สงครามกลางเมืองซีเรีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามกลางเมืองซีเรีย
ส่วนหนึ่งของ อาหรับสปริง
Syrian civil war.png
สถานการณ์ทางทหารปัจจุบัน: สีแดง: รัฐบาล, สีเขียว: ฝ่ายค้าน, สีเหลือง: เคิร์ด (โรยาวา), สีเทา: รัฐอิสลามอิรักและเลแวนต์, สีขาว: แนวร่วมอัลนุสเราะ
(แผนที่ข้างต้นปรับล่าสุดเมื่อ 6 มีนาคม 2559)
วันที่ 15 มีนาคม 2554 – ปัจจุบัน
(5 ปี 4 เดือน 1 สัปดาห์ 4 วัน)
สถานที่ ประเทศซีเรีย (ลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านบ้าง)
ผลลัพธ์ ยังไม่สิ้นสุด
ดินแดน
เปลี่ยนแปลง
  • ในเดือนกันยายน 2558 รัฐบาลครองพื้นที่ 25–30% ของซีเรีย[15][16] (66% ของประชากร);[16] ดินแดนที่ ISIL ครองคิดเป็น 35–45% ของซีเรีย[17][16] (10–15% ของประชากร);[18] กลุ่มกบฏควบคุม 20% (รวมทั้งแนวร่วมอัลนุสเราะ);[17] ชาวเคิร์ดครอง 11.5–17%[19]
คู่สงครามหลัก
Flag of Syria 2011, observed.svg Opposition
(SNC)

Emblem of the Jaish al-Fatah.svg Army of Conquest

Other allied groups:

(SDF)

Allied militias:


CJTF–OIR:
Flag of the United States (Pantone).svg United States
 U.K.
 Canada[13]
 France[14]
 Australia
 Netherlands
 Saudi Arabia
 Qatar
 Jordan
 Bahrain
 UAE
 Morocco

เคอร์ดิสถานอิรัก Iraqi Kurdistan
กำลัง

Syrian Armed Forces: 178,000[20]
General Security Directorate: 8,000[21]

National Defense Force: 80,000[22]

Liwa Fatemiyoun: 20,000[23]

Ba'ath Brigades: 7,000[24][25]

al-Abbas brigade: 10,000[26]

Syrian Resistance: 2,000[27]

Russia: 4,000 troops[28] and 1,000 contractors[29]

Iran: 15,000[30]

Hezbollah: 3,000–5,000[31]

FSA: 40,000–50,000[32]

Islamic Front: 40,000–70,000[33]

Ajnad al-Sham Union: up to 15,000

AD Front (LF): 13,000[34]

Army of Mujahedeen (LF): 5,000[35]–12,000[36]

al-Zenki movement (LF): 3,000+

Alwiya al-Furqan: 2,000+

Sham Legion: 2,000+[37]


Army of Conquest:

  • al-Nusra Front: 13,000[38]
  • Ahrar al-Sham: 10-20,000

Muhajirin wa-Ansar: 7,000

Jabhat Ansar al-Din 1,500+
31,500[39]–100,000[40]

People's Protection Units (YPG): 65,000[41]

Army of Revolutionaries: 3,000[42]
Unknown
กำลังพลสูญเสียและความสูญเสีย

Syrian Government:
52,077–87,077 soldiers killed[43][44]
35,235–49,235 militiamen killed[43][44]

7,000 soldiers and militiamen and 2,000 supporters captured[45]
InfoboxHez.PNG Hezbollah:
1,005–1,300 killed[46][47]
Other non-Syrian fighters:
3,395 killed[43] (อิหร่าน 320 IRGC)[48][49][50]
รัสเซีย Russia:
4–5 killed[51][52] and 3–9 contractors[53][29] killed

Flag of Syria 2011, observed.svg Syrian Opposition:
80,762–121,762 fighters killed[c][43][44]
979 protesters killed[54]

26,500 fighters and supporters captured or missing[43]
ISIL:
8,143 killed (per SOHR)[55]
15,639+ killed (per SAA and YPG)[56][57][58]
Rojava Rojava:
1,636–1,805 killed[59]
CJTF–OIR:
1 killed[60]

74,426[43]–88,328[61] (2,996 foreign) civilian deaths documented by opposition
75 other foreign soldiers killed


Total killed:
250,124–340,124 (October 2015 SOHR estimate)[43]
250,000 (August 2015 UN estimate)[62]
470,000 (February 2016 Syrian Centre for Policy Research estimate)[63]


130,000 captured or missing overall[64]


Over 7,600,000 internally displaced (according to UNHCR by July 2015)

Over 4,000,000 refugees (according to UNHCR by July 2015)[65][66][67]

a Fatah Halab also includes groups from the FSA and IF.

b Turkey is part of the CJTF–OIR against ISIL, but does not support the SDF and is in a border conflict with it.[68][69]

c Some of the rebels that have been armed by the United States have given vehicles and ammunition to the al-Nusra Front.[70]

d Number includes Kurdish and ISIL fighters, whose deaths are also listed in their separate columns[71][43][44]

สงครามกลางเมืองซีเรีย เป็นการขัดกันด้วยอาวุธหลายฝ่ายที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศซีเรีย โดยมีต่างชาติเข้าแทรกแซง ความไม่สงบเริ่มในต้นฤดูใบไม้ผลิปี 2554 ในบริบทการประท้วงอาหรับสปริง โดยมีการประท้วงทั่วประเทศต่อรัฐบาลประธานาธิบดีบัชชาร อัลอะซัด ซึ่งกำลังของเขาสนองโดยการปราบปรามอย่างรุนแรง ความขัดแย้งค่อย ๆ กลายจากการประท้วงของประชาชนเป็นการกบฏมีอาวุธหลังการล้อมทางทหารหลายเดือน[72] รายงานสหประชาชาติฉบับหนึ่งในปลายปี 2555 อธิบายความขัดแย้งว่า "มีสภาพนิยมนิกาย (sectarian) อย่างเปิดเผย" ระหว่างกำลังรัฐบาล ทหารอาสาสมัครซึ่งส่วนใหญ่เป็นอะละวี (Alawite) และกลุ่มชีอะฮ์อื่น[73] ต่อสู้กับกลุ่มกบฏซึ่งมีซุนนีครอบงำเป็นส่วนใหญ่[74][75] แม้ทั้งฝ่ายค้านและกำลังรัฐบาลต่างปฏิเสธ[76][77]

ทีแรกรัฐบาลซีเรียอาศัยกองทัพเป็นหลัก แต่ตั้งแต่ปี 2557 หน่วยป้องกันท้องถิ่นซึ่งประกอบจากอาสาสมัครที่เรียก กำลังป้องกันชาติ (National Defence Force) ได้มีบทบาทมากขึ้น ค่อย ๆ กลายเป็นกำลังทหารหลักของรัฐซีเรีย รัฐบาลซีเรียได้รับความช่วยเหลือทางเทคนิค การเงิน การทหารและการเมืองจากประเทศรัสเซีย อิหร่านและอิรักมาตั้งแต่ต้น ในปี 2556 ฮิซบุลลอฮ์ที่อิหร่านสนับสนุนเข้าร่วมสงครามโดยสนับสนุนกองทัพซีเรีย[78][79] เนื่องจากการเกี่ยวพันของต่งชาติ ความขัดแย้งนี้จึงถูกเรียกว่าเป็น สงครามตัวแทน ระหว่างชาติซุนนีและชีอะฮ์ภมิภาค ที่สำคัญที่สุดคือความขัดแย้งตัวแทนระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน[80][81] ในเดือนกันยายน 2558 รัสเซีย อิรัก อิหร่านและซีเรียตั้งห้องปฏิบัติการร่วม (ศูนย์สารสนเทศ) ในกรุงแบกแดดเพื่อประสานงานกิจกรรมของพวกตนในประเทศซีเรีย วันที่ 30 กันยายน 2558 ประเทศรัสเซียเริ่มการทัพทางอากาศของตนโดยเข้ากับฝ่ายและด้วยคำขอของรัฐบาลซีเรีย จึงเกิดสงครามตัวแทนระหว่างสหรัฐและรัสเซีย[82][83][84][85] ซึ่งนักวิจารณ์บางส่วนบรรยายสถานการณ์ว่าเป็น "ก่อนสงครามโลกโดยมีประเทศเกือบโหลพัวพันในสองความขัดแย้งที่ทับซ้อนกัน"[86]

ฝ่ายค้านมีอาวุธประกอบด้วยหลายกลุ่มซึ่งก่อตั้งในห้วงความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพซีเรียเสรี ซึ่งเป็นผู้แรกที่หยิบอาวุธในปี 2554 และแนวร่วมอิสลามซึ่งก่อตั้งในปี 2556 ฝ่ายทางตะวันออก รัฐอิสลามอิรักและเลแวนต์ (ISIL) กลุ่มนักรบญิฮัดซึ่งกำเนิดในประเทศอิรัก ได้ชัยชนะทางทหารอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศซีเรียและอิรัก จนลงเอยด้วยพิพาทกับกบฏอื่น ในเดือนกรกฎาคม 2557 ISIL ควบคุมหนึ่งในสามของดินแดนซีเรียและการผลิตน้ำมันและแก๊สส่วนใหญ่ ฉะนั้นจึงสถาปนาตนเป็นกำลังฝ่ายค้านหลัก[87]

ในเดือนกรกฎาคม 2556 รัฐบาลซีเรียควบคุมดินแดนประมาณ 30–40% ของประเทศ และ 60% ของประชากรซีเรีย[88] ในเดือนสิงหาคม 2558 มีรายงานว่าดินแดนที่กองทัพบกซีเรียควบคุมอย่างสมบูรณ์หดเหลือ 29,797 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 16% ของประเทศ แต่ยังมีประชากรส่วนใหญ่เพราะการย้ายถิ่นภายใน[89]

องค์การระหว่างประเทศกล่าวหารัฐบาลซีเรีย ISIL และกำลังฝ่ายค้านอื่นว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง โดยเกิดการสังหารหมู่หลายครั้ง[90][91][92][93][94] ความขัดแย้งนี้ทำให้เกิดการย้ายประชากรอย่างสำคัญ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558[95] สหประชาชาติประกาศเริ่มการเจรจาสันติภาพซีเรียเจนีวาที่สหประชาชาติเป็นสื่อกลางอย่างเป็นทางการ โดยการสู้รบยังดำเนินไปโดยไม่มีทีท่าลดลง[96]

เบื้องหลัง[แก้]

ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 ด้วยการเดินขบวนของประชาชนที่ลามไปทั่วประเทศเมื่อถึงเดือนเมษายน ปีนั้น การเดินขบวนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการประท้วงในตะวันออกกลาง ที่เรียกว่า อาหรับสปริง ผู้ประท้วงเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบัชชาร อัลอะซัดลาออก รวมทั้งให้พรรคบะอัษยุติการปกครองประเทศนานกว่าสี่ทศวรรษ ทั้งนี้ ตระกูลอัลอะซัดดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซีเรียมาตั้งแต่ปี 2514

ในเดือนเมษายน 2554 มีการวางกำลังกองทัพซีเรียเพื่อปราบปรามการก่อการกำเริบ และทหารได้รับคำสั่งให้เปิดฉากยิงใส่ผู้ชุมนุม หลังการล้อมนานหลายเดือน[97] การประท้วงได้พัฒนาเป็นการกบฏด้วยอาวุธ กำลังฝ่ายค้าน ซึ่งประกอบด้วยทหารแปรพักตร์และอาสาสมัครพลเรือนเป็นหลัก กลายมาติดอาวุธและจัดระเบียบเพิ่มขึ้น เมื่อมีการรวมเข้าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ดี ฝ่ายกบฏยังมีรอยร้าว โดยปราศจากผู้นำจัดตั้ง รัฐบาลซีเรียพรรณนาการก่อการกำเริบครั้งนี้ว่าเป็นฝีมือของ "กลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธและทหารรับจ้างต่างด้าว"[98] ความขัดแย้งนี้ไม่มีแนวรบชัดเจน โดยการปะทะกันเกิดขึ้นในหลายเมืองและนครทั่วประเทศ[99]

คู่สงคราม[แก้]

พรรคบะอัธซีเรียและพันธมิตร[แก้]

กองทัพซีเรีย[แก้]

ก่อนการก่อการกำเริบและสงครามอุบัติ มีประมาณการว่ากองทัพซีเรียมีกำลังพลประจำการ 325,000 นาย ซึ่งในจำนวนนี้ 220,000 นายเป็น "ทหารบก" และที่เหลืออยู่ในกองทัพเรือ กองทัพอากาศและกำลังป้องกันภัยทางอากาศ นอกจากนี้ยังมีกองหนุนอีกประมาณ 280,000–300,000 นาย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2554 มีรายงานการแปรพักตร์ของทหาร ในเดือนกรกฎาคม 2555 การสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนซีเรียประมาณว่าทหารหลายหมื่นนายแปรพักตร์ และข้าราชการตุรกีคนหนึ่งประมาณว่ามีทหารแปรพัตกร์ 60,000 นาย

รัฐบาลซีเรียได้รับการสนับสนุนระดับสูงในบางพื้นที่ในการควบคุม ตามผลสำรวจความเห็นที่จัดโดย บริติชโออาร์บีอินเตอร์เนชันแนล โดยประชากร 73% ในพื้นที่ที่รัฐบาลควบคุมสนับสนุนความพยายามของรัฐบาล[100]

กำลังป้องกันชาติ[แก้]

กำลังป้องกันชาติซีเรียตั้งจากทหารอาสาสมัครนิยมรัฐบาล พวกเขาได้รับเงินเดือนและยุทธภัณฑ์จากรัฐบาล[101][102] มีจำนวนประมาณ 100,000 นาย[103][104] กำลังนี้ปฏิบัติหน้าที่ในบทบาททหารราบ โดยสู้รบกับกบฏโดยตรงภาคพื้นและดำเนินปฏิบัติการต่อต้านการก่อความไม่สงบโดยประสานงานกับกองทัพบก ซึ่งจัดการสนับสนุนทางลอจิสติกส์และปืนใหญ่ กำลังนี้มีหน่วยหญิง 500 นายที่เรียก "นางสิงห์แห่งกำลังป้องกันชาติ" (Lionesses of National Defense) ซึ่งควบคุมจุดตรวจ[105] ทหารกำลังป้องกันชาติได้รับอนุญาตให้ฉกชิงทรัพย์จากสมรภูมิและขายของนั้นเอาเงินในที่ที่ถูกตั้งฉายาว่า "ตลาดซุนนี"[101]

แชบบีฮา[แก้]

แชบบีฮา (Shabiha) เป็นทหารอาสาสมัครนิยมรัฐบาลอย่างไม่เป็นการที่ส่วนใหญ่มาจากชนกลุ่มน้อยอะลาวีของอะซัด นับแต่การก่อการกำเริบ รัฐบาลซีเรียใช้แชบบีฮาสลายการชุมนุมและบังคับใช้กฎหมายในย่านที่กระด้างกระเดื่อง[106] เมื่อการประท้วงบานปลายเป็นการขัดกันด้วยอาวุธ ฝ่ายค้านเริ่มใช้คำว่า แชบบีฮา อธิบายผู้สนับสนุนอะซัดพลเรือนใด ๆ ที่มีส่วนในการปราบปรามการก่อการกำเริบของรัฐบาล[107] ฝายค้านกล่าวหาแชบบีฮาว่าใช้ความรุนแรงเกินต่อผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลและผู้สนับสนุนฝ่ายค้าน[107] ตลอดจนการฉกชิงทรัพย์และการทำลาย[108][109] ในเดือนธันวาคม 2555 สหรัฐกำหนดให้แชบบีฮาเป็นองค์การก่อการร้าย[110]

มีรายงานว่าบัสเซล อัลอะซัด (Bassel al-Assad) สถาปนาแชบบีฮาในคริสต์ทศวรรษ 1980 เพื่อให้รัฐบาลใช้ในยามวิกฤต[111] มีการอธิบายว่าแชบบีฮาเป็น "กำลังกึ่งทหารอะลาวีที่ฉาวโฉ่ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำตนเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นทางการให้ระบอบอะซัด"[112] "มือปืนภักดีต่ออะซัด"[113] และจากข้อมูลของศูนย์อาหรับเพื่อการวิจัยและนโยบายศึกษาในประเทศกาตาร์ ว่า "กึ่งแก๊งอาชญากรที่ประกอบด้วยอัทธพาลที่ใกล้ชิดกับระบอบ"[113] แม้ภาพลักษณ์ของกลุ่มเป็นทหารอาสาสมัครอะลาวี มีรายงานว่าแชบบีฮาที่ปฏิบัติหน้าที่ในอะเลปโปบางส่วนเป็นซุนนี[114] ในปี 2555 รัฐบาลอะซํดสถาปนาทหารอาสาสมัครอย่างเป็นทางการที่จัดระเบียบมากกว่า เรียก ญัยช์อัลชาบี (Jaysh al-Sha'bi) ซึ่งมีการกล่าวหาว่าได้รับความช่วยเหลือจากอิหร่านและฮิซบุลลอฮ์ เช่นเดียวกับแชบบีฮา สมาชิกญัยช์อัลชาบีส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครอะลาวีและชีอะฮ์[115][116]

ทหารอาสาสมัครคริสต์ศาสนิกชน[แก้]

ทหารอาสาสมัครคริสต์ศาสนิกชนในประเทศซีเรีย (และประเทศอิรักตอนเหนือ) ส่วนใหญ่ประกอบขึ้นจากชาติพันธุ์อัสซีเรีย ซีเรีย-อารัม (Syriac-Aramean) และอาร์มีเนีย รายงานของซีบีเอสหนึ่งแสดงว่าคริสต์ศาสนิกชนในประเทศซีเรียส่วนใหญ่นิยมรัฐบาลโดยอ้างว่าพวกเขาเชื่อว่าความอยู่รอดของพวกเขาเชื่อมโยงกับรัฐบาลโลกวิสัยส่วนใหญ่[117][118] ทหารอาสาสมัครคริสต์ศาสนิกชนต่อสู้อยู่ข้างรัฐบาลซีเรีย[119][120] จากข้อมูลของเวิล์ดทริบูน.คอม (WorldTribune.com) "แหล่งข่าวอ้างว่าคริสต์ศาสนิกชนหลายพันคนเข้าร่วมกองทัพบกซีเรียตลอดจนทหารอาสาสมัครของระบอบ เช่น กำลังป้องกันชาติและคณะกรรมการประชาชน พวกเขาว่า NDF ช่วยจัดระเบียบหน่วยคริสต์ศาสนิกชนเพื่อคุ้มครองชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอัสซีเรียทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย หน่วยหลักเรียกว่า การต้านทานคริสเตียน (Christian Resistance) กล่าวกันว่าปฏิบัติการในจังหวัดฮอมส์"[121] ชาวอัสซีเรียที่พูดภาษาอารัมตะวันออกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรียและภาคเหนือของอิรักตั้งทหารอาสาสมัครต่าง ๆ (รวมกำลังป้องกันอัสซีเรีย) เพื่อปกป้องเมืองโบราณ หมู่บ้านและฟาร์มของพวกตนจากผู้ก่อการร้าย ISIS พวกเขามักต่อสู้เคียงคู่กับกลุ่มชาวเคิร์ดและอาร์มีเนีย แต่ไม่เสมอไป[122][123][124]

ฮิซบุลลอฮ์[แก้]

เลขาธิการ ฮัสซัน นัสรัลละฮ์ (Hassan Nasrallah) ปฏิเสธการต่อสู้ในนามรัฐบาลซีเรียในคำกล่าวเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2555[125] ทว่า จากข้อมูลของหนังสือพิมพ์ เดลีสตาร์ ของเลบานอน นัสรัลละฮ์กล่าวในสุนทรพจน์เดียวกันว่า นักรบฮิซบุลลอฮ์เสียชีวิตในประเทศซีเรียโดยปฏิบัติ "หน้าที่ญิฮัด" ของพวกเขา[126] ในปี 2555 นักรบฮิซบุลลอฮ์ข้ามพรมแดนจากเลบานอนและยึดแปดหมู่บ้านในเขตอัลกุสซัยร (Al-Qusayr) ของซีเรีย อดีตเลขาธิการฮิซบุลลอฮ์ ชิคซุบฮีอัลตุฟัยลี (Subhi al-Tufayli) ยืนยันในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ว่า ฮิซบุลลอฮ์กำลังต่อสู้ให้กองทัพบกซีเรีย[127]

วันที่ 25 พฤษภาคม 2556 นัสรัลละฮ์ประกาศว่าฮิซบุลลอฮ์กำลังต่อสู้ในซีเรียต่อพวกหัวรุนแรงอิสลามและ "สาบานว่ากลุ่มของเขาจะไม่ยอมให้นักรบซีเรียควบคุมดินแดนที่ต่อแดนกับเลบานอน"[128] เขายืนยันว่าฮิซบุลลอฮ์กำลังต่อสู้ในเมืองกุซัยรซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์ในซีเรียอยู่ข้างเดียวกับกำลังของอะซัด[78] ในการปราศรัยทางโทรทัศน์ เขากล่าวว่า "หากซีเรียตกอยู่ในมืออเมริกา อิสราเอลและตักฟีรี ประชาชนในภูมิภาคของเราจะเข้าสู่ยุคมืด"[78] จากข้อมูลของนักวิเคราะห์อิสระ เมื่อต้นปี 2557 มีนักรบฮิซบุลลอฮ์เสียชีวิตในความขัดแย้งซีเรียแล้วประมาณ 500 คน[129]

ประเทศอิหร่าน[แก้]

ประเทศอิหร่านยังปฏิเสธว่ามีกำลังรบในประเทศซีเรียอย่างเป็นทางการ โดยว่าให้คำแนะนำทางทหารแก่กำลังของอะซัดในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย

กระนั้น นับแต่เริ่มสงครามกลางเมือง ประเทศอิหร่านแสดงการสนับสนุนรัฐบาลซีเรียและจัดหาการสนับสนุนทางการเงิน เทคนิคและทางทหาร ซึ่งรวมการฝึกและกำลังรบบ้าง ประเทศอิหร่านและซีเรียเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิด ประเทศอิหร่านมองว่าการอยู่รอดของรัฐบาลซีเรียสำคัญต่อผลประโยชน์ในภูมิภาคของตน ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อาลี คาเมนี มีรายงานว่าออกปากสนับสนุนรัฐบาลซีเรียในเดือนกันยายน 2554 ในระยะก่อการกำเริบของพลเมืองของสงครามกลางเมืองซีเรีย อิหร่านจัดหาการสนับสนุนทางเทคนิคแก่ซีเรียโดยยึดขีดความสามารถของอิหร่านที่พัฒนาระหว่างการประท้วงการเลือกตั้งอิหร่านปี 2552–2553 เมื่อการก่อการกำเริบยกระดับเป็นสงครามกลางเมือง มีรายงานการสนับสนุนทางทหารของอิหร่านมากขึ้น และการฝึกกำลังป้องกันชาติของอิหร่านทั้งในซีเรียและอิหร่าน

ราชการความมั่นคงและข่าวกรองของอิหร่านให้คำปรึกษาและช่วยเหลือกองทัพซีเรียเพื่อธำรงการครองอำนาจของบัชชาร อัลอะซัด[130] ความพยายามเหล่านี้ได้แก่ การฝึก การสนับสนุนทางเทคนิค กำลังรบ[131][130] ในเดือนธันวาคม 2556 เชื่อว่าประเทศอิหร่านมีผู้ปฏิบัติงานในประเทศซีเรียประมาณ 10,000 นาย[132] แต่ตามข้อมูลของจูบิน กูดาร์ซี (Jubin Goodarzi) ผู้ช่วยศาสตราจารย์และนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์ ประเทศอิหร่านช่วยเหลือระบอบอะซัดด้วยหน่วยและกำลังพลที่วางกำลังจำนวนจำกัด "มากสุดหลายร้อยคน ... และมิใช่หลายพันอย่างที่แหล่งข่าวฝ่ายค้านอ้าง"[133] นักรบฮิซบุลลอฮ์ที่รัฐบาลอิหร่านหนุนหลังมีบทบาทรบโดยตรงตั้งแต่ปี 2555[132][134] ในฤดูร้อนปี 2556 ประเทศอิหร่านและฮิซบุลลอฮ์จัดหาการสนับสนุนในสมรภูมิที่สำคัญแก่อะซํดโดยทำให้รัฐบาลรุกคืบต่อฝ่ายค้าน[134] ในปี 2557 ในเวลาเดียวกับการเจรจาสันติภาพที่เจนีวา 2 ประเทศอิหร่านสนับสนุนประธานาธิบดีอะซัดอย่างเปิดเผย[132][134] รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเศรษฐกิจซีเรียประกาศว่า "รัฐบาลอิหร่านให้เงินกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์" แก่ประเทศซีเรีย[135] ผู้บัญชาการกำลังกุดส์ (Quds Force) ของเหล่าพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Iranian Revolutionary Guards Corps) กะเซม ซุลัยมะนี (Qasem Suleimani) รับผิดชอบตำแหน่งรัฐมนตรีที่ประจำตามกระทรวงความมั่นคงและดูแลการติดอาวุธและฝึกนักรบชีอะฮ์นิยมรัฐบาลหลายพันคน[136][137]

ทหารเหล่าพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านอย่างน้อย 121 นาย ซึ่งรวมผู้บัญชาการหลายนาย ถูกฆ่าในสงครามกลางเมืองซีเรียนับแต่เกิดสงคราม[138][139][140][141][142][143][144]

ประเทศรัสเซีย[แก้]

วันที่ 30 กันยายน 2558 สภาสหพันธรัฐของรัสเซียอนุมัติคำขอของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีมีร์ ปูติน อย่างเป็นเอกฉันท์อนุญาตให้ใช้กองทัพรัสเซียในซีเรีย[145][146] หลังจากคำขอความช่วยเหลือทางทหารต่อกลุ่มกบฏและญิฮัดอย่างเป็นทางการของรัฐบาลซีเรีย[147][148] วันเดียวกัน พลเอก เซอร์เกย์ คูราเลนโกของรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้แทนของรัสเซีย ณ ศูนย์สารสนเทศร่วมในกรุงแบกแดดมายังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐในกรุงแบกแดดและขอให้กำลังสหรัฐในพื้นที่เป้าหมายใด ๆ ออกทันที[149] ชั่วโมงต่อมา อากาศยานรัสเซียที่อยู่ในดินแดนที่รัฐบาลครองเริ่มการโจมตีทางอากาศโดยดูเหมือนต่อเป้าหมายรัฐอิสลาม[150]

ก่อนหน้าปฏิบัติการเหล่านี้ การเข้ามีส่วนของรัสเซียในสงครามกลางเมืองซีเรียส่วนใหญ่เป็นการจัดหากำลังบำรุงแก่กองทัพบกซีเรีย[151] ข้าราชการรัสเซียรับรองวัตถุประสงค์ของพวกตนว่า เพื่อช่วยรัฐบาลซีเรียยึดพื้นที่คืนจากกลุ่มค้านต่าง ๆ ซึ่งรวม ISIL และกลุ่มที่สหรัฐหนุนหลังและติดอาวุธ[152] ในการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ที่แพร่ภาพเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2558 ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีมีร์ ปูติน กล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารมีการเตรียมล่วงหน้าอย่างรอบคอบ เขานิยามเป้าหมายของรัสเซียในซีเรียว่า "สร้างเสถียรภาพอำนาจชอบธรรมในซีเรียและสร้างสภาพสำหรับการประนีประนอมทางการเมือง"[153]

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 อากาศยานซุคฮอย ซู-24 ของรัสเซียถูกเครื่องบินขับไล่เอฟ-16 ของกองทัพอากาศตุรกียิงตกในเหตุการณ์ที่เชื่อว่าเป็นครั้งแรกที่ประเทศนาโตยิงเครื่องบินรัสเซียตกในรอบครึ่งศตวรรษ[154]

ฝ่ายค้านซีเรีย[แก้]

ฝ่ายค้านติดอาวุธประกอบด้วยหลายกลุ่มที่ตั้งระหว่างห้วงความขัดแย้งหรือเข้าร่วมจากนอกประเทศ จากข้อมูลของมัวร์ เฮิร์ช (Seymour Hersh) ฝ่ายค้านได้รับเงินสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ปี 2557)[155] ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย กลุ่มแยกฝ่ายค้านหลักคือ แนวร่วมอัลนุสเราะ (al-Nusra Front) ที่เข้ากับอัลกออิดะฮ์ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกลุ่มอิสลามอื่นที่เล็กกว่าหลายกลุ่ม ในจำนวนนี้บางกลุ่มปฏิบัติการภายใต้กลุ่มกองทัพซีเรียเสรี (FSA)[156] ชาติตะวันตกกำหนดให้ FSA เป็นกลุ่มแยกฝ่ายค้านสายกลางซึ่งทำให้กลุ่มได้รับอาวุธทันสมัยและการสนับสนุนทางทหารอื่นจากสหรัฐและประเทศอ่าวบางประเทศภายใต้โครงการที่ซีไอเอดำเนินการ[157][158][159] ซึ่งเพิ่มสมรรถนะการสู้รบรวมของกบฏอิสลาม[160][161] ในทางตะวันออก รัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์ (ISIL) กลุ่มนักรบญิฮัดที่กำเนิดจากประเทศอิรัก ได้ความได้เปรียบทางทหารอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศซีเรียและอิรัก สุดท้าย ISIL กลายมาขัดแย้งกับกบฏอื่น โดยเฉพาะอัลนุสเราะ ซึ่งผู้นำกลุ่มไม่ต้องการสวามิภักดิ์ต่อ ISIL ในเดือนกรกฎาคม 2557 ISIL ควบคุมหนึ่งในสามของดินแดนประเทศซีเรีย และการผลิตน้ำมันแลัแก๊สส่วนใหญ่ ฉะนั้นจึงสถาปนาตนเป็นกำลังต่อต้านรัฐบาลหลัก[162] ในปี 2558 กาตาร์ ซาอุดีอาระเบียและตุรกีหนุนหลังกองทัพการพิชิตดินแดน (Army of Conquest) อย่างเปิดเผย ซึ่งเป็นกลุ่มกบฏรวมที่มีรายงานว่ารวมแนวร่วมอัลนุสเราะที่เชื่อมโยงกับอัลกออิดะฮ์และแนวร่วมซะละฟีอีกกลุ่มหนึ่ง ชื่อ อะห์รัรอัชชาม (Ahrar ash-Sham) และฟัยลักอัลชาม (Faylaq Al-Sham) กลุ่มกบฏที่เชื่อมโยงกับแนวร่วมภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood)[163][164][165] นอกจากนี้ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทหารอาสาสมัครเคิร์ดอย่างหน่วยคุ้มครองประชาชน (YPG) จับอาวุธขึ้นต่อสู้กับทั้งกลุ่มแยกอิสลามกบฏ[166]และผู้จงรักภักดีต่อรัฐบาล[167]

แนวร่วมแห่งชาติซีเรีย[แก้]

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2555 ในกรุงโดฮา สภาแห่งชาติและกำลังฝ่ายค้านอื่นรวมกันเป็นแนวร่วมกำลังปฏิวัติและฝ่ายค้านซีเรียแห่งชาติ (National Coalition for Syrian Revolutionary and Opposition Forces)[168] วันรุ่งขึ้น หลายรัฐอ่าวเปอร์เซียรับรองให้เป็นรัฐบาลซีเรียโดยชอบ ผู้ทนสภาผู้นำของแนวร่วมฯ มีหญิงและผู้แทนของชนกลุ่มน้อยศาสนาและชาติพันธุ์ซึ่งรวมอะละวีด้วย มีรายงานว่าสภาทหารรวมกองทัพซีเรียเสรีด้วย[169] เป้าหมายหลักของแนวร่วมแห่งชาติฯ คือ แทนรัฐบาลบัชชาร อัลอะซัดและ "สัญลักษณ์และเสาการสนับสนุนของมัน" "รื้อราชการความมั่นคง" สร้างเอกภาพและสนับสนุนกองทัพซีเรียเสรี ปฏิเสธการพูดคุยเจรจากับรัฐบาลอัลอะซัด และ "นำตัวผู้รับผิดชอบการฆ่าชาวซีเรีย ทำลาย [ซีเรีย] และไล่ที่ [ชาวซีเรีย] มาลงโทษ"[170]

กองทัพซีเรียเสรี[แก้]

มีการประกาศตั้งกองทัพซีเรียเสรีเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 โดยนายทหารกองทัพบกซีเรียที่แปรพักตร์กลุ่มหนึ่ง ในวิดีทัศน์ นายทหารเรียกร้องให้นายทหารและทหารชาวซีเรียแปรพักตร์ และกล่าวว่าจุดประสงค์ของกองทัพซีเรียเสรี คือ เพื่อป้องกันผู้ประท้วงพลเรือนจากความรุนแรงโดยรัฐ และ "เพื่อโค่นระบอบ[ซีเรีย]นี้"[171]

ต่อมาทหารกองทัพบกซีเรียบางส่วนแปรพักตร์เข้ากับ FSA[172] นักหนังสือพิมพ์ชาวเยอรมันคนหนึ่งสัมภาษณ์ผู้นำรัฐอิสลามกล่าวไม่สนใจ FSA พลางหัวเราะว่าเป็นแหล่งอาวุธดีที่สุดที่พวกตนมี[155] ในเดือนธันวาคม 2554 ประมาณจำนวนทหารที่แปรพักตร์เข้ากับ FSA มีตั้งแต่ 1,000 ถึงกว่า 25,000 นาย[173] FSA ทำหน้าที่เป็นองค์การรวมมากกว่าสายการบังคับบัญชาทหารตามประเพณี และทีแรกมี "สำนักงานใหญ่" ในประเทศตุรกี แต่ย้ายสำนักงานใหญ่กองบัญชาการไปภาคเหนือของซีเรียในเดือนกันยายน 2555

ในเดือนมีนาคม 2555 ผู้สื่อข่าวเดอะนิวยอร์กไทมส์ เป็นพยานการเข้าตีแนวรถถังซีเรียหุ้มเกราะของ FSA ในซะระกิบ (Saraqib) และทราบว่า FSA มีทหารและอดีตนายทหารที่สามารถและได้รับการฝึก มีการจัดระเบียบอยู่ระดับหนึ่ง แต่ไม่มีอาวุธที่จะต่อสู้อย่างจริงจัง[174]

ในเดือนเมษายน 2556 สหรัฐประกาศว่าจะส่งความช่วยเหลือไม่ถึงชีวิตต่อกบฏซีเรีย 123 ล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านพลเอกที่แปรพักตร์ ซะลิม อิดริส (Salim Idriss) ผู้นำ FSA[175]

ในเดือนพฤษภาคม 2556 ซะลิม อิดริส ผู้นำ FSA ยอมรับว่า "กบฏ" แตกเป็นเสี่ยงและขาดทักษะทางทหารที่จำเป็นเพื่อโค่นรัฐบาลประธานาธิบดีบัชชาร อัลอะซัด อิดริสกล่าวว่าเขากำลังสร้างโครงสร้างบังคับบัญชาทั่วประเทศ แต่การขาดการสนับสนุนทางวัตถุทำให้ความพยายามนั้นไม่เป็นผล เขายอมรับว่าปฏิบัติการร่วมกับกลุ่มอิสลาม อะห์รัรอัชชาม แต่ปฏิเสธความร่วมมือใด ๆ กับกลุ่มอิสลาม แนวร่วมอัลนุสเราะ[175]

อะบู ยูซัฟ (Abu Yusaf) ผู้บัญชาการคนหนึ่งของรัฐอิสลาม กล่าวในเดือนสิงหาคม 2557 ว่าสมาชิก FSA หลายคนที่นายทหารสหรัฐ ตุรกีและอาหรับฝึกแท้จริงแล้วกำลังเข้าร่วมกับไอเอส[176] ซึ่งในทางตรงข้ามกับข้ออ้างของผู้บัญชาการนายนี้ ในเดือนกันยายน 2557 กองทัพซีเรียเสรีกำลังเข้าร่วมพันธมิตรและแนวร่วมกับทหารอาสาสมัครเคิร์ดซึ่งรวม YPG ซึ่งต่อสู้กับไอเอส[177][178]

ต้นเดือนตุลาคม 2558 ไม่นานหลังรัสเซียเริ่มแทรกแซงทางทหารในซีเรีย โรเบิร์ต ฟิสก์ประเมินว่าการดำรงอยู่ของ FSA เป็นกลลวง เป็นข้อเท็จจริงที่ข้าราชการสหรัฐรับทราบ โดยกบฏ FSA แทบทั้งหมดที่สหรัฐฝึกแปรพักตร์เข้ากับกลุ่มกบฏอื่น[179] และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เซอร์เกย์ ลัฟรอฟ เรียก FSA ว่า "โครงสร้างที่ไม่มีตัวตนแล้ว" และเสริมว่าเขากำลังคอยรับสารสนเทศเจาะจงใด ๆ เกี่ยวกับกลุ่มจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ จอห์น เคอร์รี[180][181]

สภาแห่งชาติซีเรีย[แก้]

สภาแห่งชาติซีเรียตั้งเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 เป็นแนวร่วมกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีฐานในประเทศตุรกี สภาแห่งชาติมุ่งยุติการปกครองของอัลอะซัด และสถาปนารัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ SNC มีความเชื่อมโยงกับกองทัพซีเรียเสรี ในเดือนพฤศจิกายน 2555 สภาตกลงรวมกับกลุ่มฝ่ายค้านอีกหลายกลุ่มตั้งเป็นแนวร่วมแห่งชาติซีเรีย SNC มีผู้แทน 22 จาก 60 ที่นั่งในแนวร่วมแห่งชาติซีเรียง[182]

สภาฯ ถอนตัวจากแนวร่วมฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2557 เป็นการประท้วงการตัดสินใจของแนวร่วมในการเข้าประชุมการเจรจาเจนีวา[183]

แนวร่วมอิสลาม[แก้]

แนวร่วมอิสลามเป็นการรวมกลุ่มกบฏเจ็ดกลุ่มที่เกี่ยวข้องในสงครามกลางเมืองซีเรีย[184] มีการประกาศเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2556[185] กลุ่มนี้มีนักรบระหว่าง 40,000[186] ถึง 60,000 คน โฆษกนิรนามของกลุ่มแถลงว่า กลุ่มจะไม่มีความสัมพันธ์กับแนวร่วมแห่งชาติซีเรีย[187] แม้สมาชิกกรมการเมืองของกลุ่ม อะห์มัด มุซาแถลงว่า เขาหวังการรับรองจากสภาแห่งชาติซีเรียในความร่วมมือสิ่งที่เขาแนะว่า "สิ่งที่ชาวซีเรียต้องการ พวกเขาต้องการการปฏิวัติและมิใช่วาระการเมืองและต่างชาติ"[188] ซาอุดีอาระเบียหนุนหลังและติดอาวุธกลุ่มนี้อย่างกว้างขวาง[189][190][191]

กฎบัตรของแนวร่วมอิสลามปฏิเสธมโนทัศน์ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนและโลกวิสัย และมุ่งสถาปนารัฐอิสลามที่ปกครองโดยมัยลิสอัชชูรา (Majlis-ash-Shura) และบังคับใช้ชะรีอะฮ์ กลุ่มยอมรับชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์และศาสนาที่อาศัยอยู่ในซีเรีย ขณะที่ยังต้อนรับนักรบต่างด้าวที่เข้าร่วมกำลังต่อต้านอะซัด และปฏิเสธวิธียุติสงครามกลางเมืองนอกเหนือจากทางทหาร[192]

กลุ่มแยกซะละฟี[แก้]

ในเดือนกันยายน 2556 จอห์น เคอร์รี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แถลงว่ากลุ่มญิฮัดซะละฟีสุดโต่งประกอบเป็น 15–25% ของกำลังกบฏ[193] จากข้อมูลของชาลส์ ลิสเตอร์ กบฏประมาณ 12% เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่เชื่อมโยงกับอัลกออิดะฮ์ 18% เป็นของอะห์รัรอัชชาม และ 9% เป็นของศุกูรอัชชาม (Suqour al-Sham Brigade)[194][195] จำนวนนี้ค้านกับกลุ่มสารสนเทศเจนส์ (Jane's Information Group) สิ่งพิมพ์ด้านกลาโหม อ้างว่ากบฏทั้งหมดเกือบครึ่งเข้ากับกลุ่มอิสลาม[196] ศูนย์ศาสนาและภูมิรัฐศาสตร์ คลังสมอง (think-tank) สัญชาติบริติช ซึ่งเชื่อมโยงกับอดีตนายกรัฐมนตรีบริติช โทนี แบลร์ กล่าวว่า กบฏ 60% อาจจำแนกเป็นพวกหัวรุนแรงอิสลาม[197] นักรบต่างด้าวเข้าร่วมความขัดแย้งโดยอยู่ฝ่ายค้านซีเรีย[198]

ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาการทำให้หัวรุนแรงและความรุนแรงทางการเมือง (The International Centre for the Study of Radicalisation and Political Violence) ประมาณว่านักรบต่างด้าว 2,000–5,500 คนไปประเทศซีเรียนับแต่เริ่มการประท้วง โดยประมาณ 7–11% มาจากทวีปยุโรป ศูนย์ฯ ยังประมาณว่าจำนวนนักรบต่าวด้าวมีไม่เกิน 10% ของกองทัพฝ่ายค้าน[199] อีกการประมาณหนึ่งกะจำนวนนักรบญิฮัดต่างด้าวไว้ 15,000 คนเมื่อต้นปี 2557[200] คณะกรรมการยุโรปแสดงความกังวลว่า นักรบบางส่วนอาจใช้ทักษะที่ได้ในประเทศซีเรียกลับมาก่อการร้ายในทวีปยุโรปในอนาคต[201]

ในเดือนตุลาคม 2555 กลุ่มศาสนาอิรักหลายกลุ่มเข้าร่วมความขัดแย้งในซีเรียทั้งสองฝ่าย ซุนนีหัวรุนแรงจากประเทศอิรักเดินทางไปประเทศซีเรียเพื่อต่อสู้กับประธานาธิบดีบัชชาร อัลอะซัดและรัฐบาลซีเรีย[202] นอกจากนี้ ชีอะฮ์จากประเทศอิรัก ในจังหวัดบาบิลและดิยาลา เดินทางไปกรุงดามัสกัสจากกรุงเตหะราน หรือจากนะญัฟ ประเทศอิรัก นครศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามชีอะฮ์ เพื่อพิทักษ์ซัยยิดะห์ซัยนับ (Sayyida Zeinab) มัสยิดสำคัญและแท่นบูชาของนิกายชีอะฮ์ในกรุงดามัสกัส[202]

ในเดือนกันยายน 2556 ผู้นำกองพลน้อยกบฏที่ทรงอำนาจ 13 คนปฏิเสธแนวร่วมแห่งชาติซีเรีย และเรียกร้องให้กฎหมายชะรีอะฮ์เป็น "บ่อเกิดของกฎหมายแหล่งเดียว" กลุ่มกบฏที่ลงนามมีแนวร่วมอัลนุสเราะ อะห์รัรอัชชามและอัลเตาฮีดรวมอยู่ด้วย[203]

แนวร่วมอัลนุสเราะ[แก้]

แนวร่วมอัลนุสเราะซึ่งเชื่อมโยงกับอัลกออิดะฮ์[204] เป็นกลุ่มญีฮัดใหญ่สุดในประเทศซีเรีย มักถือว่าเป็นส่วนที่ก้าวร้าวและรุนแรงที่สุดของฝ่ายค้าน[205] กลุ่มนี้ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายแล้วกว่า 50 ครั้ง ซึ่งรวมเหตุระเบิดที่มีผู้เสียชีวิตหลายครั้งในกรุงดามัสกัสในปี 2554 และ 2555 รัฐบาลซีเรียและรัฐบาลสหรัฐกำหนดให้เป็นองค์การก่อการร้ายในเดือนธันวาคม 2555[79] จากข้อมูลของหน่วยข่าวกรองสหรัฐ รัฐบาลตุรกีสนับสนุนกลุ่มนี้มาหลายปีแล้ว[155] ในเดือนเมษายน 2556 ผู้นำรัฐอิสลามอิรักออกแถลงการณ์เสียงประกาศว่าแนวร่วมอัลนุสเราะเป็นสาขาของตนในประเทศซีเรีย[206] ผู้นำอัลนุสเราะ อะบู โมฮัมมัด อัลโกลานี (Abu Mohammad al-Golani) กล่าวว่า กลุ่มจะไม่รวมกับรัฐอิสลามอิรักแต่จะยังสวามิภักดิ์ต่ออัยมัน อัซเซาะวาฮิรี ผู้นำอัลกออิดะฮ์[207] กำลังคนโดยประมาณของแนวร่วมอัลนุสเราะอยู่ประมาณ 6,000–10,000 คน ซึ่งรวมนักรบต่างด้าวจำนวนมาก[208]

ความสัมพันธ์ระหว่างแนวร่วมอัลนุสเราะและฝ่ายค้านซีเรียพื้นเมืองตึงเครียด แม้อัลนุสเราะต่อสู้ร่วมกับ FSA ในหลายยุทธการ และนักรบ FSA บางส่วนแปรพักตร์ไปแนวร่วมอัลนุสเราะ[209] มุมมองศาสนาเข้มงวดของมูญาฮิดีนและเจตนาบังคับกฎหมายชะรีอะฮ์รบกวนชาวซีเรียจำนวนมาก[210] ผู้บัญชาการกบฏบางนายกล่าวหานักรบญีฮัดว่า "ขโมยการปฏิวัติ" ปล้นโรงงานซีเรียและแสดงอขันติทางศาสนา[211] แนวร่วมอัลนุสเราะถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติไม่ดีต่อชนกลุ่มน้อยศาสนาและชาติพันธุ์นับแต่ก่อตั้ง[212]

เคิร์ดซีเรีย[แก้]

ชาวเคิร์ดซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิมซุนนี และกลุ่มน้อยยะซีดีส (Yezidis) ขนาดเล็กประกอบเป็น 10% ของประชากรซีเรียเมื่อเริ่มการก่อการกำเริบในปี 2554 พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติและละเลยหลายทศวรรษ ขาดสิทธิพลเมือง วัฒนธรรม เศรษฐกิจและสังคมพื้นฐาน[213] เมื่อการประท้วงเริ่ม สุดท้ายรัฐบาลอะซัดให้ความเป็นพลเมืองแก่ชาวเคิร์ดไร้สัญชาติประมาณ 200,000 คน ในความพยายามเพื่อหยุดการค้านของชาวเคิร์ดที่อาจเกิดขึ้น[214] การให้สิทธินี้ประกอบกับการสนับสนุนฝ่ายค้านของตุรกีและการมีผู้แทนน้อยเกินในสภาแห่งชาติซีเรีย ส่งผลให้มีชาวเคิร์ดเข้าร่วมสงครามกลางเมืองเป็นจำนวนน้อยกว่าอาหรับซุนนีซีเรีย[214] ผลคือ ความรุนแรงและการปราบปรามของรัฐในพื้นที่เคิร์ดรุนแรงน้อยลง[214] ในแง่ของซีเรียหลังอะซัด มีรายงานว่าชาวเคิร์ดปรารถนาอัตตาณัติระดับหนึ่งในรัฐที่กระจายอำนาจปกครอง[215]

เมื่อสงครามกลางเมืองเริ่ม พรรคการเมืองเคิร์ดส่วนใหญ่จัดระเบียบตนเองเป็นคณะกรรมการประสานงานแห่งชาติเพื่อการเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตย (NCC) โดยถือท่าทีสายกลางมากกว่าต่อรัฐบาลอะซัด ทว่า ในเดือนตุลาคม 2554 ทุกพรรคยกเว้นพรรคสหภาพประชาธิปไตย (PYD) ออกจาก NCC ไปตั้งองค์การรวมของตนเอง คือ สภาแห่งชาติเคิร์ด

หน่วยป้องกันประชาชนเคิร์ดซีเรีย (YPG) เข้าสู่สงครามกลางเมืองซีเรียครั้งแรกเป็นคู่สงครามในเดือนกรกฎาคม 2555 โดยยึดเมืองโคบานีซึ่งจนถึงเวลานั้นอยู่ในการควบคุมของรัฐบาลอะซัดซีเรีย

ความขัดแย้งระหว่างหน่วยป้องกันประชาชนเคร์ด (YPG) และกลุ่มอิสลามอย่างแนวร่วมอัลนุสเราะบานปลายตั้งแต่กลุ่มชาวเคิร์ดขับฝ่ายอิสลามออกจากเมืองชายแดนรัสอัลอัยน์ (Ras al-Ain)[216]

รัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์[แก้]

รัฐอิสลามอิรักและลิแวนต์ (ISIL) หรือรัฐอิสลามอิรักและซีเรีย (ISIS) ได้เปรียบทางทหารอย่างรวดเร็วในซีเรียตอนเหนือเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 และในกลางปี 2557 ควบคุมส่วนใหญ่ของภูมิภาคนั้น ขณะที่ผู้สังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนซีเรียอธิบายว่าเป็น "กลุ่มแข็งแกร่งที่สุด"[217] กลุ่มกำหนดกฎหมายชะรีอะฮ์เข้มงวดเหนือดินแดนที่ตนควบคุม จนถึงปี 2557 กลุ่มสวามิภักดิ์ต่ออัลกออิดะฮ์ ซึ่งมีนักรบชาวอิรัก อะบู บักร์ อัลบัฆดาดี และมีนักรบโดยประมาณ 7,000 คนในประเทศซีเรีย ซึ่งมีผู้ที่มิใช่ชาวซีเรียหลายคน ถูกยกย่องว่าทุจริตน้อยกว่ากลุ่มทหารอาสาสมัครอื่นแต่ถูกวิจารณ์ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน[218] และไม่มีขันติต่อกลุ่มทหารอาสาสมัคร นักหนังสือพิมพ์หรือคนงานช่วยเหลือต่างประเทศ ซึ่งสมาชิกถูกขับไล่ กักขัง[219]หรือประหารชีวิต ไมเคิล ไวส์ (Michael Weiss) เขียนว่า ISIL ไม่ถูกรัฐบาลซีเรียมุ่งเป้า "ด้วยความกระตือรือร้นอย่างเดียวกัน" กับกลุ่มแยกกบฏอื่น[136]

ในฤดูร้อน 2557 ISIL ควบคุมหนึ่งในสามของประเทศซีเรีย สถาปนาตนเป็นกำลังครอบงำของฝ่ายค้านซีเรีย พิชิตยับฮัตอัลนุสเราะ (Jabhat al-Nusra) ในเขตผู้ว่าราชการเดอีร์เอซซอร์ (Deir Ezzor Governorate) และอ้างสิทธิควบคุมเหนือการผลิตน้ำมันและแก๊สส่วนใหญ่ของประเทศซีเรีย[87]

รัฐบาลซีเรียไม่เริ่มต่อสู้กับ ISIL จนเดือนมิถุนายน 2557 แม้มีอยู่ในประเทศซีเรียตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 จากข้อมูลของข้าราชการเคิร์ดผู้หนึ่ง[220]

ISIL สามารถเกณฑ์นักรบได้กว่า 6,300 คนในเดือนกรกฎาคม 2557 เดือนเดียว[221] ในเดือนกันยายน 2557 มีรายงานว่า กบฏซีเรียบางส่วนลงนามความตกลง "ไม่รุกราน" กับ ISIL ในชานกรุงดามัสกัส โดยอ้างความไร้สามารถจัดการกับทั้งการโจมตีของ ISIL และกองทัพซีเรียได้พร้อมกัน[222] ทว่า กบฏซีเรียบางส่วนประณามข่าวสนธิสัญญา "ไม่รุกราน" ISIL ยังวางระเบิดในพื้นที่นครโบราณพัลไมรา นครซึ่งมีประชากร 50,000 คน พัลไมรานับเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก เพราะเป็นที่ของซากปรักโรมันโบราณที่กว้างใหญ่และรักษาดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก[223]

แนวร่วมตะวันตก[แก้]

ประเทศที่เข้าร่วมในกำลังเฉพาะกิจร่วมผสม ไม่ใช่ทั้งหมดที่ปฏิบัติการอยู่ในประเทศซีเรีย

ประเทศจำนวนหนึ่ง รวมทั้งสมาชิกนาโต้หลายประเทศ เข้าร่วมกำลังเฉพาะกิจร่วมผสม (Combined Joint Task Force) โดยหลักเพื่อต่อสู้กับ ISIL และสนับสนุนกลุ่มกบฏที่ถูกมองว่าสายกลางและเป็นมิตรต่อชาติตะวันตกอย่างกองทัพซีเรียเสรี ประเทศที่ดำเนินการโจมตีทางอากาศในประเทศซีเรียมีสหรัฐ ออสเตรเลีย บาห์เรน แคนาดา ฝรั่งเศส จอร์แดน เนเธอร์แลนด์ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และสหราชอาณาจักร[224] สมาชิกบางประเทศเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนอกเหนือจากการสู้รบกับ ISIL คือ ประเทศตุรกีถูกกล่าวหาว่าต่อสู้กับกำลังเคิร์ดในประเทศซีเรียและอิรัก รวมทั้งการประสานงานด้านข่าวกรองกับ ISIL ในบางกรณี[225][226] ข้อสรุปของการประเมินที่เป็นความลับสูงที่สำนักข่าวกรองกลาโหม (DIA) ดำเนินการและเสนาธิการร่วมในปี 2556 มีว่า ประเทศตุรกีเปลี่ยนโครงการอาวุธลับของสหรัฐเพื่อสนับสนุนกบฏสายกลางซึ่งไม่มีอยู่แล้วเป็นโครงการจัดหาการสนับสนุนทางเทคนิคและลอจิสติกส์แบบไม่เลือกแก่ฝ่ายค้านทั้งหมด ซึ่งรวมยับฮัตอัลนุสเราะและรัฐอิสลาม[155]

ปฏิกิริยาต่างประเทศ[แก้]

สันนิบาตอาหรับ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและอีกหลายประเทศประณามการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง สันนิบาตอาหรับระงับสมาชิกภาพของซีเรียเพราะการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ดังกล่าวของรัฐบาล แต่ให้ที่นั่งแก่แนวร่วมแห่งชาติซีเรียเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2556[227] สันนิบาตอาหรับยังส่งคณะผู้แทนสังเกตการณ์ในเดือนธันวาคม 2554 โดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอการแก้ไขวิกฤตการณ์อย่างสันติ มีความพยายามระงับวิกฤตการณ์อื่นอีก ผ่านการแต่งตั้งโคฟี อันนันเป็นผู้แทนทางการทูตพิเศษ

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 กาชาดสากลประเมินความขัดแย้งซีเรียว่าเป็น "การขัดกันด้วยอาวุธไม่ระหว่างประเทศ" (เป็นศัพท์กฎหมายของสงครามกลางเมือง) ฉะนั้น จึงบังคับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาเจนีวาต่อซีเรีย สงครามลดระดับลงเป็นการคุมเชิงในต้นปี 2556 โดยฝ่ายกบฏค่อย ๆ ได้พื้นที่ในบางบริเวณ[228][229] ขณะที่ในบางบริเวณ ฝ่ายรัฐบาลก็ค่อย ๆ ได้พื้นที่เช่นกัน[230]

กลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่า การละเมิดส่วนใหญ่กระทำโดยกำลังรัฐบาลซีเรีย และการสืบสวนของสหประชาชาติสรุปว่า การละเมิดของรัฐบาลนั้นมีความร้ายแรงและขอบเขตสูงสุด[231][232]

อ้างอิง[แก้]

  1. Ariel Ben Solomon (31 May 2013). "Report: Yemen Houthis fighting for Assad in Syria". Jerusalem Post. สืบค้นเมื่อ 5 June 2013. 
  2. "Report: Iran, North Korea Helping Syria Resume Building Missiles". สืบค้นเมื่อ 18 November 2014. 
  3. Ryall, Julian (6 June 2013). "Syria: North Korean military 'advising Assad regime'". The Telegraph. สืบค้นเมื่อ 2 August 2013. 
  4. "North Korea violating sanctions, according to UN report". The Telegraph. 3 July 2012. สืบค้นเมื่อ 6 October 2012. 
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 Wladimir van Wilgenburg (12 June 2015). "The Rise of Jaysh al-Fateh in Northern Syria". Terrorism Monitor (Jamestown Foundation) XIII (12): 3. 
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 Gareth Porter (28 May 2015). "Gulf allies and ‘Army of Conquest’". Al-Ahram Weekly. 
  7. "U.S. weapons reaching Syrian rebels". Washington Post. September 11, 2013. 
  8. "Hollande confirms French delivery of arms to Syrian rebels". 2014-08-21. สืบค้นเมื่อ 2015-01-16. 
  9. "Jabhat al-Nusra, IS clash in Daraa". Al Monitor. 16 December 2014. สืบค้นเมื่อ 20 December 2014. 
  10. "Al-Nusra overtakes Hazm in Aleppo countryside". Al Monitor. 3 March 2015. สืบค้นเมื่อ 3 March 2015. 
  11. "The Islamic State in Southern Syria". Carter Center. 15 May 2015. สืบค้นเมื่อ 10 June 2015. 
  12. Demir, Arzu (28 January 2015). "Preparations for international brigade in Rojava". Firat News Agency. Archived from the original on 2015-02-11. สืบค้นเมื่อ 11 February 2015. 
  13. David Pugliese, Ottawa Citizen More David Pugliese, Ottawa Citizen. "Canadian special forces help fight off ‘significant’ ISIL attack in Iraq - Ottawa Citizen". Ottawa Citizen. 
  14. "France Says Its Airstrikes Hit an ISIS Camp in Syria". The New York Times. 28 September 2015. 
  15. "These 5 Facts Explain Bashar Assad’s Hold in Syria". สืบค้นเมื่อ 22 September 2015. 
  16. 16.0 16.1 16.2 Marc Champion (14 September 2015). "To Imagine Syria at Peace, Think of Bosnia". BloombergView.com. 
  17. 17.0 17.1 Why Syria is the Gordian knot of Obama’s anti-ISIL campaign
  18. Arutz Sheva. "Syria Regime 'Ready to Accept De-Facto Partition'". Israel National News. 
  19. Syrian Kurds now say they now control territory the size of Qatar and Kuwait combined
  20. "Syria military strength". Global Fire Power. 17 October 2015. 
  21. "Syria's diminished security forces". AFP. 28 August 2013. สืบค้นเมื่อ 14 May 2014. 
  22. ISIS’ Iraq offensive could trigger Hezbollah to fill gap left in Syria The Daily Star, 16 June 2014
  23. "Iran 'foreign legion' leans on Afghan Shia in Syria war": "A report by Iran's Mashregh News, which is affiliated with the Revolutionary Guards, said that the Fatemiyon force comprises some 20,000 fighters. More than 200 of them, it added, have been killed in battles across Syria since 2013."
  24. "«كتائب البعث» إلى شوارع دمشق". Al Akhbar. 14 January 2014. 
  25. Aron Lund (13 January 2014). "The Baath Battalions Move Into Damascus". Carnegie Endowment. 
  26. Syrian war widens Sunni-Shia schism as foreign jihadis join fight for shrines retrieved 5 June 2013
  27. Albayrak, Aydin. "Mihraç Ural, a man with a long history of terrorism". Today's Zaman. สืบค้นเมื่อ 3 August 2013. 
  28. Jonathan Landay, Phil Stewart, Mark Hosenball (4 November 2015). "Russia's Syria force has reportedly grown to 4,000 people". Business Insider. สืบค้นเมื่อ 4 November 2015. 
  29. 29.0 29.1 Thomas Grove (18 December 2015). "Up to Nine Russian Contractors Die in Syria, Experts Say". WSJ. 
  30. "Iran sends 15,000 fighters to Syria". The Daily Star. 4 June 2015. 
  31. "From Qusair to Yabrud: Shiite foreign fighters in Syria - Al-Monitor: the Pulse of the Middle East". Al-Monitor. 
  32. Cockburn, Patrick (11 December 2013). "West suspends aid for Islamist rebels in Syria, underlining their disillusionment with those forces opposed to President Bashar al-Assad". The Independent. 
  33. "Front to Back". Foreign Policy. 
  34. "Syria crisis: Guide to armed and political opposition". BBC. 13 December 2013. 
  35. "Factbox: Syria's rebel groups". Reuters. 9 January 2014. สืบค้นเมื่อ 9 January 2014. 
  36. "Al Qaida rebels leave mass grave behind as they desert base in Syria". McClatchy. 6 January 2014. สืบค้นเมื่อ 8 January 2014. 
  37. "Syrian rebel group offers 2000 jihadists to fight Houthis in Yemen". ZAMAN ALWSL. 
  38. "Syria crisis: Spooked by rebel gains, Jordan doubles down on Islamic State". 4 May 2015. สืบค้นเมื่อ 4 May 2015. 
  39. "Islamic State fighter estimate triples - CIA". BBC. 12 September 2014. 
  40. "War with Isis: Islamic militants have army of 200,000, claims senior Kurdish leader". The Independent. 18 November 2014. 
  41. "Will the Islamic State last through 2015?". Today's Zaman. สืบค้นเมื่อ 4 January 2015. 
  42. Mustafa, Hasan (16 November 2015). "An Analysis of Jaish al-Thuwar (the Army of Revolutionaries) – a Component of the Syrian Democratic Forces". Word Press. สืบค้นเมื่อ 16 February 2016. 
  43. 43.0 43.1 43.2 43.3 43.4 43.5 43.6 43.7 "About 2 millions and half killed and wounded since the beginning of the Syrian Revolution". 16 October 2015. 
  44. 44.0 44.1 44.2 44.3 "More than 110 dead, thousands of regime forces during the 41 months". สืบค้นเมื่อ 25 October 2014. 
  45. "320,000 people killed since the beginning of the Syrian Revolution". 9 June 2015. 
  46. "Hezbollah recruiting push comes amid deeper role in Syria". worldnow.com. 18 December 2015. 
  47. Meet one of Hezbollah's teen fighters
  48. "Mapping the Deaths of Iranian Officers Across Syria". สืบค้นเมื่อ 1 November 2015. 
  49. "Iranian casualties in Syria : iranpolitics". Reddit.com. สืบค้นเมื่อ 2016-01-04. 
  50. Iranian casualties in Syria megathread
  51. Russian Military Officer Killed in Syria
  52. "Family confirms first Russian military fatality in Syria, disputes 'suicide' source". Reuters. 27 October 2015. สืบค้นเมื่อ 27 October 2015. 
  53. "Three Russians killed in Syria: pro-government source". Yahoo News. 20 October 2015. สืบค้นเมื่อ 21 October 2015. 
  54. "Syria: Opposition, almost 11,500 civilians killed". Ansamed.ansa.it. 2010-01-03. สืบค้นเมื่อ 2013-08-27. 
  55. "IS executes over 3,000 in Syria in year-long ´caliphate´". AFP. 28 June 2015. 
  56. YPG releases balance-sheet of 2014: Nearly 5,000 ISIS members killed
  57. Balance of the War Against Hostile Groups in Rojava, Northern Syria: Year 2015
  58. "Syrian Army Kills Nearly 5,000 IS Militants in Three Months: Source". sputniknews.com. 25 December 2014. 
  59. 15 killed (31 October 2012),[1] 25 killed (19 November 2012),[2] 379 killed (2013),[3] 537–706 killed (2014),[4][5][6] 680 killed (2015),[7] total of 1,636–1,805 reported killed
  60. Jordan pilot murder: Islamic State deploys asymmetry of fear
  61. "Violations Documenting Center". Violations Documenting Center. 16 October 2015. สืบค้นเมื่อ 16 October 2015. 
  62. "Alarmed by Continuing Syria Crisis, Security Council Affirms Its Support for Special Envoy’s Approach in Moving Political Solution Forward". UN. สืบค้นเมื่อ 17 August 2015. 
  63. http://www.theguardian.com/world/2016/feb/11/report-on-syria-conflict-finds-115-of-population-killed-or-injured
  64. "Syria's Meltdown Requires a U.S.-Led Response". Washington Institute for Near East Policy. 22 March 2013. 
  65. "More than four million Syrian refugees in neighbouring countries, UN says". Telegraph.co.uk. 9 July 2015. 
  66. Tom Miles (9 July 2015). "Syria's neighbors now host four million of its refugees, U.N. says". Reuters. 
  67. "UNHCR: Syrian Refugees Cross Four Million Mark - Al Jazeera America". aljazeera.com. 
  68. Reuters Editorial (13 February 2016). "Turkish forces shell Syrian air base captured by Kurds". Reuters UK. สืบค้นเมื่อ 14 February 2016. 
  69. Turkey shells Kurdish positions in Syria for 2nd day
  70. US-trained rebels give equipment to al-Qaeda affiliate http://www.bbc.com/news/world-middle-east-34368073
  71. "More than 215,000 killed in Syria since 2011". 3news.co.nz. 
  72. Oweis, Khaled Yacoub; Solomon, Erika (22 February 2012). "Bombardment of Syria's Homeless kills 21 people". Reuters. สืบค้นเมื่อ 21 July 2014. [ลิงก์เสีย]
  73. Chulov, Martin (12 March 2014). "Controlled by Iran, the deadly militia recruiting Iraq's men to die in Syria". The Guardian. Najaf. สืบค้นเมื่อ 2014-05-21. 
  74. "Sunni v Shia, here and there". The Economist. Retrieved 14 September 2013
  75. "UN says Syria conflict is 'overtly sectarian'". 20 December 2012. 
  76. "Nasrallah says Hezbollah will not bow to sectarian threats". NOW News. 14 June 2013. สืบค้นเมื่อ 21 October 2013. 
  77. "Syria Opposition Contradicts U.N., Says Conflict not Sectarian". Naharnet. 22 December 2012. สืบค้นเมื่อ 21 October 2013. 
  78. 78.0 78.1 78.2 Mroue, Bassem (25 May 2013). "Hezbollah chief says group is fighting in Syria". Associated Press. สืบค้นเมื่อ 25 May 2013. 
  79. 79.0 79.1 "Al Nusrah Front claims 3 more suicide attacks in Daraa". Threat matrix. Long war journal. 27 November 2012. 
  80. "Saudi Arabia and Iran must end their proxy war in Syria". The Gurdian. 15 December 2013. สืบค้นเมื่อ 30 November 2015. 
  81. "By arming Syria rebels, US drawn into proxy war". Yahoo News. 15 June 2013. 
  82. "U.S. Weaponry Is Turning Syria Into Proxy War With Russia". The New York Times. 12 October 2015. สืบค้นเมื่อ 14 October 2015. 
  83. "John McCain says US is engaged in proxy war with Russia in Syria". The Guardian. 4 October 2015. สืบค้นเมื่อ 17 October 2015. 
  84. "U.S., Russia escalate involvement in Syria". CNN. 13 October 2015. สืบค้นเมื่อ 17 October 2015. 
  85. ""The Russians have made a serious mistake": how Putin's Syria gambit will backfire". The VOA. 1 October 2015. สืบค้นเมื่อ 17 October 2015. 
  86. "Untangling the Overlapping Conflicts in the Syrian War". The New York Times. 18 October 2015. สืบค้นเมื่อ 19 October 2015. 
  87. 87.0 87.1 "ISIS Consolidates". 1 August 2014. สืบค้นเมื่อ 11 August 2014. 
  88. Hubbard, Ben (17 July 2013). "Momentum Shifts in Syria, Bolstering Assad's Position". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 10 August 2013. 
  89. "Syrian government no longer controls 83% of the country – IHS Jane's 360". janes.com. สืบค้นเมื่อ 21 October 2015. 
  90. "UN Details Rampant War Crimes By ISIS And Assad's Regime". 27 August 2014. สืบค้นเมื่อ 15 October 2014. 
  91. Abdelaziz, Salma. "Syrian rebels blame 'heinous' executions on 'extremists'". CNN. สืบค้นเมื่อ 15 October 2014. 
  92. "Syria and Isis committing war crimes, says United Nations". 27 August 2014. สืบค้นเมื่อ 15 October 2014. 
  93. "UN human rights probe panel reports continuing 'gross' violations in Syria". United Nations. 24 May 2012. สืบค้นเมื่อ 12 September 2013. 
  94. "UN chief warns of Syrian civil war if massacres continue". WN. สืบค้นเมื่อ 15 October 2014. 
  95. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ reutersstart
  96. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ reutersrageon
  97. "Syria's Homs under a military siege, activists say". CNN. 24 December 2011. Retrieved 7 February 2013.
  98. Golovnina, Maria (19 March 2012). "Asma al Assad, a "desert rose" crushed by Syria's strife". Reuters. สืบค้นเมื่อ 17 December 2012. 
  99. "Russia Offers a Dark View of Assad's Chances for Survival". 13 December 2012. สืบค้นเมื่อ 28 January 2013. 
  100. http://www.opinion.co.uk/perch/resources/syriadata.pdf
  101. 101.0 101.1 "Insight: Battered by war, Syrian army creates its own replacement". Reuters. 21 April 2013. สืบค้นเมื่อ 29 May 2013. 
  102. Michael Weiss (17 May 2013). "Rise of the militias". NOW. 
  103. Dagher, Sam (26 August 2013). "Syria's Alawite Force Turned Tide for Assad". Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 2 September 2013. 
  104. "Syria's civil war: The regime digs in". The Economist. 15 June 2013. 
  105. Adam Heffez (28 November 2013). "Using Women to Win in Syria". Al-Monitor (Eylül). สืบค้นเมื่อ 28 November 2013. 
  106. Asher, Berman. "Criminalization of the Syrian Conflict". Institute for the Study of War. สืบค้นเมื่อ 27 October 2012. 
  107. 107.0 107.1 Yassin al-Haj Salih (3 March 2014). "The Syrian Shabiha and Their State – Statehood & Participation". Heinrich Böll Stiftung. สืบค้นเมื่อ 7 June 2015. 
  108. Adorno, Esther (8 June 2011). "The Two Homs". Harper's Magazine. สืบค้นเมื่อ 22 September 2012. 
  109. Oweis, Khaled Yacoub (15 September 2011). "Armored Syrian forces storm towns near Turkey border". Amman. Reuters. สืบค้นเมื่อ 1 February 2012. 
  110. "U.S. blacklists al-Nusra Front fighters in Syria". CNN. 12 December 2012. สืบค้นเมื่อ 17 December 2012. 
  111. "Bashar Al-Assad's transformation". Saudi Gazette. 15 May 2012. Archived from the original on 13 July 2015. สืบค้นเมื่อ 6 July 2012. 
  112. Holmes, Oliver (15 August 2011). "Assad's Devious, Cruel Plan to Stay in Power By Dividing Syria—And Why It's Working". TNR. 
  113. 113.0 113.1 "Analysis: Assad retrenches into Alawite power base". Reuters. 4 May 2011. 
  114. Oweis, Khaled Yacoub (3 February 2012). "Uprising finally hits Syria's "Silk Road" city". Reuters. สืบค้นเมื่อ 18 August 2012. 
  115. "Iran and Hezbollah build militia networks in Syria, officials say". The Guardian. 12 February 2013. Retrieved 27 February 2013.
  116. "Pro-Assad militia now key to Syrian government’s war strategy". The Miami Herald. 19 February 2013. Retrieved 27 February 2013.
  117. "Syria's Christians stand by Assad". CBS News (CBS Interactive). 6 February 2012. 
  118. "Loyalty to Assad runs deep on Syrian coast". The Christian Science Monitor. 22 January 2014.
  119. Christian militias lend muscle to Syrian regime in ongoing battle against rebels. The Irish Times. 9 June 2014.
  120. Instead of fleeing, some of Syria’s Christians will stand their ground. The National. 20 February 2014.
  121. "Christians in Syria side with Assad, form militias against Al Qaida rebels". World Tribune. 28 May 2014. Archived from the original on 26 August 2015. สืบค้นเมื่อ 24 December 2015. 
  122. Martin Chulov. "Christian militia in Syria defends ancient settlements against Isis". the Guardian. สืบค้นเมื่อ 21 September 2015. 
  123. "Assyrian Christian group fights ISIS in Syria". Rudaw. สืบค้นเมื่อ 21 September 2015. 
  124. "Iraq's Assyrian Christians form militia to fight Islamic State". JNS.org. สืบค้นเมื่อ 21 September 2015. 
  125. "Drone flight over Israel: Nasrallah’s latest surprise". Arab-American News. 
  126. Hirst, David (23 October 2012). "Hezbollah uses its military power in a contradictory manner". The Daily Star (Beirut). 
  127. "Hezbollah fighters killed in Syria will 'go to hell,' says former leader". Al Arabiya. 26 February 2013. 
  128. Mroue, Bassem (25 May 2013). "Hezbollah chief says group is fighting in Syria". Associated Press. สืบค้นเมื่อ 25 May 2013. 
  129. Stay informed today and every day (4 January 2014). "Lebanon: Will it hold together?". Economist.com. สืบค้นเมื่อ 21 May 2014. 
  130. 130.0 130.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ iranian-strategy
  131. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Economistlongroad
  132. 132.0 132.1 132.2 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ IranBoostY4telegraph
  133. Goodarzi, Jubin (August 2013). "Iran and Syria at the Crossroads: The Fall of the Tehran-Damascus Axis?". Viewpoints (Wilson Center). 
  134. 134.0 134.1 134.2 Iran boosts military support in Syria to bolster Assad, reuters, 21, Feb 2014
  135. The Interim Finance Minister: 15 Billion Dollars Iranian Support to Assad; syrianef; 24, January 2014
  136. 136.0 136.1 อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Weiss
  137. Filkins, Dexter (30 September 2013). "The Shadow Commander". The New Yorker. สืบค้นเมื่อ 11 August 2014. 
  138. "Iran’s evolving policy in Iraq and Syria". สืบค้นเมื่อ 8 January 2015. 
  139. Super User. "IRAN: Sixteen IRGC members and Afghan mercenaries killed in Syria". 
  140. "Syria: Iranian Revolutionary Guards (IRGC) killed in the suburb of Damascus". mojahedin.org. 
  141. Super User. "IRGC members killed in Syria buried in Iran". 
  142. editor-m. "Photo shows four IRGC top commanders killed in Syria". 
  143. Sam Wilkin (13 June 2015). "Iran brings home body of top general killed in Syria". Reuters. 
  144. Peterson, Scott (May 30, 2014). "Behind Syrian regime, a familiar US adversary: Iran". Christian Science Monitor. สืบค้นเมื่อ June 15, 2014. 
  145. "Russia goes to war with ISIS: Why and how?". RT. 30 September 2015. 
  146. "Russian parliament unanimously approves use of military in Syria to fight ISIS". RT. 30 September 2015. 
  147. Patrick J. McDonnell; W.J. Hennigan; Nabih Bulos (30 September 2015). "Russia launches airstrikes in Syria amid U.S. concern about targets". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ 7 October 2015. 
  148. "Russia carries out first air strikes in Syria". Al Jazeera. 30 September 2015. สืบค้นเมื่อ 1 October 2015. 
  149. "Syria bombing: Russian three star general warned US officials 'we request your people leave' | Middle East | News | The Independent". independent.co.uk. สืบค้นเมื่อ 21 October 2015. 
  150. "Syria crisis: Russia begins air strikes against Assad foes". ВВС News. 30 September 2015. 
  151. "Russia Arming Syria to Counter Terrorism". Sputnik. 30 September 2015. สืบค้นเมื่อ 30 September 2015. 
  152. "Putin Officials Said to Admit Real Syria Goal Is Far Broader". Bloomberg Business. 19 October 2015. สืบค้นเมื่อ 19 October 2015. 
  153. "Путин назвал основную задачу российских военных в Сирии". Interfax. 11 October 2015. (รัสเซีย)
  154. "NATO-Russia Tensions Rise After Turkey Downs Jet". The New York Times. 24 November 2015. สืบค้นเมื่อ 29 November 2015. 
  155. 155.0 155.1 155.2 155.3 Seymour Hersh,'Military to Military,' London Review of Books,Vol. 38 No. 1,7 January 2016 pp.11-14.
  156. "FSA brigade 'joins al-Qaeda group' in Syria – Al Jazeera English". aljazeera.com. สืบค้นเมื่อ 21 October 2015. 
  157. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ larger
  158. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ covert
  159. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ trim
  160. Nabih Bulos (22 September 2015). "US-trained Division 30 rebels 'betray US and hand weapons over to al-Qaeda's affiliate in Syria'". The Telegraph (London). 
  161. "Syria rebels and TOW missiles – Business Insider – Saudi Arabia just replenished Syrian rebels with one of the most effective weapons against the Assad regime". businessinsider.com. สืบค้นเมื่อ 21 October 2015. 
  162. Patrick Cockburn. Isis consolidates
  163. Kim Sengupta (12 May 2015). "Turkey and Saudi Arabia alarm the West by backing Islamist extremists the Americans had bombed in Syria". The Independent (London). 
  164. "Gulf allies and ‘Army of Conquest’". Al-Ahram Weekly. 28 May 2015.
  165. "'Army of Conquest' rebel alliance pressures Syria regime". Yahoo News. 28 April 2015.
  166. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ fr-kurdes-chassent-des-jihadistes
  167. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ pydkills
  168. "Syrian opposition groups reach unity deal". USA Today. 11 November 2012. สืบค้นเมื่อ 14 November 2012. 
  169. Jim Muir (12 November 2012). "Syria crisis: Gulf states recognise Syria opposition". BBC. สืบค้นเมื่อ 14 November 2012. 
  170. "The National Coalition of Syrian Revolutionary and Opposition Forces". Local Coordination Committees of Syria. 12 November 2012. Archived from the original on 19 November 2012. สืบค้นเมื่อ 20 November 2012. 
  171. "Defecting troops form 'Free Syrian Army', target Assad security forces". The World Tribune. สืบค้นเมื่อ 13 November 2011. 
  172. Torvov, Daniel (2 December 2011). "Free Syrian Army Partners with Opposition: What's Next for Syria?". International Business Times. Archived from the original on 25 January 2014. สืบค้นเมื่อ 28 September 2012. 
  173. Blomfield, Adam (21 November 2011). "Syrian rebels strike heart of Damascus". The Telegraph (London). 
  174. Bearing Witness in Syria: A Correspondent's Last Days (page 1), New York Times (3 March 2012); "Bearing Witness in Syria", page 2, NYTimes, 3March2012; "Bearing Witness in Syria", page 3, "Bearing Witness in Syria", page 4. Retrieved 20 September 2014.
  175. 175.0 175.1 "Syrian rebel leader Salim Idriss admits difficulty of unifying fighters". McClatchyDC. 7 May 2013. สืบค้นเมื่อ 19 September 2014. 
  176. Mekhennet, Souad (18 August 2014). "The terrorists fighting us now? We just finished training them.". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ 19 September 2014. 
  177. "Syrian Kurds Ally With Rebel Groups To Fight The Islamic State". VICE News. สืบค้นเมื่อ 2 October 2014. 
  178. "As Global Efforts Galvanize in Iraq, Syrian Kurds Left Alone Aga". Rudaw. สืบค้นเมื่อ 14 October 2014. 
  179. Syria’s ‘moderates’ have disappeared... and there are no good guys ′′The Independent′′, 4 October 2015.
  180. "Moscow ready for contact with Free Syrian Army – FM Lavrov — RT News". rt.com. สืบค้นเมื่อ 21 October 2015. 
  181. "Новости NEWSru.com :: Лавров: Россия готова установить контакты с "фантомной структурой" - Сирийской свободной армией". newsru.com. 
  182. "Syrian opposition groups reach unity deal". USA Today. 11 November 2012. 
  183. "Main bloc quits Syrian National Coalition over Geneva". The Times of Israel. 21 January 2014. สืบค้นเมื่อ 20 January 2014. 
  184. "Leading Syrian rebel groups form new Islamic Front". BBC. 22 November 2013. สืบค้นเมื่อ 22 January 2014. 
  185. Solomon, Erika (22 November 2013). "Six Islamist factions unite in largest Syria rebel merger". Reuters. สืบค้นเมื่อ 22 November 2013. 
  186. Richard Hall (9 January 2014). "Factbox: Syria's rebel groups". Reuters. 
  187. BARBARA SURK (22 November 2013). "Series of Syrian Muslim rebel brigades say they've unified under name of the 'Islamic Front'". Star Tribune. Associated Press. สืบค้นเมื่อ 7 June 2015. 
  188. Atassi, Basma (22 November 2013). "Major Syrian rebel groups join forces". Al Jazeera English. สืบค้นเมื่อ 7 December 2013. 
  189. Syrian FSA fades in shadow of Saudi-backed opposition front, Al-Monitor, 11 December 2013
  190. Syria’s Saudi Jihadist Problem, Daily Beast, 16 December 2013
  191. Al-Qaeda and ISIS: The Renunciation of Abu Bakr al-Baghdadi, Al Akhbar, 4 February 2014
  192. "New rebel alliance wants Syria as 'Islamic State'". AFP news agency. 26 November 2013. สืบค้นเมื่อ 16 December 2014. 
  193. Michaels, Jim (4 September 2013). "Kerry: Syrian rebels have not been hijacked by extremists". USA Today. 
  194. Kelley, Michael (19 September 2013). "A full extremist-to-moderate spectrum of the 100,000 Syrian rebels". Business Insider. สืบค้นเมื่อ 4 October 2013. 
  195. Malas, Nour & Abushakra, Rima (25 September 2013). "Syrian rebel units reject pro-western opposition political leaders". The Wall Street Journal. สืบค้นเมื่อ 4 October 2013. 
  196. Farmer, Ben (15 September 2013). "Syria: nearly half rebel fighters are jihadists or hardline Islamists, says IHS Jane's report – The Telegraph". The Daily Telegraph (London). สืบค้นเมื่อ 6 October 2014. 
  197. "60 Percent Of Syrian Rebels Are Islamist Extremists, Think Tank Finds". NPR. 20 December 2015. 
  198. MacFarquhar, Neil; Saad, Hwaida (29 July 2012). "As Syrian War Drags On, Jihadists Take Bigger Role". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 9 December 2012. 
  199. "ICSR Insight: European Foreign Fighters in Syria". 2 April 2013. 
  200. Friedman, Thomas L. (7 January 2014). "Not Just About Us". New York Times. สืบค้นเมื่อ 9 January 2014. 
  201. "'He was brainwashed': Desperate Belgian father searches for son fighting in Syria". 26 April 2013. 
  202. 202.0 202.1 Ghazi, Yasir; Arango, Tim (28 October 2012). "Iraqi Sects Join Battle in Syria on Both Sides". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 22 November 2012. 
  203. "Syrian rebels reject interim government, embrace Sharia". CNN. 25 September 2013. 
  204. "Russia launches media offensive on Syria bombing". BBC News. 1 October 2015. 
  205. Sherlock, Ruth (2 December 2012). "Inside Jabhat al Nusra – the most extreme wing of Syria's struggle". The Daily Telegraph (London). 
  206. "Qaeda in Iraq confirms Syria's Nusra is part of network". Agence France-Presse. 9 April 2013. สืบค้นเมื่อ 9 April 2013. 
  207. "Al-Nusra Commits to al-Qaida, Deny Iraq Branch 'Merger'". Agence France-Presse. 10 April 2013. สืบค้นเมื่อ 10 April 2013. 
  208. Abdul-Ahad, Ghaith (23 September 2012). "Syria: the foreign fighters joining the war against Bashar al-Assad". The Guardian (London). สืบค้นเมื่อ 9 December 2012. 
  209. "Free Syrian Army rebels defect to Islamist group Jabhat al-Nusra". The Guardian (London). 8 May 2013. 
  210. "With wary eye, Syrian rebels welcome Islamists into their ranks". 25 October 2012. สืบค้นเมื่อ 28 January 2013. 
  211. Chulov, Martin (17 January 2013). "Syria crisis: al-Qaida fighters revealing their true colours, rebels say". The Guardian (London). สืบค้นเมื่อ 26 January 2013. 
  212. Catholic Priest Allegedly Beheaded in Syria by Al-Qaeda-Linked Rebels as Men and Children Take Pictures and Cheer. TheBlaze.com (30 June 2013).
  213. Report of the United Nations High Commissioner for Human Rights on the situation of human rights in the Syrian Arab Republic. UN Human Rights Council. 15 September 2011. สืบค้นเมื่อ 30 June 2012. 
  214. 214.0 214.1 214.2 Muscati, Samer (14 May 2012). "Syrian Kurds Fleeing to Iraqi Safe Haven". Human Rights Watch. สืบค้นเมื่อ 30 June 2012. 
  215. Blair, Edmund; Saleh, Yasmine (4 July 2012). "Syria opposition rifts give world excuse not to act". Reuters. สืบค้นเมื่อ 9 July 2012. 
  216. YPG Commander: Kurds Are Bulwark Against Islamic Extremism in Syria. Rudaw.net.
  217. Gul Tuysuz, Raja Razek, Nick Paton Walsh (6 November 2013). "Al Qaeda-linked group strengthens hold in northern Syria". CNN. สืบค้นเมื่อ 3 December 2013. 
  218. "Syria: Harrowing torture, summary killings in secret ISIS detention centres". 19 December 2013. Amnesty International. สืบค้นเมื่อ 3 January 2014. 
  219. Birke, Sarah (27 December 2013). "How al-Qaeda Changed the Syrian War". New York Review of Books. 
  220. Martin Chulov, Middle East correspondent. "Isis fighters surround Syrian airbase in rapid drive to recapture lost territory | World news". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 23 August 2014. 
  221. "Syrians adjust to life under ISIS rule". The Daily Star. 29 August 2014. สืบค้นเมื่อ 29 August 2014. 
  222. Masi, Alessandria (12 September 2014). "US-Backed Moderate Group in Syria Signs Truce With ISIS: Reports". International Business Times. 
  223. Karouny, Mariam (21 June 2015). "Islamic State militants plant mines and bombs in Palmyra: monitoring group". Reuters. สืบค้นเมื่อ 29 June 2015. 
  224. "Airstrikes Hit ISIL Terrorists in Syria, Iraq". U.S. Department of Defense. 30 September 2015. สืบค้นเมื่อ 1 October 2015. 
  225. Zaman, Amberin (10 June 2014). "Syrian Kurds continue to blame Turkey for backing ISIS militants". Al-Monitor. 
  226. Wilgenburg, Wladimir van (6 August 2014). "Kurdish security chief: Turkey must end support for jihadists". Al-Monitor. 
  227. "BREAKING: Arab foreign ministers". AP via Twitter. สืบค้นเมื่อ 2013-03-08. 
  228. Syrian rebels make slow headway in south
  229. "No end in sight to Syrian stalemate". Arab News. 14 February 2013. สืบค้นเมื่อ 12 April 2013. 
  230. "Syrian regime launches counteroffensive on rebels". Yahoo! News. 7 April 2013. สืบค้นเมื่อ 7 May 2013. "However in the north, the main rebel stronghold, government troops have been chipping away slowly over the past weeks at rebel gains around the city of Aleppo, the country's main commercial hub." 
  231. "UPDATE 4-Syrian govt forces, rebels committing war crimes -U.N.". Reuters. สืบค้นเมื่อ 17 December 2012. 
  232. "Friends of Syria must use their influence to stop cycle of repression and violence". Amnesty International. 5 July 2012. สืบค้นเมื่อ 19 January 2013. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

องค์กรเหนือรัฐ

องค์กรสิทธิมนุษยชน

สื่อ