ชินโต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ศาสนาชินโต)
โทะริอิ ที่ ศาลเจ้าอิสึกุชิมะ สัญลักษณ์ที่สำคัญของชินโต

ชินโต (ญี่ปุ่น: 神道 shintō ?) เป็นลัทธิตามความเชื่อเดิมของชาวญี่ปุ่น คำว่า ชินโต มาจากตัวอักษรจีน หรือคันจิ 2 ตัวรวมกัน คือ ชิน (ญี่ปุ่น:  shin, kami ?) หมายถึงเทพเจ้า (ภาษาจีน: 神, พินอิน: shén, เสิน) และ โต (ญี่ปุ่น:  tō, do ?) หมายถึงวิถีทางหรือศาสตร์วิชา (ภาษาจีน: 道, พินอิน: dào, เต้า) หรือ เต๋า ในลัทธิเต๋านั่นเอง เมื่อรวมกันแล้ว จะหมายถึงศาสตร์แห่งเทพเจ้า หรือวิถีแห่งเทพเจ้า (ญี่ปุ่น: かみのみち kami no michi ?) นั่นเอง ชินโตของญี่ปุ่นมีตำนานความเชื่อว่า เทพเจ้ามีมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งในป่า บนภูเขา ทะเล แม่น้ำ ลำธาร ในสายลม แม้แต่ในบ้านเรือนและเรือกสวนไร่นาในธรรมชาติที่ที่มีความบริสุทธิ์ล้วนเป็นที่สถิตของเทพเจ้าได้ทั้งสิ้น จึงมีคำที่ว่า "เทพแปดล้านองค์" (ญี่ปุ่น: 八百万神 (やおよろずのかみ) Yaoyorozu no Kami ?) เป็นการรวมคำเพื่อแสดงว่ามีทวยเทพอยู่มากมาย

ปัจจุบันนี้ ลัทธิชินโตถือให้เป็นลัทธิความเชื่อพื้นเมืองประจำประเทศญี่ปุ่น พิธีกรรมของลัทธิชินโตนี้มาจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและธรรมเนียมปฏิบัติต่าง ๆ ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ถือเป็นพิธีกรรมอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งศาสนาพุทธ และ ลัทธิขงจื๊อ กับ ลัทธิเต๋า รวมทั้งภายหลัง ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ได้เริ่มให้เข้ามาในดินแดนญี่ปุ่น ตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 พิธีกรรมของลัทธิชินโตได้ถูกบันทึกและบัญญัติเป็นครั้งแรกในคัมภีร์โคะจิคิ (ญี่ปุ่น: 古事記 Kojiki ?) และจดหมายเหตุนิฮงโชะกิ (ญี่ปุ่น: 日本書紀 Nihon Shoki ?) ในศตวรรษที่ 8 เพื่อตอบโต้ศาสนาที่มีระดับความพัฒนามากกว่าจากแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตาม งานเขียนในยุคแรกๆก็ยังมิได้บ่งบอกว่าเป็น ลัทธิชินโต แต่งานเขียนในสมัยต่อมาก็ได้บ่งชี้อย่างชัดเจน พร้อมขนบธรรมเนียบของสังคมเกษตรกรรมและเทศกาลประจำปีเข้าไปด้วย รวมไปถึงความเชื่อเรื่องเทพปกรณัมและการกำเนิดโลกต่าง ๆ ซึ่งเล่าถึงต้นกำเนิดของชนชาติญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะหมายถึงเชื้อสายยะมะโตะ (ญี่ปุ่น: 大和民族 Yamato-minzoku ?) และอิสึโมะ (ญี่ปุ่น: 出雲 Izumo ?) ในสมัยนั้น พุทธศาสนาได้แพร่จากจีนเข้าสู่ญี่ปุ่น และมีผสมผสานความเชื่อดั้งเดิม อย่างเช่น ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าในลัทธิชินโตและความเชื่อเรื่องพระโพธิสัตว์ในศาสนาพุทธในประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

ปัจจุบันนี้ ลัทธิชินโตถูกจัดให้เป็นลัทธิบูชาเทพเจ้าหลายองค์ หรือ พหุเทวนิยม และลัทธิบูชาภูตผีวิญญาณ ที่เน้นความบริสุทธิ์ของพิธีกรรมเป็นอย่างมาก รวมถึงยกย่องเกียรติและความมีตัวตนของเทพเจ้า (ญี่ปุ่น:  kami ?) ซึ่งมีทั้งเทพเจ้าที่มีมาจากการยกบุคคลให้เป็นเทพ หรือการบูชาธรรมชาติ และเทพเจ้ายังสามารถมีลูกได้ด้วย ลัทธิชินโตเป็นลัทธิที่ให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนาเป็นอันดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นวิธีที่จะทำให้ศาสนิกชนเข้าถึงและเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเจ้าได้มากที่สุด ลัทธิชินโตยุคใหม่ไม่มีสถาบันที่ที่ยกตัวเป็นผู้ควบคุมส่วนกลาง มีเพียงแต่กลุ่มคนที่พยายามรักษาวิถีปฏิบัติของลัทธิชินโตมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ชินโตได้ถูกยกเลิกจากการเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งในปัจจุบันชินโตเริ่มลดหายไปจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยที่ยังเห็นได้ในปัจจุบันได้แก่ โอมิคุจิ (ญี่ปุ่น: おみくじ Omikuji ?) (การดึงฉลากเสี่ยงโชคในศาลเจ้าชินโต) และการเฉลิมฉลอง งานปีใหม่ญี่ปุ่น (ญี่ปุ่น: 初詣 Hatsumōde ?) ที่มีจัดขึ้นตามศาลเจ้าชินโต

ตำนานเทพชินโต[แก้]

ภาพวาดของอิซะนะงิและอิซะนะมิ

ตำนานเทพนิยายของชินโตจะถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โคะจิคิมันเป็นรูปเขียนของเหตุการณ์ที่นำไปสู่และรวมถึงการสร้างของหมู่เกาะญี่ปุ่น มีคำแปลหลายเรื่องที่อยู่กับรูปแบบของความซับซ้อน

  • อิซะนะงิ - (ชาย) และ อิซะนะมิ(หญิง) โดยทั้งหมดถูกเรียกว่าพระเจ้ามากมายและขอให้ช่วยกันเพื่อสร้างที่ดินใหม่ซึ่งจะเป็นญี่ปุ่น
  • พวกเขาได้รับหอกกับที่พวกเขากวนน้ำและเมื่อน้ำออกจากปลายไหลไปทั่ว, เกาะถูกสร้างขึ้นในความว่างเปล่าอันยิ่งใหญ่
  • พวกเขาอาศัยอยู่บนเกาะนี้และได้สร้างพระราชวังและภายในมีเสาขนาดใหญ่
  • เมื่อพวกเขาประสงค์ที่จะแบกลูกหลานของพวกเขาทำพิธีบูชาเสาแต่ละปัดเศษเป็นชายและหญิงซ้ายไปขวา, หญิงทักทายชายแรก
  • พวกเขา 2 คน (เกาะ) ที่เปิดออกอย่างรุนแรงและพวกเขาโยนพวกเขาออก พวกเขาได้ตัดสินใจที่พิธีทางศาสนาได้ทำไม่ถูกต้องครั้งแรก
  • พวกเขาซ้ำพิธีทางศาสนา แต่ตามกฎหมายที่ถูกต้องของธรรมชาติทั้งชายพูดก่อน
  • พวกเขาก็ให้เกิด 8 หมู่เกาะที่สมบูรณ์แบบของหมู่เกาะญี่ปุ่น
  • หลังจากที่เกาะที่พวกเขาให้กำเนิดอื่น ๆ คามิ,อิซะนะมิ ตายและ อิซะนะงิ พยายามทำให้เธอฟื้น
  • ความพยายามของเขาที่จะปฏิเสธกฎหมายของชีวิตและความตายมีผลไม่ดี

เกาะญี่ปุ่นจะได้รับการพิจารณาเป็นสวรรค์ของพวกเขาถูกสร้างขึ้นโดยตรงจากพระเจ้าสำหรับประชาชนชาวญี่ปุ่นและสร้างเป็นอาณาจักรญี่ปุ่น ชินโตเป็นพื้นฐานการเชื่อมต่อระหว่างอำนาจและความงามของธรรมชาติ และชาวญี่ปุ่น มันคือการประกาศของเส้นทางไปสู่ความเข้าใจสถาบันของอำนาจศักดิ์สิทธิ์

ประวัติ[แก้]

คำว่า "ชินโต" นี้ มาซาฮารุ อนาซากิ (Masaharu Anasaki. 1963 : 19 - 23) ได้อธิบายว่า มาจากอักษรจีนสองตัว คือ "เชน" (Shen) ซึ่งแปลว่า "เทพทั้งหลาย" ส่วน "เต๋า" (Tao) แปลว่า "ทาง" รวมความแล้ว แปลว่า "วิถีทางแห่งเทพทั้งหลาย" เพราะชาวญี่ปุ่นบูชาเทพเจ้าเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน เทพเหล่านี้เป็นเทพที่มีอยู่ในธรรมชาติ และการที่จะเข้าถึงองค์เทพได้นั้น จะต้องเข้าถึงธรรมชาติชินโตจึงสอนให้บุคคลเคารพในธรรมชาติเพื่อที่จะเข้าใจความเป็นชินโตให้มากขึ้น เราจะต้องศึกษาเทพนิยายและตำนานธรรมของคนญี่ปุ่นซึ่งมีมานานก่อนศตวรรษที่ 6 อันเป็นเรื่องราวที่แสดงถึงชาติกำเนิดของคนญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อกันว่าสืบสายเลือดมาจากเทพทั้งหลายทั้งปวง เทพเหล่านี้ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า "คามิ" (Kami) แต่นักศาสนาบางท่านได้สันนิษฐานว่า คามิ คือ มานา (mana) คามิจะเป็นมานาหรือไม่ ยากที่จะระบุลงไปได้ เพราะแม้แต่นักศาสนาของญี่ปุ่นที่ชื่อ โมโตโอริ โนรินางะ (Motoori Norinaga) ยังไม่ยอมที่จะอธิบายกามิให้มากไปกว่าความหมายซึ่งเป็นที่เข้าใจกันทั่ว ๆ ไป ชินโต (「神道」, shintō, 神道?) เป็นศาสนาตามความเชื่อเดิมของชาวญี่ปุ่น และเคยเป็นศาสนาประจำชาติของประเทศญี่ปุ่นในอดีต ชินโตเป็นศาสนาที่บูชา เทพเจ้า หรือที่เรียกว่า คามิ ( 神(かみ)) และจิตวิญญาณในธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ซุซะโนะโอะ เทพเจ้าแห่งทะเลและพายุในศาสนาชินโต คำว่าชินโต มาจากภาษาญี่ปุ่นสองคำในอักษรคันจิ คำว่า "ชิน" (神) ที่แปลว่า พระเจ้า และ "โต" (道) ที่หมายถึงวิถีชีวิต ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง ชินโตได้ถูกยกเลิกจากการเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งในปัจจุบันชินโตเริ่มลดหายไปจากวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยที่ยังเห็นได้ในปัจจุบันได้แก่ โอะมิกุจิ (การดึงฉลากเสี่ยงโชคในศาลเจ้าชินโต) และการเฉลิมฉลอง งานปีใหม่ญี่ปุ่น ที่มีจัดขึ้นตามศาลเจ้าชินโต

ชินโตในระยะแรกไม่มีการสร้างศาลเจ้า จนกระทั่งศตวรรษที่3-4 ในศตวรรษที่4 เมื่อรัฐบาลยะมะโตะรวบรวมญี่ปุ่นจัดตั้งเป็นประเทศได้แล้ว ทำให้ชินโตถูกแบ่งเป็น 2ระดับคือ อะมะทสึ-คะมิ(Amatsu-kami) และ คคุทสึ-คะมิ(Koukutsu-kami)คำสอนอันแรกของชินโตที่ปรากฏขึ้นในกลางสมัยเฮอัน คือ ฮนจิสุยจะขุ(Honjisuijaku) ที่ได้ผนวกคำสอนของนิกายเทนได(Tendai) และ นิกายชินเง็น(Shingen)เข้าไว้ด้วยกัน รวมคำสอนของพระพุทธเจ้ากับเทพเจ้าที่มีมาตั้งแต่สมัยเฮอัน มาแยกเป็นทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับพระพุทธเจ้าเป็นหลักและเทพเจ้าสำคัญเป็นรอง โดยกล่าวว่าเทพเจ้าต่างๆในญี่ปุ่นล้วนเป็นปางหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่เสด็จลงมาโปรดนั่นเองในสมัยใหม่กลุ่มนิกายเช่น อิเสะ(Ise) โยะชิดะ(yoshida) ฟุคโค(Fukko) ได้สร้างทฤษฎีที่เน้นความเป็นอิสระของชินโต เมื่อเข้าสู่สมัยเมจิได้มีการทำให้คำสอนกับพิธีกรรมของศาลเจ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยยึดถือพิธีกรรมของพระราชวงศ์เป็นหลัก นักบวชของชินโตมีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น ส่วนประชาชนทุกคนถือเป็นสาวกกลายเป็น คกคะชินโต(Kokka Shintou)หรือชินโตที่เป็นของรัฐ หลังสงครามโลก ชินโตแต่ละนิกายได้ถูกบัญญัติให้เป็นศาสนาถูกต้องตาม กฎหมาย จากข้อมูลทางสถิติของกระทรวงวัฒนธรรมของญี่ปุ่น สำรวจโดยอาสาสมัครของศาลเจ้าชินโตในปี ค.ศ.1994

ที่มา[แก้]

ศาสนาชินโต เกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อญี่ปุ่นติดต่อกับจีนได้รับพระพุทธศาสนาและศาสนาขงจื้อเข้ามาผสมกับความเชื่อดั้งเดิมของตนจึงเรียกรวมว่าชิน - เต๋า หรือ ชินโต แปลว่าทางแห่งเทพเจ้าภาษาญี่ปุ่นเรียก คามิ - โน - มิชิ บ่อเกิดของศาสนาชินโตมาจากประเพณีบูชาบรรพบุรุษ และการครองชีวิตโดยปฏิบัติตามการนำทางของเทพเจ้า เกี่ยวกับเทพนิยายลึกลับซับซ้อน ในนิทานและพงศาวดารของญี่ปุ่น

ศาสดา[แก้]

ศาสนาชินโตไม่มีศาสดา แต่มีจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น ที่สืบสายเลือดมาจากเทพ เป็นประมุขของศาสนา ก่อตั้งจัดอยู่ในประเภท หลักธรรมสำคัญ เทวนิยม บูชาเทพเจ้า เชื่อถือเวทมนตร์ คาถา บูชา ธรรมชาติ บรรพบุรุษ

จุดมุ่งหมายสูงสุด[แก้]

ในศาสนาเทวนิยมส่วนมากสอนว่า จุดหมายปลาย ทางของชีวิต คือ พระเจ้า แต่ชินโตแม้จะกล่าวว่า วิญญาณเป็นอมตะ คนตายเท่ากับการเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ ชินโตก็มีการเซ่นสรวงดวงวิญญาณตามโอกาส

ศาสนาชินโตในปัจจุบัน[แก้]

ฐานะปัจจุบัน ประเทศให้ทันสมัยอย่างประเทศตะวันตก ได้ ชินโต เป็นศาสนาของชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะนอก ประเทศญี่ปุ่นผู้นับถือส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีเชื้อสายญี่ปุ่นที่ไปตั้งรกรากในประเทศนั้น ๆ เช่น ที่ ไปนมัสการไม่น้อยกว่าปีละ 80 ล้านคนในช่วง ฮาวาย บราซิล และ ออสเตรเลีย เป็นต้น

เนื่องจากญี่ปุ่นได้พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสัมพันธมิตรจึงประกาศยุบศาสนาชินโต แห่งรัฐเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2488 แต่เรียวหะ ชินโต หรือ ชินโตของราษฎรเนื่องจากไม่มีกิจกรรมเกี่ยวกับสงครามและราชการจึงยังคง ดำเนินประกอบพิธีกรรมได้ตามศรัทธา

เนื่องจากญี่ปุ่น ต้องการปรับปรุง พัฒนาประเทศให้ทันสมัยอย่างประเทศตะวันตก ได้ละทิ้งชินโต อันเป็นรากเหง้า แห่งวัฒนธรรมในอดีตของตนเสีย แต่ศาลแต่ศาลเทพเจ้าก็ยังมีผู้คนเข้าไปนมัสการไม่น้อยกว่าปีละ 80 ล้านคนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ปัจจุบันมีผู้นับถือศาสนาชินโตประมาณ ๓.๒ ล้านคน ปี ๑๙๕๗ มีผู้นับถือศาสนาชินโต มีผู้นับถือศาสนาชินโตในญี่ปุ่น ๗๙ ล้านคน

ศาลเจ้าชินโต[แก้]

ศาลเจ้าชินโตในญี่ปุ่น
Izumo Taisha - haiden and Honden, one of the oldest shrines in Japan
Tsubaki Grand Shrine — Haiden, one of the oldest shrines in Japan
Fushimi Inari — Main Gate, one of the oldest shrines in Japan
Isonokami — Haiden, a historically siginificant Imperial National Treasure

อันดับแรกของการสักการบูชาเทพเจ้าหรือคามิสามารถปฏิบัติได้ที่ศาลเจ้าสาธาณะหรือศาลเจ้าเล็กๆไว้ที่บ้านหรือที่เรียกว่า คามิดานะ ศาลเจ้าสาธารณะเป็นสิ่งปลูกสร้างไว้เพื่อทำพิธีบูชาสำหรับคามิ จำนวนที่น้อยลงของศาลเจ้านี้ยังมีสถานที่ธรรมชาติที่เรียกว่า โมริ ส่วนที่พบมากที่สุดของโมริเป็นสวนศักดิ์สิทธิ์ของต้นไม้หรือภูเขาหรือน้ำตก ศาลเจ้าทั้งหมดจะเปิดให้ประชาชนเข้ามาทำพิธีบางครั้งหรือตลอดทั้งปี

ถึงแม้ว่าศาลเจ้าสาธารณะมากมายจะมีโครงสร้างที่มีความประณีตทั้งหมดเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบเฉพาะของญี่ปุ่นซึ่งแตกต่างไปตามยุค ด้านหน้าของศาลเจ้าจะมีเสาประตูญี่ปุ่นขนาดใหญ่ซึ่งมีความเด่นเป็นพิเศษ(โทริอิ)ทำจากประตูสลักแบบตั้งสองชิ้นซึ่งแบ่งเป็นช่องธรรมดาและช่องศักดิ์สิทธิ์ ประตูโทริอิมีถึง 20 รูปแบบและเข้ากับฐานโครงสร้างบูชาเทพเจ้าและราชวงศ์ ซึ่งบริเวณหน้าเสาโทริอิจะมีรูปปั้นสิงโตชิสะอยู่เพื่อปกป้องวัดจากความชั่วร้าย

ความเชื่อ[แก้]

สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์และสิ่งที่บริสุทธิ์[แก้]

ฮาไรกูชิ(祓串)สำหรับการทำให้บริสุทธิ์
การทำพิธีเซ็ปปุกุตามโคะจิคิ

ชินโตสอนว่าการกระทำของคนเราทุกอย่างจะสร้างชนิดของความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์ ที่หนึ่งควรต้องการทำความสะอาดเพื่อความสงบสุขของตัวเองหนึ่งของความคิดและความโชคดีไม่ได้เพราะไม่ถูกต้องในสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์และของตัวเอง กระทำผิดจะเรียกว่า (ญี่ปุ่น: "ไม่บริสุทธิ์" 穢れ คีกาเระ ?) ซึ่งแปลว่าไม่บริสุทธิ์ ตรงกันข้ามคำว่า (ญี่ปุ่น: "บริสุทธิ์" 清め คิโยเมะ ?) โดยวันที่ไม่สำคัญจะเรียกว่า"วัน"(คี)และส่วนในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญจะใช้คำว่า"แสงแดด"ซึ่งอาจมีความหมายว่า สิ่งมี่เป็นมงคลนั่นเอง

ผู้ที่ถูกฆ่าตายโดยปราศจากการแสดงความกตัญญูเพื่อพิธีกรรมสังเวยของพวกเขาจะทำให้อดกลั้นต่อ (ญี่ปุ่น: การเสียใจ 怨み เทพเจ้าอูรามิ ?) และกลายเป็นความชั่วร้ายที่มีประสิทธิภาพและอาจจะทำให้เทพเจ้าทรงกริ้วและพยายามที่พยายามแก้แค้น ( aragami ). นอกจากนี้หากใครได้รับบาดเจ็บหรือเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ของศาลเจ้าชินโต ผู้นั้นต้องทำพิธีเพื่อให้วิญญาณบริสุทธิ์

วิถีเพื่อรักษาเกียรติ[แก้]

ตามหลักวิถีนักรบที่จารึกไว้ในคัมภีร์โคะจิคิ เมื่อตกเป็นเชลยศึกในสงครามหรือกระทำผิดจารีตวิถีนักรบ ก็ต้องมีการรักษาเกียรติเอาไว้โดยการทำเซ็ปปุกุหรือการคว้านท้องฆ่าตัวตายเพื่อรักษาเกียรติของผู้กระทำเอง

ชีวิตหลังความตาย[แก้]

เป็นเรื่องปกติสำหรับครอบครัวที่จะเข้าร่วมในพิธีสำหรับเด็กที่ศาลเจ้า ยังมี งานศพแบบญี่ปุ่นที่เป็นเวลาแห่งความตาย แต่แนวคิดในด้านของชีวิตภายหลังการมรณะของชินโต อาจจะไม่ได้เปิดมุมคมชัดแบบของพุทธ ในตำนานเก่าของญี่ปุ่นก็มักจะอ้างว่าคนตายไปที่สถานที่ที่เรียกว่า โยมิ (黄泉) ดินแดนใต้พิภพเป็นแผ่นมืดมนกับแม่น้ำแยกชีวิตจากความตาย ซึ่งปกครองโดย อิซะนะมิ เทพมารดรผู้เป็นนายเหนือแห่งดินแดนยมโลก

ข้อปฏิบัติในการเข้าศาลเจ้าชินโต—โอมาริ[แก้]

อ่างน้ำศักดิสิทธิ์ไทมิซุ - Itsukushima Jinja

ผู้ใดสามารถต้องการเข้าชมศาลเจ้าชินโตที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องนับถือชินโตก็ได้ โดยทั่วไปมีขั้นตอนเบื้องต้นที่ไปที่ศาลเจ้า

  • วิธีการเข้าและน้อมกราบก่อนที่จะเข้า
  • ถ้ามีอ่างล้างมือให้ดำเนินการ ไทมิซุ; ล้างมือซ้ายและขวาของคุณในอ่างน้ำก่อนจากนั้นใช้มือทั้งสองข้างของคุณกวักน้ำแล้วล้างปากของคุณ (ไม่ต้องบ้วนลงอ่างน้ำหรือเครื่องดื่ม) แและถ้าเท้าของคุณไม่สะอาดให้ล้างเท้าด้วย วิธีทำคือใช้จวักน้ำไปข้างหลังแล้วล้างให้สะอาดเทน้ำทิ้งให้หมดเมื่อใช้เสร็จห้ามใช้มือล้างเด็ดขาด
  • วิธีการศาล; ถ้ามีกระดิ่ง, คุณอาจจะสั่นกระดั่งก่อนที่จะสวดมนต์ แต่ถ้ามีช่องสำหรับการบริจาคให้บริจาคตามกำลังทรัพย์จากนั้นให้ตบมือสองรอบซึ่งเป็นสัญลักษณ์คันธนูที่มีความเป็นสิริมงคล และยกมือของคุณไหว้สิ่งศักดิสิทธิ์ด้วยหัวใจของคุณที่สำคัญตั้งคำอธิษฐานของคุณ
  • มีการเปลี่ยนแปลงในวิธีการนี้อาจจะไปเยี่ยมชมขั้นพื้นฐานและขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของปีและวันหยุดที่นั่นอาจจะเป็นพิธีกรรมอื่น ๆ กับการเยี่ยมเยือน
  • ต้องเคารพด้วยความจริงใจและถ้าเป็นไปได้ควรทำตัวเงียบๆไม่ควรส่งเสียงดัง ไม่ควรสวมรองเท้าเข้าศาลเจ้า

พิธีฮาราอิ[แก้]

พิธีบริสุทธิ์เป็นพิธีกรรมที่มักจะทำทุกวันที่ศาลเจ้าชินโตและเป็นพิธีของถวายอาหารและตั้งคำอธิษฐานของหลายรูปแบบชินเซน ยกตัวอย่างอาหารบูชาเช่น (อาหารประเภทผลไม้, ปลา, ผัก),ขนมทามากูชิ (Sakaki ต้นไม้), Shio (เกลือ), Gohan (ข้าว), โมชิ และเหล้าสาเก (ไวน์ข้าว) ในวันหยุดและโอกาสพิเศษอื่น ๆ ประตูด้านในศาลเจ้าอาจจะเปิดออกเพื่อให้ผู้ที่นับถือชินโตนำอาหารมาถวาย

ฮาราอิ — พิธีบูชาอาหารแก่เทพเจ้า
Tamagushi Offering at Hachman Jinja
Shinsen Offerings at Tsubaki Grand Shrine of America
Mochi Shinsen offerend at Meiji Jingu
Sake Offerings at Itsukushima Jinja
Tamagushi and Shinsen offered at Katori-jingu

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]