เพียเมืองแพน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เพียเมืองแพน หรือพระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวพัน เสนอพระ)
เจ้าเมืองขอนแก่นองค์แรก ผู้ตั้งเมืองขอนแก่น
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2340 – ไม่ปรากฏ (หลังสมโภชเมืองไม่นาน) หรืออาจ พ.ศ. 2338
ถัดไป พระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวคำบ้ง)
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด ราวก่อน พ.ศ. 2320
อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ (อาจเป็นเมืองธุรคมหงษ์สถิตย์)
เสียชีวิต ราวหลัง พ.ศ. 2340
เมืองขอนแก่น
ศาสนา ศาสนาพุทธ

เพียเมืองแพน (เพี้ยเมืองแพน)[1] หรือเจ้าเมืองแผน[2] บ้างออกนามว่าท้าวเพี้ยเมืองแพนหรือเจ้าเพี้ยเมืองแพนหรือพระยาเมืองแพน ต่อมาเลื่อนเป็นพระนครศรีบริรักษ์ (พระนคร)[3] นามเดิมท้าวพัน หรือท้าวสัก (ศักดิ์)[4] เจ้านายลาวในราชวงศ์ล้านช้าง ต้นสกุลเสนอพระ[5][6] สุนทรพิทักษ์ นครศรีบริรักษ์ เศรษฐภูมิรินทร์ (สกุลที่เกี่ยวข้อง) ฯลฯ[7] เจ้าเมืองหรือผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่นองค์แรก เป็นผู้ตั้งเมืองขอนแก่น[8] อดีตกรมการเมืองธุรคมหงษ์สถิตย์ในอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์[9] อดีตกวานบ้าน (นายบ้าน) หรือนายกองนอกบ้านชีโหล่นเมืองสุวรรณภูมิ[10] และอดีตเจ้าเมืองเพี้ย (บ้านดอนพยอมเมืองเพี้ย) เป็นบิดาเจ้านางคำแว่นหรือเจ้าจอมแว่น (คุณเสือ)[11] พระสนมเอกหรือเจ้านางองค์แรกในรัชกาลที่ 1 ของรัตนโกสินทร์[12][13][14][15]

ประวัติ[แก้]

อพยพจากเวียงจันทน์[แก้]

พ.ศ. 2322 พระเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์ (ครองราชย์ราว พ.ศ. 2294-2322) พิพาทกับกลุ่มเจ้าพระวอเจ้าพระตาเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน แล้วยกทัพตีค่ายบ้านดอนมดแดงแตกจับเจ้าพระวอประหาร กษัตริย์ธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) และเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) สองพี่น้องยกทัพตีนครเวียงจันทน์ เจ้าแก้วบุฮม (แก้วบรม) และเพียเมืองแพน (พระยาเมืองแพน) สองพี่น้องซึ่งเป็นโอรสเจ้าแสนปัจจุทุม (ท้าวแสนแก้วบุฮม)[16] ในราชวงศ์ล้านช้างจึงยกไพร่พลจากบ้านเพี้ยปู่แขวงเมืองธุรคมหงษ์สถิตย์ซึ่งตั้งอยู่ทิศเหนือเวียงจันทน์ไปทางน้ำงึมราว 70 กิโลเมตร ข้ามน้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่บ้านโพธิ์ตาก (ตำบลบ้านกง อำเภอเมืองขอนแก่น) บ้านยางเดี่ยว บ้านโพธิ์ศรี (ตำบลบ้านโนน อำเภอกระนวน)[17] บ้านโพธิ์ชัย (อำเภอมัญจาคีรี) บ้านสร้าง บ้านชีโหล่น (เขตเมืองสุวรรณภูมิ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด)[18] และไพร่พลบางส่วนตั้งอยู่เขตอำเภอเมืองขอนแก่น อำเภอน้ำพอง อำเภออาจสามารถในจังหวัดร้อยเอ็ด และอำเภอคำเขื่อนแก้วในจังหวัดยโสธร[19] เฉพาะเจ้าแก้วบุฮมอพยพไพร่พลตั้งที่บ้านโพธิ์ชัยฝ่ายเพียเมืองแพนอพยพไพร่พลตั้งที่บ้านชีโหล่น[20] (ชีโล่น)[21][22][23] คุมไพร่พลคนละ 500 ขึ้นเมืองท่งหรือเมืองสุวรรณภูมิ ราว 9 ปีต่อมาใน พ.ศ. 2331 เพียเมืองแพนอพยพไพร่พลราว 330 คนขอแยกจากเมืองสุวรรณภูมิไปตั้งบ้านเรือนที่บึงบอนบ้านดอนพยอมเมืองเพี้ย (ดอนกระยอม)[24][25] ยกขึ้นเป็นเมือง ปัจจุบันคือบ้านเมืองเพี้ย ตำบลเมืองเพี้ย อำเภอบ้านไผ่[26]

เริ่มตั้งเมือง[แก้]

หลังทัพสยามบุกตีเวียงจันทน์ได้กวาดต้อนเจ้านาย ขุนนาง และไพร่พลลาวเข้ามาในอาณาเขตสยามตั้งรกรากส่วนมากที่สระบุรีรวมทั้งหัวเมืองลาวชั้นในและกรุงเทพฯ[27] เจ้านางคำแว่นราชวงศ์ล้านช้างธิดาคนโตของเพียเมืองแพนอดีตนางข้าหลวงของเจ้านางเขียวค้อมพระราชธิดาพระเจ้าสิริบุญสาร[28][29] ถูกควบคุมตัวในฐานะเชลยไว้ที่พระบรมมหาราชวัง พ.ศ. 2325 เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกตนเองเป็นกษัตริย์สยามรัชกาลที่ 1 แล้วย้ายราชธานีจากธนบุรีมาตั้งที่บางกอก จึงมีนโยบายกดดันเจ้านายหัวเมืองลาวสองฝั่งโขงให้อยู่ในความควบคุมผ่านการตั้งเมืองขึ้นโดยส่งบรรณาการปีละ 2 ครั้ง พ.ศ. 2331 เพียเมืองแพนทราบข่าวธิดาถูกสถาปนาเป็นพระสนมเอกและกวนเมืองแสนหรือเพียเมืองแสน (ท้าวคำพาว ต้นสกุลประจันตเสน) ญาติสนิทได้เป็นพระจันทรประเทศเจ้าเมืองชลบถ ปัจจุบันคืออำเภอชนบทในจังหวัดขอนแก่น[30] จึงอพยพไพร่พลมาอยู่บ้านโนนทองข้างบึงบอน (หนองขอนแก่นหรือบึงพระลับโนนทอง) ตั้งเป็นบ้านบึงบอนปัจจุบันคือพื้นที่บึงแก่นนคร[31] ก่อนตั้งเมืองได้สำรวจสถานที่ลงหลักปักฐานจากบ้านภูเวียงใกล้เขาภูเวียงมาถึงบ้านโพธิ์ตากใกล้บึงชัยวานและน้ำพองหนีบ ซึ่งมีน้ำพองไหลผ่านทิศเหนือและน้ำเซินไหลผ่านทิศใต้ แต่เห็นว่าบริเวณดังกล่าวคงห่างไกลกรุงเทพฯ และปีใดฝนดีน้ำก็ท่วม จึงสำรวจสถานที่ตั้งเมืองใหม่ ณ บ้านทุ่มแต่น้ำท่าไม่สะดวกและเจ้าเมืองชลบถอ้างว่าเป็นเขตแดนเมืองชลบถเสมอซึ่งอ้างมาจนสมัยรัชกาลที่ 5 เพียเมืองแพนจึงเลือกบริเวณบ้านโนนทอง บ้านโนนทัน และบ้านพระลับ[32] ซึ่งนอกจากตั้งใกล้บึงบอนยังใกล้น้ำชี เมื่อตั้งเมืองด้วยไพร่พล 330 คนแล้วจึงสมัครขึ้นเมืองนครราชสีมา[33] โดยมีใบบอกถึงพระยานครราชสีมาและปักบือเมืองหรือเสาหลักเมือง ณ ทิศตะวันตกวัดกลาง บ้านเมืองเก่า ถนนกลางเมือง สร้างหอโฮงเจ้าเมือง 3 หลังซึ่งใหญ่กว่าที่ว่าราชการเมืองหรือจวนเจ้าเมืองและสร้างศาลมเหสัก (เมืองเก่า) ประจำเมือง

การพระพุทธศาสนา[แก้]

สร้างวัดประจำเมือง[แก้]

ราว พ.ศ. 2332-2333 เพียเมืองแพนสร้างวัดประจำเมืองใกล้ฝั่งบึงบอนขึ้น 4 วัดคือ

1. วัดเหนือ (วัดหนองแวงพระอารามหลวง) สำหรับเจ้าเมืองบำเพ็ญกุศลและประกอบพิธีกรรม[34] ที่เรียกวัดเหนือเนื่องจากตั้งอยู่เหนือทางน้ำไหล

2. วัดกลาง (วัดกลางเมืองเก่า) ติดโฮงเจ้าเมือง[35] สำหรับกรมการผู้ใหญ่บำเพ็ญกุศลและประกอบพิธีกรรม

3. วัดใต้ (วัดธาตุพระอารามหลวง) หรือวัดพระธาตุโนนทอง หรือวัดธาตุเมืองเก่า สำหรับประชาชนบำเพ็ญกุศลและประกอบพิธีกรรม ที่เรียกว่าวัดใต้เนื่องจากตั้งอยู่ทิศใต้สายน้ำแต่อยู่ทิศเหนือของเมือง ที่เรียกวัดธาตุเนื่องจากมีธาตุเก่าตั้งอยู่ทิศตะวันออกของวัด ในอดีตน้ำจากบึงแก่นนครไหลลงบึงทุ่งสร้างดังนั้นคุ้มเหนือจึงตั้งอยู่ทิศใต้ของเมือง

4. วัดแขก (วัดโพธิ์โนนทัน) หรือวัดท่าแขก ฟากตะวันออกบึงบอน สำหรับสงฆ์และแขกเมืองหรือคนต่างถิ่นพักอาศัยบำเพ็ญกุศลและประกอบพิธีกรรม นอกจากนี้ยังบูรณะสิม (พระอุโบสถ) ขึ้นใหม่[36]

อัญเชิญพระลับ[แก้]

พระลับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองสันนิษฐานว่าเพียเมืองแพนอัญเชิญมาประดิษฐานที่เมืองขอนแก่น ซึ่งบรรจุซ่อนไว้ในอุโมงค์พระธาตุเก่าของวัดธาตุ (พระอารามหลวง) เมืองเก่าหลังสร้างวัดเสร็จ[37] การถูกซ่อนไว้เป็นความลับมีแต่เจ้าอาวาสเท่านั้นที่ทราบเรื่องชาวบ้านจึงเรียกนามพระพุทธรูปว่าพระลับหรือหลวงพ่อพระลับสืบมา หลังการตั้งเมืองพระพุทธรูปถูกปกปิดในพระธาตุโดยไม่มีใครพบเห็นเมื่อขยายเมืองมาตั้งบ้านขึ้นใหม่ทางทิศเหนือเมืองเก่าจึงตั้งชื่อว่าบ้านพระลับและยกเป็นตำบลพระลับตามนามพระพุทธรูป[38] ปัจจุบันตำบลพระลับตั้งทางทิศตะวันออกเมืองขอนแก่น วัดเหนือเปลี่ยนนามเป็นวัดธาตุ (พระอารามหลวง) วัดกลางคงชื่อเดิม ส่วนวัดใต้ตั้งอยู่ริมหนองน้ำมีต้นแวงขึ้นมากจึงเรียกวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) พระลับมีพุทธลักษณะปางมารวิชัยหล่อด้วยสัมฤทธิ์ทั้งองค์และฐาน หน้าตักกว้าง 11 นิ้ว สูง 29 นิ้ว ประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระพักตร์รูปไข่ พระนลาฎกว้าง พระขนงโก่ง พระเนตรเรียวเหลือบต่ำ พระนาสิกสันปลายแหลม พระโอษฐ์แย้ม พระเกษาเล็กแหลม พระเกตุมาลาใหญ่ รัศมีเปลว ตั้งบนฐานกลีบบัวลาว ครองจีวรห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวา ชายจีวรยาวจรดพระนาภี นิ้วพระหัตถ์ยาวเสมอกัน ฐานปัทม์ยกทรงสูงสี่เหลี่ยมบัวคว่ำบัวหงาย (โบกคว่ำโบกหงาย) แนวดูกงู (ลูกแก้วอกไก่) งอนขึ้นด้านบน เป็นศิลปะลาวหรือศิลปะล้านช้างสกุลช่างเวียงจันทน์พุทธลักษณะคล้ายกลุ่มพระพุทธรูปปางมารวิชัยระเบียงหอพระแก้วเวียงจันทน์ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 22-24 สันนิษฐานว่าการหล่อพระลับเริ่มราว พ.ศ. 2068 ในรัชกาลพระเจ้าโพธิสาลราชแห่งหลวงพระบางโดยศึกษาจากพระพุทธลักษณะ อีกทัศนะสันนิษฐานว่าหล่อราว พ.ศ. 2232 เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กอพยพผู้คนมาบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมโดยนำช่างเวียงจันทน์ลงมาด้วย พ.ศ. 2233 การบูรณะสำเร็จตั้งแต่ส่วนที่ 2 ขึ้นไปจนยอดสุด โลหะบูรณะสร้างจากเหล็กเปียกหรือเหล็กไหลเนื้อคล้ายตะกั่ว (ซะกั่ว) หรือเงินโดยหล่อโบกครอบปูนยอดพระธาตุพนม แหล่งเหล็กเปียกตั้งบนภูเหล็กซึ่งเป็นภูเขาศิลาแลงเตี้ยเป็นเนินสูงจากทุ่งนาใกล้บ้านดอนข้าวหลาม ตำบลน้ำก่ำ อำเภอธาตุพนม ทิศใต้พระธาตุพนมราว 8 กิโลเมตร ปัจจุบันยังคงปรากฏหลุมและรอยขุด[39]

พ.ศ. 2236 หลังบูรณะพระธาตุพนมเจ้าราชครูโพนสะเม็กหล่อพระพุทธรูปใหญ่ปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง 1.80 เมตร ตั้งเป็นประธานในพระวิหารหอแก้วของวัด วัสดุที่เหลือ เช่น ทองแดง เศษปูน เป็นต้น ถูกใช้หล่อพระพุทธรูปหลายองค์เพื่อมอบให้ศิษย์นำไปสักการะ ส่วนที่เหลือบรรจุไว้ในพระธาตุพนม พ.ศ. 2497 พระเทพรัตนโมลี (แก้ว กนฺโตภาโส, อุทุมมาลา) เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมซ่อมแซมวิหารหอพระแก้วก่อนปูกระเบื้องลายซีเมนต์ได้สั่งช่างขุดพื้นวิหารหน้าพระประธานและพบกรุพระจำนวนมาก เช่น พระทองคำบุ 250 องค์ พระเงิน พระขนาดเล็ก เป็นต้น โดยนำขึ้นมาเฉพาะพระทองคำ 1 องค์หนักราว 4 กิโลกรัมครึ่ง พระนาค 1 องค์ พระทองคำบุ 3 องค์ พระหินดำ 1 องค์ และพระทองสัมฤทธิ์ 1 องค์ สันนิษฐานว่าพระลับคงสร้างโดยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กแล้วมอบแด่ราชวงศ์องค์สำคัญหนึ่งในนั้นคือเจ้าแก้วบูฮมบรรพบุรุษของเพียเมืองแพนและเพียเมืองแพนคงรักษาพระพุทธรูปองค์นี้สืบมา 17 ตุลาคม พ.ศ. 2537 พระเทพวิมลโมลี (เหล่า สุมโน) ซึ่งต่อมาเลื่อนเป็นพระธรรมวิสุทธาจารย์เจ้าอาวาสวัดธาตุ (พระอารามหลวง) รองเจ้าคณะภาค 9 (มหานิกาย) และรองอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ วิทยาเขตขอนแก่น ในขณะนั้น เกรงว่าต่อไปชาวเมืองจะไม่รู้จักพระลับจึงเชิญนายกวี สุภธีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นพร้อมข้าราชการผู้ใหญ่ผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายสงฆ์และฆราวาสร่วมกันเปิดเผยและประกาศเป็นทางการเมื่อวันอังคาร ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 ปีจอ หรือวันออกพรรษาที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2537[40] ว่าพระพุทธรูปที่เพียเมืองแพนอัญเชิญมาพร้อมการสร้างเมืองคือพระลับซึ่งประดิษฐาน ณ วัดธาตุ (พระอารามหลวง) และประกาศให้เป็นพระพุทธรูปคู่เมืองขอนแก่น[41]

สถาปนาเมืองขอนแก่น[แก้]

การตั้งเมือง[แก้]

ปลาย พ.ศ. 2339 รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ เจ้านางคำแว่นธิดาเพียเมืองแพนเป็นท้าวเสือ เมืองขอนแก่นส่งส่วยเมืองนครราชสีมาครบ 9 ปี เจ้านางคำแว่นจึงกราบบังคมทูลให้บิดายกไพร่พลแยกจากเมืองสุวรรณภูมิตั้งเป็นเมือง พระยานครราชสีมามีใบบอกถึงกรุงเทพฯ พ.ศ. 2340[42][43] รัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าฯ ยกบ้านบึงบอนเป็นเมืองขอนแก่น ให้เพียเมืองแพนเป็นพระนครศรีบริรักษ์เจ้าเมืองขึ้นต่อกรุงเทพฯ[44] ดังระบุในใบบอกเมืองขอนแก่น เขียนที่ว่าราชการเมืองขอนแก่นฝ่ายเมืองเดิม วันที่ 28 เมษายน รัตนโกสินทร์ศก 109 ว่า

ข้าพเจ้าอุปฮาต ราชวงษ์ ราชบุตร หลวงพรหมภักดีผู้ช่วย เมืองแสน เมืองจัน ท้าวเพี้ยกรมการเมืองขอนแก่น บอกปรนนิบัติคำนับมายังท่านออกพันนายเวร ขอให้นำขึ้นกราบเรียน พณหัวเจ้าท่านลูกขุน ณ ศาลาทรงทราบ ด้วยเดิมจะตั้งเป็นเมืองขอนแก่น เจ้านางคำแว่นกราบบังคมทูลให้เมืองแพน พาสมัครพรรคพวกแยกออกจากเมืองสุวรรณภูมิ จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมตั้งเมืองแพนเป็นที่เจ้าเมืองขอนแก่น หาทันมีอุปฮาต ราชวงษ์ ราชบุตรไม่ เมืองแพนเจ้าเมืองถึงแก่กรรมไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ท้าวคำบ้งบุตรเขยเมืองแพนเจ้าเมือง ขึ้นเป็นที่พระนครเจ้าเมือง โปรดให้ท้าวคำยวงเป็นที่ราชบุตร แต่ที่อุปฮาตราชวงษ์นั้นหาทันตั้งไม่ พระนครคำบ้งถึงแก่กรรมไปจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ตั้งราชบุตรคำยวงเป็นที่พระนครเจ้าเมือง ตั้งท้าวสุวันบุตรพระนครคำบ้งเป็นที่อุปฮาต ตั้งพระราชวงษาบุตรหลานเจ้าเมืองแผนเป็นที่ราชวงษ์ ตั้งท้าวคำพางบุตรพระนครคำยวงเป็นที่ราชบุตร ขึ้นไปครอบครองบ้านเมืองก็โดยยุติธรรม คุมส่วยผลเร่วลงมาทูลเกล้าฯ เสมอทุกปีมิได้ทศค้าง ครั้นอยู่หลายปีราชวงษ์ถึงแก่กรรมไป จึงโปรดเกล้าให้ท้าวอินบุตรพระนครคำยวงเป็นที่ราชวงษ์ ครั้นพระนครเจ้าเมือง อุปฮาต และราชบุตรถึงแก่กรรมไป จึงโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวหนูเข้ามาเป็นเจ้าเมืองขอนแก่น โปรดเกล้าฯ ให้ราชวงษ์อินบุตรพระนครคำยวงเป็นที่อุปฮาต ท้าวมุ่งบุตรพระนครคำยวงที่เป็นพี่ชายอุปฮาตอินเป็นที่ราชวงษ์ ท้าวจันชมภูบุตรอุปฮาตสุวันคนเก่าเป็นที่ราชบุตร อยู่มาได้สามปีจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระนครหนู หนีจากเมืองขอนแก่นไปเป็นเจ้าเมืองมุกดาหาร แล้วจึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งอุปฮาตอินเป็นที่พระนครศรีบริรักษ์เจ้าเมือง ราชวงษ์มุ่งเป็นที่อุปฮาต ท้าวขติยะบุตรเขยพระนครคำยวงเป็นที่ราชวงษ์ แต่ราชบุตรยังคงที่ พระนครศรีบริรักษ์พาท้าวเพียประพฤติราชการบ้านเมืองก็เป็นสัจจเป็นธรรม คุมเงินส่วยผลเร่วเมืองขอนแก่น จำนวนปีละยี่สิบแปดช่างแปดตำลึง ลงมาทูลเกล้าฯ เสมอทุกปี ฯลฯ[45]

ส่วนหลักฐานการตั้งเมืองขอนแก่นในพงศาวดารอีสานฉบับพระยาขัติยวงศา (เหลา ณร้อยเอ็จ) ระบุว่า ...ครั้นถึงจุลศักราช 1150 ได้ทราบข่าวว่าเมืองแพนบ้านชีโล่นแขวงเมืองสุวรรณภูมิพาราษฎรไพร่พลประมาณ 330 คน แยกจากเมืองสุวรรณภูมิไปขอตั้งฝั่งบึงบอนเป็นเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เมืองแพนเป็นพระนครศรีบริรักษ์ผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น...[46][47] เหตุการณ์เดียวกันยังถูกระบุในพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสานของหม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว. ปฐม คเนจร) ด้วยว่า ...ลุจุลศักราช 1159[48] ปีมเสงนพศก ฝ่ายเพี้ยเมืองแพนบ้านชีโล่นเมืองสุวรรณภูมิเห็นว่าเมืองแสนได้เปนเจ้าเมืองชนบทก็อยากจะได้เปนบ้าง จึ่งเกลี้ยกล่อมผู้คนได้อยู่ในบังคับสามร้อยเศษ จึ่งสมัคขึ้นอยู่ในเจ้าพระยานครราชสิมาแล้วขอตั้งบ้านบึงบอนเปนเมือง เจ้าพระยานครราชสิมาได้มีบอกมายังกรุงเทพฯ จึ่งโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เมืองแพนเปนที่พระนครบริรักษ์เจ้าเมือง ยกบ้านบึงบอนขึ้นเปนเมืองขอนแก่น (มณฑลอุดร) ขึ้นเมืองนครราชสิมา...[49]

เหตุแห่งการตั้งเมืองในมุขปาฐะ[แก้]

ทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์ ระบุเหตุแห่งการตั้งเมืองขอนแก่นในมุขปาฐะซึ่งพิมพ์ในหนังสือประวัติต้นตระกูลพระยานครศรีบริรักษ์ อดีตผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น (เจ้าเมืองขอนแก่น) อนุสรณ์งานฌาปนกิจศพคุณแม่ประทุม นครศรีฯ ในฐานะเอกสารชั้นรองโดยละเอียดว่า[50]

จ.ศ. 1151 พ.ศ. 2332 ได้เกิดเรื่องราวที่เกี่ยวกับนางคำแว่นซึ่งเป็นเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ในเวลาบ่ายวันหนึ่งขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรรทมอยู่พระองค์ทรงละเมอขึ้นด้วยพระสุรเสียงอันดังเป็นเวลานานก็ยังไม่รู้สึกพระองค์ พวกนางสนมกำนัลในต่างพากันตกใจทั้งไม่ทราบว่าจะทำประการใด ครั้นจะปลุกพระองค์ก็เกรงพระราชอาญาทุกคนต่างตกตะลึงตัวสั่นเทา นางคำแว่นซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นได้เห็นเหตุการณ์โดยตลอดนางคลานเข้าไปใกล้แท่นพระบรรทมกราบถวายบังคมเสร็จแล้วนางใช้ปากกัดที่นิ้วพระบาทโดยมิได้ล่วงล้ำแตะต้องพระองค์ท่านด้วยประการใดเลย ทันใดนั้นเองสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกพระองค์ท่ามกลางนางสนมกำนัลทั้งหลายที่มาประชุมหมอบกราบอยู่ทรงตรัสถามไปว่าผู้ใดเป็นผู้ปลุกพระองค์ นางเขียวค่อมกราบทูลว่านางคำแว่นเป็นผู้ปลุกโดยวิธีเอาปากกัดที่นิ้วพระบาท พระองค์ทรงตรัสถามต่อไปว่านางคำแว่นเป็นคนของใคร ลูกเต้าเหล่าใคร นางเขียวค่อมกราบทูลว่านางคำแว่นเป็นนางข้าหลวงของนางเองติดตามมาจากนครเวียงจันทน์เมื่อครั้งอพยพ เป็นบุตรท้าวเพี้ยเมืองแพนขณะนี้ท้าวเพี้ยเมืองแพนอพยพจากนครเวียงจันทน์มาอยู่ที่บ้านชีโล่นแขวงเมืองสุวรรณภูมิเป็นเวลาหลายปี ต่อมาได้อพยพครอบครัวจากบ้านชีโล่นมีครอบครัวประมาณ 330 ครอบครัวมาตั้งที่บ้านบึงบอนขอขึ้นต่อพระยานครราชสีมาและขอตั้งบ้านบึงบอนเป็นเมืองขอนแก่นอยู่ในเวลานี้ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฟังความกราบบังคมทูลของนางเขียวค่อมแล้วพระองค์ทรงดำริเห็นว่านางคำแว่นนี้เป็นผู้จงรักภักดีและกล้าหาญมาก ตามปกติแล้วไม่มีผู้ใดจะอาจเข้าไปแตะต้ององค์พระมหากษัตริย์ได้เพราะเกรงพระราชอาญา พฤติการณ์ที่นางคำแว่นกระทำลงไปนั้นเป็นการเสียสละด้วยความกล้าหาญเป็นอย่างสูงเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามแก่นางคำแว่นเป็นท้าวเสือเพื่อเป็นเกียรติสมกับความกล้าหาญของนาง และในปีเดียวกันนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกบ้านบึงบอนขึ้นเป็นเมืองขอนแก่นให้ท้าวเพี้ยเมืองแพนบิดาท้าวเสือ (นางคำแว่น) เป็นพระนครศรีบริรักษ์ผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น (เจ้าเมืองขอนแก่นคนแรก) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เมืองขอนแก่นขึ้นตรงต่อกรุงเทพพระมหานครตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา[51][52]

อนิจกรรม[แก้]

เพียเมืองแพนปกครองเมืองขอนแก่นนาน 22 ปีจึงถึงแก่อนิจกรรม ท้าวจามผู้บุตรรับตำแหน่งพระนครศรีบริรักษ์เจ้าเมือง เนื่องจากบ้านบึงบอนตั้งใกล้ชิดเมืองชลบถจึงย้ายเมืองไป ณ ดอนพันชาติหรือดงพันชาติปัจจุบันคือบ้านโนนเมือง ตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม

ทายาท[แก้]

เพียเมืองแพนมีบุตรธิดา 3 (หรือ 5) ท่านคือ

  • เจ้านางคำแว่น (ท้าวเสือ) พระสนมเอกในรัชกาลที่ 1 ไม่มีพระราชโอรสพระราชธิดา
  • พระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวจาม) เจ้าเมืองขอนแก่นลำดับ 2 มีบุตรธิดา 7 ท่านคือ
    • พระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวอินหรืออินธิวงศ์) หรือเจ้าศพทุ่ง เจ้าเมืองขอนแก่นลำดับ 3 มีบุตรธิดา 6 ท่านคือ
      • ท้าวราชวงศ์ (ไม่ปรากฏนาม ถึงแก่กรรมแต่หนุ่ม)
      • ท้าวผู้ช่วย (ไม่ปรากฏนาม ถึงแก่กรรมแต่หนุ่ม)
      • พระพิทักษ์สารนิคม (ท้าวหนูหล้าหรือท้าวหล่า) ปลัดเมืองขอนแก่น ผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่นลำดับ 2 ต้นสกุลสุนทรพิทักษ์และอุปฮาด มีภริยา 2 ท่านและมีบุตรธิดา 4 ท่านคือ ท้าวกาว (ไปอยู่เมืองกาฬสินธุ์ เกิดแต่ภริยาท่านแรก) นายโจม สุนทรพิทักษ์ ร.ต.ต. เหรียญ สุนทรพิทักษ์ นายเขียน สุนทรพิทักษ์ (3 ท่านหลังเกิดแต่ภริยาท่านที่ 2)
      • ไม่ทราบนาม (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์)
      • นางแท่ง
      • นางสอน
    • ท้าวมุ่ง หรือเจ้าศพกกกระบก รักษาการเจ้าเมืองขอนแก่น มีบุตรธิดา 4 ท่านคือ[53] ท้าวราชวงศ์ ท้าวอุ่ม นางเผือก และนางก้อม
    • นางน้อย สมรสกับเพียวรบุตรกรมการเมืองขอนแก่นบุตรเพียเมืองแพน มีบุตรธิดา 5 ท่านคือ
      • ท้าวศรีธน หรือญาพ่อท้าวเพชร
      • พระยานครศรีบริรักษ์บรมราชภักดีศรีศุภสุนทร (ท้าวอู๋หรืออุ ต้นสกุลนครศรีบริรักษ์) เจ้าเมืองขอนแก่นลำดับสุดท้ายและผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่นท่านแรก[54] มีภริยาหลายท่านและมีธิดาเพียง 1 ท่านคือ นางปทุมเทวา นครศรีบริรักษ์ (นางประทุม นครศรีฯ) เกิดแต่ยาแม่ทา สมรสกับนายทองดี เศรษฐภูมิรินทร์ มีบุตรธิดา 1 ท่านคือ ทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์[55]
      • นางสุ่ย
      • นางคำผิว
      • นางสีดา
    • ท้าวอุ่น
    • นางบุญทัน ผู้เลี้ยงดูพระยานครศรีบริรักษ์บรมราชภักดีศรีศุภสุนทร (ท้าวอู๋)
    • ไม่ปรากฏนาม (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์)
    • ไม่ปรากฏนาม (ถึงแก่กรรมแต่เยาว์)
  • เพียวรบุตร กรมการเมืองขอนแก่น สมรสกับนางน้อยธิดาพระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวอิน)
  • ท้าวพาม[56]
  • ธิดาไม่ปรากฏนาม หม่อมของพระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวคำบ้งบ้างว่าคำบังหรือคำบุ่ง) เจ้าเมืองขอนแก่น มีบุตรธิดา 2 ท่านคือ
    • อุปฮาด (ท้าวสุวัณ) เมืองขอนแก่น มีบุตร 1 ท่านคือ
      • ราชบุตร (ท้าวจันทชมภู) เมืองขอนแก่น
    • ราชวงศ์ (ท้าวจันสีสุราช) เมืองขอนแก่น

อนุสาวรีย์[แก้]

ชาวขอนแก่นพร้อมกันสร้างอนุสาวรีย์พระนครศรีบริรักษ์ขึ้นใน พ.ศ. 2525 ณ ทิศเหนือริมบึงแก่นนคร[57] บริเวณสนาม เจ ซี (เดิม) ข้างสถานีโทรทัศน์ช่อง 11[58][59] อนุสาวรีย์อีกแห่งประดิษฐาน ณ วัดธาตุ (พระอารามหลวง) โดยจารึกนามยศว่าพระยาศรีนครบริรักษ์

อ้างอิง[แก้]

  1. ราชบัณฑิตยสถาน, สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย เล่ม 2 อักษร ข-จ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (กรุงเทพฯ: กองธรรมศาสตร์และการเมือง, 2545), หน้า 9.
  2. เอกสาร ร.5 ม.2. 12ก/1 (92). ใบบอกเมืองขอนแก่น เขียนที่ว่าราชการเมืองขอนแก่นฝ่ายเมืองเดิม. 28 เมษายน ร.ศ. 109.
  3. ราชบัณฑิตยสถาน, ประชุมจารึกวัดพระเชตุพนฯ: ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 23 เมษายน พุทธศักราช 2517, (กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศิวพร, 2517), หน้า 190.
  4. เติม วิภาคย์พจนกิจ, ประวัติศาสตร์อีสาน, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2542), หน้า 265.
  5. จารุบุตร เรืองสุวรรณ, ของดีอีสาน, พิมพ์ครั้งที่ 4, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา, 2520), หน้า 47.
  6. เติม สิงหัษฐิต, "บทที่ 55 ข้าหลวงเทศาภิบาล" ใน ฝั่งขวาแม่น้ำโขง เล่มสอง, (พระนคร: คลังวิทยา, 2499), หน้า 364.
  7. ทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์, ประวัติต้นตระกูลพระยานครศรีบริรักษ์: อดีตผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น (เจ้าเมืองขอนแก่น) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ คุณแม่ประทุม นครศรีฯ ณ เมรุวัดหนองแวง เมืองเก่า จังหวัดขอนแก่น วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2508, (ขอนแก่น: ม.ป.พ., 2508), หน้า เชื้อสายตระกูลนครศรีบริรักษ์ (อดีตเจ้าเมืองขอนแก่น).
  8. บริษัทมงคลการพิมพ์และโฆษณา จำกัด, ขอนแก่น: Contributed articles on the cultural aspects of Khon Kaen Province, Thailand, (ขอนแก่น: บริษัทมงคลการพิมพ์และโฆษณา จำกัด, 2529), หน้า 37.
  9. ตำแหน่งเพียเมืองแพนคือกรมการหรือขื่อบ้านขางเมืองผู้ช่วยอาญาสี่, สำนักราชเลขาธิการ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน, รายงานการประชุมเสนาบดีสภา ร.ศ. 111 เล่ม 1-3: งานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงทวีสันต์ ลดาวัลย์ ณ เมรุหลวงวัดเทพศิรินทราวาส 19 เมษายน 2550, (กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2550), หน้า 456.
  10. อำพร สมอาษา, พระปลัด, ตำราอีสาน ตำนานร้อยเอ็ด, (กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2543), หน้า 44.
  11. ประมวล พิมพ์เสน, สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมนำเที่ยวขอนแก่น, (ขอนแก่น: หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่น, 2540), หน้า 10.
  12. เวนิสา เสนีวงศ์ฯ, เจ้าจอมสยาม, (กรุงเทพฯ: บริษัท ไพลินบุ๊คเน็ต จำกัด (มหาชน), 2560), หน้า 45-47.
  13. เอนก นาวิกมูล, เจ้านายชาวสยาม (Siamese nobilities), (กรุงเทพฯ: แสงดาว, 2550), หน้า 166, 185-186.
  14. ดูรายละเอียดใน จรัสพรปฏิภาณ, พระองค์เจ้าชาย กรมหมื่นจรูญโรจน์เรืองศรี, อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมราชวงศ์ พูนเรืองศรี วัชรีวงศ์ เป็นกรณีพิเศษ: ณ เมรุวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร วันอังคารที่ 14 กันยายน 2542, อนุวิทย์ วัชรีวงศ์, หม่อมราชวงศ์ (บรรณาธิการ), (กรุงเทพฯ: วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร, 2542), 155 หน้า.
  15. เดิมเพียเมืองแพนนำธิดาไปถวายเป็นนางข้าหลวงเจ้านางเขียวค้อม (เขียวค่อม) พระขนิษฐา (น้องสาว) ของสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ราว พ.ศ. 2321 (จ.ศ. 1140), ทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์, ประวัติต้นตระกูลพระยานครศรีบริรักษ์: อดีตผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น (เจ้าเมืองขอนแก่น) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ คุณแม่ประทุม นครศรีฯ ณ เมรุวัดหนองแวง เมืองเก่า จังหวัดขอนแก่น วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2508, หน้า 2.
  16. เอกสารบางแห่งระบุว่าเพี้ยเมืองแพนบ้านชีโหล่นเป็นหลานเจ้าแก้วบูฮมหรือเจ้าแก้วมงคลหลังเป็นเจ้าเมืองขอนแก่นได้เลื่อนเป็นพระยานครบริรักษ์เจ้าเมือง, อุดม บัวศรี และคณะ, เที่ยวอีสาน: เรียบเรียงโดยย่อยจากผลงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกับข้อมูลและวิธีการจากเอกสารอื่น, เรียบเรียงโดยธวัช ปุณโณทก, (ขอนแก่น: สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น สนับสนุนโดย องค์การบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐอเมริกา (USAID), 2532), หน้า 99. และ ดูรายละเอียดใน ชิน อยู่ดี, โบราณวัตถุสถานทั่วพระราชอาณาจักร: จอมพล ป.พิบูลสงคราม โปรดให้พิมพ์ในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ, (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2500), 393 หน้า. และ สำนักงานจังหวัดขอนแก่น กระทรวงมหาดไทย, ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดขอนแก่น, (กรุงเทพฯ: จินดาสาส์น, 2529).
  17. รุ่งอรุณ ทีฆชุณหเถียร และวิไลวรรณ สมโสภณ, "คำลงท้ายในภาษาถิ่นจังหวัดขอนแก่น", รายงานการวิจัย, (ขอนแก่น: คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2531), หน้า 19.
  18. สิริกุล พิชัยจุมพล และคณะ, แหล่งท่องเที่ยวอีสานบน, (กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2534), หน้า 31.
  19. บึงบอนบ้านดอนพยอมเมืองเพี้ยปัจจุบันตื้นเขินเป็นที่นาแต่มีต้นบอนขึ้นอยู่จำนวนมาก วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่, ข้อมูลจังหวัด อำเภอ: ข้อมูลประวัติจังหวัดขอนแก่น, (ขอนแก่น: วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่, ม.ป.ป.), หน้า 82-83.
  20. ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์, การเมืองสองฝั่งโขง: งานค้นคว้าวิจัยระดับปริญญาเอกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องการรวมกลุ่มทางการเมืองของ ส.ส.อีสาน พ.ศ. 2476-2494, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2546), หน้า 56.
  21. ดูรายละเอียดใน ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์, ประวัตติศาสตร์ท้องถิ่น, (ขอนแก่น: โครงการผลิตเอกสารทางวิชาการ สาขาประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2548), 176 หน้า.
  22. บ้างว่าอพยพสู่ลาวฝั่งขวาเมื่อ พ.ศ. 2318 (จ.ศ. 1137), ทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์, ประวัติต้นตระกูลพระยานครศรีบริรักษ์: อดีตผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น (เจ้าเมืองขอนแก่น) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ คุณแม่ประทุม นครศรีฯ ณ เมรุวัดหนองแวง เมืองเก่า จังหวัดขอนแก่น วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2508, หน้า 2.
  23. เพียเมืองแพนอพยพมาอยู่ลาวฝั่งขวาหลังเจ้าพระวอเจ้าพระตาอพยพมาอยู่เมืองหนองบัวลุ่มภูราว 3 ปี, เรื่องเดียวกัน, หน้า 7.
  24. พิสิฏฐ์ บุญไชย, "ศักยภาพการวางแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสาร: การศึกษาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโดยใช้ระบบฐานข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ GIS, จังหวัดขอนแก่น", รายงานการวิจัย, (มหาสารคาม: โครงการตามแผนพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสาร ปีงบประมาณ 2548 ธันวาคม 2548 สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2548), หน้า 8.
  25. บ้างว่าบ้านดอนกระเทียม, ปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ, รักเมืองไทย เที่ยวเมืองไทย, (กรุงเทพฯ: สยาม, 2523), หน้า 243.
  26. อำพัน กิจงาม และคณะ, ตำนานและนิทานพื้นบ้านอีสาน, นิติ แสงวัณณ์ และคณะ, คณะบรรณาธิการ, (กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร, 2531), หน้า 136.
  27. เกริกฤทธิ์ เชื้อมงคล, ลาว จากกรุงศรีสัตนาคนหุตสู่ สปป.ลาว: พลิกหน้าประวัติศาสตร์ร้าวลึกของประเทศบ้านพี่เมืองน้อง, (กรุงเทพฯ: เพชรประกาย, 2558), หน้า 148.
  28. กรมศิลปากร, ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 9: คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี, (กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2553), หน้า 466.
  29. สันนิษฐานว่าเจ้านางเขียวค้อมหมายถึงเจ้านางแก้วยอดฟ้ากัลยาณีศรีกษัตริย์หรือเจ้าองค์นาง ดูรายละเอียดใน "พงศาวดารเมืองยโสธร", ใน กรมศิลปากร, ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70 เรื่อง เมืองนครจำปาศักดิ์: พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเจ้าหญิงคอยท่า ปราโมช ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2484, (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2484), หน้า 138-139., สิลา วีระวงส์ (เรียบเรียง), ประวัติศาสตร์ลาว (ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ), แปลเป็นภาษาไทยโดย สมหมาย เปรมจิตต์, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ: บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), 2539), หน้า 151. และ ศิลา วีระวงศ์, มหา (เรียบเรียง), พงศาวดานลาว, (เวียงจันทน์: สำนักงาน ส.ธรรมภักดี, 2496), หน้า 161.
  30. สุวิทย์ ธีรศาศวัต, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านอีสาน 2488-2544, (กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์, 2546), หน้า 38.
  31. ปัจจุบันคือบ้านเมืองเก่า, กฤษณา สินไชย, แดนดินถิ่นไทย: ชื่อบ้านนามเมือง, (กรุงเทพฯ: พิมพ์คำ, 2545), หน้า 33.
  32. นรวัฒน์ จอมสุวรรณ, "ขอนแก่นเมืองหมอแคนฉลอง 200 ปีสุดยอด", ศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร. เลขทะเบียน 3871, ไทยโพสต์ (พฤศจิกายน 2539): 9 (1).
  33. กรมศิลปากร, ประชุมพงศาวดารภาค 4 และประวัติท้องที่จังหวัดมหาสารคาม: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระสารคามมุนี (สาร ภวภูตานนท์) เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม 8 มีนาคม 2506, (พระนคร: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น, 2506), หน้า 43.
  34. พิสิฐ วิสิฏฺฐปญฺโญ, พระมหา, "คุณค่าของพระธาตุเจดีย์ที่มีต่อวิถีชีวิตของประชาชนในจังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม", Journal of Buddhist Education and Research มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น. ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2562): 248.
  35. สุมิตราไอยรา, "พฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อวัดพระมหาธาตุแก่นนคร อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น", วิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2561): 59
  36. รายสมชื่น ฮอนซา จูเนียร์, "ภูมิหลังและคติชนวิทยาที่เกี่ยวข้องกับสถานที่สำคัญของชุมชนเมืองรอบบึงแก่นนคร", สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 (กรกฎาคม-กันยายน 2545): 56-57.
  37. ทศพล จังพานิชย์กุล, บรรณาธิการ, พระพุทธรูป: มรดกล้ำค่าของเมืองไทย (Buddha images Thailand's precious heritage, (กรุงเทพฯ: คอมม่า, 2546), หน้า 265.
  38. ตำนานความสัมพันธ์เกี่ยวกับพระลับและภูมินามสถานที่สำคัญอื่น ๆ ดูรายละเอียดใน ภราดร รัตนกุล (เรียบเรียง), ศิลปแห่งลุ่มแม่น้ำโขง: ตำนานอิทธิฤทธิ์ ปราบฮ่อ อินโดจีน ฯลฯ, ธีระชัย ธนาเศรษฐ, บรรณาธิการ, (กรุงเทพฯ: ธีรกิจ (ประเทศไทย) จำกัด, 2537), หน้า 17.
  39. หอพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น, ประวัติพระลับ: พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองขอนแก่น, ปรับปรุงโดยบูชิตร์ โมฆรัตน์, (ขอนแก่น: โครงการ KM หอพุทธศิลป์โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น, 2553), หน้า 1 (อัดสำเนา).
  40. ไตรเทพ ไกรงู, "หลวงพ่อพระลับวัดธาตุฯ พระคู่บ้านคู่เมืองขอนแก่น: ท่องไปในแดนธรรม", คมชัดลึก (22 พฤศจิกายน 2556): 1.
  41. หอพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น, ประวัติพระลับ: พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองขอนแก่น, หน้า 1 (อัดสำเนา).
  42. หลักฐานบางแห่งระบุว่าเป็นเจ้าเมืองขอนแก่นใน พ.ศ. 2335, อาริยานุวัตร เขมจารี, พระ, เหล่ากอเมืองปฐมอีสาน (เมืองทุ่งศรีขรภูมิ): 2 กรกฎาคม 2526, (มหาสารคาม: ม.ป.พ., 2526), หน้า 5-6. (อัดสำเนา)
  43. อนุชิต สิงห์สุวรรณ, "ประวัติศาสตร์นิพนธ์อีสาน พ.ศ. 2475 ถึงสิ้นทศวรรษ 2520", วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศึกษา, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2553), หน้า 151-152.
  44. ประมวล พิมพ์เสน, บันทึกประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่น: เปิดเผยหลักฐานข้อมูลการตั้งเมืองขอนแก่น วิวัฒนาการของเมืองขอนแก่น เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ วิชาท้องถิ่นของเรา เหมาะสำหรับชาวขอนแก่น และประชาชนผู้สนใจทุกท่าน, จัดพิมพ์โดยศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น โรงเรียนกัลยาณวัตร, (ขอนแก่น: พระธรรมขันต์, 2541), หน้า 91-94.
  45. เอกสาร ร.5 ม.2. 12ก/1 (92). ใบบอกเมืองขอนแก่น เขียนที่ว่าราชการเมืองขอนแก่นฝ่ายเมืองเดิม. 28 เมษายน ร.ศ. 109.
  46. ขัติยวงษา (เหลา ณร้อยเอ็จ), พระยา, พงศาวดารภาคอีสาน ฉะบับของ พระยาขัติยวงษา (เหลา ณร้อยเอ็จ): พิมพ์ในงานปลงศพ นางศรีสุภา (โต เอี่ยมศิริ) ณเชิงบรมบรรพต วัดสระเกศ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ. 2472, จัดพิมพ์โดยจรูญชวนะพัฒน์, พระ, (พระนคร: ศรีหงส์, 2472), หน้า 13.
  47. ประยูร พรหมสาขา ณ สกลนคร (ผู้จัดพิมพ์), ตำนานพระธาตุเชิงชุมจังหวัดสกลนคร เรียบเรียงโดย ขุนถิระมัยสิทธิการ (กู่แก้ว พรหมสาขา ณ สกลนคร) และพงศาวดารภาคอีสาน ฉบับของ พระยาขัติยวงษา (เหลา ณ ร้อยเอ็ด): พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางเปลี่ยน ถิระมัยสิทธิการ (เปลี่ยน พรหมสาขา ณ สกลนคร) ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร วันที่ 2 มิถุนายน 2509, (พระนคร: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง, 2509), หน้า 43.
  48. บ้างว่า จ.ศ. 1155, กรมศิลปากร, ประชุมพงศาวดาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่ม 2, (พระนคร: ก้าวหน้า, 2507), หน้า 172.
  49. อมรวงษ์วิจิตร (หม่อมราชวงศ์ปฐม คเนจร), หม่อม, (2458). "พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ หม่อมอมรวงษ์วิจิตร (ม.ร.ว.ปฐม คเนจร) เรียบเรียง ภาคที่ 1: คัดจากประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 4 อำมาตย์เอก พระยาศรีสำรวจ (ชื่น ภัทรนาวิก) ม.ม, ท.ช, รัตน ว,ป,ร. 4 พิมพ์แจกในงานศพ พัน ภัทรนาวิก ผู้มารดา เมื่อปีเถาะสัปตศก พ.ศ. 2458", วิกิซอร์ซ [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://th.wikisource.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%[ลิงก์เสีย] [8 ธันวาคม 2563]., อ้างใน โบราณคดีสโมสร, ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 4: อำมาตย์เอก พระยาศรีสำรวจ (ชื่น ภัทรนาวิก) ม.ม, ท.ช, รัตน ว,ป,ร. 4 พิมพ์แจกในงานศพ พัน ภัทรนาวิก ผู้มารดา เมื่อปีเถาะสัปตศก พ.ศ. 2458, (กรุงเทพฯ: โสภณพิพรรฒธนากร ถนนราชบพิธ, 2458).
  50. เนื้อหาเอกสารบางส่วนคงอ้างจากหนังสือโครงกระดูกในตู้ของหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นเอกสารชั้นรองในลักษณะมุขปาฐะเช่นกัน, ดูรายละเอียดใน คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว., โครงกระดูกในตู้, พิมพ์ครั้งที่ 5, (กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า, 2544), หน้า 11-19.
  51. ทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์, ประวัติต้นตระกูลพระยานครศรีบริรักษ์: อดีตผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น (เจ้าเมืองขอนแก่น) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ คุณแม่ประทุม นครศรีฯ ณ เมรุวัดหนองแวง เมืองเก่า จังหวัดขอนแก่น วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2508, หน้า 7-9.
  52. ทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์ เห็นว่า จ.ศ. 1151 (พ.ศ. 2332) คือศักราชตั้งเมืองขอนแก่นที่ถูกต้อง ส่วน จ.ศ. 1159 (พ.ศ. 2340) ในชุมนุมพงศาวดาร (ประชุมพงศาวดาร) ภาค 4 คลาดเคลื่อน, เรื่องเดียวกัน, หน้า 7.
  53. บ้างระบุว่าท้าวมุ่งหรือมุงได้เป็นพระนครศรีบริรักษ์เจ้าเมืองขอนแก่นที่บ้านโนนทันเดิมและมีพี่น้อง 3 ท่านคือ ราชบุตร์ (ท้าวคำพาง) พระนครศรีบริรักษ์ (ท้าวอิน) เจ้าเมืองขอนแก่น และสตรีไม่ปรากฏนามซึ่งสมรสกับกับท้าวขัติยะ ทั้งหมดเป็นบุตรธิดาพระนครศรีบริรักษ์ (คำยวง) เจ้าเมืองขอนแก่น นอกจากนี้เพียเมืองแพนยังมีหลานนามว่าพระราชวงษาต่อมาเลื่อนเป็นราชวงศ์เมืองขอนแก่นซึ่งไม่ทราบว่าเกิดจากบุตรธิดาท่านใด
  54. วีรวัลย์ งามสันติกุล (บรรณาธิการ), ศุภวัฒย์-ศุภวาร จุลพิจารณ์: ข้อเขียนเพื่อแสดงมุทิตาจิตในโอกาสที่ พลตรี หม่อมราชวงศ์ ศุภวัฒย์ เกษมศรี มีอายุครบ 6 รอบ ในพุทธศักราช 2547, (กรุงเทพฯ: ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547), หน้า 17.
  55. ทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์ เกิดวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2463 เกิดที่จวนเจ้าเมืองขอนแก่น ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น สมรสกับวิรัตน์ แซ่บู๊ เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2485 มีธิดา 1 ท่านคือ รองศาสตราจารย์ รัชนีบูล เศรษภูมิรินทร์ ถึงแก่กรรมวันจันทร์ที่ 4 มีนาคม 2545 เวลา 09.58 น. ณ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น อายุ 82 ปี, ดูรายละเอียดใน ทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์, ประวัติต้นตระกูลพระยานครศรีบริรักษ์ อดีตผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น (เจ้าเมืองขอนแก่น) บันทึกโดย ทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์: พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ คุณตาทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์ ณ เมรุวัดหนองแวงพระอารามหลวง อ.เมือง จ.ขอนแก่น วันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2545, (ขอนแก่น, ม.ป.ป., 2545).
  56. ทองสุข เศรษฐภูมิรินทร์, ประวัติต้นตระกูลพระยานครศรีบริรักษ์: อดีตผู้ว่าราชการเมืองขอนแก่น (เจ้าเมืองขอนแก่น) พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ คุณแม่ประทุม นครศรีฯ ณ เมรุวัดหนองแวง เมืองเก่า จังหวัดขอนแก่น วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2508, หน้า ประวัติ คุณแม่ประทุม นครศรีฯ-เชื้อสายตระกูลนครศรีบริรักษ์ (อดีตเจ้าเมืองขอนแก่น), 1-3, 13-16, 22-28.
  57. หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดขอนแก่น โรงเรียนกัลยาณวัตร, อนุสาวรีย์พระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี, (ขอนแก่น: สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม, 2562), หน้า 1. (อัดสำเนา)
  58. สำนักงานจัดหางานจังหวัดขอนแก่น, ที่มาของจังหวัดขอนแก่น, (ขอนแก่น: สำนักงานจัดหางานจังหวัดขอนแก่น ศาลาประชาคมจังหวัดขอนแก่น, 2553), หน้า 1. (อัดสำเนา)
  59. ดูรายละเอียดใน ไม่ปรากฏนาม, ประวัติศาสตร์จังหวัดขอนแก่นและนานาสารคดี (ที่ระลึกในการเปิดอนุสาวรีย์พระนครศรีบริรักษ์ (เพียเมืองแพน)), (ขอนแก่น: คลังนานาวิทยา, 2525).