ยุคเอะโดะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

NikkoYomeimon5005.jpg

ยุคเอโดะ (ญี่ปุ่น: 江戸時代 Edo-jidai ?) หรือยุคที่เรียกว่า ยุคโทะกุงะวะ (徳川時代 Tokugawa-jidai) ค.ศ. 1603 - ค.ศ. 1868 คือยุคที่มีไดเมียวตระกูลโทะกุงะวะเป็นโชกุน เริ่มเมื่อโทะกุงะวะ อิเอะยะสุ (徳川家康 Tokugawa Ieyasu) ได้รวบอำนาจและตั้งรัฐบาลโชกุนขึ้นที่เอโดะ (ปัจจุบันคือโตเกียว) ใน ค.ศ. 1603 และหลังจากนั้นอีก 260 ปี การปกครองทั้งหลายก็ตกอยู่ในอำนาจของตระกูลโทะคุงะวะ รัฐบาลโทะคุงะวะได้ลิดรอนอำนาจจากจักรพรรดิ เชื้อพระวงศ์ และพระสงฆ์จนหมดสิ้น และปกครองเกษตรกรไปทีละเล็กละน้อย เมื่อเกษตรกรอันเป็นฐานอำนาจของรัฐบาลโทะคุงะวะยากจนลงจนเดือดร้อน การปกครองของตระกูลโทะคุงะวะก็เริ่มสั่นคลอนลงตั้งแต่เข้าศตวรรษที่ 19

ยุคนี้เป็นยุคที่วัฒนธรรมของราษฎรสามัญเจริญจนถึงที่สุด ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 17 จนถึงต้นศตวรรษที่ 18 เป็นยุคของวัฒนธรรมเก็นโระขุ (元禄文化 Genroku-bunka) ซึ่งเป็นของนักรบผสมกับราษฎรสามัญ มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองใหญ่ ๆ อย่างเกียวโต โอซาก้า เอกลักษณ์คือละครหุ่น ละครคาบุขิและหัตถกรรมต่าง ๆ มีศิลปินกำเนิดจากราษฎรสามัญมากมาย เช่น นักเขียน อย่าง อิฮารา ไชคาขุ (井原西鶴 Ihara Saikaku) นักกลอนไฮขุ อย่าง มัทสึโอะ บาโช (松尾芭蕉 Matsuo Bashou) นักแต่งบทละครหุ่น ละครคาบิขุ อย่าง ชิคามัทสึ มงซาเอมง (近松門左衛門 Chikamatsu Monzaemon) จนเมื่อศตวรรษที่ 19 ศูนย์กลางของวัฒนธรรมได้ย้ายไปอยู่เอะโดะ เป็นยุคของวัฒนธรรม คะเซ (化政文化 Kasei-bunka) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชนชาวเมือง อันได้แก่ นวนิยาย ละครคาบุขิ ภาพอุคิโยะ บุงจิง-งะ เป็นต้น

การศึกษาและวิชาการก็เจริญรุ่งเรือง ชนชั้นนักรบเล่าเรียนปรัชญาของขงจื๊อและหลักคำสอน จูจื่อ (朱子学 Shushi-gaku) ซึ่งเป็นปรัชญาพื้นฐานที่ค้ำจุนการปกครองของรัฐบาลโทะคุงะวะ การศึกษาเกี่ยวกับญี่ปุ่นและดัตช์ (ฮอลันดา)(蘭学 Ran-gaku) เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา มีการเปิดโรงเรียนตามหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อลูกหลานของชนชั้นนักรบ ราษฎรสามัญเองก็นิยมส่งลูกหลานเรียนหนังสือเช่นกัน

ประวัติศาสตร์[แก้]

ยุทธการเซะกิงะฮะระ

ในค.ศ. 1600 ยุทธการเซะกิงะฮะระ (ญี่ปุ่น: 関ヶ原の戦い Sekigahara-no-tatakai ?) ทำให้โทะกุงะวะ อิเอะยะสุ ไดเมียวผู้มีอำนาจหลังจากการอสัญกรรมของไทโคโทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ (ญี่ปุ่น: 豊臣秀吉 Toyotomi Hideyoshi ?) กลายเป็นผู้ปกครองญี่ปุ่นโดยเบ็ดเสร็จปราศจากไดเมียวที่จะท้าทายอำนาจ และอิเอะยะสุยังสามารถอ้างการสืบเชื้อสายจากตระกูลมินะโมะโตะโบราณได้ จึงได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักเกียวโตให้เป็นเซอิไทโชกุน (ญี่ปุ่น: 征夷大将軍 Seii Taishōgun ?) ในค.ศ. 1603 เป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลโชกุนเอะโดะ หรือ เอะโดะบะกุฟุ (ญี่ปุ่น: 江戸幕府 Edo bakufu ?) ที่ปกครองโดยตระกูลโทะกุงะวะ เป็นระยะเวลาประมาณสองร้อยห้าสิบปี

การติดต่อกับชาวตะวันตกและการปิดประเทศ[แก้]

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่สิบเจ็ด ชาวฮอลันดาและชาวอังกฤษได้เข้ามาติดต่อค้าขายที่เมืองนางาซากิ ซึ่งโชกุนอิเอะยะสุก็ได้ให้การต้อนรับอย่างดี ด้วยเหตุที่ชาวฮอลันดาและชาวอังกฤษเข้ามาทำการค้าขายเพียงอย่างเดียวไม่เผยแผ่ศาสนา ในค.ศ. 1604 โชกุนอิเอะยะสุมีคำสั่งให้วิลเลียม อดัมส์ (William Adams) ต่อเรือแบบตะวันตกให้แก่ญี่ปุ่นครั้งแรก และอนุญาตให้ชนชั้นพ่อค้าล่องเรือออกไปค้าขายยังอาณาจักรต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ เรียกว่า เรือตราแดง หรือ ชูอินเซน (ญี่ปุ่น: 朱印船 Shuinsen ?) ทำให้พ่อค้าชาวญี่ปุ่นเป็นคู่แข่งรายสำคัญของชาวฮอลันดาในภูมิภาค และในค.ศ. 1609 โอโงโชอิเอะยะสุได้ออกประกาศอนุญาตให้บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์เข้ามาตั้งสถานีการค้าที่เมืองฮิระโดะ (ญี่ปุ่น: 平戸 Hirado ?) ใกล้กับเมืองนางาซากิ และในค.ศ. 1613 ไดเมียวดะเตะ มะซะมุเนะ (ญี่ปุ่น: 伊達政宗 Date Masamune ?) ได้ส่งฮาเซคุระ สึเนนากะ (ญี่ปุ่น: 支倉常長 Hasekura Tsunenaga ?) ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติต่างๆในทวีปยุโรป เรียกว่า คณะทูตปีเคโจ (ญี่ปุ่น: 慶長使節 Keichō shisetsu ?)

เรือตราแดง หรือ ชูอินเซน

ในค.ศ. 1605 โชกุนอิเอะยะสุได้สละตำแหน่งโชกุนให้แก่บุตรชาย คือ โทะกุงะวะ ฮิเดะตะดะ (ญี่ปุ่น: 徳川秀忠 Tokugawa Hidetada ?) แต่อำนาจการปกครองยังคงอยู่ที่อิเอะยะสุซึ่งดำรงตำแหน่งโอโงโช (ญี่ปุ่น: 大御所 Ōgōshō ?) หรือโชกุนผู้สละตำแหน่ง โอโงโชอิเอะยะสุถึงแก่อสัญกรรมในค.ศ. 1616 เมื่อโชกุนฮิเดะตะดะขึ้นมามีอำนาจ ได้ดำเนินการปราบปรามชาวคริสเตียนอย่างรุนแรง ในค.ศ. 1622 ได้ทำการสังหารชาวคริสเตียนจำนวนห้าสิบคนที่เมืองนางาซากิ (Great Martyrdom of Nagasaki) เรียกว่า การปราบปรามชาวคริสเตียนปีเง็นนะ (ญี่ปุ่น: 元和の大殉教 Genna-no-daijungyō ?) ในค.ศ. 1615 โชกุนฮิเดะตะดะได้ออกกฎหมายซะมุไรหรือบุเกะชุฮัตโตะ (ญี่ปุ่น: 武家諸法度 ฺBuke shuhatto ?) ออกมาเป็นฉบับแรกของสมัยเอะโดะ ในค.ศ. 1623 โชกุนฮิเดะตะดะได้สละตำแหน่งให้แก่บุตรชายคือโชกุนโทะกุงะวะ อิเอะมิสึ (ญี่ปุ่น: 徳川家光 Tokugawa Iemitsu ?) ลงมาดำรงตำแหน่งเป็นโอโงโช การปราบปรามชาวคริสต์ระลอกใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งในค.ศ. 1629 ที่เมืองนางาซากิ โดยทางบะกุฟุได้บังคับให้ชาวเมืองกระทำการฟุมิเอะ (ญี่ปุ่น: 踏み絵 fumi-e ?) คือการเหยียบย่ำลงบนรูปของพระเยซูเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้เป็นคริสเตียน

ฮะเซะกุระ สึเนะนะงะ

โอโงโชฮิเดะตะดะถึงแก่อสัญกรรมในค.ศ. 1632 ทำให้โชกุนอิเอะมิสึมีอำนาจเต็มในการปกครองญี่ปุ่น โชกุนอิเอะมิสึเป็นโชกุนคนแรกที่เติบโตมาอย่างนักปราชญ์และไม่เคยผ่านประสบการณ์สงครามมาก่อน ในค.ศ. 1635 โชกุนอิเอะมิสึได้ออกกฎหมายซันคิง-โคไต (ญี่ปุ่น: 参勤交代 ฺSankin-kōtai ?) บังคับให้ไดเมียวของทุกแคว้นต้องพำนักอยู่ในเมืองเอะโดะหนึ่งปีสลับกับอยู่ในแคว้นของตนอีกหนึ่งปี เป็นการลดทอนอำนาจของไดเมียวไม่ให้มีการซ่องสุมอำนาจหรือกำลังทหารในแคว้นของตนได้ การกดขี่ชาวคริสเตียนอย่างหนักและภาวะอดอยากทำให้ชาวคริสเตียนบนแหลมชิมะบะระและเกาะอะมะกุสะ อันเป็นส่วนหนึ่งของเกาะคิวชู ได้ก่อกบฏขึ้นในค.ศ. 1637 เรียกว่า กบฏชิมะบะระ (ญี่ปุ่น: 島原の乱 Shimabara-no-ran ?) ทัพของบะกุฟุใช้เวลาถึงหนึ่งปีจนกระทั่งเข้ายึดปราสาทฮะระอันเป็นฐานที่มั่นของกบฏได้ในค.ศ. 1638

โชกุนอิเอะมิสึ ได้รับอิทธิพลจากที่ปรึกษาที่เป็นปราชญ์ขงจื้อ โดยเฉพาะฮะยะชิ ระซัน (ญี่ปุ่น: 林羅山 Hayashi Razan ?) ให้ดำเนินนโยบายการปิดประเทศ หรือ ไคคิง (ญี่ปุ่น: 海禁 Kaikin ?) ซึ่งต่อมาภายหลังเรียกว่า ซะโกะกุ (ญี่ปุ่น: 鎖国 Sakoku ?) โดยการเลิกการค้าขายของเรือตราแดง เลิกการค้ากับชาวโปรตุเกส อนุญาตให้มีการค้าขายกับชาวจีนและฮอลันดาที่เมืองนางาซากิเท่านั้น และย้ายสถานีการค้าของฮอลันดาออกไปยังเกาะเดะจิมะ (ญี่ปุ่น: 出島 Dejima ?) รวมทั้งการห้ามชาวญี่ปุ่นออกนอกประเทศระวางโทษถึงประหาร นโยบายปิดประเทศของโชกุนอิเอะมิสึส่งผลต่อการต่างประเทศของญี่ปุ่นไปเป็นเวลาอีกสองร้อยปี โดยที่มีชาวฮอลันดาเป็นชาวตะวันตกเพียงชาติเดียวที่ทำการค้ากับญี่ปุ่น

อิทธิพลของลัทธิขงจื้อและวัฒนธรรมเง็นโระกุ[แก้]

ช่วงสมัยของโชกุนสามคนแรกนั้นเรียกว่า สมัยการปกครองของทหาร (ญี่ปุ่น: 武断政治 Buten seishi ?) การติดต่อกับเกาหลีและจีนในช่วงต้นศตวรรษที่สิบเจ็ด ทำให้ลัทธิขงจื้อใหม่ (Neo-Confucianism) แพร่เข้ามาในชนชั้นซะมุไรอันเป็นชนชั้นปกครองของญี่ปุ่น ประกอบกับสภาพว่างเว้นสงครามเป็นเวลานานถึงสองร้อยปี ทำให้ชนชั้นซะมุไรผันตนเองจากชนชั้นนักรบมาเป็นชนชั้นนักปราชญ์ ในค.ศ. 1651 โชกุนอิเอะมิสึถึงแก่อสัญกรรม โชกุนโทะกุงะวะ อิเอะสึนะ (ญี่ปุ่น: 徳川家綱 Tokugawa Ietsuna ?) อายุเพียงเก้าปีสืบทอดตำแหน่งโชกุนต่อมา ทำให้อำนาจการปกครองตกอยู่ที่ขุนนางไดเมียวฟุไดและปราชญ์ขงจื้อ ซึ่งเข้าครอบงำบะกุฟุทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านการปกครอง สังคมและวัฒนธรรมไปในทางของพลเรือนมากขึ้น เรียกว่า สมัยการปกครองของพลเรือน (ญี่ปุ่น: 文治政治 Bunchi seishi ?) ปรัชญาของลัทธิขงจื้อทำให้สังคมญี่ปุ่นแบ่งออกเป็นสี่ชนชั้นอย่างชัดเจน และมีผลให้สังคมญี่ปุ่นมีความเคร่งครัดและพิธีรีตองมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

สำนักยุชิมะ

ภาวะว่างเว้นสงครามทำให้เกิดปัญหาของโรนิน (ญี่ปุ่น: 浪人 Rōnin ?) หรือซะมุไรตกงานจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นซะมุไรที่เคยรับใช้ฝ่ายตระกูลโทะโยะโตะมิ ซึ่งทางบะกุฟุได้กีดกันและไม่ให้การสนับสนุนเนื่องจากเห็นว่าเป็นภัยสังคมและโรนินเหล่านี้ก็ไม่ได้รับโอกาสในสังคมขงจื้อแบบใหม่ ทำให้โรนินกลายเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของการต่อต้านการปกครองของโชกุนตระกูลโทะกุงะวะ

ในช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ดเป็นช่วงเวลาของปราชญ์ขงจื้อชาวญี่ปุ่นคนสำคัญหลายคนได้แก่ ฮะยะชิ ระซัน (ญี่ปุ่น: 林羅山 Hayashi Razan ?), ยะมะซะกิ อันไซ (ญี่ปุ่น: 山崎闇斎 Yamazaki Ansai ?) เป็นปราชญ์ขงจื้อที่ส่งเสริมให้บะกุฟุยึดลัทธิขงจื้อสำนักของจูซื่อ (Zhu Xi ญี่ปุ่น: 朱子学 Shushi gaku ?) ให้เป็นศาสนาประจำชาติ โดยเฉพาะตระกูลฮะยะชิ ซึ่งผูกขาดตำแหน่งที่ปรึกษาของโชกุน และยังมีปราชญ์ขงจื้อที่เป็นโรนิน ต่อต้านลัทธิขงจื้อสำนักของจูซื่อซึ่งเป็นสำนักที่บะกุฟุให้การยึดถือ ยกตัวอย่างเช่น คุมะซะวะ บันซัน (ญี่ปุ่น: 熊沢蕃山 Kumazawa Banzan ?) ผู้ยึดมั่นในลัทธิขงจื้อสำนักของหวังหยางหมิง (Wang Yangming) อันเป็นสำนักคู่แข่งของจูซื่อ และยะมะงะ โซะโก (ญี่ปุ่น: 山鹿素行 Yamaga Sokō ?) ผู้ซึ่งนำลัทธิขงจื้อมาประยุกต์เข้ากับหลักบูชิโดอันเป็นหลักการของชนชั้นซะมุไรในสมัยก่อน

โรนินสี่สิบเจ็ดคน

ในสมัยของโชกุนโทะกุงะวะ สึนะโยะชิ (ญี่ปุ่น: 徳川綱吉 Tokugawa Tsunayoshi ?) ศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นสมัยเอะโดะเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด เรียกว่า สมัยเง็นโระกุ (ญี่ปุ่น: 元禄時代 Genroku jidai ?) และวัฒนธรรมเง็นโระกุ (ญี่ปุ่น: 元禄文化 Genroku bunka ?) ประกอบด้วยการศึกษาอักษรศาสตร์และหลักปรัชญาตามลัทธิขงจื้อ งานศิลปกรรมต่างๆ และการบันเทิงอย่างเช่นละครคะบุกิ และละครโนะ ทั้งสามเมืองได้แก่ เอะโดะ เกียวโต และโอซาก้า เจริญขึ้นเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

แต่ชาวญี่ปุ่นกลับมองว่าสมัยเง็นโระกุเป็นสมัยที่มีความเสื่อมโทรมในด้านสังคมและจริยธรรมมากที่สุดสมัยหนึ่ง ด้วยการเรืองอำนาจของขุนนางไดเมียวฟุไดในบะกุฟุทำให้มีการทุจริตฉ้อราชย์บังหลวงอย่างกว้างขวาง ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์โรนินสี่สิบเจ็ดคน (Forty-Seven Ronins; ญี่ปุ่น: 元禄赤穂事件 Genroku Akō jiken ?) โชกุนสึนะโยะชิได้ปราบปรามและลดอำนาจกลุ่มขุนนางฟุไดอย่างหนัก ทำให้โชกุนสึนะโยะชิได้ชื่อว่าเป็นโชกุนที่เข้มงวดและเหี้ยมโหดที่สุดคนหนึ่ง และดึงกลุ่มขุนนางคนสนิทหรือโซะบะโยะนิน (ญี่ปุ่น: 側用人 Sobayōnin ?) เข้ามามีอำนาจแทน และโชกุนสึนะโยะชิยังได้ส่งเสริมลัทธิขงจื้อด้วยการก่อตั้งสำนักยุชิมะ (ญี่ปุ่น: 湯島聖堂 Yushima Seidō ?) ในค.ศ. 1691 ให้เป็นสำนักขงจื้อประจำชาติของญี่ปุ่น

ดูเพิ่ม[แก้]