สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมกเยล วังชุก
| สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก | |
|---|---|
| ดรุก กยาลโป (ราชามังกร) | |
พระบรมฉายาลักษณ์ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 | |
| พระมหากษัตริย์แห่งภูฏาน | |
| ครองราชย์ | 16 ธันวาคม พ.ศ. 2549 – ปัจจุบัน (19 ปี 8 เดือน 30 วัน) |
| ราชาภิเษก | 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 |
| ก่อนหน้า | สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เซ็งเค วังชุก |
| รัชทายาท | เจ้าชายชิกเม นัมเกยล วังชุก มกุฎราชกุมาร[1] |
| นายกรัฐมนตรี | |
| พระราชสมภพ | 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 กาฐมาณฑุ ราชอาณาจักรเนปาล[2][3] |
| สมเด็จพระอัครมเหสี | สมเด็จพระราชินีเจจุน ปัทมา เพมา วังชุก (สมรส 2011) |
| พระราชบุตร | เจ้าชายชิกเม นัมเกยล วังชุก มกุฎราชกุมาร เจ้าชายชิกเม อุกเยน วังชุก เจ้าหญิงโซนัม ยังเดน วังชุก |
| ภาษาทิเบต | འཇིགས་མེད་གེ་སར་རྣམ་རྒྱལ་དབང་ཕྱུག་ |
| ราชวงศ์ | วังชุก |
| พระราชบิดา | สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เซ็งเค วังชุก |
| พระราชมารดา | สมเด็จพระราชินีเชอริง ยังดน วังชุก |
| ศาสนา | พุทธวัชรยาน |
| ลายพระอภิไธย | |
| พระราชวงศ์ภูฏาน |
|---|
|
|
สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก (ซองคา: འཇིགས་མེད་གེ་སར་རྣམ་རྒྱལ་དབང་ཕྱུག་, ไวลี: jigs med ge sar rnam rgyal dbang phyug;[4] สื่อไทยออกพระนามว่า สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก; พระราชสมภพ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1980) เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน รัชกาลที่ 5 แห่ง ราชวงศ์วังชุก[5] ทรงได้รับการยกย่องจากชาวภูฏานรวมถึงชาวไทยส่วนใหญ่ว่ามีพระจริยวัตรที่งดงาม และเป็นที่รักยิ่งของประชาชนชาวภูฏาน[ต้องการอ้างอิง]
สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เซ็งเค วังชุก พระราชบิดาเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ต่อมาพระองค์ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังในกรุงทิมพู ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินีเจจุน ปัทมา วังชุก เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ และพระราชธิดา 1 พระองค์[6]
สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า[ต้องการอ้างอิง] จากการที่ทรงวางพระองค์อย่างเป็นกันเองในหมู่ประชาชน จึงสร้างความประทับใจแก่พสกนิกรอย่างสูง[ต้องการอ้างอิง] ถึงแม้ว่าพระองค์ไม่ต้องทรงรับพระราชภารกิจการบริหารประเทศ เนื่องจากสมเด็จพระราชบิดาได้ทรงวางระบอบปกครองแบบประชาธิปไตยขึ้นมาอยู่ก่อนแล้ว แต่พระองค์เองก็ยังทรงเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ในการสร้างเอกภาพและเสถียรภาพ[ต้องการอ้างอิง] ในประเทศที่มีประชากรเพียง 753,947 คน โดยมุ่งเน้นด้านความสุขมวลรวมของประชากรภายในประเทศเป็นสำคัญ
พระราชประวัติ
[แก้]เสด็จพระราชสมภพเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 ที่โรงพยาบาลสูติกรรมและสตรีปโรปการ กาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล พระองค์เป็นพระราชโอรสใน สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม ซิงเย วังชุก และ สมเด็จพระราชินีเชอริง ยางดน วังชุก พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งเป็นพระมเหสีองค์ที่สามในบรรดาพระมเหสีทั้งสี่พระองค์ สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก มีพระขนิษฐาและพระอนุชาร่วมพระมารดา ซึ่งมีพระนามว่า เจ้าหญิงอาชิ เดเชน ยังซัม และพระอนุชามีพระนามว่า เจ้าชาย ดาโช ชิกเม ดอร์จิ วังชุก[7]
การศึกษา
[แก้]เมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษา พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ในระดับมัธยมศึกษาที่ คัชชิง อะคาเดมี (Cushing Academy) ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำสหศึกษาที่มีชื่อเสียงของรัฐแมสซาชูเซตส์ มีอายุกว่า 100 ปี และทรงศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยวีตัน (Wheaton College) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านศิลปศาสตร์ในรัฐเดียวกัน ก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินมาศึกษาต่อปริญญาโท ในสาขาการทูต (Foreign Service Programme) และสาขาวิชาการเมืองที่ Magdalen College School สหราชอาณาจักร[8]
นอกจากนี้ พระองค์เสด็จพระราชดำเนินแทนพระราชบิดาไปยังต่างแดนในหลายโอกาส และทรงเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมต่างๆ รวมไปจนถึงการศึกษา และองค์กรเศรษฐกิจหลายแห่ง
การทูลเกล้าถวายปริญญา
[แก้]- มหาวิทยาลัยรังสิตได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่สมเด็จพระราชาธิบดี (เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นเจ้าชายมกุฎราชกุมาร) ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2549[9][10]
- มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาส่งเสริมการเกษตร แด่สมเด็จพระราชาธิบดี นอกจากนี้พระองค์ยังส่งนักศึกษาและบุคคลสำคัญเข้ามาศึกษา ดูงาน และสัมมนาที่ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประจำ
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ แด่สมเด็จพระราชาธิบดี ในฐานะที่ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่พสกนิกรด้วยพระราชหฤทัยตั้งมั่นอยู่บนการพัฒนาอันยั่งยืน ทรงให้ความสำคัญด้านการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ทรงดำเนินโครงการในพระราชดำริโดยให้ความสำคัญแก่เยาวชนและเด็ก ทรงเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และทรงสนับสนุนการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของประชาชนตามวิถีประชาธิปไตย พร้อมกันนี้ยังทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาแด่สมเด็จพระราชินี เจตซุน เพมา วังชุก เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เสด็จขึ้นครองราชย์
[แก้]สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เซ็งเค วังชุก พระบรมชนกนาถ ทรงสละราชสมบัติพระราชทานให้แก่เจ้าชายชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก รัชทายาท พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2549 โดยมีพระราชดำริในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย[11] และได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างแรกด้วยการพระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันชาติของภูฎาน หลังจากนั้นประมาณสองปี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 พระองค์ได้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังในกรุงทิมพู
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก
[แก้]ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก ทรงเข้าพระราชพิธีราชาภิเษกภายในพระราชวังทาชิโชซอง ในเมืองทิมพู โดยสมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม ซิงเย วังชุก ทรงเป็นผู้ประกอบพระราชพิธี โดย พระราชทานมงกุฎไหมสีแดงดำแด่พระองค์ นอกจากนี้ยังมีนางซอนยา คานธี ประธานรัฐสภาของอินเดียเข้าร่วมในพิธีด้วย ทั้งนี้พระองค์ได้สืบบัลลังก์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุกด้วยพระชนมพรรษาเพียง 28 พรรษา และทรงปกครองประเทศด้วยระบอบประชาธิปไตย
สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก ทรงฉลองพระองค์สีแดงทองที่เป็นชุดคลุมยาวปิดเข่าอันเรียกกันว่า "โฆ" ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติของชายชาวภูฏาน ประทับบนบัลลังก์ทองคำ พระพักตร์เคร่งขรึม แต่ก็ทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อยขณะทรงรับเครื่องถวายแด่สมเด็จพระราชาธิบดีองค์ใหม่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และยังมีพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่พสกนิกรหลายพันคนที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในตอนบ่ายของวันเดียวกันว่า "ข้าพเจ้าไม่ต้องการสิ่งใด" "สิ่งที่สำคัญสำหรับข้าพเจ้าคือความหวังและความมุ่งมาดปรารถนาของ ประชาชน และพระชนมายุอันยืนยาวและพระพลานามัยอันแข็งแรงสำหรับสมเด็จพระราชบิดา ชิกเม ซิงเย วังชุก ของข้าพเจ้า" "ในโอกาสอันพิเศษยิ่งนี้ ขอให้ร่วมกันสวดมนต์และขออธิษฐานขอให้แสงตะวันเฉิดฉันแห่งความสุขจะสาดส่อง ลงมาที่ประเทศชาติของเราเสมอไป"
นอกจากประชาชนหลายพันคนที่มารวมตัวกันถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก ซึ่งประกอบพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ยังมีแขกสำคัญที่ร่วมในพิธีดังกล่าวคือ ประธานาธิบดีประติภา ปาติลแห่งอินเดีย และนางโซเนีย คานธี นักการเมืองคนสำคัญของอินเดียพร้อมด้วยบุตรธิดา เนื่องจากครอบครัวคานธีนั้นมีความสนิทชิดเชื้อกับราชวงศ์ภูฏาน[12][13]
ซีเอ็นเอ็น ได้รายงานข่าวการเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ โดยระบุว่า มีการร่วมเฉลิมฉลองตามถนนหนทาง เล่นดนตรี มีการประดับประดาดอกไม้ตามศูนย์ต่างๆเพื่อแสดงการเฉลิมฉลองในโอกาสที่มีกษัตริย์พระองค์ใหม่ ตลอดจนมีการรายงานถึงความรู้สึกของพสกนิกรชาวภูฏานที่ทั้งต่างแสดงความดีใจ และสะเทือนใจในการสละราชสมบัติอย่างกะทันหันของพระราชบิดาไปพร้อมๆกัน[14]
ชีวิตส่วนพระองค์
[แก้]ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก ได้ทรงประกาศหมั้นกับ เจตซุน เพมา ซึ่งเป็นหญิงสาวสามัญชน โดยทั้งสองอภิเษกสมรสในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2554
สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554 จัดขึ้น ณ มณฑลพูนาคา ประเทศภูฏาน[6] ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ และพระราชธิดา 1 พระองค์ ได้แก่
- เจ้าชายชิกเม นัมเกยล วังชุก (ประสูติ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559)
- เจ้าชายชิกเม อุกเยน วังชุก (ประสูติ 19 มีนาคม พ.ศ.2563)
- เจ้าหญิงโซนัม ยังเดน วังชุก (ประสูติ 9 กันยายน พ.ศ.2566)
การร่วมพระราชพิธีพระบรมศพและพระศพของเชื้อพระวงศ์ไทย
[แก้]พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
[แก้]ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรไทย พร้อมด้วย สมเด็จพระราชินีเจจุน ปัทมา วังชุก และเจ้าชายชิกเม นัมเกยล วังชุก มกุฎราชกุมาร เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และเสด็จพระราชดำเนินเพื่อแสดงความอาลัยในวันถัดมา ในการนี้ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะ หน้าพระบรมโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงลงพระนามแสดงความอาลัย ณ ศาลาว่าการพระราชวัง อาคารสำนักราชเลขาธิการ[15] ทรงมีพระราชสาส์นถวายความอาลัยมีใจความตอนหนึ่งว่า
ทรงเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม ทรงเป็นต้นแบบ และทรงยํ้าถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ราชวงศ์ไทยและราชวงศ์ภูฏาน การเสด็จสวรรคต จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวภูฏานทั่วประเทศ เสียใจอย่างยิ่ง
— สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก
นับตั้งแต่วันแรกของการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก ได้ทรงนำพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ข้าราชการระดับสูง ร่วมสวดมนต์และจุดเทียนหนึ่งพันเล่ม ณ พระมหาวิหารเกนราแห่งทาชิโชซอง ในกรุงทิมพู เมืองหลวงของประเทศภูฏาน และ 7 วันต่อเนื่อง ที่วัดทั่วประเทศในภูฏาน จัดพิธีสวดมนต์ บำเพ็ญพระราชกุศล และจุดเทียน ตามขนบธรรมเนียมเพื่อร่วมถวายความอาลัย บรรยากาศในพิธีสะท้อนถึงความตั้งใจของชาวภูฏาน ทั้งเด็กนักเรียน ข้าราชการ พ่อค้าประชาชน Jitzen นักเรียนชาวภูฏาน กล่าวว่า
เธอรับรู้ตลอดมาว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ พระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักเพื่อคนไทยด้วยความรัก เธอจึงรักพระองค์ เช่นเดียวกับการรักพระมหากษัตริย์ของภูฏาน
— Jitzen
พิธีนี้ นอกจากจะเปิดโอกาสให้ชาวภูฏานได้ร่วมแสดงความอาลัย ยังกลายเป็นพิธีที่มีความหมายอย่างยิ่ง สำหรับชาวไทยในภูฏาน บรรยากาศและผู้คนในพิธี เต็มไปด้วยความอบอุ่น เสมือนการปลอบประโลม โอบกอดหัวใจของชาวไทยในภูฏาน ในห่วงเวลาแห่งความสูญเสีย คนไทยในภูฏานบางคนได้มีโอกาสเข้าเฝ้า สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก ระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนิน ไปร่วมสวดมนต์และบำเพ็ญพระราชกุศล ณ พระมหาวิหารเกนราแห่งทาชิโชซอง นอกจากภาพคุ้นตาของชาวไทยที่ สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ยังเคยเสด็จพระราชดำเนินเยือน ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อศึกษาแนวทางพระราชดำริ การพัฒนาบนยอดดอยอินทนนท์และยอดดอยอางขาง ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำกลับไปปรับใช้บนพื้นที่ภูเขาสูง และทำการเกษตรของชาวภูฏาน นี่จึงเป็นคำตอบที่พระมหากษัตริย์แห่งภูฏาน ตลอดพสกนิกรของพระองค์ มีความรักความผูกพัน และอยู่เคียงข้างปวงชนชาวไทย ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ตลอดมา[16] [17]
ต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 สมเด็จพระราชาธิบดี สมเด็จพระราชินี และมกุฎราชกุมารแห่งภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง
[แก้]ในวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568 สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย ทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระอักษรแสดงความอาลัยกับทรงลงพระนามาภิไธย และทรงร่วมพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในคืนวันดังกล่าว
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ (มิถุนายน 2026) |
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
[แก้]สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวารพระราชทานพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569[18]
ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ (มิถุนายน 2026) |
พระราชกรณียกิจ
[แก้]สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก เป็นหนึ่งในพระราชอาคันตุกะ ที่เสด็จทรงร่วมพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ 12 - 13 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ที่กรุงเทพมหานคร ในขณะที่พระองค์ยังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร และเป็นพระราชอาคันตุกะที่มีพระชนมายุน้อยที่สุด ในหมู่ราชวงศ์ที่มาร่วมงาน[19]
- เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549 พระองค์เสด็จเยือนประเทศไทยอีกครั้งเพื่อเสด็จเยี่ยมชมสวนดอกไม้ของภูฏาน ในงานพืชสวนโลกที่จัดขึ้นในเชียงใหม่ และทางมหาวิทยาลัยรังสิตได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในช่วงเวลาต่อมา[20][21]
- พระองค์ทรงร่วมลงพระนามในสนธิสัญญามิตรภาพกับประเทศอินเดียในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 แทนฉบับเดิม ซึ่งคือฉบับ พ.ศ. 2492[22]
- 22-24 ธันวาคม พ.ศ. 2568 สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย เพื่อทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเสด็จทอดพระเนตรศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 วันถัดมาทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงถวายสักการะเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือข้อราชการและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
พระราชอิสริยยศ
[แก้]| ธรรมเนียมพระยศของ สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก | |
|---|---|
พระราชลัญจกร | |
| การทูล | ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท |
| การแทนตน | ข้าพระพุทธเจ้า |
| การขานรับ | พระพุทธเจ้าข้า/เพคะ |
- เจ้าชาย ดาโช ชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก (พ.ศ. 2523 — 2547)
- เจ้าชาย โชเซ เพนลป ชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก มกุฎราชกุมารแห่งภูฏาน (พ.ศ. 2547 — 2549)
- สมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมเกยล วังชุก (พ.ศ. 2549 — ปัจจุบัน)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
[แก้]เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ
[แก้]
ตองงา :
- พ.ศ. 2553 –
เครื่องราชอิสริยาภรณ์สมเด็จพระราชินีซาโลเต ตูปูที่ 3 ชั้นที่ 1[23]
- พ.ศ. 2553 –
ไทย :
- พ.ศ. 2553 –
เหรียญลูกเสือสดุดี ชั้นที่ 1[24]
- พ.ศ. 2553 –
พงศาวลี
[แก้]| พงศาวลีของสมเด็จพระราชาธิบดีชิกเม เคซาร์ นัมกเยล วังชุก | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Rspnbhutan". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2016.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "I was born in Nepal: HM the King of Bhutan". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2 มิถุนายน 2016. สืบค้นเมื่อ 8 พฤษภาคม 2016.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Bhutanese king keen to visit Nepal". My Republica (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). Nepal Republic Media Pvt. Ltd. 16 มิถุนายน 2015. สืบค้นเมื่อ 4 มิถุนายน 2017.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) CS1 maint: deprecated archival service (ลิงก์) - ↑ "A Legacy of Two Kings". Bhutan Department of Information Technology. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 27 มีนาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2008.
{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Das, Biswajyoti (2006-12-18). "Bhutan's new king committed to democracy". Boston Globe. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2007-03-12. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06.
- 1 2 ภูฎานชื่นมื่นกษัตริย์ชิกเมอภิเษกวันนี้[ลิงก์เสียถาวร]
- ↑ Lawson, Alistair (2008-11-04). "Profile: Jigme Khesar Namgyel Wangchung". BBC News.
- ↑ "His Royal Highness Crown Prince Dasho Jigme Khesar Namgyel Wangchuck". RAOnline. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06.
- ↑ Chang, Mai (2006-11-25). "Bhutan prince charms fans at floral expo". The Nation. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-10-08. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06.
- ↑ Pungkanon, Kupluthai (2006-11-27). "Prince, Thailand have mutual adoration". The Nation. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2007-02-13. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06.
- ↑ "Last National Assembly session begins". Bhutan Observer. 2008-01-19. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06.
- ↑ "Lavish coronation for Bhutan king". BBC. 2008-11-06. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06.
- ↑ "Coronation fever in Bhutan as people's king bonds with subjects". 208-11-10.
{{cite web}}: ตรวจค่าวันที่ใน:|date=(วิธีใช้) - ↑ "Himalayan nation of Bhutan crowns new king". CNN. 2008-11-06. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06.[ลิงก์เสียถาวร]
- ↑ เก็บถาวร 2016-11-09 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน “กษัตริย์ชิกเม” ประกอบพิธีจุดเทียนอุทิศแด่ “ในหลวง” พร้อมรับสั่งไว้ทุกข์ทั่วภูฏาน เหล่าผู้นำโลกร่วมอาลัย จากMGR Online
- ↑ "กษัตริย์ภูฏาน - ในหลวง ร.9" ความผูกพันที่มากกว่ามิตรประเทศ แสงจากพ่อ น้อมศิระกราน เสด็จสู่สวรรคาลัย ออกอากาศ 15 ส.ค 2560 จากthai pbs
- ↑ “กษัตริย์ภูฏาน – ในหลวง ร.9” ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ความผูกพันที่มากกว่ามิตรประเทศ จากsiammanussati
- ↑ matichon (2026-06-18). "ในหลวง-พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ' กษัตริย์-ราชินีภูฏาน เสด็จฯร่วมพิธี". สืบค้นเมื่อ 2026-06-18.
- ↑ Denyer, Simon (2008-11-05). "Bhutan's charming king emerges from father's shadow". Reuters. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06.
- ↑ Chang, Mai (2006-11-25). "Bhutan prince charms fans at floral expo". The Nation. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2012-10-08. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06.
- ↑ Pungkanon, Kupluthai (2006-11-27). "Prince, Thailand have mutual adoration". The Nation. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2007-02-13. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06.
- ↑ "Bhutan and India sign new treaty". BBC. 2007-02-08. สืบค้นเมื่อ 2008-11-06.
- ↑ "The 2nd Annual Report of the Honorable Prime Minister to the Fifth session of the First Parliament on the State of the Nation" (PDF).
- ↑ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญลูกเสือสดุดี, เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑ ข หน้า ๒, ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔
- หนังสือเจ้าชายในดวงใจ (Precious Prince of Hearts). มหาวิทยาลัยรังสิต.