ยุทธการที่ทุ่งราบอู่จั้ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ยุทธการที่ทุ่งราบอู่จั้ง
ส่วนหนึ่งของ การบุกขึ้นเหนือของจูกัดเหลียงครั้งที่ห้า
Living Zongda Fleeing.jpg
ภาพวาดยุคราชวงศ์ชิง สุมาอี้ตกใจกลัวขงเบ้ง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นหุ่นจำลอง
วันที่ป. มีนาคม – ตุลาคม ค.ศ. 234[1]
สถานที่ทุ่งราบอู่จั้ง มณฑลส่านซี ประเทศจีน34°21′0.000″N 107°22′59.999″E / 34.35000000°N 107.38333306°E / 34.35000000; 107.38333306พิกัดภูมิศาสตร์: 34°21′0.000″N 107°22′59.999″E / 34.35000000°N 107.38333306°E / 34.35000000; 107.38333306
ผล สรุปไม่ได้; ฝ่ายจ๊กก๊กล่าถอย
คู่สงคราม
วุยก๊ก จ๊กก๊ก
ผู้บังคับบัญชาและผู้นำ
สุมาอี้ จูกัดเหลียง (ขงเบ้ง)
กำลัง
ไม่ทราบ 60,000 นาย[2]
ความสูญเสีย
ไม่ทราบ ไม่ทราบ
ยุทธการที่ทุ่งราบอู่จั้งตั้งอยู่ในประเทศจีน
ยุทธการที่ทุ่งราบอู่จั้ง
ที่ตั้งในประเทศจีน
ยุทธการที่ทุ่งราบอู่จั้ง
อักษรจีนตัวเต็ม五丈原之戰
อักษรจีนตัวย่อ五丈原之战

ยุทธการที่ทุ่งราบอู่จั้ง เป็นสงครามระหว่างจ๊กก๊กกับวุยก๊กในยุคสามก๊กเมื่อ ค.ศ. 234 ซึ่งเป็นการบุกขึ้นเหนือครั้งที่ห้าและถือเป็นครั้งสุดท้าย[3] โดยมีจูกัดเหลียงและสุมาอี้เป็นแม่ทัพ แต่จูกัดเหลียงป่วยและเสียชีวิตขณะอยู่ในช่วงสงคราม ทำให้จ๊กก๊กแตกพ่ายถอยหนี

จุดเกิดของสงคราม[แก้]

ยุทธการที่ทุ่งราบอู่จั้งเกิดขึ้นจากภายหลังที่ขงเบ้งซ่องสุมเตรียมกำลังทหารและไพร่พลจำนวนมากในระยะเวลาสามปี เพื่อนำทัพบุกวุยก๊กเป็นครั้งที่หกและเลือกใช้เส้นทางเดินทัพเดิมคือหุบเขากิสาน ซึ่งการเลือกเส้นทางเดินทัพในครั้งนี้กลับเป็นผลร้ายแก่ขงเบ้ง เมื่อสุมาอี้นำกำลังทหารออกมาตั้งรับและสกัดดักจับตัวขงเบ้ง[4]

ในวรรณกรรม สุมาอี้ถูกขงเบ้งหลอกให้ติดอยู่ช่องเขาและถูกใช้ไฟเผากองทัพพร้อมกับสุมาสูและสุมาเจียว ผู้เป็นบุตรชายทั้งสอง แต่ทว่าฝนเกิดตกลงมาอย่างไม่คาดคิด ทำให้ทั้งสามรอดชีวิตออกไปได้ นับตั้งแต่นั้นสุมาอี้คิดขยาดขงเบ้ง ได้แต่ตั้งค่ายป้องกันเพียงอย่างเดียว ไม่ได้สั่งให้ทหารออกไปสู้ แม้ว่าทางฝ่ายขงเบ้งจะให้อุยเอี๋ยนไปส่งเสียงท้าถึงหน้าค่าย รวมถึงส่งอาภรณ์ผู้หญิงไปให้สุมาอี้ด้วย แต่สุมาอี้ก็ไม่คิดใส่ใจ จนกระทั่งขงเบ้งป่วยหนัก ซึ่งขงเบ้งรู้ตัวว่าชีวิตตนเองใกล้จะจบลงแล้ว จึงได้ทำพิธีต่อชะตาอายุตนเอง ด้วยการภาวนาท่องมนต์ตามลำพังในกระโจม และจุดตะเกียงไว้รอบตัว ถ้าหากว่าตะเกียงยังคงสว่างไสวได้ตลอด 7 วัน ก็หมายถึงว่า อายุของขงเบ้งก็จะต่อออกไปได้อีกช่วงหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้มีผู้รู้น้อยรายเพราะขงเบ้งไม่ต้องการให้สุมาอี้ล่วงรู้ หนึ่งในนั้นคือ เกียงอุย ซึ่งเป็นนายทหารคนสนิท พิธีดำเนินมาด้วยดีติดต่อกันได้เกือบ 7 วัน จะครบกำหนดแล้ว ฝ่ายสุมาอี้เห็นผิดปกติที่กองทัพจ๊กก๊กไม่ออกมาส่งเสียงท้าทายหน้าค่ายเหมือนเคย จึงสงสัย และได้ตรวจดูดวงดาวบนท้องฟ้า พบว่าดาวประจำตัวของขงเบ้งอับแสงเต็มที จึงคาดเดาออกว่าขงเบ้งคงใกล้จะสิ้นชีพ จึงให้ยกกองทัพไปที่ค่ายจ๊กก๊กเพื่อสำรวจและเข้าโจมตีถ้ามีโอกาส อุยเอี๋ยนซึ่งไม่ทราบเรื่องพิธีต่ออายุ ได้พุ่งพรวดเข้าไปรายงานถึงในกระโจม ทำให้ตะเกียงที่จุดอยู่นั้นดับลง ขงเบ้งร้องเสียงหลงว่า ชีวิตเราคงจะสิ้นสุดลงแล้ว เกียงอุยโมโหอุยเอี๋ยน ถือกระบี่ปราดเข้าไปหมายจะสังหาร แต่ขงเบ้งได้ห้ามไว้พร้อมกล่าวว่า ไม่ใช่ความผิดของอุยเอี๋ยนหรอก เป็นชะตาของเราเอง จากนั้นมาขงเบ้งก็ป่วยหนัก และได้สั่งเสียต่าง ๆ พร้อมทั้งส่งมอบตำราพิชัยสงครามทั้งหมดแก่เกียงอุย โดยพระเจ้าเล่าเสี้ยนเมื่อทราบข่าว ก็ได้ให้ลิฮกไปถามว่า หากท่านสิ้นไปแล้วจะให้ผู้ใดรับตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีแห่งจ๊กก๊ก ขงเบ้งตอบว่าเจียวอ้วน และต่อจากเจียวอ้วนคือบิฮุย จากนั้นขงเบ้งก็สิ้นใจลง สิริอายุได้ 52 ปี กองทัพจ๊กก๊กจึงต้องยกกลับ

ก่อนหน้าที่ขงเบ้งจะสิ้นใจ ได้วางแผนจัดการกับสุมาอี้ ซึ่งเมื่อทราบข่าวจะต้องบุกตามมาตีเป็นแน่ ด้วยการสั่งให้นำศพของตนบรรจุลงในลักษณะนั่งในโลงแทนที่จะนอน และให้ใส่ข้าวสารในปากเจ็ดเมล็ด พร้อมทั้งจุดตะเกียงไว้ใต้ที่นั่ง เพื่อรักษาให้ดาวประจำตัวยังคงอยู่บนท้องฟ้า และได้ให้ทหารทำหุ่นไม้และรถม้าของตนขึ้นมาสามตัว เพื่อหลอกสุมาอี้ ซึ่งเมื่อสุมาอี้ได้ยกทัพมา ก็ได้มีการหลอกสุมาอี้เช่นนั้นจริงทั้งสามทาง ทำให้สุมาอี้ตกใจกลัวด้วยไม่รู้ว่า ขงเบ้งจะมาทางทิศไหนกันแน่ จึงยกทัพหนี พร้อมกันนั้นยังได้นัดหมายให้ม้าต้าย และเอียวหงี จัดการสังหารอุยเอี๋ยน ซึ่งขงเบ้งมองออกว่าจะทำตัวเป็นกบฏหลังจากตนสิ้นชีพไปแล้ว ซึ่งอุยเอี๋ยนก็กระทำเช่นนั้นจริง ด้วยการตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่ผู้ใด ม้าต้ายแสร้งทำเป็นสวามิภักดิ์ด้วย พร้อมยกยอให้อุยเอี๋ยนมีบุญวาสนาเหมาะกับเป็นจักรพรรดิ์องค์ต่อไป อุยเอี๋ยนซึ่งกำลังลำพองไม่ทันได้ระวังตัว จึงโดนม้าต้ายซึ่งชักม้ามาอยู่เคียงข้างฟันด้วยกระบี่ขาดใจตายทันที

เหตุการณ์ต่อมา[แก้]

หลังจากขงเบ้งสิ้นไปแล้ว ผู้ที่เป็นอัครมหาเสนาบดีแห่งจ๊กก๊ก ก็คือ เจียวอ้วน และผู้ที่รับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ คือ เกียงอุย ซึ่งยึดถือในปณิธานบุกขึ้นเหนือเพื่อรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวต่อไป ในส่วนร่างของขงเบ้งนั้นถูกฝังบนยอดเขาเตงกุนสัน หนึ่งในสถานที่ ๆ เคยเกิดศึกสงครามระหว่างวุยก๊กและจ๊กก๊กในอดีต (ค.ศ. 219) ซึ่งจ๊กก๊กเป็นฝ่ายชนะ โดยเป็นสุสานอยู่กลางแจ้ง ไม่มีศาลาตามคำสั่งเสียก่อนสิ้นใจ

โดยสถานที่ ๆ ขงเบ้งสิ้นใจนั้น คือ ทุ่งอู่จั้ง หรือที่ราบอู่จั้ง เป็นที่ราบสูงอยู่ใกล้กับแม่น้ำเว่ย อยู่ห่างประมาณ 56 กิโลเมตรจากตัวเมืองเปาจี มณฑลส่านซีในปัจจุบัน และอยู่ห่างจากเมืองซีอานไปทางตะวันตกประมาณ 150 กิโลเมตร ทุ่งอู่จั้งเป็นที่ราบสูงแห่งหนึ่งในประเทศจีน มีความสูงประมาณ 150 ฟุต ปัจจุบันได้มีศาลเจ้าขงเบ้งตั้งอยู่ ภายในศาลประกอบด้วยรูปเคารพขงเบ้ง พร้อมกับนายทหารคู่ใจอีกสี่นาย คือ กวนหิน, อองเป๋ง, เตียวเปา และเลียวฮัว โดยมีม้าต้ายเป็นทวารบาล และ ณ ที่นี่ยังมีสุสานฝังชุด, หมวก และพัดขนนกของขงเบ้งอยู่ด้วย[5] [6] [7] [8] [9]

อ้างอิง[แก้]

  1. Zizhi Tongjian vol. 72.
  2. Sawyer (2010), p. 131
  3. Killigrew, John (1999). "Zhuge Liang and the Northern Campaign of 228-234". Early Modern China. 5 (1): 55–91.
  4. ศึกอู่จั้งหยวน สงครามสามก๊ก, ศึกสงครามในสามก๊ก-อินไซด์สามก๊ก, กัญจน์ดามาศ โกพล, สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, พ.ศ. 2550, หน้า 208, ISBN 978-974-690-595-4
  5. Chen, Shou. Records of the Three Kingdoms (Sanguozhi).
  6. Fang, Xuanling et al. Book of Jin (Jin Shu).
  7. Luo, Guanzhong. Romance of the Three Kingdoms, ch. 103-104.
  8. Pei, Songzhi. Annotations to Records of the Three Kingdoms (Sanguozhi zhu).
  9. Sima, Guang. Zizhi Tongjian, vol. 72.