อำเภอนาน้อย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อำเภอนาน้อย
แผนที่จังหวัดน่าน เน้นอำเภอนาน้อย
เมืองเสาดิน ถิ่นมะขามหวาน
ตำนานดอยผาชู้ เชิดชูพระธาตุพลูแช่
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทย อำเภอนาน้อย
อักษรโรมัน Amphoe Na Noi
จังหวัด น่าน
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่ 1,408.122 ตร.กม.
ประชากร 32,978 คน (พ.ศ. 2558)
ความหนาแน่น 23.41 คน/ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 5504
รหัสไปรษณีย์ 55150
ที่ว่าการอำเภอ
ที่ตั้ง ที่ว่าการอำเภอนาน้อย เลขที่ 52
หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าฟ้า ตำบลนาน้อย
อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน 55150
พิกัด 18°19′30″N 100°42′54″E / 18.32500°N 100.71500°E / 18.32500; 100.71500
หมายเลขโทรศัพท์ 0 5478 9119
หมายเลขโทรสาร 0 5478 9119

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

นาน้อย (คำเมือง: Lanna-Na Noi.png) ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดน่าน เป็นเมืองที่รองรับการขยายตัวเศรษฐกิจของอำเภอเวียงสา

สาระสังเขป[แก้]

ในปัจจุบัน อำเภอนาน้อย กลายเป็นจุดศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของดินแดนน่านใต้ อาทิ เสาดินนาน้อย ดอยเสมอดาว อีกทั้งยังมีอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และ อุทยานแห่งชาติขุนสถาน ที่พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสความเย็นและชมความสวยงามของทะเลหมอก ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี

ที่ตั้งและอาณาเขต[แก้]

อำเภอนาน้อยมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

ประวัติ[แก้]

อำเภอนาน้อยแต่เดิมเรียกว่า เวียงศีรษะเกษ ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งลำน้ำแหง อยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดน่าน ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร มีอาณาเขตรวมกับแขวงท่าปลา(อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์) เรียกว่า "น่านใต้" ขึ้นอยู่ในความปกครองของจังหวัดน่าน ในการปกครองแต่ละแขวง แบ่งการปกครองเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ละเมืองมีพ่อเมืองปกครองมีบรรดาศักดิ์เป็น พญา ท้าว แสน แคว่น และปู่หลัก พ่อเมืองแต่ละเมืองจะมีบรรดาศักดิ์แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับและความสามารถของเจ้าเมืองนั้น ๆ ลักษณะของเมืองเล็ก ๆ เหล่านี้เป็นการรวมพื้นที่หลาย ๆ หมู่บ้าน ก็จะรวมเป็นเมืองหนึ่ง ซึ่งมีอาณาบริเวณใกล้เคียงกันตามลักษณะของภูมิประเทศ โดยมีพ่อเมืองเป็นผู้ดูแลปกครองมีอำนาจการปกครองและสั่งการเกือบเด็ดขาด โดยได้รับอาชญามาจากเจ้าครองนครมีศักดิ์เป็นพญา ในเขตท้องที่อำเภอนาน้อยหรือแขวงศีรษะเกษแต่โบราณกาล[1]

  • เวียงศีรษะเกษ

เวียงศีรษะเกษ ในปัจจุบันตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านนาน้อย หมู่ที่ 4 ตำบลนาน้อย เมืองงั่วหรือเมืองศีรษะเกษในสมัยอดีต มีอาณาเขตการปกครองในพื้นที่ตำบลศีรษะเกษ ตำบลเชียงของ ตำบลนาน้อย บางส่วนของตำบลสถานและตำบลสันทะ นาน้อยในยุคเริ่มแรกที่เรียกว่า เมืองงั่ว ยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชัดว่าชนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานคือชนกลุ่มใด สันนิษฐานว่าเป็นชนที่มีเผ่าพันธุ์เช่นเดียวกับคนพื้นเมืองในล้านนา ซึ่งมีการทำมาหากิน การนุ่งห่ม วัฒนธรรมประเพณี ภาษาพูด ที่คล้ายกับท้องถิ่นต่าง ๆ ในภาคเหนือ จากหลักฐานศิลาจารึกที่วัดดอนไชย หมู่ที่ 2 ตำบลนาน้อย ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนชื่อจากเมืองงั่วมาเป็นเมืองศีรษะเกษ ในปี จ.ศ. 1241 (ปี พ.ศ. 2422) ในสมัยเจ้ามหาชีวิต อนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ปกครองนครน่าน ซึ่งตรงกับสมัยของรัชกาลที่4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตามตำนานได้กล่าวถึงชื่อเมืองว่า สาเหตุที่เรียกชื่อเมืองว่า ศีรษะเกษ นั้นมีที่มาจาก ครั้งเมื่อ เจ้าเมืองน่านได้เสด็จประพาสมายังแขวงนี้ได้เห็นสายน้ำไหลกลับทิศ คือไหลจากทิศใต้มาทิศเหนือเป็นที่น่าสังเกตและแปลกจากแขวงอื่นๆ จึงตั้งชื่อแขวงนี้ว่า แขวงศีรษะเกษ คำว่าศีรษะเกษ แผลงมาจากคำว่า"สังเกต"ต่อมาได้ตั้งชื่อเป็นอำเภอศีรษะเกษ แต่ชื่อไปตรงกับจังหวัดศรีสะเกษ จริงได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งตามสภาพทางภูมิศาสตร์ของตัวอำเภอ ด้วยพื้นที่การทำการเกษตรไม่มาก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของเป็นผืนป่าและภูเขา จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น อำเภอนาน้อย [2]

สังคมและวัฒนธรรม[แก้]

  • งานนมัสการพระธาตุศีรษะเกษ
งานนมัสการพระธาตุศีรษะเกษ จะจัดขึ้นในวันที่ 16 เม.ย. ของทุกปี

ปูชนียสถานที่เก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญของอำเภอนาน้อย ตั้งอยู่ที่หมู่ 10 ตำบลศีรษะเกษ อำเภอนาน้อย ห่างจากที่ว่าการอำเภอนาน้อย ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๔ กิโลเมตร เป็นพระธาตุที่สร้างมานานไม่มีหลักฐานปรากฏ มีการเล่าสืบทอดจากผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่าต่อๆกันมา ผู้สร้าง คือ ม่าน (พม่า) ประวัติการก่อสร้าง พระธาตุศีรษะเกษสร้างเมื่อใด ไม่มีหลักฐานปรากฏ แต่จากการเล่าสืบกันมาของผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ยังมีชีวิตอย่ากล่าวว่า ผู้สร้างพะธาตุคือ ม่าน (พม่า) เดิมวัดพระธาตุศีรษะเกษตั้งอยู่บนฝั่งริมน้ำแหงแขวงเมืองศีรษะเกษ ซึ่งอยู่ทางฝั่งตรงข้ามกับบ้านก่อมก้อ หมู่ที ๑๒ ตำบลศีรษะเกษ ในบริเวณวัดจะมีกู่ (สถูป) พระธาตุและวิหาร มีพระประธานหล่อด้วยสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง ๔ ศอก มีกุฏิให้พระและสามเณรได้พักอาศัย ต่อมาเกิดภัยธรรมชาติ ฝนตกติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันจนเกิดอุทกภัย น้ำท่วมวัดพระธาตุศีรษะเกษ ทำให้สถูปที่บรรจุพระบรมธาตุ วิหารที่ประดิษฐานองค์พระประธานถูกสายน้ำพัดและจมหายไปหลังจากน้ำแห้งแล้วชาวบ้านช่วยกันค้นหาพระประธาน และสิ่งของต่างๆ แต่ไม่พบ คงเหลือแต่ซากปรักหักพังทั่วบริเวณวัด

การสรงน้ำพระประจำวันเกิด

ต่อมาชาวบ้าน ได้สร้างวัดขึ้นมาใหม่ โดยห่างจากที่เดิมไปทางทิศตะวันตก สร้างโบสถ์พร้อมกับสร้างพระประธานก่อด้วยอิฐและปูน หน้าตักกว้าง ๔ ศอก และรอบบริเวณวัดชาวบ้านเอาไม้ซีกมาทำเสาประตูรั้ว โดยเจาะรูใช้ไม้ไผ่ป่าสอดทำเป็นรั้ว แทนกำแพงวัด เพื่อกันวัวควาย ชาวบ้านเรียกว่า ประตูบ่อง (ประตูเจาะ) ต่อมาเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่อีกครั้ง สายน้ำแหงเปลี่ยนทิศทางมาทางวัด ประตูบ่อง น้ำเซาะตลิ่งทำให้แผ่นดินทรุดตัว โบสถ์และพระประธานในวัดถูกสายน้ำพัดจมหาย ชาวบ้านเห็นว่าสถูปอาจได้รับความเสียหายด้วย จึงทุบสถูปแล้วเก็บไหโบราณและของมีค่าแล้วนำไปเก็บไว้บนภูเขาบนหมู่บ้านหลวงพ่อเพ็งหรือพระสุยะสารทโร ได้พาชาวบ้านมาสร้างบ้านเรือนอยู่บนเชิงเขาได้สร้างวัดไว้บนเขาแล้วตั้งชื่อว่า วัดพระธาตุศีรษะเกษ เหมือนชื่อเดิม หลวงพ่อเพ็งเมื่อสร้างวัดเสร็จ จึงนำชาวบ้านเปิดไหที่เก็บสถูปไว้ ปรากฏว่า ปากไหปิดแน่นมาก เพราะปากไหโบกด้วยสะตาย (เป็นภาษาพื้นเมืองของภาคเหนือใช้เรียกสิ่งที่มีส่วนผสมของทรายละเอียด ปูนขาว ปละน้ำเมือกของหนังน้ำอ้อย ผสมกันเหนียวคล้ายปูนซีเมนต์) เมื่อเปิดปากไหได้ ปรากฏว่ามีพระธาตุขนาดเท่าหนึ่งนิ้วก้อยสีขาว มีลักษณะคล้ายเบี้ยจั่น มีลูกแก้ว ๗ ลูก เป็นสีดำ สีเขียว สีแดงก่ำ สีขาวหม่น สีขาวใส อย่างละ ๑ ลูก และสีเหลืองจำนวน ๒ ลูก ชาวบ้านเรียกขานชื่อลูกแก้วสีต่าง ๆ ดังนี้

ชนิดที่ สี ชื่อเรียก จำนวน
1 สีดำ แก้วมหานิล 1 ลูก
2 สีเขียว แก้วเขียวหัวเป็ด 1 ลูก
3 สีแดงก่ำ แก้วก้อ 1 ลูก
4 สีขาวหม่น หมอกมุงเมือง 1 ลูก
5 สีขาวใส ไม่ปรากฏ 1 ลูก
6 สีเหลือง ไม่ปรากฏ 2 ลูก

พ.ศ. ๒๔๘๐ หลวงพ่อเพ็งและชาวบ้าน จึงได้ร่วมกันสร้างองค์พระธาตุองค์ปัจจุบันขึ้นมาใหม่เพื่อบรรจุพระบรมธาตุ โดยจ้างวานนายวงศ์ โนรินทร์ ชาวตำบลเมืองลีมาเป็นนายช่างก่อสร้างพระธาตุ การก่อสร้างได้ใช้เวลา ๒ ปี จึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี องค์พระธาตุศีรษะเกษนับว่าเป็นปูชนียสถานที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ชาวนาน้อยให้ความเคารพนับถือ และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ งานนมัสการประจำปี ชาวตำบลศีรษะเกษจะมีการจัดงานเทศกาลนมัสการพระธาตุศีรษะเกษประจำ ในวันที่ ๑๖ เมษายน ของทุกปี โดยตอนเช้าจะมีขบวนแห่ของแต่ละหมู่บ้านเดินขึ้นพระธาตุ ขบวนแห่จะมีการประดับตกแต่งขบวนอย่างสวยงามเป็นการเสริมสร้างพลังความสามัคคีของชาวบ้านในหมู่บ้านนั้น ๆ จากนั้นจะมีการสรงน้ำพระธาตุ การแสดงที่แต่ละหมู่บ้านเตรียมมาแสดงเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีร่วมกัน ตลอดจนมีการจุดบั้งไฟในตอนบ่าย[3]

  • ประเพณีปีใหม่ม้งขุนสถาน
ประเพณีปีใหม่ม้งขุนสถาน จะจัดขึ้นประมาณวันที่ 29 ธ.ค.-2 ม.ค.

งานรื่นเริงของชาวม้ง ทุกๆปี ณ หมู่ที่ 3 ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จะจัดขึ้นหลังจากได้เก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบปีเรียบร้อย และเป็นการฉลองถึงความสำเร็จในการเพาะปลูกของแต่ละปี ซึ่งจะต้องทำพิธีบูชาถึงผีฟ้า - ผีป่าผีบ้าน ที่ให้ความคุ้มครอง และดูแลความสุขสำราญตลอดทั้งปี รวมถึงผลผลิตที่ได้ในรอบปีด้วย

ซึ่งแต่ละหมู่บ้านจะทำการฉลองกันอย่างพร้อมเพรียงกัน หรือตามวัน และเวลาที่สะดวกของแต่ละหมู่บ้าน

การฉลองปีใหม่ม้ง นี้ชาวม้งเรียกกันว่า “น่อเป๊โจ่วฮ์” แปลตรงตัวได้ว่า “กินสามสิบ” สืบเนื่องจากชาวม้งจะนับช่วงเวลาตามจันทรคติ โดยจะเริ่มนับตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึง 30 ค่ำ (ซึ่งตามปฏิทินจันทรคติจะแบ่งออกเป็นข้างขึ้น 15 ค่ำ และข้างแรม 15 ค่ำ) เมื่อครบ 30 ค่ำ จึงนับเป็น 1 เดือน ดังนั้นในวันสุดท้าย (30 ค่ำ) ของเดือนสุดท้าย(เดือนที่ 12) ของปีจึงถือได้ว่าเป็นวันส่งท้ายปีเก่า

ช่วงวันฉลองปีใหม่ส่วนใหญ่จะตกอยู่ประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน - เดือนมกราคม ในวันดังกล่าวหัวหน้าครัวเรือนของแต่ละบ้าน จะประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อความเป็นสิริมงคลของครัวเรือน ถัดจากวันส่งท้ายปีเก่าไป 3 วัน คือวันขึ้น 1 ค่ำ 2 ค่ำและ 3 ค่ำของเดือนหนึ่ง จัดเป็นวันฉลองปีใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งทุกคนจะหยุดหน้าที่การงานทุกอย่างในช่วงวันดังกล่าวนี้ และจะมีการจัดการละเล่นต่าง ๆ ในงานขึ้นปีใหม่ เช่น การละเล่นลูกช่วง การตีลูกข่าง การร้องเพลงม้ง หรือ ไห่กู่เชี่ย เป็นเพลงที่ชาวม้งนิยมขับร้องในช่วงปีใหม่ ใช้เกี้ยวพาราสีกันระหว่างหนุ่มสาวหรือขับร้องเพื่อสื่อความหมายบอกความรู้สึกภายในที่อยากสื่อสาร มีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวใกล้ตัว หรือเหตุการณ์อื่นๆ ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ก็สามารถถ่ายทอดเขียนเป็นเนื้อเพลงไห่กู่เชี่ยของตัวเองได้ [4]

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

การปกครองส่วนภูมิภาค[แก้]

แผนผังแสดงเขตการปกครอง

อำเภอนาน้อยแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 7 ตำบล 68 หมู่บ้าน ได้แก่

ที่ ชื่อตำบล ตัวเมือง อักษรโรมัน จำนวนหมู่บ้าน จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร[5]
1. นาน้อย LN-Tambon-Na Noi.png Na Noi 10 2,266 5,394
2. เชียงของ LN-Tambon-Chiang Khong.png Chiang Khong 7 694 2,098
3. ศีรษะเกษ LN-Tambon-Si Saket.png Si Saket 14 2,473 7,272
4. สถาน LN-Tambon-Sathan.png Sathan 12 1,736 5,345
5. สันทะ LN-Tambon-San Tha.png San Tha 10 1,689 6,267
6. บัวใหญ่ LN-Tambon-Bua Yai.png Bua Yai 8 1,307 4,028
7. น้ำตก LN-Tambon-Nam Tok.png Namtok 7 818 2,574

การปกครองส่วนท้องถิ่น[แก้]

ท้องที่อำเภอนาน้อยประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8 แห่ง ได้แก่

  • เทศบาลตำบลนาน้อย ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลนาน้อย
  • เทศบาลตำบลศีรษะเกษ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลศีรษะเกษทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลนาน้อย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาน้อย (นอกเขตเทศบาลตำบลนาน้อย)
  • องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงของ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงของทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลสถาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสถานทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลสันทะ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลสันทะทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลบัวใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบัวใหญ่ทั้งตำบล
  • องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลน้ำตกทั้งตำบล

ประชากรในตำบล[แก้]

      หมายถึงจำนวนประชากรได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
      หมายถึงจำนวนประชากรได้ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
อันดับ
(ปีล่าสุด)
ตำบลในอำเภอนาน้อย พ.ศ. 2559 พ.ศ. 2558 พ.ศ. 2557 พ.ศ. 2556 พ.ศ. 2555 พ.ศ. 2554 พ.ศ. 2553 พ.ศ. 2552 พ.ศ. 2551
1 ศีรษะเกษ 7,280 7,272 7,280 7,296 7,264 7,292 7,280 7,274 7,260
2 สันทะ 6,299 6,267 6,222 6,133 6,049 5,964 5,881 5,791 5,760
3 สถาน 5,361 5,345 5,334 5,342 5,365 5,353 5,384 5,396 5,417
4 นาน้อย 5,339 5,394 5,432 5,441 5,451 5,517 5,546 5,575 5,681
5 บัวใหญ่ 4,020 4,028 4,021 4,013 3,997 3,978 3,975 3,973 3,980
6 น้ำตก 2,576 2,574 2,550 2,522 2,497 2,482 2,459 2,428 2,404
7 เชียงของ 2,086 2,098 2,090 2,074 2,058 2,071 2,074 2,123 2,142
รวม 32,961 32,978 32,929 32,821 32,681 32,657 32,599 32,560 32,644

การคมนาคม[แก้]

  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1026

(เวียงสา-นาหมื่น)

  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1083 (นาน้อย-บ้านปางไฮ)
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1216 (นาน้อย-ร้องกวาง)
  • ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4025 (หนองห้า-แม่สาคร)

สถานที่ท่องเที่ยว[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://province.m-culture.go.th/nan04/data1.htm
  2. http://province.m-culture.go.th/nan04/data1.htm
  3. http://202.143.131.220/lib06/?name=news2&file=readnews&id=33
  4. https://www.facebook.com/pg/CharmNanToday/photos/?tab=album&album_id=1178528138850378
  5. จำนวนประชากรและบ้าน จำแนกเป็นรายอำเภอ และรายตำบล จังหวัดน่าน ณ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2558, สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย