ข้ามไปเนื้อหา

เหี้ย

หน้าถูกถูกกึ่งป้องกัน
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เหี้ย
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordate
ชั้น: Reptilia
อันดับ: Squamata
อันดับย่อย: Sauria
วงศ์: Varanidae
สกุล: Varanus
สกุลย่อย: Soterosaurus
สปีชีส์: V.  salvator
ชื่อทวินาม
Varanus salvator
(Laurenti, 1768)
ชนิดย่อย
ชนิดย่อย
แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของเหี้ย
ชื่อพ้อง[1]
ชื่อพ้อง
  • Hydrosaurus salvator (Laurenti, 1768)
  • Monitor nigricans Cuvier, 1829
  • Monitor salvator (Laurenti, 1768)
  • Stellio salvator Laurenti, 1768

เหี้ย หรือ ตัวเงินตัวทอง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Varanus salvator) เป็นสัตว์เลื้อยคลานในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ประเทศบังกลาเทศ ศรีลังกา และอินเดีย จนถึงอินโดจีน และเกาะต่าง ๆ ของอินโดนีเซีย (แบ่งออกเป็นชนิดย่อยต่าง ๆ ได้ 5 ชนิด ดูในตาราง[2]) โดยอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ

อนุกรมวิธาน

เหี้ย มีชื่อวิทยาศาสตร์เดิมคือ Stellio salvator โดยโยเซฟูส นิโคเลาส์ เลาเรนที (Josephus Nicolaus Laurenti) ใช้ในปี ค.ศ. 1768 จากตัวอย่างที่ได้จากศรีลังกา[4]

วงศ์เหี้ย (Varanidae) มีเกือบ 80 ชนิด ทั้งหมดอยู่ในสกุล Varanus[5] ทั้งนี้การจัดอนุกรมวิธานยังมีความไม่แน่นอน แม้การวิเคราะห์ทางสัณฐานวิทยามีส่วนอย่างมากในการจำแนกชนิด แต่จำเป็นต้องมีการศึกษาระดับโมเลกุลเพื่อทดสอบและยืนยันความถูกต้องของการจัดอนุกรมวิธานการแบ่งกลุ่มภายในสกุลนี้ ซึ่งมีความสำคัญมากในการประเมินการเปลี่ยนแปลงและการประเมินเพื่อการอนุรักษ์

ชนิดย่อย

  • V. s. salvator –เป็นชนิดย่อยที่ได้รับการเสนอชื่อและขณะนี้เป็นสัตว์เฉพาะถิ่นในศรีลังกา ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ kabaragoya (කබරගොයා) ในภาษาสิงหลและ kalawathan ในภาษาทมิฬ
  • V. s. andamanensis –พบเฉพาะบนหมู่เกาะอันดามันและหมู่เกาะนิโคบาร์ตอนใต้[6] สถานที่พบเป็นครั้งแรกคือ เมืองพอร์ตแบลร์
  • V. s. bivittatus (Mertens 1959) –เหี้ยชนิดย่อยที่มีแถบหลังคอข้างละสองแถบ พบได้ทั่วไปในชวา บาหลี ลมบก ซุมบาวา โฟลเร็ซ อลอร์ เวตาร์ และเกาะใกล้เคียงภายในหมู่เกาะซุนดา อินโดนีเซีย สถานที่พบเป็นครั้งแรกคือ เกาะชวา
  • V. s. macromaculatus –มีถิ่นอาศัยทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป สิงคโปร์ สุมาตรา บอร์เนียว และหมู่เกาะขนาดเล็กโดยรอบ ตัวอย่างต้นแบบถูกจับในประเทศไทย[7][6]
  • V. s. ziegleri (เหี้ยซีกเลอร์) –พบที่เกาะโอบิ

เหี้ยดำจากประเทศไทย (สถานที่พบเป็นครั้งแรกคือ อำเภอละงู จังหวัดสตูล และบริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย) เดิมจัดเป็นชนิดย่อย V. s. komaini แต่ในปี พ.ศ. 2551 ถูกยุบรวมเป็นชื่อพ้องและเป็นประชากรเหี้ยที่มีภาวะการมีเม็ดสีเมลานินสีดำมากเกินไป (melanism) ของชนิดย่อย V. s. macromaculatus[7]

ลักษณะ

เป็นกิ้งก่าขนาดใหญ่ ความยาว 2.5–3 เมตร เป็นสัตว์ในตระกูลนี้ที่มีความใหญ่เป็นอันดับสองรองจากมังกรโกโมโด (V. komodoensis) ที่พบบนเกาะโกโมโด ในอินโดนีเซีย[8] โครงสร้างลำตัวประกอบไปด้วยกระดูกเล็กภายใต้ผิวหนังที่เต็มไปด้วยเกล็ดที่เป็นปุ่มนูนขึ้นมา เกล็ดมีการเชื่อมต่อกันตลอดทั้งตัว ไม่มีต่อมเหงื่อแต่มีต่อมน้ำมันใช้สำหรับการป้องกันการสูญเสียน้ำ ช่วยให้อยู่บนบกได้ยาวนานมากขึ้น มีลิ้นแยกเป็นสองแฉกคล้ายงู ใช้สำหรับรับกลิ่นซึ่งสามารถรับรู้ได้ถึงอาหารเป็นระยะทางไกลหลายเมตร โดยสัมผัสกับโมเลกุลของกลิ่น ปลายลิ้นจะสัมผัสกับประสาทที่ปลายปากเพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังสมอง หางยาวมีขนาดพอ ๆ กับความยาวลำตัว เป็นอวัยวะสำคัญสำหรับการทรงตัวและคลื่อนที่ มีฟันที่มีลักษณะที่คล้ายใบเลื่อยเหมาะสำหรับการบดกินอาหารที่มีความอ่อนนุ่มโดยเฉพาะ มีลายดอกสีเหลืองพาดขวางทางยาว ชอบอาศัยอยู่บริเวณใกล้แหล่งน้ำ ว่ายน้ำเก่งและ ดำน้ำนาน อุปนิสัยเป็นสัตว์ที่หากินอย่างสงบตามลำพัง จะมารวมตัวกันก็ต่อเมื่อพบกับอาหาร และมีนิสัยตื่นคน เมื่อพบเจอมักจะวิ่งหนี ในช่วงที่ยังเป็นวัยอ่อน จะมีจุดสีเหลืองตลอดทั้งลำตัวและจะจางหายเมื่อโตขึ้น มีมุมมองการมองเห็นแคบกว่ามนุษย์ มีเล็บที่แหลมคมสำหรับการปีนป่าย โดยปีนต้นไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว[9]

การหากิน

ชอบหากินของเน่าเปื่อย เศษซากอาหาร บางครั้งก็จะกินสัตว์เป็น ๆ เช่น ไก่, เป็ด, ปู, หอย, งู, หนู, นกอื่นๆขนาดเล็กถึงกลาง และไข่ของสัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งปลา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเหี้ยมิใช่สัตว์นักล่า แต่เป็นสัตว์กินซากโดยธรรมชาติ บางครั้งอาจกินเหี้ยขนาดเล็กกว่าเป็นอาหารได้ ในตัวที่ยังเล็กอาจขุดดินหาแมลงหรือไส้เดือนดินกินเป็นอาหารได้ มีระบบการย่อยอาหารที่ดีเยี่ยม ในกระเพาะมีน้ำย่อยที่มีความเป็นกรดรุนแรงและแบคทีเรียสำหรับย่อยสลายซากเน่าโดยเฉพาะ [9]

พิษ

สัตว์สกุลกิ้งก่ามอนิเตอร์ (Varanus) รวมทั้งเหี้ยนั้นมีพิษ (venom) หรือไม่ยังเป็นเรื่องยังไม่ยุติ แต่เดิมเชื่อกันว่า พิษมีอยู่เฉพาะในสัตว์จำพวกงูและกิล่ามอนสเตอร์ (กิ้งก่าพิษ) ผลลบที่เกิดเมื่อถูกกัดเชื่อกันว่า มาจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปากสัตว์เท่านั้น แต่งานศึกษาหลังปี ค.ศ. 2009 กลับแสดงว่า ต่อมพิษน่าจะมีอยู่ในกิ้งก่ามอนิเตอร์หลายสกุล โดยอาจใช้เพื่อป้องกันสัตว์ล่าเหยื่ออื่น ๆ เพื่อรักษาอนามัยปาก เพื่อฆ่าเชื้อในปาก หรือเพื่อช่วยจับและฆ่าเหยื่อ[10][11]

เหี้ยในสวนวชิรเบญจทัศ ปี พ.ศ.2561

ถิ่นที่อยู่

เป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำเก่ง สามารถดำน้ำได้ และชอบที่จะลงน้ำ สามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี รวมถึงพบได้ทั่วไปในชุมชนเมืองใหญ่ เช่น หลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เช่น สวนลุมพินี, สวนสัตว์ดุสิต, ทำเนียบรัฐบาลและรอบ ๆ, รอบคลองผดุงกรุงเกษม เป็นต้น มักจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ ๆ มีแหล่งน้ำ อาศัยอยู่ได้ทั้งแหล่งน้ำดีและน้ำเน่าเสียที่มีสภาพเป็นมลพิษ[9]

การผสมพันธุ์

ออกลูกเป็นไข่คราวละ 15–20 ฟอง และใช้เวลาฟัก 45–50 วัน ทั้งนี้ตัวเหี้ยจะวางไข่ในปลายฤดูร้อนต่อเนื่องฤดูฝน และอาจยาวไปถึงฤดูหนาว จะจับคู่กันโดยไม่เลือกว่าคู่จะต้องเป็นตัวเดิม บางครั้งอาจมีการต่อสู้รุนแรงระหว่างตัวผู้เพื่อแย่งชิงตัวเมีย สามารถผสมพันธุ์ได้ทั้งบนบกและในน้ำ อาจผสมพันธุ์ได้มากกว่าปีละหนึ่งครั้ง ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของอาหารและความสมบูรณ์เพศของตัวเมีย การผสมพันธุ์ครั้งหนึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที

สีสันและลวดลายของตัวที่เล็ก
เหี้ยดอก ที่สวนสัตว์พาต้า

ไข่จะมีลักษณะรียาว บางครั้งจะสีขาวขุ่น วางไข่ประมาณ 6–50 ฟอง ในแต่ละปีจะสามารถวางไข่ได้ 2–3 ครั้ง หรืออาจมากกว่านั้นในพื้นที่ซึ่งสภาพในฤดูแล้งและฤดูฝนไม่แตกต่างกัน ไข่จะถูกกลบเป็นเนินดินหรือรังปลวก เวลาในการฟักขึ้นกับชนิดและสภาพแวดล้อม

สัตว์เศรษฐกิจ

ปัจจุบัน เหี้ยถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ที่มีการส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยงกัน เพื่อนำเนื้อไปใช้ในการบริโภค โดยเฉพาะเนื้อบริเวณส่วนโคนหางที่เรียกว่า "บ้องตัน" และหนังไปทำเครื่องหนัง เช่น กระเป๋า, เข็มขัด เช่นเดียวกับจระเข้[12] และในทางวิชาการยังมีการเก็บและตรวจสอบดีเอ็นเอของเหี้ย โดยภาควิชาพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษาถึงความหลากหลายทางพันธุกรรม เพื่อจะพัฒนาให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจต่อไปในอนาคตอีกด้วย[13]

วัฒนธรรม

คำว่า "เหี้ย" นั้นมักใช้เป็นคำด่าและเป็นคำหยาบคายที่หรือภาษาที่ไม่สุภาพสำหรับสามัญชนทั่วไปในภาษาไทย บางครั้งจึงเลี่ยงไปใช้คำว่า ตัวเงินตัวทอง หรือ ตัวกินไก่ หรือ น้องจระเข้ แทน[14] หรือบางครั้งก็ใช้คำว่า ตะกวด (ซึ่งในเชิงอนุกรมวิธานแล้วตะกวดเป็นสัตว์คนละชนิดกับเหี้ย) และบางครั้งยังใช้คำว่า วรนุช (มาจากคำว่า Varanus ซึ่งเป็นสกุลของเหี้ย) สันนิษฐานว่าคำว่า "เหี้ย" มาจากภาษาบาลี "หีน" ที่แปลว่าต่ำช้า กร่อนเหลือ "หี" แล้วแผลงเป็นเหี้ย [15]

นอกจากนี้แล้ว ไข่เหี้ยยังสามารถนำมารับประทานได้ โดยนำมาต้มให้สุก แล้วใช้เข็มจิ้มให้เป็นรู แล้วแช่น้ำเกลือให้ความเค็มซึมเข้าไป แล้วจึงนำไปย่างไฟ มีรสชาติเค็ม ๆ มัน ๆ ใช้รับประทานคู่กับมังคุดจะได้รสชาติดี จึงเป็นที่มาของคำพังเพยที่ว่า "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง"

รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดการเสวยไข่เหี้ยมาก ครั้งหนึ่งมีโปรดจะเสวยไข่เหี้ยกับมังคุด แต่หาไม่ได้ เนื่องจากขณะนั้นไม่ใช่ฤดูกาลเหี้ยวางไข่ เจ้าจอมแว่นจึงได้ประดิษฐ์ขนมชนิดหนึ่งขึ้นมา โดยให้มีความใกล้เคียงกับไข่เหี้ยมากที่สุด คือ "ขนมไข่เหี้ย" ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "ขนมไข่หงส์" ในช่วงรัชกาลที่ 4[16]

เชื่อว่าคำว่าเหี้ยเริ่มกลายมาเป็นคำหยาบและคำด่าทอในสมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องจากก่อนหน้านั้น เหี้ย ก็ยังถูกบันทึกไว้ในวรรณกรรมของเจ้าฟ้ากุ้งในสมัยกรุงศรีอยุธยาในฐานะเป็นแค่ชื่อเรียกสัตว์เลื้อยคลานชนิดนี้เท่านั้น โดยเป็นการเรียกเพี้ยนมาจากภาษาจีนแต้จิ๋วคำว่า "ตั่วเฮีย" (จีน: 大哥) ซึ่งหมายถึง พี่ชายคนโต หรือพี่ใหญ่ เนื่องจากในสมัยนั้นมีการปราบปรามฝิ่น และชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศสยามขณะนั้นถือได้ว่าเป็นผู้เสียผลประโยชน์จากการปราบปรามฝิ่น จึงออกล้างแค้นโดยฆ่าฟันชาวสยามล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นชาวสยามในเวลานั้นจึงได้ใช้คำว่า ตั่วเฮีย เป็นคำด่าทอและเพี้ยนมาเป็น "ตัวเหี้ย" หรือ "เหี้ย" ในที่สุด[17]

ชาวบูกิต ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองบนเกาะซูลาเวซี ในอินโดนีเซีย ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม เชื่อว่าเหี้ยเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ โดยเชื่อว่าเป็นวิญญาณบรรพบุรุษที่กลับมาเกิดใหม่ในร่างของสัตว์เลื้อยคลาน มีตำนานเล่าว่ากษัตริย์โกอา ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวบูกิตมีโอรสฝาแฝดสององค์ที่เพิ่งกำเนิดมา โอรสผู้ที่เป็นมนุษย์ได้ตายไป แต่อีกองค์หนึ่งเป็นเหี้ย พระองค์จึงรักเหี้ยมาก แต่หลังจากนั้นไม่นานเหี้ยก็ไม่ยอมกินอะไรจนเป็นที่กลัวว่าอาจจะตาย พระองค์จึงนำไปปล่อยที่ปากแม่น้ำ จึงทำให้ชาวบูกิตจะรักและเลี้ยงดูเหี้ยเสมือนหนึ่งว่าเป็นลูกหลานของตนเอง มีการเลี้ยงดูและอาบน้ำให้เป็นอย่างดี และเมื่อถึงเวลาจะมีพิธีแห่นำเหี้ยไปปล่อยที่แม่น้ำ ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งเหี้ยจะกลับหามาตนและครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งน้ำที่เหี้ยลงไปว่ายถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สามารถนำไปดื่มกินหรืออาบได้ ซึ่งความเชื่อนี้แม้ถูกมองว่าแปลกสำหรับสายตาคนนอก เพราะไม่มีอยู่ในหลักศาสนาอิสลาม แต่นี่เป็นความเชื่อดั้งเดิมที่มีมาก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเข้ามาเผยแผ่ และชาวบูกิตก็นำเอาความเชื่อนี้มาผนวกเข้ากับศาสนา โดยเชื่อว่าผู้ที่เข้าร่วมพิธีปล่อยเหี้ยลงแม่น้ำ จะได้บุญเสมอเหมือนกับการได้ไปจาริกแสวงบุญที่นครเมกกะ[18]

แนวคิดเปลี่ยนชื่อ

ครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพูดกันเป็นวงในว่า จะเปลี่ยนชื่อจากตัวเหี้ยเป็น "วรนัส" หรือ "วรนุส" หรือ "วรนุช"[19] (สกุล Varanus อ่านเป็นภาษาละตินว่า วารานุส ซึ่งคล้ายกับคำว่า วรนุช) จนเกิดเป็นกระแสข่าวอยู่ช่วงหนึ่งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งหลังจากที่มีกระแสข่าวนี้ออกมา คำว่าวรนุชนั้นก็ถูกนำไปใช้ในการสื่อความหมายไปในทางเสื่อมเสียบนอินเทอร์เน็ต และส่งผลกระทบต่อบุคคลที่ชื่อวรนุชไปโดยปริยาย[20]

อ้างอิง

  1. 1 2 Bennett, D., Gaulke, M., Pianka, E. R., Somaweera, R. & Sweet, S. S. (2010). "Varanus salvator". IUCN Red List of Threatened Species. Version 2014.2. สืบค้นเมื่อ 2014-08-26.{{cite web}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  2. 1 2 Koch, A., M. Auliya, A. Schmitz, U. Kuch & W. Böhme. (2007). Morphological Studies on the Systematics of South East Asian Water Monitors (Varanus salvator Complex): Nominotypic Populations and Taxonomic Overview. pp. 109-180. In Horn, H.-G., W. Böhme & U. Krebs (eds.), Advances in Monitor Research III. Mertensiella 16, Rheinbach
  3. Varanus salvator Laurenti, 1768
  4. Laurenti, J. N. (1768). "XC. Stellio salvator". Specimen Medicum, Exhibens Synopsin Reptilium Emendatam cum Experimentis circa Venena [Medical Treatise, Exhibiting an Emended Synopsis of Reptiles, with Experiments Concerning Venoms and Antidotes for Austrian Reptiles]. Viennae: Joan. Thomae. p. 58.
  5. Böhme, W. (2003). "Checklist of the living monitor lizards of the world (family Varanidae)". Zoologische Verhandelingen Leiden. 341: 4–43.
  6. 1 2 Samarasinghe, D. J. S.; Surendran, H.; Koch, A. (2020). "On the taxonomy and distribution of Varanus salvator andamanensis Deraniyagala, 1944 (Reptilia: Varanidae), including a redescription of the type specimens and a discussion about its allopatric co-occurrence with V. s. macromaculatus on the Nicobar Islands". Zootaxa. 4743 (1): 64. doi:10.11646/zootaxa.4743.1.5. ISSN 1175-5326. PMID 32230352.
  7. 1 2 Koch, A. (2007). "Morphological Studies on the Systematics of South East Asian Water Monitors (Varanus salvator Complex): Nominotypic Populations and Taxonomic Overview". Mertensiella. 16 (109): e80.
  8. Wood, Gerald (1983). The Guinness Book of Animal Facts and Feats. ISBN 978-0-85112-235-9.
  9. 1 2 3 เหี้ย...นักกำจัดซากผู้มีชีวิต. สารคดี สัตว์ คน เมือง ทางช่องนาว: เสาร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560
  10. Arbuckle, K. (2009). "Ecological Function of Venom in Varanus, with a Compilation of Dietary Records from the Literature" (PDF). Biowak. 3 (2): 46−56.{{cite journal}}: CS1 maint: uses authors parameter (ลิงก์)
  11. Yong, E. (2013). "The Myth of the Komodo Dragon's Dirty Mouth". National Geographic. สืบค้นเมื่อ 2017-08-15.
  12. "มุมมอง...ตัวเงินตัวทอง "ชื่อใหม่-สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่"". ครูบ้านนอก.
  13. "รายการใครคือใคร Identity Thailand". ช่อง 9. 5 November 2014. สืบค้นเมื่อ 7 November 2014.[ลิงก์เสีย]
  14. "เปิดตัวฟาร์มเลี้ยง..."เหี้ย" มก.มุ่งหวังเป็นสัตว์เศรษฐกิจ". ไทยรัฐ. 6 September 2012. สืบค้นเมื่อ 7 November 2014.
  15. สุจิตต์ วงษ์เทศ. สยามประเทศไทย: แลน-คำลาว, ตะกวด-คำเขมร ไม่ใช่เหี้ย-คำบาลี. หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11449 ออนไลน์ เก็บถาวร 2009-09-01 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  16. วงศ์สุรวัฒน์, โกวิท (2016-05-11). "ตัวเงินตัวทองกับคำพังเพย "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง"". มติชน. สืบค้นเมื่อ 2016-09-25.
  17. "เหี้ย นักกำจัดซาก "ตัวซวย"". ไทยพีบีเอส. 2019-09-08. สืบค้นเมื่อ 2019-09-13.
  18. Corillion, Jean-Michel. "MESSENGERS OF SULAWESI 52'". zed (ภาษาฝรั่งเศส).
  19. ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าแนะเปลี่ยนชื่อ "เหี้ย" เป็น "วรนุส" จาก มติชน
  20. เปลี่ยนชื่อ เหี้ย เป็น วรนุช โดนสวดยับ!!! จาก กระปุกดอตคอม

แหล่งข้อมูลอื่น

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Varanus salvator ที่วิกิสปีชีส์