มหาปัฏฐาน
บทความนี้ต้องการการจัดหน้า จัดหมวดหมู่ ใส่ลิงก์ภายใน หรือเก็บกวาดเนื้อหา ให้มีคุณภาพดีขึ้น คุณสามารถปรับปรุงแก้ไขบทความนี้ได้ และนำป้ายออก พิจารณาใช้ป้ายข้อความอื่นเพื่อชี้ชัดข้อบกพร่อง |
บทความนี้ไม่มีการอ้างอิงจากแหล่งที่มาใด |
| ตามฉบับสยามรัฐ |
| พระไตรปิฎกภาษาบาลี |
|---|
บทความนี้มีเนื้อหาที่ต้องการปรับรูปแบบ ซึ่งอาจหมายถึง ต้องการจัดรูปแบบข้อความ จัดหน้า แบ่งหัวข้อ จัดลิงก์ภายใน และ/หรือการจัดระเบียบอื่น ๆ |
| ส่วนหนึ่งของชุดบทความ |
| ศาสนาพุทธ |
|---|
มหาปัฏฐาน เป็นคัมภีร์ที่ 7 ของพระอภิธรรม 7 คัมภีร์
คัมภีร์มหาปัฏฐาน เป็น 1 ใน 7 คัมภีร์ที่พระพุทธองค์ทรงพิจารณาหลังจากที่ได้ตรัสรู้แล้ว ได้แก่ 1. ธัมมสังคณี 2. วิภังคปกรณ์ 3. ธาตุกถา 4. ปุคคลบัญญัติ 5. กถาวัตถุ 6. ยมกปกรณ์ และ 7. มหาปัฏฐาน
ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ไว้ว่า จะสูญสิ้นเป็นคัมภีร์แรก เพราะเป็นคัมภีร์ที่ละเอียดลึกซึ้ง สุขุมคัมภีร์ภาพด้วยปัจจัยแห่งปรมัตถธรรม โดยที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องราวความเป็นไปของสภาพธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กัน โดยนัยมากมายทั้งพิสดารและละเอียดสุขุมลึกซึ้งยิ่งนัก
ธรรมในมหาปัฏฐานนี้ ถ้าจะนับรวมกันทั้งหมดก็มีจำนวนถึงหลายโกฏิ ด้วยเหตุนี้ท่านอรรถกถาจารย์จึงเรียกคัมภีร์นี้ว่า “มหาปัฏฐาน” ตามหลักฐานกล่าวว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพิจารณาพระอภิธรรม 7 คัมภีร์อยู่นั้น เมื่อทรงพิจารณาคัมภีร์ที่ 1 คือ ธัมมสังคณี จนถึงคัมภีร์ที่ 6 คือ ยมก มาตามลำดับ ต่อเมื่อทรงพิจารณาคัมภีร์ที่ 7 คือ ปัฏฐาน จึงได้เกิดรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกายถึง 6 สี (หรือที่เรียกว่า ฉัพพรรณรังสี)
ปัจจัย 24
[แก้]มหาปัฏฐานโดยสภาวะแล้วจัดเป็นปรมัตถธรรมอันเป็นปัจจัยของสรรพสิ่งทั้งปวง มหาปัฏฐานเป็นสภาวะ ที่แม้ว่าภพ จักรวาล โลกธาตุ จะแตกสลายสิ้นกัปป์ไป เพราะไฟ น้ำ ลม แต่มหาปัฏฐานก็จะยังคงดำรงคงอยู่ เพราะมหาปัฏฐานเป็นเพียงสภาวะของเหตุและผล ภพทั้งหลายเป็นสิ่งที่แสดงออกมาจาก 24 ปัจจัยของมหาปัฏฐานทั้งสิ้น มหาปัฏฐานเป็นปัจจัยให้เกิดนิยาม 5 เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิจจสมุปบาท เป็นเหตุผลว่ากฎแห่งกรรมจึงสามารถให้ผลข้ามภพข้ามชาติได้ เนื่องจากกรรมของสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ทำลงไปก็จะกลายเป็นปัจจัยของมหาปัฏฐาน ปัจจัยทั้ง 24 ของมหาปัฏฐาน ปัจจัยหนึ่งจะเป็นปัจจัยให้แก่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งหลายปัจจัย และต่างเป็นผลของปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งหลายปัจจัยเช่นกัน โดยผลของปัจจัยทั้งหลาย ต่างย่อมต้องให้ผลตามปัจจัยที่สมควรแก่เหตุ เมื่อผลที่จะต้องให้ผลมีจำนวนมหาศาลจากเหตุปัจจัยมหาศาลของสรรพสิ่ง จึงทำให้เกิดกฎแห่งกรรม และกฎธรรมชาติที่มีแบบแผนขึ้นมา และสรรพสิ่งก็เป็นไปตามแบบแผนนั้น เกิดกรรมลิขิตแก่สรรพสัตว์ และเกิดภพขึ้นมารองรับ มหาปัฏฐานเป็นสภาวะที่ละเอียดยิ่ง เป็นรากฐานของสรรพสิ่งทั้งปวง โดยปัจจัยทั้ง 24 ของมหาปัฏฐาน ได้แก่
- เหตุปัจจะโย = ธรรมที่มีเหตุเป็นปัจจัย
- อารัมมะณะปัจจะโย = ธรรมที่มีอารมณ์เป็นปัจจัย
- อะธิปะติปัจจะโย = ธรรมที่มีอธิบดีเป็นปัจจัย
- อะนันตะระปัจจะโย = ธรรมที่มีปัจจัยหาที่สุดมิได้
- สะมะนันตะระปัจจะโย = ธรรมที่มีปัจจัยมีที่สุดเสมอกัน
- สะหะชาตะปัจจะโย = ธรรมที่เกิดพร้อมเป็นปัจจัย
- อัญญะมัญญะปัจจะโย = ธรรมแต่ละอย่างต่างต้องอาศัยกันและกันเป็นปัจจัย
- นิสสะยะปัจจะโย = ธรรมเป็นปัจจัยโดยการเป็นที่อาศัย
- อุปะนิสสะยะปัจจะโย = ธรรมเป็นปัจจัยโดยเป็นที่อาศัยอย่างแรงกล้า
- ปุเรชาตะปัจจะโย = ธรรมที่เกิดก่อนเป็นปัจจัย
- ปัจฉาชาตะปัจจะโย = ธรรมที่มีธรรมเกิดภายหลังเป็นปัจจัย
- อาเสวะนะปัจจะโย = ธรรมที่มีการเสพเป็นปัจจัย
- กัมมะปัจจะโย = ธรรมที่มีกรรมเป็นปัจจัย
- วิปากะปัจจะโย = ธรรมที่มีวิบากเป็นปัจจัย
- อาหาระปัจจะโย = ธรรมที่มีอาหารเป็นปัจจัย
- อินทรียะปัจจะโย = ธรรมที่มีอินทรีย์เป็นปัจจัย
- ฌานะปัจจะโย = ธรรมที่มีฌานเป็นปัจจัย
- มัคคะปัจจะโย = ธรรมที่มีมรรคเป็นปัจจัย
- สัมปะยุตตะปัจจะโย = ธรรมที่มีการประกอบกันเป็นปัจจัย
- วิปปะยุตตะปัจจะโย = ธรรมที่มีการอยู่ไม่ประกอบกันเป็นปัจจัย
- อัตถิปัจจะโย = ธรรมที่การมีอยู่เป็นปัจจัย
- นัตถิปัจจะโย = ธรรมที่การไม่มีอยู่เป็นปัจจัย
- วิคะตะปัจจะโย = ธรรมที่มีการไปปราศเป็นปัจจัย
- อะวิคะตะปัจจะโย = ธรรมที่ไม่ไปปราศเป็นปัจจัย
ปัจจัยมีประการต่าง ๆ มากมาย ในการแสดงปัจจัย 24 นั้น พระพุทธองค์ทรงจำแนกปัจจัยหนึ่ง ๆ มีธรรมเป็น 3 หมวด คือ ปัจจัยธรรม หมายความว่า ธรรมที่เป็นเหตุ (ปัจจัย มีวจนัตถะว่า ผลธรรมย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ได้เพราะอาศัยธรรมที่เป็นเหตุนี้ ธรรมที่เป็นเหตุนี้จึงชื่อว่า "ปัจจัย")
ปัจจยุปบันธรรม หมายความว่า ธรรมที่เป็นผล (ปัจจยุปบันธรรม มีวจนัตถะว่า ผลธรรมที่เกิดจากเหตุปัจจัย ชื่อว่า "ปัจจยุปบัน")
ปัจจนิกธรรม หมายความว่า ธรรมที่มิใช่ผล (คือธรรมที่นอกจากผล) (ปัจจนิก มีวจนัตถะว่า หมวดธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อปัจจยุปบันธรรม ชื่อว่า "ปัจจนิก")
มหาปัฏฐาน มีนัยยะกว้างขวาง มีนัยหาที่สุดมิได้ มีอรรถอันสุขุมลุ่มลึกยิ่งกว่าพระสัทธรรมทั้งปวง อันมีในพระไตรปิฏก นับเป็นปกรณ์ใหญ่ เรียกว่า "มหาปกรณ์" เป็นปกรณ์ที่เมื่อครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้วนั้น
อธิบายปัจจัย 24 โดยสังเขป
- เหตุปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยที่เป็นรากเหง้า เช่น เมล็ดที่อาศัยแร่ธาตุ สารอาหาร น้ำ แสง ฯลฯ เติบโตขึ้น หรือ เปลวไฟที่อาศัยเชื้อเพลิง ทำให้ยังลุกไหม้อยู่ได้ เป็นรูปแบบปัจจัยที่สื่อถึงทุกขลักษณะ ที่สิ่งต่างๆจะมั่นคงหรือไม่ ต่างขึ้นอยู่กับปัจจัยหรืออาหารปัจจัยที่ป้อนให้เหตุปัจจัยได้เพียงพอหรือไม่
- อารัมมณปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยที่เป็นสิ่งเร้า ทำให้สิ่งมีชีวิตสร้างกรรม
- อธิปติปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยคือเจตจำนงค์ ที่ทำให้อินทรีย์ต่างๆทำงานร่วมกันไปในทิศทางเดียวกันตามปัจจัยคือเจตจำนงค์นี้ ปัจจัยนี้ทำให้เกิดสภาวะคล้ายบังคับบัญชาขันธ์ได้
- อนันตรปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยต่อเนื่อง เช่น ร่างกายของคนเรามีการเสื่อมสลายมีเซลล์ตายอยู่ตลอดเวลา แต่เพราะมีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ใหม่ที่ตายอยู่ตลอดเวลา เราจึงยังมีชีวิตอยู่ อนันตรปัจจัยคือปัจจัยที่ทำหน้าที่สร้างเซลล์ใหม่นั่นเอง แม้แต่จิตในทางศาสนาพุทธที่จะเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เหมือนต่อเทียนจากเล่มหนึ่งไปสู่อีกเล่มหนึ่ง เทียนเก่าดับลงเทียนเล่มใหม่จะถูกจุดขึ้นมาอีกไปเรื่อยๆ เพราะมีอนันตรปัจจัยที่ทำหน้าที่สร้างจิตดวงใหม่ขึ้นมาต่อจากจิตดวงเก่า เปรียบได้กับใบไม้ที่เกิดขึ้นมาใหม่แทนใบไม้เก่าที่ร่วงหล่นไป
- สมนันตรปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยต่อเนื่องสนิท ปัจจัยนี้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเพื่อส่งต่อข้อมูลและเก็บรักษาข้อมูลโดยอาศัยการส่งต่อนั้นนั่นเอง
- สหชาตปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยที่เกิดพร้อมกัน เช่น มีเปลวไฟ ก็เกิดแสงขึ้นมาทันที หรือ มหาภูตธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ที่ต้องอิงอาศัยกันเกิด หากขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไป สภาวะของสสารนั้นย่อมไม่อาจก่อตัวขึ้นได้เลย
- อัญญมัญญปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยที่มีผลซึ่งกันและกัน หรือ ปัจจัยที่อิงอาศัยกัน เช่น ระบบนิเวศในป่า ที่สิ่งต่างๆที่อยู่ร่วมกัน ต่างพึ่งพาอาศัยกัน เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ต้นไม้เป็นอาหารให้สัตว์ สัตว์ตายลงเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ หรือ กระบวนการทำงานในร่างกายของสัตว์ที่ต่างทำงานร่วมกันและอิงอาศัยกัน หรือ การที่ผึ้งหาน้ำหวานช่วยให้ดอกไม้ได้ผสมเกสรกัน หรือ การที่สิ่งมีชีวิตต่างๆช่วยเหลือกัน เพราะอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนานจนขาดกันไม่ได้ ถ้าขาดฝ่ายหนึ่งอีกก็จะอยู่ต่อไปไม่ได้เลย ดุจไม้สามขา ที่ขาดขาใดขาหนึ่งก็จะพากันล้มลงจนหมด แม้แต่อวัยวะหรือระบบในร่างกายที่ต้องมีส่วนประกอบสำคัญครบทุกชิ้น ถ้าขาดชิ้นใดชิ้นหนึ่งไป ระบบทั้งหมดจะเริ่มพังทลายและสัตว์นั้นจะตาย
- นิสสยปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยเป็นที่อาศัย เช่น แผ่นดินเป็นที่อยู่อาศัยของต้นไม้ หรือ อวกาศเป็นที่อยู่อาศัยของโลกกลมๆเหมือนมะขามป้อมใบนี้ แม้ร่างกายของเราก็เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากมาย
- อุปนิสสยปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยคือความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งเร้า(อารัมมณปัจจัย) เจตจำนงค์(อธิปติปัจจัย) และความเคยชิน(อเสวนปัจจัย) เกิดเป็นอุปนิสัยหรือแบบแผนพฤติกรรมขึ้นมา
- ปุเรชาตปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยที่เกิดก่อน เช่น เพราะมีร่างกายก่อน ถึงจะเกิดจิตและเจตสิกขึ้นมาได้
- ปัจฉาชาตปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยที่เกิดที่หลัง เช่น จิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นในภายหลังก็จะดูแลร่างกายให้มีชีวิตอยู่ต่อไป
- อเสวนปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยที่เกิดจากการกระทำซ้ำๆ เช่น การรู้ว่าสิ่งนี้เผ็ดเพราะเคยกินมาก่อน ความชำนาญที่เกิดจากการทำบ่อยๆ เพราะร่างกายและจิตใจจดจำ เหมือนร่องน้ำที่ถูกขุดขึ้นไว้สายน้ำย่อมไหลไปตามทางนั้นได้โดยง่าย
- กัมมปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยคือการกระทำด้วยเจตนา
- วิปากปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยคือผลของกรรม ที่สร้างขึ้นมา
- อาหารปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยคืออาหาร เช่น แร่ธาตุ สารอาหาร น้ำ แสง ฯลฯ ที่ทำให้เมล็ดเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ได้ในที่สุด หรือ เชื้อเพลิง ที่ทำให้เปลวไฟยังลุกไหม้อยู่ได้
- อินทรียปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยคือกระบวนการทำงานตามหน้าที่ของอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกายและกระบวนการทำงานต่างๆที่เป็นนามธรรมของสัตว์ รวมถึงระบบการทำงานต่างๆของพืช เป็นต้น
- ฌานปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยแห่งการจดจ่อ รวมพลังงานที่กระจัดกระจายให้มารวมกัน ให้เกิดการควบแน่นเข้มข้น ทำให้เกิดคุณสมบัติใหม่เกิดขึ้นจากกระบวนการนั้น เช่น ถ้ารวมแสงแดดด้วยแว่นเลนนูนไปในจุดเดียวทำให้เกิดความร้อนมากพอจะจุดไฟขึ้นมาได้ เป็นต้น ศาสนาพุทธเชื่อว่าถ้ารวมพลังจิตเป็นจุดเดียวจะทำให้พลังจิตเกิดมีคุณสมบัติพิเศษขึ้นมา ที่เรียกว่า “ฤทธิ”
- มัคคปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยคือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ(หนทางหรือแนวทาง) และการปฏิบัติคล้อยตามกฎเกณฑ์นั้น ซึ่งการปฏิบัติที่คล้อยตามกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ตามของคติศาสนาพุทธ จะได้แก่การปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8
- สัมปยุตตปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยที่ประกอบกันได้ เช่น นมกับน้ำผึ้งที่ผสมกันจะแยกกันไม่ออก รสแห่งแกง ที่แยกเครื่องเทศในแกงที่ปรุงเสร็จแล้วได้ยาก ดินกับน้ำ ที่ผสมกันจนแยกไม่ออก
- วิปปยุตตปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยที่ประกอบกันไม่ได้ หมายถึง สิ่งที่อยู่ร่วมกัน แต่ไม่ได้ผสานรวมกับอีกสิ่ง เช่น น้ำบนใบบัว หรือ น้ำกับน้ำมัน แม้กระทั่งน้ำในสระ ที่น้ำอยู่ส่วนน้ำ สระที่เป็นธาตุดินก็อยู่ส่วนสระ
- อัตถิปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยคือการมีอยู่ เช่น การมีอยู่ของดวงอาทิตย์ย่อมทำให้เกิดแสงสว่าง หรือ ดาวเคราะห์ย่อมโคจรรอบดวงอาทิตย์
- นัตถิปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยคือการไม่มีอยู่ เช่น การไม่มีอยู่ของดวงอาทิตย์ย่อมทำให้เกิดความมืด หรือ ดาวเคราะห์ย่อมโคจรไปแบบไม่มีดวงอาทิตย์เหนี่ยวรั้งอีกต่อไป แม้แต่หลักอิทัปปัจจยตา ที่กล่าวว่าเพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี ก็กล่าวถึงปัจจัยนี้เช่นกัน
- วิคตปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยคือการไปปราศ หมายถึง สิ่งที่กำลังเสื่อมสลายไป เช่น บ้านที่กำลังแตกสลายมีรอยร้าวมากขึ้นเรื่อยๆอยู่ตลอดเวลา หรือ เซลล์ในร่างกายบางเซลล์ที่ก็กำลังเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลา เปรียบได้กับใบไม้ที่หลุดจากต้นไม้
- อวิคตปัจจัย
ได้แก่ ปัจจัยคือการไม่ไปปราศ หมายถึง สิ่งที่ยังดำรงค์อยู่ ศาสนาพุทธจะไม่มีปัจจัยที่สื่อถึงการตั้งอยู่ เพราะไม่มีอะไรที่จะอยู่ได้อย่างมั่นคงแท้จริง ปัจจัยที่มีลักษณะใกล้เคียงกับคำว่าตั้งอยู่ คือการที่มันยังไม่ไปปราศ คือ ยังไม่เสื่อมสลายในตอนนี้นั่นเอง แต่ในอนาคตก็ต้องสลายแน่นอน เปรียบได้กับใบไม้ที่ยังอยู่บนต้นไม้
พระไตรปิฎก เล่มที่ 40 พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 7 มหาปัฏฐานปกรณ์