งนางข้ารับใช้ชื่อกลัดซึ่งมีหน้าที่บีบนวดให้สามีทุกคืนว่า หากท่านสั่งหาอาชญานางแว่นให้มาเคาะบอกแก่ท่านเสียก่อน แล้วค่อยไปตามอาชญานางแว่นมา ส่วนตัวท่านผู้หญิงนาคเองก็ไม่เข้าไปค้างแรมในพระราชวังมาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน จนคืนหนึ่งท่านสมเด็จเจ้าพระยาอดรนทนไม่ไหว จึงสั่งให้นางกลัดไปตามหาอาชญานางแว่นมาหา นางกลัดก็ทำตามที่ท่านผู้หญิงนาคสั่ง คือเคาะบอกท่านก่อนจึงไปตามอาชญานางแว่นมา ท่านผู้หญิงนาคก็ถือดุ้นแสมไปยืนคอยดักอยู่ในที่มืดบนนอกชานเรือน พออาชญานางแว่นทาแป้งและน้ำอบเสร็จแล้วเดินมาทางเรือนหลังใหญ่อันเป็นห้องของท่านสมเด็จเจ้าพระยา ท่านผู้หญิงก็เอาดุ้นแสมตีลงไปกลางศีรษะอาชญานางแว่นจนเลือดไหลท่วมไปหมด อาชญานางแว่นเมื่อเห็นท่านผู้หญิงนาคทำดังนั้นก็ร้องขึ้นหาสมเด็จเจ้าพระยา

ฝ่ายท่านผู้หญิงนาคเมื่อเห็นเลือดออกมากก็ตกใจ วิ่งเข้าเรือนแล้วปิดประตูลั่นดาลไว้ ท่านสมเด็จเจ้าพระยาออกมาเห็นอาชญานางแว่นเจ็บดังนั้นก็โกรธยิ่งนัก ฉวยดาบออกจากเรือนจะมาฟันท่านผู้หญิงนาค มาถึงเรือนถีบประตูไม่ออกก็เอาดาบฟันประตูเสียงดังอึกทึกคึกโครม เมื่อคุณฉิม (รัชกาลที่ 2 ในกาลต่อมา) บุตรชายคนโตได้ยินเหตุการณ์เข้า นึกว่าเจ้าคุณพ่อโมโหใหญ่โตเช่นนั้น หากปล่อยไว้เกรงว่าแม่จะได้รับอันตราย จึงช่วยกันกับคุณจุ้ยและพี่เลี้ยงเข็นเอาครกตำข้าวหลายใบมาต่อใต้หน้าต่างเรือนท่านผู้หญิงนาคพลางร้องเรียกให้หนีลงมา และพาหลบหนีไปอยู่ในพระราชวังหลวง โดยอาศัยอยู่ในตำหนักเจ้าจอมฉิมใหญ่ พระราชธิดาของท่านที่เป็นพระสนมเอกในพระเจ้าตากสิน เมื่อท่านสมเด็จเจ้าพระยาเข้ามาและเห็นดังนั้น จึงให้อาชญานางแว่นรับตำแหน่งดูแลข้าทาสและความเรียบร้อยในเรือนทั้งหมดแทนท่านผู้หญิงนาค เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) ได้ปราบดาภิเษกสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์และพระบรมมหาราชวังขึ้น ท่านผู้หญิงนาคหรือสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ก็มิได้เคยเสด็จเข้ามาประทับในพระบรมมหาราชวังเลย แต่ประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมฝั่งธนบุรีกับเจ้าฟ้าชายฉิมพระราชโอรส จะเสด็จมาเยี่ยมพระราชธิดาในพระบรมมหาราชวังแต่เพียงครั้งคราวเท่านั้นตราบจนสวรรคต ดังนั้นอาชญานางแว่นจึงได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าจอมแว่น พระสนมเอก โปรดให้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทตลอดรัชกาล จนชาววังยกย่องเป็น เจ้าคุณข้างใน[16]

ความใจกล้า[แก้]

เจ้าจอมแว่นเป็นผู้มีความกล้าหาญ และมีศิลปะในการเพ็ดทูลเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่มีผู้ใดกล้านำขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) และหากเจ้าจอมแว่นเห็นว่าเรื่องนั้นเป็นสิ่งสมควรและถูกต้องแล้ว ก็จะกราบทูลทันทีมิได้เกรงกลัวพระราชอาญา ความกล้าหาญของเจ้าจอมแว่นเป็นที่ประจักษ์เมื่อปี พ.ศ. 2339 คราวที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายจากการว่าราชการงานเมือง ขณะบรรทมหลับก็เกิดพระสุบินและทรงละเมอ ทำให้ข้าราชบริพารตกใจไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดี เจ้าจอมแว่นจึงใช้ความหาญกล้าตัดสินใจกัดนิ้วพระบาท จนพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกพระองค์และตื่นพระบรรทม เจ้าจอมแว่นจึงได้รับความดีความชอบและเป็นที่โปรดปรานของพระองค์อย่างมาก และด้วยความจงรักภักดีสุจริตใจของเจ้าจอมแว่นนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกหาราช (รัชกาลที่ 1) จึงไม่ทรงพิโรธ[17] ความกล้าหาญของเจ้าจอมแว่นอีกครั้งหนึ่งได้ปรากฏ ดังนี้

...ที่น่าเห็นว่าเป็นคนดี ก็เพราะท่านจงรักต่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าเป็นที่สุด เป็นผู้ปฏิบัติในเวลาทรงพระชราอยู่จนสิ้นรัชกาล เมื่อทรงสร้างพระโกษทองใหญ่ไว้สำหรับพระองค์นั้น ครั้งสร้างเสร็จแล้ว ก็โปรดให้ยกเข้าไปตั้งไว้ถวายทอดพระเนตรในพระที่นั่งไพศาลฯ ทอดพระเนตรแล้วก็มิได้ตรัสให้ยกไปเก็บเข้าคลัง ให้ตั้งไว้บนพระที่นั่งหลายวัน คุณเสือไม่สบายใจเห็นเป็นลาง ก็ทูลวิงวอนว่า เป็นอัปมงคลให้ยกไปเสีย ตรัสตอบว่า กูทำสำหรับใส่ตัวกูเองจะเป็นอัปมงคลทำไม แต่ก็โปรดให้ยกพระโกษไป คุณเสือเป็นคนได้รับพระราชทานอภัย ทูลอะไรทูลได้จึงมีเรื่องเล่าต่อไป...

ภารกิจสำคัญต่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ[แก้]

เจ้าจอมแว่นรับราชการในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) อย่างใกล้ชิดแต่มิได้ให้ประสูติพระราชบุตร นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ถวายการอภิบาลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี หรือพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงจันทบุรี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) กับเจ้าจอมมารดาเจ้าหญิงทองสุกอย่างใกล้ชิด ด้วยมีเชื้อสายเป็นราชวงศ์ลาวเวียงจันทน์เหมือนกัน อีกทั้งยังเป็นพระญาติใกล้ชิดด้วย เนื่องจากว่าทั้งสองพระองค์มีพระราชปัยกาหรือทวดพระองค์เดียวกัน รวมทั้งยังเป็นผู้ถวายการอภิบาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ที่ประสูติแต่เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี อีก 3 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชายอาภรณ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชายกลาง (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์) และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชายปิ๋ว ตลอดจนเป็นผู้ถวายการอภิบาลพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด (สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี) อีกด้วย

งานฝีมือในราชสำนักสยาม[แก้]

เจ้าจอมแว่นเป็นผู้มีฝีมือในการปรุงอาหารอย่างยิ่ง อาทิ การปรุงน้ำยาขนมจีน (สันนิษฐานว่าคงเป็นน้ำยาแบบลาว) นอกจากนี้ในตำนานยังกล่าวว่าทรงเป็นผู้คิดประดิษฐ์ขนมไข่เหี้ย สาเหตุเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) มีพระราชประสงค์จะเสวยไข่เหี้ยกับมังคุด แต่ไม่มีผู้ใดหามาได้เนื่องจากมิใช่ฤดูกาลวางไข่ของตัวเหี้ย เจ้าจอมแว่นจึงได้คิดประดิษฐ์ขนมไข่เหี้ยขึ้นตั้งเครื่องถวายแทน โดยประดิษฐ์เลียนแบบรูปร่างของไข่เหี้ย จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย ต่อมา ขนมไข่เหี้ยนี้ทางสยามได้เรียกชื่อใหม่ว่า ขนมไข่หงส์ [18]

การพระศาสนา[แก้]

สร้างวัดดาวดึงษาสวรรค์[แก้]

วันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) ทรงแสดงพระอาการว่าสบายพระราชหฤทัย จึงตรัสและทรงพระสรวลอย่างสนุกสนาน เจ้าจอมแว่นเห็นเป็นโอกาสดีก็เข้าไปใกล้พระองค์แล้วทูลว่า "ขุนหลวงเจ้าขา ดีฉันจะทูลความสักเรื่องหนึ่ง แต่ขุนหลวงอย่ากริ้วหนา" พระองค์จึงตรัสตอบว่า "จะพูดอะไรก็พูดไปเถิด ไม่กริ้วดอก" เจ้าจอมแว่นจึงทูลว่า "ถ้ายังงั้น ขุนหลวงสบถให้ดีฉันเสียก่อน ดีฉันจึงจะทูล" พระองค์ก็ตรัสด้วยถ้อยความอันหยาบคายว่า "อีอัปรีย์ บ้านเมืองลาวของมึง เคยให้เจ้าชีวิตจิตสันดานสบถหรือ กูไม่สบถ พูดไปเถิด กูไม่โกรธดอก" เจ้าจอมแว่นจึงกระเถิบเข้าพระองค์แล้วกระซิบทูลว่า "เดี๋ยวนี้ แม่รอดท้องได้ ๔ เดือน" พระองค์ทรงอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วตรัสว่า "ท้องกับใคร" เจ้าจอมแว่นจึงทูลว่า "จะมีกะใครเสียอีกเล่า ก็พ่อโฉมเอกของขุนหลวงน่ะซี" พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) ทรงกริ้วนิ่งๆ อยู่เป็นเวลาหลายวัน จึงไม่มีผู้ใดทราบว่าจะทรงทำอย่างไรกันแน่ และพากันเกรงพระราชอาญาแทนเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์ไปตามกัน ฝ่ายเจ้าจอมแว่นร้อนใจมากกว่าผู้ใด จึงหาโอกาสเข้าไปทูลถามว่าทารกในพระครรภ์จะเป็นเจ้าฟ้าหรือไม่ พระองค์ก็ตรัสตอบว่าเป็นเจ้าฟ้า เจ้าจอมแว่นและเจ้านายทั้งหลายก็โล่งใจไปตามกัน ในที่สุดกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ก็เข้าไปขอพระพระราชทานโทษแทนพระเจ้าหลานทั้งสองพระองค์ เจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์นั้นก็คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ภายหลังได้เสด็จเสวยราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) กับเจ้าฟ้าหญิงบุญรอด พระธิดาของเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี เจ้าจอมแว่นทรงรักใคร่เจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์นี้มากเป็นพิเศษถึงกับได้บนบานว่า หากเรื่องคลี่คลายไปในทางที่ดีแล้ว ตนจะสร้างวัดถวายไว้ในพระพุทธศาสนาหนึ่งวัด ในที่สุดเจ้าจอมแว่นก็ได้สร้างวัดขึ้นกลางสวนวัดหนึ่ง ในตำบลบางยี่ขัน ธนบุรี (เชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า) เพื่อแก้บน คนทั้งหลายเรียกว่า วัดขรัวอิน[19]

พระอุโบสถของวัดก่อเป็นอิฐสูงพ้นดินประมาณ 2 ศอก เอาเสาไม้แก่นเป็นเสาประธาน หลังคามุงกระเบื้อง ฝาผนังเอาไม้สักเป็นฝารอบ มีบานประตูหน้าต่าง แต่กุฎีนั้นทำด้วยเสาไม้แก่น มีหลังคามุงบัง สัณฐานเช่นเรือนโบราณ ครั้นต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) เมื่อเจ้าจอมแว่นถึงแก่กรรมแล้ว ได้มีญาติผู้หญิงของเจ้าจอมแว่นท่านหนึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายในมีนามว่า อิน ได้มีจิตศรัทธาจัดการปฏิสังขรณ์วัดขรัวอินเสียใหม่ทั้งวัด การปฏิสังขรณ์คราวนี้ได้รื้อเอาสถานที่ของเก่าออกทิ้งทั้งหมดแล้วสร้างใหม่ โดยสร้างเป็นอุโบสถขนาดเล็ก ก่ออิฐปูนขึ้นใหม่ เสนาสนะก่อด้วยอิฐปูนแต่เครื่องบนใช้ไม้ไผ่สานเป็นแกน เสร็จแล้วได้กราบถวายบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) พระองค์จึงทรงดำริว่า "วัดขรัวอินนี้แปลก สมภารเจ้าวัดชื่อ อิน ผู้ศรัทธาปฏิสังขรณ์ก็ชื่อ อิน ไม่แต่เท่านั้น ชาวบ้านก็อุตส่าห์ให้เรียกว่า วัดขรัวอิน เสียอีก" จึงได้พระราชทานนามให้วัดนี้ใหม่ว่า วัดดาวดึงษาสวรรค์ อันหมายถึง สวรรค์ชั้นที่พระอินทร์สถิตย์อยู่[20]

สร้างกุฏิและอุทิศที่ดินถวายวัดสังข์กระจาย[แก้]

วัดสังข์กระจาย เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 504 แขวงท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 20 ตารางวา วัดสังข์กระจายเป็นวัดโบราณในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) นายสังข์ข้าราชการตำแหน่งนายสารบบในกรมพระสุรัสวดีได้มีจิตศรัทธาสร้างวัด จึงได้ปรึกษากับนายพลับเพื่อขอไม้ซุงมาสร้างวัด เมื่อได้มาก็ตั้งสัตยาธิษฐานว่าหากซุงที่ปล่อยให้กระแสน้ำพัดล่องไปตามลำคลองนี้ลอยไปติด ณ ที่ใดก็สร้างวัด ณ ที่นั้น ด้วยอำนาจสัตยาธิษฐานซุงก็ได้ลอยมาติดที่หน้าพระวิหารในปัจจุบัน นายสังข์และนายพลับจึงได้สร้างวัดในบริเวณนี้ การสร้างนั้นสร้างตามกำลังทรัพย์ โดยเริ่มสร้างกุฏิวิปัสสนาก่ออิฐถือปูน มีประตูหน้าต่างอย่างละ 1 บาน ภายในเป็นแท่นก่อปูนสำหรับนั่งหรือใช้เป็นที่บำเพ็ญวิปัสสนาเฉพาะเพียงคนเดียว โดยใช้ซุงเป็นเครื่องบน ต่อมาเจ้าจอมแว่นได้มอบทุนให้จำนวนหนึ่งเพื่อสร้างกุฏิ 4 คณะด้านใต้ เป็นกุฏิถือปูนทั้งหมด ปัจจุบันกลายเป็นเขตบ้านเช่า ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) โปรดให้กรมหมื่นไกรสรวิชิตเป็นนายงานควบคุมสร้างพระอุโบสถ โดยให้หันหน้าวัดไปทางคลองบางวัวทองอยู่เคียงกับกุฏิของเดิม พร้อมสร้างกุฏิขึ้นใหม่บริเวณพระอุโบสถด้านใต้ เล่ากันว่าเมื่อขุดพื้นที่เพื่อสร้างพระอุโบสถได้ขุดพบพระกัจจายน์หล่อด้วยสำริด ขนาดหน้าตักกว้าง 10 นิ้วไม่มีฐาน และขุดพบสังข์ด้วยตัวหนึ่งแต่สังข์ได้ชำรุด ส่วนพระกัจจายน์ได้เก็บรักษาไว้เป็นคู่พระอาราม ครั้นเมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงถือนิมิตเหตุอันนี้ พระราชทานนามว่า วัดสังข์กระจาย

ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) โปรดให้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ โดยเจ้าจอมแว่นได้อุทิศสวนของตนซึ่งอยู่ติดกับเขตวัดให้แก่วัดสังข์กระจาย ต่อมา ในปี พ.ศ. 2393 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) โปรดให้ปรับปรุงปฏิสังขรณ์ใหญ่ทั้งพระอาราม โดยการสร้างกุฏิใหม่เรียงรายล้อมหอฉัน ศาลาการเปรียญ หอระฆัง และศาลาท่าน้ำ 5 แห่ง ซึ่งปัจจุบันวัดได้ปรับปรุงก่อสร้างและทำการพัฒนาวัดให้เป็นไปตามแบบแปลนที่สวยงาม ซึ่งได้ทำสืบเนื่องมาตั้งแต่พุทธศักราช 2452 ในยุคของพระครูอริยศีลาจารย์ (วรรณ ปณฺฑิโต) เป็นต้นมา[21]

ในตำนานกล่าวถึงความสัมพันธ์ของวัดกับเจ้าจอมแว่นไว้ว่า ภายหลังการสร้างวัดเสร็จเจ้าจอมแว่นได้ส่งข้าหลวงสนิทคนหนึ่งเป็นหญิงมดชื่อจ่ายให้ไปเฝ้าสวนของพระองค์ ซึ่งมีเนื้อที่ติดกับที่ของนายสังข์ ด้วยเจ้าจอมแว่นเห็นเหมาะที่จะเฝ้าสวนจึงได้ส่งมา ภายหลังไม่นานนางจ่ายกับนายสังข์มีความสนิทชอบพอกันมาก จึงดำริร่วมใจกันที่จะสร้างวัดนี้ต่อไป นางจ่ายถึงกับขันอาสาไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าจอมแว่น ในที่สุดความปรารถนาของทั้งสองก็สมประสงค์ เจ้าจอมแว่นได้มอบทุนให้มาจำนวนหนึ่ง ครั้งหลังก็ได้สร้างเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายอย่าง คือ สร้างกุฏิขึ้น 4 คณะ ทางมุมด้านใต้เป็นกุฏิตึกถือปูนทั้งหมด แต่ละคณะก็มีกุฏิ 4 หลัง หลังหนึ่งๆ มี 2 ห้อง กุฏิเจ้าอาวาสปลูกอยู่ทางทิศตะวันออกของคณะ ได้สร้างถนนผ่านระหว่างช่องกุฏิ แล้วก่อกำแพงอิฐล้อมรอบสูง 1 วา มีประตูเข้าออกทั้ง 4 ทิศ บริเวณที่หมู่กุฏินี้ตั้งอยู่ บัดนี้กลายเป็นเขตบ้านเช่าไปหมดแล้ว

ครั้นแล้วเสร็จ เมื่อจะขอพระราชทานวิสุงคามสีมาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นตอนที่จะเชิดหน้าชูตาผู้สร้าง ก็เกิดทะเลาะเบาะแว้งเป็นปากเสียงเกี่ยงแย่งกันจะเอาชื่อ นางจ่ายก็ปรารถนาขอพระราชทานในนามของตนเพราะตนอุตส่าห์วิ่งหาเงินหาทองมาสร้าง ฝ่ายนายสังข์ก็ไม่ยอม ปรารถนาจะขอในนามของตนเช่นกัน เพราะตนก็สละหยาดเหงื่อและแรงกายทุ่มเทมาตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อต่างมาเกิดแตกคอกันขึ้นในเรื่องนี้ นางจ่ายจึงวิ่งเข้าหาเจ้าจอมแว่นนายของตน แล้วเล่าความเป็นมาให้ทราบ โดยฐานะที่เจ้าจอมแว่นเป็นที่พระสนมเอก พระเจ้าอยู่หัวโปรดปรานมาก จะทูลสิ่งใดก็ทูลได้ ครั้นเมื่อได้นำความกราบบังคมทูลเพื่อขอให้พระราชทานวิสุงคามสีมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีพระราชดำรัสว่า วัดที่นายสังข์นางจ่ายสร้างขึ้นนั้น ไม่สวยสมเกียรติกับพระสนมเอกเช่นเจ้าจอมแว่น ทรงรับจะสร้างพระราชทานใหม่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นไกสรวิชิตมาเป็นนายงานควบคุมสร้างพระอุโบสถขึ้น ให้หันหน้าไปทางคลองบางวัวทองอยู่เคียงกับกุฏิสงฆ์ของเดิม พร้อมกับได้สร้างกุฏิขึ้นใหม่อีกหมู่หนึ่งตรงมุมพระอุโบสถด้านใต้อีกด้วย เล่ากันว่า แรกขุดพระอุโบสถนั้น พบพระกัจจายน์องค์หนึ่งกับสังข์ตัวหนึ่ง เฉพาะสังข์ชำรุดเพราะแรงจอบเสียมที่ขุด วัดนี้มีความแปลกประการหนึ่ง ด้วยวัดนี้นายสังข์กับนางจ่ายเป็นผู้ริเริ่มสร้าง เมื่อนำเอาชื่อของคนทั้งสองมาเข้าคู่กันเป็น สังข์-จ่าย ก็ฟังใกล้เคียงกับคำว่า สังข์กระจายน์ ตามนามที่พระราชทานเป็นที่สุด[22]

ทำบุญเลี้ยงพระ[แก้]

หลักฐานในจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีกล่าวว่า[23] เจ้าจอมแว่นเป็นเจ้านายท่านหนึ่งในบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายที่ร่วมกันจัดอาหารคาวหวานถวายพระภิกษุสงฆ์และเลี้ยงผู้คนในคราวพระราชพิธีสำคัญต่างๆ เช่น เมื่อครั้งทำบุญใหญ่ฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ได้ทรงโปรดให้เลิกนำข้าวถวายพระ แต่ให้ทำขนมจีนเลี้ยงพระสงฆ์นับพันรูปโดยใช้แป้งขนมจีนจำนวนมากถึงวันละเกวียน ในงานนี้เจ้าจอมแว่นผู้มีชื่อเสียงในการปรุงน้ำยาที่สุดในสมัยนั้น ได้เป็นผู้ปรุงถวายพระในงานบุญใหญ่ครั้งนี้เอง

องค์ราชูปถากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม[แก้]

เจ้าจอมแว่นรับราชการในพระองค์โดยมิได้มีพระองค์เจ้า (พระราชโอรสหรือพระราชธิดา) แม้พระองค์เดียว ทรงทำหน้าที่ดูแลบรรดาพระเจ้าลูกเธอที่ยังทรงพระเยาว์อย่างเข้มงวดจนเป็นที่เกรงกลัวและได้รับฉายาว่า คุณเสือ โดยส่วนตัวนั้นเจ้าจอมแว่นคงต้องการมีพระองค์เจ้า ดังปรากฏความในสาส์นสมเด็จ เล่ม 14 ว่า

…ที่ในวิหารพระโลกนาถมีรูปจำหลักด้วยศิลาอ่อนทำเป็นเด็กแต่งเครื่องอาภรณ์ติดฝาผนังไว้ 2 ข้างพระพุทธรูป เล่ากันมาว่าเมื่อสร้างวัดพระเชตุพนนั้น เจ้าจอมแว่นพระสนมเอกผู้เป็นราชูปถาก ซึ่งเจ้านายลูกเธอเกรงกลัวเรียกกันว่า คุณเสือ อีกนาม 1 กราบทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ว่า อยากจะทำบุญอธิษฐานขอให้มีลูก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปเด็ก 2 รูป อย่างเป็นเครื่องประดับพระวิหาร

การทำเช่นนี้เป็นความในที่รู้กันในหมู่คนใกล้ชิด ไม่ได้เป็นที่เปิดเผย แต่มีความปรากฏในจารึกคำโคลงใต้ภาพเด็ก ข้างพระพุทธรูปในวิหารพระโลกนาถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ว่า

รจนาสุดารัตนแก้ว กุมารี หนึ่งฤๅ

เสนออธิบายบุตรี ลาภไซร้

บูชิตเชษฐชินศรี เฉลาฉลัก หินเฮย

บุญส่งจงลุได้ เสด็จด้วยดั่งถวิล

กุมารหนึ่งพึงฉลักตั้ง ติดผนัง

สถิตย่อยู่เบื้องหลัง พระไว้

คุณเสือสวาดิหวัง แสวงบุตร ชายเฮย

เฉลยเหตุธิเบศร์ให้ สฤษดิแสร้งแต่งผล

โดยปกติแล้ว ผู้คนมักนิยมไปกราบไหว้บูชาพระพุทธโลกนาถที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพราะเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องให้บุตร และจะประสบผลสำเร็จหากขอในคืนวันเพ็ญซึ่งเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา นอกจากสร้างรูปเด็กถวายประดับในวิหารพระโลกนาถแล้ว ในงานเทศน์มหาชาติครั้งหนึ่ง เจ้าจอมแว่นยังทำกระจาดใหญ่ใส่เด็กผมจุกแต่งเครื่องหมดจดงดงาม ติดกัณฑ์เทศน์ถวายเป็นสิทธิขาด นับเป็นความคิดแปลกแหวกแนว อาจจะสืบเนื่องมาจากความต้องการมีพระองค์เจ้าเป็นอย่างยิ่งก็เป็นได้[24]

ถึงแก่อนิจกรรม[แก้]

เจ้าจอมแว่น ถึงแก่อนิจกรรมในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ประชาชนได้สร้างพระธาตุบรรจุพระอัฐิของพระองค์ไว้ ณ วัดนางเขียวค้อม เมืองพานพร้าว เรียกว่า ธาตุนางเขียวค้อม อนึ่ง เมืองพานพร้าวและเมืองศรีเชียงใหม่ (ในเขตจังหวัดหนองคายปัจจุบัน) เป็นหัวเมืองลาวที่เจ้าจอมแว่นได้ขอร้องให้พระราชสวามีห้ามทำลาย เมื่อครั้งยกทัพไปเผานครเวียงจันทน์สมัยพระเจ้าตากสิน

พงศาวลี[แก้]

พงศาวลีทรรศนะที่ 1[แก้]

พงศาวลีทรรศนะที่ 2[แก้]

พงศาวลีทรรศนะที่ 3[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://pantip.com/topic/32458543
  2. https://www.gotoknow.org/posts/233054
  3. http://ps8921.blogspot.com/2011/09/blog-post.html
  4. https://www.facebook.com/notes/350419951739054/
  5. http://board.postjung.com/783480.html
  6. https://m.facebook.com/permalink.php?story_fbid=679651548780760&id=679296892149559
  7. http://www.silpathai.net/
  8. http://www.sujitwongthes.com/2011/02/
  9. http://esanwisdom.kku.ac.th/esandb/en/
  10. http://www.dopachonnabot.com/15476015/
  11. http://www.khonkaenjob.com/khonkaenjob2.html
  12. https://th.wikisource.org/wiki/
  13. http://www.chalaom.com/forums/?topic=263.10;wap2
  14. http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=nongkhaicity&topic=259
  15. คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว.. โครงกระดูกในตู้. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สยามรัฐ, พิมพ์ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2547. 109 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-690-131-1
  16. http://www.oknation.net/blog/bongbongstory/2009/08/08/entry-2
  17. http://bangkrod.blogspot.com/2011/12/blog-post_27.html
  18. กรมศิลปากร. สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. สตรีสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, พ.ศ. 2547. 360 หน้า. หน้า หน้าที่. ISBN 974-9527-87-9
  19. สภาพระธรรมกถึก-สหภูมิอยุธยา และคณะศิษย์ จัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระครูโวทานธรรมาจารย์ ณ เมรุวัดดาวดึงษาราม ธนบุรี ๑ พฤษภาคม 2503, ประวัติวัดดาวดึงษาราม, (กรุงเทพฯ : การพิมพ์สตรีสาร, 2503), ไม่ปรากฏหน้า.
  20. http://www.oknation.net/blog/surasakc/2010/06/11/entry-1
  21. http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:OWjoELdjaE8J:sys.dra.go.th/module/attach_media/sheet1520090520103234.pdf+&cd=13&hl=th&ct=clnk&gl=th
  22. https://nunut005.wordpress.com/
  23. http://2g.pantip.com/cafe/library/topic/K8512326/K8512326.html
  24. http://www.silpathai.net/