ผู้ชนะสิบทิศ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หน้าปกนวนิยาย ผู้ชนะสิบทิศ ตอน บุเรงนองลั่นกลองรบ ฉบับตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2496

ผู้ชนะสิบทิศ เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ งานประพันธ์ชิ้นเอกของ ยาขอบ กล่าวถึงเรื่องราวของนักรบผู้หนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น "ผู้ชนะสิบทิศ" นั่นคือ พระเจ้าบุเรงนองแห่งกรุงหงสาวดี นวนิยายได้รับความนิยมมากและถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครเวที ละครโทรทัศน์ และ ภาพยนตร์ หลายครั้ง ตลอดจน ละครวิทยุ รวมถึงมีการประพันธ์เพลง ผู้ชนะสิบทิศ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายด้วย

เนื้อหา

เค้าโครงความจริงและที่มาที่ไป [แก้]

ผู้ชนะสิบทิศ เป็นนิยายที่ยาขอบ หรือโชติ แพร่พันธุ์ ผู้เขียนเรียกว่า "นิยายปลอมพงศาวดาร" โดยหยิบพงศาวดารพม่าเพียงแค่ 8 บรรทัด จากพระราชพงศาวดารพม่า พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ในครั้งแรกใช้ชื่อว่า "ยอดขุนพล" เริ่มเขียนใน พ.ศ. 2474 จบลงใน พ.ศ. 2475 ในหนังสือพิมพ์ "สุริยา" และเริ่มเขียน "ผู้ชนะสิบทิศ" ในหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติ" เมื่อ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 จบภาคหนึ่งเมื่อ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2476 รวมเล่มพิมพ์เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2482 เขียนรวมทั้งหมด 3 ภาค เมื่อ พ.ศ. 2482 แต่ยังไม่จบ เนื่องจากขาดข้อมูลบางอย่างที่จะต้องใช้ประกอบการเขียน ในเนื้อเรื่องกล่าวถึงราชวงศ์ตองอูตอนต้น เริ่มตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าเมงจีโย ไปจนถึงพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ หรือ มังตราราชบุตร โดยคำว่าผู้ชนะสิบทิศนั้น มาจากคำที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวถึง พระเจ้าบุเรงนองว่าเป็น The Conqueror of Ten Directions แต่สำหรับชื่อนิยาย จากหนังสือประวัติยาขอบ อ้างอิงว่า มาลัย ชูพินิจ เป็นผู้ตั้งให้ ผู้ชนะสิบทิศตีพิมพ์ครั้งแรกลงใน นสพ.ประชาชาติ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ในตอน "ความรักครั้งแรก" ฉบับพิมพ์รวมเล่มใช้ชื่อ "ลูกร่วมนม" สร้างชื่อเสียงให้ยาขอบได้แจ้งเกิด จนกลายเป็นกระแสไปทั่วทุกเพศทุกวัย ว่ากันว่าแม้แต่บรรพชิตก็ยังอ่านอย่างไม่กลัวอาบัติ[1]

เนื้อเรื่องย่อ [แก้]

มหาราชพม่าพระองค์หนึ่งมีพื้นตระกูลกำเนิดสามัญชน จะเด็ด เป็นลูกพระนมหลวง จึงพลอยได้สมาคมกับพระราชวงศ์นับแต่ร่วมน้ำนมกับมังตราราชบุตร และตะละแม่จันทรา พระราชธิดา ต่อมาเป็นดั่งดวงใจ จะเด็ด ฉากของเรื่องมีสามเมืองใหญ่ที่ถูกผูกเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกัน ด้วยการเมือง การรบ ความแค้น และความรัก คือตองอู เมืองพม่าอันมีจะเด็ดเป็นหนึ่งในตองอู กับเมืองแปร และเมืองหงสาวดี อันเป็นเมืองมอญ ตองอูนั้นสร้างด้วยสามเกลอร่วมใจกัน คือ มังสินธุ ขุนพลผู้ออกบวช ภายหลังเป้นมหาเถรกุโสดออาจารย์ของจะเด็ด, ทะกะยอดิน ขุนพลผู้พอใจเป็นขุนวังและเมงกะยินโย ขุนพลผู้ยกเศวตฉัตรเหนือตองอู มีพระราชธิดาเกิดแต่พระอัครมเหสีนามว่า ตะละแม่จันทรา มีพระราชโอรสเกิดด้วยพระมหาเทวีเป็นรัชทายาทนามว่า มังตรา ส่วนจะเด็ดเป็นลูกคนปาดตาลที่แม่ชื่อ นางเลาชี ซึ่งมหาเถรกุโสดอถวายคำแนะนำกษัตริย์ตองอู รับเป็นพระนมของมังตราและจันทรา

ฝ่ายเมืองแปร หญิงผู้เป็นแสนรักของจะเด็ดอีกคนเกิดที่นี่ นามตะละแม่กุสุมา พระธิดาพระเจ้าเมืองแปรหรือพระเจ้านรบดี พระเจ้าแปรเป็นพระอนุชาของผู้ครองหงสาวดีคือพระยาราม มีราชบุตรชื่อสอพินยา ซึ่งมีบริวารนามว่าไขลู ตัวละครนี้ ยาขอบรักที่สุด เพราะจะสร้างพระเอกอย่างจะเด็ดเท่าไร สร้างได้ไม่ยากนัก แต่จะสร้างคนชั่วช้า อย่างไขลูสร้างได้ยากยิ่ง ตัวละครในผู้ชนะสิบทิศ มีเป็นอันมากและเวลาในเรื่องกินเวลายาว กระนั้น การที่คนอ่านไม่เพียงบทตราตรึงของตัวละครเอก ยังแผ่ใจจดจำตัวประกอบรองๆ ไม่สับสนหลงลืม เพราะผู้ประพันธ์กำหนดบทบาทและบุคลิกภาพของตัวละครชัดเจน กินใจเป็นกระพี้ที่สำคัญต่อแก่นประสมประสานเป้นองค์เอกภาพเดียวกัน

จะเด็ดเจ้าชู้และเป็นชายชาตรีลูกคนธรรมดา เกือบจะพิมพ์เดียวกับขุนแผน ขณะที่ขุนแผนใช้เวทมนตร์และวิ่งหาความรัก ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตรักโดยเฉพาชีวิตครอบครัว ส่วนบทบาทของขุนแผนในทางสังคมก็เพียงขุนนางชาวบ้านผู้จงรักภักดี แต่จะเด็ดหนุ่มรูปงามคารมดี มิได้ใช้เวทมนตร์ใด หากกิริยาวาจานั้นกำใจทั้งสาวๆ ตัวละครและทั้งคนอ่าน แม้ผู้หญิงตามปกติไม่เห็นใจชายเจ้าชู้ ทว่าจะเด็ดดูว่าเป็นข้อยกเว้น เพราะ เคลิ้มตนด้วยความอยากจะเป็นตะละแม่สักนางหนึ่งเมื่อจะเด็ดอ้อนรำพัน "ข้าพเจ้ารักจันทราด้วยใจภักดิ์ แต่รักกุสุมาด้วยใจปอง" ซึ่งหัวใจจะเด็ดยังกว้างเหมือนมหาสมุทรที่ไม่เลือกเรือสำหรับหญิงอื่นๆ อีกด้วย ในความเป็นสามัญชนของจะเด็ดยังแตกต่างจากขุนแผน ที่เป็นเพียงข้าผู้ภักดีในฐานะขุนนาง ทว่าจะเด็ดไม่เพียงเด็ดดอกฟ้าโดยเป็นสวามีพระพี่นางของมังตรา หากสิ้นมังตรายังขึ้นเป็นจอมคนของทั้งแผ่นดิน ผู้ชนะสิบทิศ[2]

ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ [แก้]

ผู้ชนะสิบทิศ สร้างเป็น ละครเวที ละครโทรทัศน์[3] และ ภาพยนตร์ มาแล้วหลายครั้ง ได้แก่

ภาพยนตร์ [แก้]

สร้างครั้งแรก ระบบ 16 มม.ของ เจ้าพระยาภาพยนตร์ โดย เฑียรร์ กรรณสูต กำกับโดย เนรมิต นำแสดงโดย ไชยา สุริยัน[4] (จะเด็ด), ชนะ ศรีอุบล (มังตรา), กรุณา ยุวกร (ตะละแม่จันทรา) และ พิศมัย วิไลศักดิ์ (ตะละแม่กุสุมา ) เนื้อเรื่องแบ่งเป็น 3 ภาค ดังนี้

มีเพลงประกอบเป็นที่รู้จักและยังติดอยู่ในความทรงจำตราบจนปัจจุบัน 2 เพลง คือ "บุเรงนองลั่นกลองรบ" ขับร้องโดย สุเทพ วงศ์กำแหง และ "ผู้ชนะสิบทิศ" ขับร้องโดย ชรินทร์ นันทนาคร

ต่อมา เพลงบุเรงนองลั่นกลองรบ ทำดนตรีใหม่เป็นดนตรีร่วมสมัยมากขึ้น แต่ยังคงเนื้อร้องเดิมอยู่ โดย กษาปณ์ จำปาดิบ ในปี พ.ศ. 2538 และยืนยง โอภากุล ในปี พ.ศ. 2549[5]

ละครโทรทัศน์ [แก้]

จะเด็ด ในผู้ชนะสิบทิศฉบับละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 นำแสดงโดย สันติสุข พรหมศิริ
ปี จะเด็ด ตะละแม่จันทรา ตะละแม่กุสุมา มังตรา สถานีโทรทัศน์
พ.ศ. 2501 ประกอบ ไชยพิพัฒน์ ศศิมา สิงห์สิริ ทรงศรี เทวคุปต์ ประภาพรรณ นาคทอง ช่อง 4 บางขุนพรหม
พ.ศ. 2504 ชรินทร์ นันทนาคร
-
สวลี ผกาพันธ์
-
ช่อง 4 บางขุนพรหม
พ.ศ. 251X อัศวิน รัตนประชา
-
ศศิมา สิงห์สิริ
-
ช่อง 4 บางขุนพรหม
พ.ศ. 2523 นิรุตติ์ ศิริจรรยา นันทวัน เมฆใหญ่ กนกวรรณ ด่านอุดม พิศาล อัครเศรณี ช่อง 9
พ.ศ. 2525 สมชาติ ประชาไทย พิมพ์ใจ พรหมมาลี
-
-
ช่อง 5
พ.ศ. 2532-พ.ศ. 2533 สันติสุข พรหมศิริ นาถยา แดงบุหงา สินจัย หงส์ไทย ไตรภพ ลิมปพัทธ์ ช่อง 3

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2549 โมเดิร์นไนน์ทีวี มีโครงการสร้างเป็นละครอีกครั้ง โดยประกาศหานักแสดงนำฝ่ายชายสำหรับบทจะเด็ด แต่ยกเลิกไป เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ หลังเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549[6]

อย่างไรก็ดี ผู้ชนะสิบทิศ เป็นนิยายที่ว่าถึง กษัตริย์พม่าองค์ที่สามารถชนะเอกราชของกรุงศรีอยุธยาได้ จึงเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เสมอ ๆ เมื่อจะสร้างเป็นละครหรือภาพยนตร์แต่ละครั้ง ว่าสมควรหรือไม่ที่จะเผยแพร่เรื่องเช่นนี้ออกมาสู่สังคม[7]

ละครวิทยุ [แก้]

  • รายการวรรณกรรมทางอากาศ โดย อาคม ธรรม์นิเทศ ,สถานีวิทยุ 01 มีนบุรี เอเอ็ม 945 ราว พ.ศ. 2530 - 2540
  • ละครวิทยุ เอเอ็ม พ.ศ. 2554
  • คณะสยาม 81 ,สถานีวิทยุ วพท.เอเอ็ม 792 เวลา 8.30 - 9.00 น. เริ่มเดือนกันยายน พ.ศ. 2555

ดูเพิ่ม [แก้]

อ้างอิง [แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]