พงศาวดาร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พงศาวดาร เป็นคำรวมระหว่าง พงศ กับ อวตาร มีหมายความว่า การอวตารของเผ่าพันธุ์ บางแห่งเขียนว่า พระราชพงศาวดาร ซึ่งมีหมายความถึง การอวตารของเทพเจ้า (พระนารายณ์) ในศาสนาฮินดู ดังนั้น พงศาวดารจึงเป็นเรื่องราวที่บันทึกเหตุการณ์พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น หรือพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวกับประเทศหรือศาสนาเป็นส่วนใหญ่

พงศาวดารในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน มีการถกเถียงกันเรื่องความน่าจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า เป็นหลักฐานชั้นต้นหรือหลักฐานชั้นรอง เพราะมีการเขียนพงศาวดารหลายฉบับในลักษณะที่คล้ายกันแต่แตกต่างกันในเนื้อหาและรายละเอียด ประกอบกับการใช้ศักราชในพงศาวดารไม่สอดคล้องกัน กล่าวคือ บ้างใช้มหาศักราช บ้างใช้จุลศักราช และพงศาวดารมีการเขียนขึ้นภายหลังเหตุการณ์ เช่น พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่กล่าวถึงก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา เป็นต้น

“การบันทึกพงศาวดาร” ในภาษาอังกฤษมาจากคำว่า “Chronicle” ซึ่งแผลงมาจากภาษาลาตินว่า “chronica” จากภาษากรีก “χρονικά” ที่มาจากคำว่า “χρόνος” หรือ “chronos” หรือ “เวลา” หมายถึงการบันทึกความเป็นจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้น โดยทั่วไปแล้วการบันทึกก็จะให้ความสำคัญระหว่างเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เขียนจากมุมมองของผู้บันทึก การบันทึกประวัติศาสตร์ตามแนวดังว่าต่างจาก “การบันทึกบรรยาย” (narrative) หรือ “การบันทึกประวัติศาสตร์” (history) ซึ่งเป็นวิธีเลือกบันทึกเฉพาะเหตุการณ์ที่ผู้เขียนเห็นว่ามีความหมายหรือความสำคัญต่อบริบทของประวัติศาสตร์ และละเว้นสิ่งที่ผู้บันทึกเห็นว่าเป็นเกร็ดย่อยที่ไม่มีความสำคัญต่อเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ นักวิชาการแบ่งการบันทึกพงศาวดารย่อยออกเป็นสองประเภท: “การบันทึกพงศาวดารปัจจุบัน” (live chronicles) และ “การบันทึกพงศาวดารอดีต” (dead chronicle) การบันทึกพงศาวดารอดีตหมายถึงการบันทึกที่ผู้ประพันธ์บันทึกเหตุการณ์ในอดีตมาจนถึงเวลาที่บันทึกและไม่ทำการบันทึกต่อ ส่วน “การบันทึกพงศาวดารปัจจุบัน” การบันทึกที่ผู้บันทึกหลายคนช่วนกันบันทึกเหตุการณ์ร่วมสมัยที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอเช่นในการบันทึก “พงศาวดารแองโกล-แซ็กซอน” ที่สันนิษฐานกันว่าเริ่มเขียนราวปลายรัชสมัยของพระเจ้าอัลเฟรดมหาราชราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 และมายุติลงในคริสต์ศตวรรษที่ 12 เนื่องจาก “การบันทึกพงศาวดารปัจจุบัน” เป็นการบันทึกโดยบุคคลร่วมสมัย นักประวัติศาสตร์จึงมักจะเห็นกันว่าเป็นการบันทึกพงศาวดารที่มีคุณค่ามากกว่า “การบันทึกพงศาวดารอดีต”

ไมเคิล คูลิเคาว์สกีให้ความเห็นไว้ใน “Barbarians in Gaul, Usurpers in Britain” ว่า “การบันทึกพงศาวดารเป็นรูปแบบการเขียนวรรณกรรมคริสเตียนรูปหนึ่งสำหรับการเขียนประวัติศาสตร์”[1] “จุดประสงค์หลักของการบันทึกก็มักจะเพื่อที่จะดึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นของมนุษย์เข้ามาในรูปกรอบของกาลเวลาของคริสต์ศาสนา, เพื่อบันทึกเหตุการณ์ประจำปีที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เพื่อให้สอดคล้องกับการเสด็จมาเป็นครั้งที่สองของพระเยซู”[2] ซึ่งทำให้การบันทึกพงศาวดารของคริสเตียนจะเน้นหนักไปทางเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ที่รวมทั้งสงคราม, โรคระบาด และ ภัยธรรมชาติ

การบันทึกพงศาวดารทางตะวันตกมักจะหมายถึงหนังสือที่เขียนขึ้นในยุคกลางที่บรรยายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งประเทศใด หรือชีวิตของขุนนางหรือนักบวช แต่ก็ครอบคลุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปด้วย หนังสือพิมพ์หรือนิตยสารบางครั้งก็จะใช้คำว่า “chronicle” เป็นส่วนหนึ่งของชื่อ หรือแม้ในชื่อเรื่องของนวนิยายเพื่อสร้างความรู้สึกให้ผู้อ่านคิดว่าเป็นเรื่องราวที่มีความสำคัญ

  1. Kulikowski, "Barbarians in Gaul, Usurpers in Britain" Britannia 31 (2000:325-345).
  2. Kulikowski, "Barbarians in Gaul, Usurpers in Britain" Britannia 31 (2000:325-345).