กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์
ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(ร.1 รอ.)
Emblem of the 1st Infantry Regiment, King's Own Bodyguard.svg
"ตราราชวัลลภ"
เครื่องหมายราชการแห่งกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ
ประจำการ พ.ศ. 2411
ประเทศ ไทย
เหล่า กองทัพบกไทย
รูปแบบ กรมทหารราบรักษาพระองค์
ขึ้นกับ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์
หน่วยขึ้นตรง ร.1 พัน.1 รอ.
ร.1 พัน.2 รอ.
ร.1 พัน.3 รอ.
สีหน่วย แดง-ขาว
เพลงหน่วย มาร์ชราชวัลลภ
วันสถาปนา 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411
(วันบรมราชาภิเษกครั้งที่ 1 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)

กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (อักษรย่อ: ร.1 รอ.) มีชื่อเต็มว่า กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นหน่วยทหารรักษาพระองค์ที่ตั้งขึ้นหน่วยแรกสุดของประเทศไทย มีหน้าที่ถวายความปลอดภัยและถวายพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ, พระรัชทายาท, ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ โดยใกล้ชิด

การจัดกำลังหน่วย[แก้]

กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.1 รอ.) จัดแบ่งกำลังพลภายในหน่วยออกเป็น 4 กองพัน คือ

ภารกิจและหน้าที่รับผิดชอบ[แก้]

กองทหารมหาดเล็กกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ ปฏิบัติหน้าที่แซงเสด็จถวายการอารักขา ในระหว่างที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินตามพระมหาพิชัยราชรถทรงพระโกศพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

ในฐานะหน่วยทหารราบ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ มีภารกิจดังต่อไปนี้

  1. ทำลายกำลังรบของข้าศึก เข้ายึดและควบคุมพื้นที่ รวมทั้งประชาชน และ ทรัพยากรในพื้นที่
  2. การรักษาความสงบภายใน ป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ, ระวังป้องกันสถานที่ตั้ง และบุคคลสำคัญในพื้นที่รับผิดชอบ
  3. การป้องกันประเทศ จากการรุกรานภายนอก
  4. การปฏิบัติการจิตวิทยา และช่วยเหลือประชาชน เสริมสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่าง ทหาร กับ ประชาชน

นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็นหน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ จึงมีภารกิจนอกเหนือไปจากหน่วยทหารราบอื่นด้วย กล่าวคือ การถวายความปลอดภัย และถวายพระเกียรติ แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ, พระรัชทายาท, ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ โดยใกล้ชิด โดยหน้าที่ของหน่วยทหารตามภารกิจดังกล่าวคือ การรับเสด็จ การแซงเสด็จ การนำเสด็จ การตามเสด็จ และการรักษาการณ์

ประวัติหน่วย[แก้]

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์ผู้พระราชทานกำเนิดกิจการทหารรักษาพระองค์ของไทย ในฉลองพระองค์ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์

กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ถือกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับกิจการทหารรักษาพระองค์และทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ของไทย กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมบุตรในราชตระกูลและบุตรข้าราชการที่ยังเยาว์วัยมาทดลองฝึกหัดเป็นทหาร ตามยุทธวิธีแบบใหม่เช่นเดียวกับกรมทหารหน้า ซึ่งในชั้นแรกนั้นมี 12 คน และให้ทำหน้าที่ไล่กาที่บินมารบกวนในเวลาทรงบาตร ตลอดจนตั้งแถวรับเสด็จฯ ณ ที่นั้นทุกเวลาเช้า มหาดเล็กเหล่านี้เรียกกันทั่วไปว่า “ทหารมหาดเล็กไล่กา”

ปลายปี พ.ศ. 2411 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกผ่านพ้นไปแล้ว ได้โปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมทหารมหาดเล็กข้าหลวงเดิมจำนวน 24 คน ตั้งขึ้นเป็นหน่วยทหารอีกหน่วยหนึ่ง เรียกว่า ทหารสองโหล มีหน้าที่เฝ้าพระฉากตามเดิมแต่ในตอนเช้าและตอนเย็นต้องมารับการฝึกทหาร

พ.ศ. 2413 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรศักดิ์มนตรี (แสง ชูโต) จางวางมหาดเล็ก ทำการคัดเลือกบรรดาบุตรในราชตระกูล และบุตรข้าราชการที่เป็นทหารมหาดเล็ก เพื่อจัดตั้งเป็นกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ทำหน้าที่รักษาพระองค์อย่างใกล้ชิด และตามเสด็จในเวลาเสด็จประพาสหัวเมือง ในชั้นนี้คัดเลือกไว้ 48 คน เมื่อรวมทหารมหาดเล็ก 2 โหลเดิมด้วยแล้ว จึงมีทหารมหาดเล็กทั้งหมด 72 คน

เมื่อการปฏิบัติหน้าที่กว้างขวางขึ้น จำนวนทหารที่มีอยู่เดิมจึงไม่เพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรศักดิ์มนตรีคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นทหารเพิ่มขึ้น ในการนี้ พระยาสุรศักดิ์มนตรี (แสง ชูโต) ได้นำบุตรชาย คือ นายเจิม ชูโต (ต่อมาคือเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เจิม แสง-ชูโต) เข้าถวายตัวเป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ โดยสมัครเป็นตัวอย่างคนแรก (เนื่องจากสมัยนั้นคนไทยไม่นิยมเป็นทหาร) ทำให้มีจำนวนทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์เพิ่มขึ้นทั้งที่เป็นผู้ใหญ่และที่เป็นเด็ก เพราะทุกคนต่างก็เห็นและรู้สึกเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลในการที่บุตรหลานของตนได้เข้ารับราชการใกล้ชิดพระมหากษัตริย์

การแต่งกายของทหารรักษาพระองค์เมื่อแรกตั้ง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหน่วยทหารดังกล่าวขึ้นเป็น กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ และทรงดำรงพระยศเป็นนายพันเอก ตำแหน่งผู้บังคับการกรมด้วยพระองค์เอง ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้จัดหน่วยทหารมหาดเล็กออกเป็น 2 กองร้อย และขยายเป็น 6 กองร้อยในเวลาต่อมา พร้อมทั้งจัดระเบียบในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์จนมั่นคงดีขึ้น และได้ทรงขนานนามหน่วยนี้เสียใหม่ว่า "กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์" (ราชวัลลภ หมายถึง ผู้เป็นที่รัก สนิท คุ้นเคยของพระราชา) ในปี พ.ศ. 2414

ปลาย พ.ศ. 2416 โปรดเกล้าฯ ให้แบ่งทหารในกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์จากทุกกองร้อยทำการฝึกการใช้ปืนกล ซึ่งได้นำเข้ามาประจำการครั้งแรก 10 กระบอก และจัดตั้งเป็น “กองปืนกล” ในการบังคับบัญชาของกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ซึ่งต่อมาได้ย้ายไปอยู่ในการบังคับบัญชากับกรมแสง (กรมสรรพาวุธทหารบกในปัจจุบัน)

พ.ศ. 2417 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกองทหารม้าขึ้นในกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ นับเป็นการสถาปนากิจการทหารม้าในประเทศไทย

พ.ศ. 2418 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกองทหารช่างขึ้นในกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ทั้งยังได้ดำเนินการ ฝึกหัดวิชาแผนที่ขึ้นในกองทหารช่างนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นกิจการทหารช่างและกิจการแผนที่ทหารในเมืองไทยด้วย

พ.ศ. 2420 โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติข้อบังคับสำหรับกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ลงวันศุกร์ เดือน 9 ขึ้นค่ำ 1 ปีฉลู นพศก จุลศักราช 1239 เพื่อให้การจัดหน่วยเป็นไปอย่างเป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพเป็นแบบแผนเดียวกัน โดยพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรม และทรงตั้งผู้รับพระบรมราชโองการมาสั่งการแก่ทหาร และนำกิจการในโรงทหารขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา

พ.ศ. 2430 โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติจัดการทหารขึ้น โดยรวมทหารบก ทหารเรือ ตั้งเป็นกรมหนึ่ง เรียกว่า “กรมยุทธนาธิการ” กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของกรมและวิธีการปกครองเป็นอย่างใหม่ให้เป็นเพียงกองพันทหารราบกองหนึ่ง เรียกว่า “กองทหารราบใน มหาดเล็กรักษาพระองค์” และให้ พลโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช (แต่เมื่อครั้งยังเป็น กรมหมื่น และ พันตรี ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนผู้บังคับการกรมทหารล้อมวัง) ดำรงพระยศเป็น พันโท ตำแหน่งผู้บังคับการกองทหารมหาดเล็กที่จัดใหม่ เมื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้บังคับการกรมคนใหม่แล้ว จึงเลิกตำแหน่งผู้รับพระบรมราชโองการในกรมนี้ตั้งแต่นั้นมา

ครั้นถึง พ.ศ. 2435 กรมยุทธนาธิการได้ดำเนินการจัดระเบียบหน่วยทหารใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้จัดให้มี พระราชพิธีพระราชทานธงชัยเฉลิมพลใหญ่รูปตราแผ่นดินพื้นสีแดงแก่กองทหารให้เป็นแบบเดียวกันทุกหน่วย

พ.ศ. 2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ประทับที่พระราชวังดุสิตเป็นการถาวร กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์จึงจัดให้กองร้อยที่ 3 ไปประจำอยู่ ณ ที่นั้นทั้งกอง และได้พระราชทานนามหน่วยใหม่ว่า “กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์”

23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า “ควรจะยกกรมนี้ถวายแด่สมเด็จพระบรมชนกาธิบดีให้เป็นข้าสืบไปชั่วกัลป์ปาวศานต์" จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขนานนามกรมทหารนี้ว่า “กรมทหารบกราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” และ ให้มีเครื่องหมายเป็นอักษรพระปรมาภิไธยย่อ จ.ป.ร. ติดที่อินธนูทหารในกรมนี้ทั่วไป

ลุถึงสมัยรัชกาลที่ 7 กรมทหารบกราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการเปลี่ยนนามหน่วยโดยตัดคำว่า “บก” ออก เป็น “กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” และปรับอัตรากำลังพลเป็น 1 กองพัน กองพันละ 1 กองร้อย

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ฯ ก็ได้ย้ายเข้าที่ตั้งแห่งใหม่ ณ สวนเจ้าเชตุ จังหวัดพระนคร

เครื่องแบบเต็มยศรักษาพระองค์ประจำหน่วย[แก้]

สำหรับหน่วยขึ้นตรงทุกหน่วย (ยกเว้นกองพันที่ 3)[แก้]

การแต่งกายเต็มยศของทหารในสังกัดกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และกองพันที่ขึ้นตรงกับกรมนี้ทุกกองพัน ยกเว้นกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ใช้เครื่องแบบเต็มยศรักษาพระองค์แบบเดียวกันทั้งหมด ดังนี้

  • หมวก หมวกยอดสีขาว มีพู่สีดำ หน้าหมวกมีตราราชวัลลภ ยอดหมวกและสายรัดคางโซ่ถักทำด้วยโลหะสีทอง
  • เสื้อ สักหลาดหรือเสิร์จสีแดง ปลอกคอโดยรอบทำด้วยกำมะหยี่สีดำ ปลอกคอด้านบนมีแถบไหมสีเหลือง 1 แถบ แนวอกมีดุมโลหะสีทองขนาดใหญ่ 7 ดุม ที่ดุมมีอักษรพระปรมาภิไธยย่อ จปร ที่บ่ามีอินทรธนูอ่อน ขัดดุมสีทองขนาดเล็ก
  • คันชีพ สายสะพาย ทำด้วยหนังสีขาว
  • เข็มขัด ทำด้วยหนังสีขาว หัวเข็มขัดทำด้วยโลหะสีทอง มีตราเครื่องหมายกองทัพบกดุนนูน
  • กางเกง สักหลาดหรือเสิร์จสีดำ ที่แนวตะเข็บข้างมีแถบสักหลาดสีแดง 1 แถบ กว้าง 1 ซม.
  • ร้องเท้า หุ้มข้อหนังสีดำ
  • กระเป๋าคันชีพ ทำด้วยหนังสีขาว มีตราราชวัลลภทำด้วยโลหะสีทอง ติดที่ฝากระเป๋า
  • ชายเสื้อด้านหลัง มีดุมโลหะสีทองขนาดกลางข้างละ 1 ดุม
  • แขนเสื้อด้านข้าง ปลอกข้อมือด้านนอกทั้ง 2 ข้าง โดยรอบทำด้วยกำมะหยี่สีดำ มีแถบ 3 แถบ ทำด้วยไหมสีเหลือง 2 แถบ ไหมสีขาวอยู่กลาง 1 แถบ ด้านบนเป็นรูปสามเหลี่ยม ปักอักษรไขว้กันด้วยไหมสีเหลืองและสีขาวเป็นตัวอักษร สพปมจ

สำหรับกองพันที่ 3[แก้]

การแต่งกายเต็มยศของทหารในสังกัดกองพันที่ 3 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

เนื่องจากกองพันที่ 3 เป็นหน่วยทหารที่แปรสภาพมาจากกรมทหารรักษาวังในรัชกาลที่ 6 จึงมีเครื่องแบบประจำกองพันของตนโดยเฉพาะ ซึ่งสืบทอดมาจากเครื่องแบบของกรมทหารรักษาวัง ดังนี้

  • หมวกยอดมีพู่สีบานเย็น ตราครุฑพ่าห์
  • เสื้อคอปิดสีขาว แผงคอและข้อมือสักหลาดสีบานเย็น
  • ปลอกข้อมือปักรูปอักษร ว.ภายใต้พระมหามงกุฏสีทอง
  • กางเกงสักหลาดสีดำ แถบสีบานเย็นข้างละ 2 แถบ รองเท้าหนังหุ้มข้อสีดำ
  • เครื่องหมาย : มีอักษร ว. ภายในพระมหามงกุฏทำด้วยโลหะสีทอง ประดับที่อกเสื้อเบื้องขวา

รายพระนาม/รายนามผู้บังคับการกรม[แก้]

พระนาม / นาม ดำรงตำแหน่ง (พ.ศ.) หมายเหตุ
จอมพล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2411 - 2416 ทรงดำรงพระยศเป็นนายพันเอกผู้บังคับการพิเศษแห่งกองทหารราบมหาดเล็กรักษาพระองค์
พันโท เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) 2416 - 2422
พันโท สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ 2422 - 2428 พระอิสริยยศสุดท้ายคือ จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
พันโท พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร 2428 - 2435 พระอิสริยยศสุดท้ายคือ พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
พันโท พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช 2435 พระอิสริยยศสุดท้ายคือ พลโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุขสวัสดี กรมหลวงอดิศรอุดมเดช
พันโท จมื่นวิชิตไชยศักดาวุธ (อ๊อด ศุภมิตร) 2435 - 2439 ยศและบรรดาศักดิ์สุดท้ายในการรับราชการ คือ พระตำรวจเอก นายพลตรี เจ้าพระยาราชศุภมิตร
พันโท พระราญรอนอริราช (เพิ่ม ภูมิประภาส) 2439 - 2441 บรรดาศักดิ์สุดท้ายคือ พระนราธิราชภักดี
พันโท พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช 2441 - 2444 พระอิสริยยศสุดท้ายคือ จอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช
พันโท สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกฎราชกุมาร 2444 - 2453 พระอิสริยยศเมื่อเสวยราชสมบัติคือ จอมพล พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ 2453 - 2462
พลเอก เจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) 2462 - 2469
จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต 2466 - 2475
พันเอก หลวงไกรชิงฤทธิ (กร ไกรชิงฤทธิ) 2484 - 2486
พันเอก ชะลอ นันทเสนีย์ 2486 - 2488
พันเอก เชื้อ พลอยมีค่า 2488
พันเอก สฤษดิ์ ธนะรัชต์ 2488 - 2491 ชั้นยศสุดท้ายในการรับราชการทหาร คือ จอมพล
พันเอก บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา 2491
พันเอก ประภาส จารุเสถียร 2491 - 2494 ชั้นยศสุดท้ายในการรับราชการทหาร คือ จอมพล
พันเอก ขุนชิตผะดุงผล (พิชิต ชิตอรุณ) 2494 - 2496
พันเอก กฤษณ์ สีวะรา 2496 - 2500 ชั้นยศสุดท้ายในการรับราชการทหาร คือ พลเอก
พันเอก เกรียงไกร อัตตะนันทน์ 2500 - 2503 ชั้นยศสุดท้ายในการรับราชการทหาร คือ จอมพล
พันเอก ประเสริฐ ธรรมศิริ 2503 - 2507
พันเอก เอื้อม จิรพงศ์ 2507 - 2512
พันเอก จิตต์กวี เกษะโกมล 2512 - 2515
พันเอก พัฒน์ อุไรเลิศ 2515 - 2516
พันเอก อร่าม ศรีอักขรินทร์ 2516 - 2519
พันเอก สุธี บุญวัฒนะกุล 2519 - 2520
พันเอก จาป เอี่ยมศิริ 2520 - 2521
พันเอก สุเทพ สีวะรา 2521 - 2523
พันเอก ปรีดี รามสูต 2523 - 2524
พันเอก ศัลย์ ศรีเพ็ญ 2524 - 2525
พันเอก บัณฑิตย์ มลายอริศูนย์ 2525 - 2528
พันเอก สมภพ อัตตะนันทน์ 2528 - 2533 ชั้นยศสุดท้ายในการรับราชการทหาร คือ พลเอก
พันเอก ภิรมย์ ตังครัตน์ 2533 - 2536
พันเอก ฤทธิชัย เถาทอง 2536 - 2538
พันเอก จิระเดช โมกขะสมิต 2538 - 2542
พันเอก รณยุทธ ฤทธิฦาชัย 2542 - 2543
พันเอก พฤณท์ สุวรรณทัต 2543 - 2544 ชั้นยศสุดท้ายในการรับราชการทหาร คือ พลเอก
พันเอก นพดล เจริญพร 2544 - 2545
พันเอก ชำนิ รักเรือง 2545 - 2546
พันเอก ยศนันท์ หร่ายเจริญ 2546 - 2548
พันเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา 2548 - 2549 ชั้นยศสุดท้ายในการรับราชการทหาร คือ พลเอก
พันเอก วราห์ บุญญะสิทธิ์ 2549 - 2551
พันเอก ณัฐวัฒน์ อัคนิบุตร 2551 - 2553
พันเอก พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ 2553 - 2555
พันเอก เอกรัตน์ ช้างแก้ว 2555 - 2557
พันเอก อาสาศึก ขันติรัตน์ 2557 - ปัจจุบัน

อ้างอิง[แก้]

  • ตำนานมหาดเล็ก (คัดจากต้นฉบับเดิม โดย นายวรการบัญชา) . หนังสือที่ระลึกเนื่องในงานราชวัลลภฯ ครบรอบหนึ่งร้อยสามสิบหกปี กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 11 พฤศจิกายน 2547 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์. กรุงเทพฯ: กรีนแมคพาย, 2547.
  • สมุดภาพเครื่องแบบทหารบก กรมกำลังพลทหารบก พ.ศ. 2541

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

พิกัดภูมิศาสตร์: 13°46′32″N 100°33′11″E / 13.775665°N 100.553124°E / 13.775665; 100.553124