พระวรสารนักบุญยอห์น
| ส่วนหนึ่งของหมวดหมู่ |
| หนังสือใน พันธสัญญาใหม่ |
|---|
|
|
พระวรสารนักบุญยอห์น (ศัพท์คาทอลิก) หรือ พระกิตติคุณยอห์น (ศัพท์โปรเตสแตนต์) (อังกฤษ: Gospel of John; ภาษากรีก: Κατά Ιωαννην, “Kata Iōannēn”) เป็นพระวรสารฉบับที่สี่ของพระวรสารในสารบบ (อังกฤษ: Canonical gospels) ซึ่งเป็นเอกสารหนึ่งในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาใหม่ แต่มิได้ถูกนับเป็นพระวรสารสหทรรศน์สามฉบับซึ่งประกอบด้วยพระวรสารนักบุญมาระโก พระวรสารนักบุญลูกา และพระวรสารนักบุญมัทธิว
คริสตชนเชื่อว่ายอห์นผู้นิพนธ์พระวรสารเขียนพระวรสารฉบับนี้ขึ้น และเชื่อว่าเป็นท่านเดียวกับยอห์นอัครทูตซึ่งเป็น "สาวกที่พระองค์ทรงรัก"[a] ผู้ซึ่งรู้วิถีชีวิตของชาวยิวเป็นอย่างดี และได้อ้างถึงขนบธรรมเนียมของชาวยิวอยู่หลายบทในพระวรสารเล่มนี้ ยอห์นเป็นอัครทูตแห่งความรัก ไม่มีใครบรรยายถึงพระลักษณะของพระเจ้าได้อย่างยอห์น เช่น "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์"[2] กับอีกหลายเหตุการณ์ที่ยอห์นบรรยายถึงพระเยซูได้อย่างจับใจ แสดงว่าเรื่องราวต่าง ๆ ถูกบันทึกจากความทรงจำที่ได้เห็นมากับตา พระวรสารเล่มนี้น่าจะถูกเขียนขึ้นประมาณปีค.ศ. 85 หรือหลังจากนั้นเล็กน้อย
เช่นเดียวกับพระวรสารอีกสามฉบับที่เล่าเรื่องชีวิตของพระเยซูคริสต์ แต่บางเหตุการณ์มีการตีความอย่างละเอียด พระวรสารนักบุญยอห์นเป็นพระวรสารของ “ความเชื่อ”[ต้องการอ้างอิง] ที่เขียนขึ้นเพื่อจะยืนยันกับผู้อ่านว่าพระเยซูเป็น "พระเมสสิยาห์" และเป็น “พระบุตรพระเป็นเจ้า” ดังที่ปรากฏอยู่ในพระวรสารว่า
31เรื่องราวเหล่านี้ถูกบันทึกไว้เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า พระเยซูเจ้าเป็นพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อนี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็จะมีชีวิตเดชะพระนามพระองค์
— ยอห์น 20:31
คือการเข้าอาศัยอยู่ในพระเยซูคริสต์ รักษาชีวิตให้บริสุทธิ์ดั่งพระองค์ เชื่อและปฏิบัติตามคำสั่ง และคำสอนของพระองค์
ในแง่ของเทววิทยาศาสนาคริสต์แล้ว พระวรสารนักบุญยอห์นเป็นฉบับที่มีน้ำหนักที่สุดในทางคริสตวิทยา (Christology) ซึ่งบรรยายพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าว่าเป็น “พระวจนะ” (Logos) (ภาษากรีกหมายความว่า “คำ” “เหตุผล” “ความเป็นเหตุเป็นผล” “ภาษา” หรือ “โอวาท”) ผู้เป็น “Arche” (ภาษากรีกหมายความว่า “ผู้เป็นตัวตนมาตั้งแต่ต้น” หรือ “เป็นสิ่งที่สุดของทุกอย่าง”), กล่าวถึงความเป็นผู้ที่มาช่วยมวลมนุษย์ และประกาศพระองค์ว่าเป็นพระเจ้า[3] กล่าวคือ วัตถุประสงค์ในการเขียนพระวรสารของยอห์น คือ มิได้กล่าวถึงรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับพระเยซูเจ้าแต่คัดเลือกเรื่องสำคัญมาเพียงบางเรื่อง ดังที่กล่าวไว้ว่า "พระเยซูเจ้ายังทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์อื่นอีกหลายประการให้บรรดาศิษย์เห็น แต่ไม่ได้บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้"[4] นอกจากนี้ ยังไม่ต้องการให้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์หรืออัตชีวประวัติของพระเยซูเจ้า แต่เป็นหนังสือเพื่อให้ผู้อ่านเห็นและเข้าใจว่าบุคคลที่สามารถพูด สอน และทำได้ดังเช่นพระเยซูเจ้า จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก “พระบุตรของพระเจ้า” [5]
พระวรสารของยอห์นได้รับการทรงนำจากพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมเป็นอย่างมาก บทเริ่มต้นของพระวรสารนำผู้อ่านกลับไปสู่ช่วงก่อนกาลเวลา ซึ่งมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นอยู่ คล้ายกับบทเริ่มต้นในหนังสือปฐมกาลที่พระเจ้าทรงสร้างโลก รวมทั้งการกล่าวถึงเทศกาลของชาวยิวอยู่บ่อย ๆ
1เมื่อแรกเริ่มนั้น พระวจนาตถ์ทรงดำรงอยู่แล้ว[b] พระวจนาตถ์ประทับอยู่กับพระเจ้า และพระวจนาตถ์เป็นพระเจ้า 2พระองค์ประทับอยู่กับพระเจ้าแล้วตั้งแต่แรกเริ่ม 3พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งอาศัยพระวจนาตถ์ ไม่มีสักสิ่งเดียวที่พระเจ้าไม่ทรงสร้าง โดยทางพระวจนาตถ์ 4ชีวิตอยู่ในพระองค์ และชีวิตเป็นแสงสว่างสำหรับมนุษย์ 5แสงสว่างส่องในความมืด และความมืดชนะแสงสว่างนั้นไม่ได้[c]
— ยอห์น 1:1-5
พระวรสารฉบับนี้กล่าวถึงพระเยซูอย่างมีเนื้อหา มีคำสอนเป็นอันมากที่พระองค์ทรงสอนกับสาวก อีกทั้งยังได้บันทึกเหตุการณ์บางอย่างที่พระวรสารเล่มอื่นไม่ได้กล่าวถึงไว้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่เรียกว่า "ห้องชั้นบน" เป็นช่วงเวลาของการร่วมรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้าย พระเยซูคริสต์ตรัสเป็นส่วนตัวกับเหล่าสาวกของพระองค์ถึงเรื่องความรอด ประตูซึ่งนำไปสู่ความรอด พระบัญญัติแห่งพระเยซู ความรักที่พระองค์มีให้ต่อเหล่าสาวก การเปิดเผยถึงการทรยศของยูดาส อิสคาริโอท การสำแดงพระเจ้าและพระเยซูคริสต์ถึงความเป็นหนึ่งเดียว การเปิดเผยและทำนายการตายของพระองค์เอง และฟื้นขึ้นในวันที่สาม และความชื่นชมยินดี
ยอห์นได้รับการทรงนำในการเขียนพระวรสารเล่มนี้ และพระวรสารเล่มนี้ได้บอกให้ทราบว่า พระเยซูทรงเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เพราะว่าตั้งแต่ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จเข้ามาในโลก พระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า[6] และยอห์นได้เน้นคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ของพระเยซู เช่น พระองค์มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ มีการกันแสงด้วยความเศร้าเสียใจ ฯลฯ ยอห์นยังได้บันทึกพระวรสารเล่มนี้ เพื่อให้ผู้ใดที่เชื่อในพระเยซู แล้ว "ก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์"[7]
และยอห์นบอกเล่าถึงเหตุการณ์ล่วงหน้า เช่น "เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ"[8] ซึ่งนำมาสู่การสิ้นพระชนม์บนกางเขนของพระองค์ เพื่อไถ่บาปแก่คนที่เชื่อในพระองค์ทั้งสิ้น ให้ได้รับความรอดจากการถูกพิพากษา เป็นต้น
พระวรสารนักบุญยอห์น ใช้ “ยอห์น” หรือ “ยน” ในการอ้างอิง
โครงร่าง
[แก้]- บทนำ 1:1 - 18
- พระราชกิจของพระเยซูคริสต์ในกาลิลี 1:19 - 12:50
- พระเยซูคริสต์ในเยรูซาเล็ม 13:1 - 38
- บทบรรยายห้องชั้นบน 14:1 - 17:26
- การสิ้นพระชนม์ การคืนพระชนม์ และการปรากฏแก่เหล่าสาวกของพระเยซู 18:1 - 21:25
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ กล่าวใน ยอห์น 13:23 "ศิษย์คนหนึ่งที่พระเยซูเจ้าทรงรักนั่งโต๊ะติดกับพระองค์"[1]
- ↑ พันธสัญญาเดิมกล่าวถึงพระวาจาของพระเจ้า และพระปรีชาญาณของพระองค์ ซึ่งประทับอยู่กับพระเจ้าก่อนที่จะทรงเนรมิตสร้างโลก พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างทุกสิ่งอาศัยพระวาจา พระองค์ได้ทรงส่งพระวาจามาในโลก เพื่อเปิดเผยแผนการอันเร้นลับของพระองค์ พระวาจากลับไปหาพระเจ้าเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจของตน พระวาจาหรือ “พระวจนาตถ์” ทรงดำรงอยู่ในพระเจ้าก่อนทรงเนรมิตสร้างโลก พระวจนาตถ์ได้เสด็จมาในโลก เพราะพระบิดาทรงส่งมา เพื่อประกอบภารกิจคือการประกาศให้โลกทราบข่าวดีเรื่องความรอดพ้น เมื่อภารกิจนั้นสำเร็จแล้ว พระวจนาตถ์ทรงกลับไปหาพระบิดา การที่พระวจนาตถ์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ ทำให้ผู้นิพนธ์พันธสัญญาใหม่ โดยเฉพาะยอห์น เห็นว่าพระวาจา ปรีชาญาณซึ่งดำรงอยู่ต่างหากแต่นิรันดรนั้นทรงเป็นอีกพระบุคคลหนึ่ง
- ↑ หมายความว่า ความมืด (ความชั่วร้าย,อำนาจของความชั่วร้าย) ไม่อาจเอาชนะความสว่าง (ความดี พระวจนาตถ์) ได้ บางคนแปลข้อความนี้ว่า “ความมืดไม่อาจเข้าใจแสงสว่างได้”
อ้างอิง
[แก้]- TBS1971
- Thai Holy Bible, Thailand Bible Society, 1998
- Walter A. Elwell, The Pocket Bible Handbook, Harold Shaw Publisher, 1997
- ↑ ยอห์น 13:23
- ↑ ยอห์น 3:16
- ↑ A detailed technical discussion can be found in Raymond E. Brown, "Does the New Testament call Jesus God?" Theological Studies 26 (1965): 545–73
- ↑ ยอห์น 20:30
- ↑ "ยน 20:30-31 บทสรุปครั้งแรก". www.kamsonbkk.com. 2013-02-14. สืบค้นเมื่อ 2026-02-12.
- ↑ ยอห์น 1:2
- ↑ ยอห์น 20:31
- ↑ ยอห์น 10:11