ข้ามไปเนื้อหา

ศาสนาพุทธในประเทศพม่า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ထေရဝါဒဗုဒ္ဓသာသနာ
เถรวาทพุทธศาสนา
သာသနာ့အလံတော်
ธงศาสนา
เจดีย์ชเวดากองที่มีชื่อเสียงในย่างกุ้ง ประเทศพม่า
ศาสนิกชนรวม
ประมาณ48 ล้านคน (90%) ใน พ.ศ. 2559[1]
ภูมิภาคที่มีศาสนิกชนจำนวนมาก
ทั่วประเทศพม่า
ศาสนา
พุทธศาสนานิกายเถรวาท
ภาษา
พม่าและภาษาอื่น ๆ

ศาสนาพุทธ (พม่า: ဗုဒ္ဓဘာသာ) นิกายเถรวาท (พม่า: ထေရဝါဒဗုဒ္ဓဘာသာ) เป็นศาสนาประจำชาติพม่าตั้งแต่ พ.ศ. 2504[2] มีผู้นับถือโดยประมาณ 90% ของประชากรภายในประเทศ[3][4] เป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธมากที่สุดในแง่ของสัดส่วนพระสงฆ์ต่อประชากรและสัดส่วนของรายได้ที่ใช้ในศาสนา[5] พบการนับถือมากในหมู่ชาวพม่า, ฉาน, ยะไข่, มอญ, กะเหรี่ยง, และชาวจีนในพม่า พระภิกษุเป็นที่เคารพบูชาทั่วไปของสังคมพม่า ในบรรดากลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศพม่า ได้แก่ ชาวพม่า และ ฉาน พุทธศาสนาเถรวาทมักเกี่ยวข้องกับการนับถือ นะ (วิญญาณ) และสามารถเข้าแทรกแซงกิจการทางโลกได้

พุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศพม่าเมื่อคราวที่พระเจ้าอโศกมหาราชอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 236 ได้ส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่ศาสนาพุทธในแถบสุวรรณภูมิ ประเทศต่าง ๆ รวม 9 สายด้วยกัน พม่าก็อยู่ในส่วนของสุวรรณภูมิด้วย และชาวพม่ายังเชื่อว่า สุวรรณภูมิ มีศูนย์กลางอยู่ที่ เมืองสะเทิม อาณาจักรมอญทางตอนใต้ของพม่า จากประวัติศาสตร์ทราบได้ว่า พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในพม่าราวพุทธศตวรรษที่ 6 เพราะได้พบหลักฐานเป็นคำจารึกภาษาบาลี และจารึกเกี่ยวกับศาสนาพุทธ

พระพุทธศาสนาเถรวาทในพม่าเป็นมากกว่าศาสนา เป็นแกนกลางทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ ศิลปะ การเมือง และวิถีชีวิตมานานนับพันปี ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบระหว่างอู่อารยธรรมยิ่งใหญ่สองแห่งอย่าง อินเดียและจีน พม่าจึงได้รับอิทธิพลทางความรู้ วัฒนธรรม และศาสนาที่เข้มข้นหลากหลายมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาทั้งด้านกลยุทธ์การทหารที่โดดเด่นในหลายยุค และมิติทางศาสนาที่ดำรงคงมั่นไม่เสื่อมคลาย แม้ประเทศจะเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของพม่าจึงเป็นเรื่องราวของศรัทธาอันแรงกล้า การต่อสู้เพื่อรักษาธรรมวินัย และการสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ ที่เป็นทั้งความภาคภูมิใจและบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับชนทุกชาติพันธุ์

ประวัติศาสตร์ก่อนสมัยใหม่

[แก้]
เจดีย์ชเวดากอง ถูกสร้างขึ้นในสมัยมอญเรืองอำนาจ

ศาสนาพุทธที่เผยแผ่เข้าสู่ดินแดนประเทศพม่าในระยะแรก คือศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทหรือนิกายหินยาน ได้เข้าไปประดิษฐานที่เมืองสุธรรมบุรีหรือเมืองสะเทิม ซึ่งเป็นเมืองของชาวมอญทางตอนใต้ของประเทศ ส่วนชาวพม่าตอนเหนือมีเมืองพุกามเป็นเมืองหลวง

ศาสนาพุทธเถรวาทในพม่ากล่าวว่า พ่อค้าชาวมอญสองนายจากบริเวณพม่าตอนล่างได้เส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้านำมาประดิษฐานไว้ในวัดเล็ก ๆ วัดหนึ่ง ต่อมาเป็นที่สร้างเจดีย์พระเกศาธาตุหรือเจดีย์ชเวดากอง[6]

ส่วนศาสนาพุทธลัทธิอาจริยวาทหรือนิกายมหายานได้เผยแผ่มาจากแคว้นเบงกอลและโอริศาของอินเดีย พระภิกษุมอญมีส่วนในการสร้างอาณาจักรพม่าในยุคแรก ดังที่หนังสือประวัติศาสตร์พม่าบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า “ในพุทธศักราช 1587 (ค.ศ. 1044) พระเจ้าอนุรุทธะ (พระเจ้าอโนรธา) ขึ้นครองราชย์ที่กรุงพุกาม ซึ่งตั้งอยู่ตรงใต้จุดบรรจบของแม่น้ำอิรวดีกับแม่น้ำซินต์ พระเจ้าอนุรุทธะไม่ทรงพอพระทัยในศาสนาที่ประชาชนนับถืออยู่ในขณะนั้น ซึ่งเป็นศาสนาที่มีส่วนผสมปนเปของหลักศาสนาพุทธนิกายมหายานกับความเกรงกลัวอำนาจธรรมชาติแบบพื้นเมือง ซึ่งพระองค์ไม่เห็นด้วย ในขณะนั้นพระภิกษุมอญรูปหนึ่งชื่อพระชินอรหันต์ได้เดินทางมายังอาณาจักรพุกาม ท่านเป็นผู้หนึ่งในหมู่ชนจำนวนน้อยที่ไม่นิยมรับความเชื่อแบบฮินดูที่เมืองสะเทิม ในเวลานั้นไม่นานนักพระชินอรหันต์ก็สามารถชักนำให้พระอนุรุทธะหันมานับถือศาสนาพุทธเถรวาทได้”[7]

เจดีย์ชเวซี่โกน ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโนรธามังช่อ

เมื่อขึ้นครองราชย์ประชาชนมีความเชื่อหลากหลาย แต่สงบได้เพราะพุทธศาสนา ดังที่อ้างไว้ตอนที่พระเจ้าอโนรธายังมิได้ขึ้นครองบัลลังก์นั้นเมืองพุกามยังมีความเชื่อถือผิด ๆ โดยเฉพาะความเชื่อแบบพวกอะยี ซึ่งกำลังครอบงำแผ่นดินพุกามอยู่ขณะนั้น เมื่อพระเจ้าอโนรธาขึ้นครองบัลลังก์และทรงปรารถนาในศาสนาอันชอบ ในเพลาเดียวกันนั้นพระชินอรหันต์ได้เดินทางจาริกจากเมืองสะเทิมมาเผยแผ่ศาสนายังเมืองพุกาม จึงทรงขอร้องให้พระชินอรหันต์เผยแผ่ศาสนาในพุกาม ด้วยความช่วยเหลือของพระชินอรหันต์ พระเจ้าอโนรธาจึงสามารถกำจัดความเชื่อของเหล่าอะยีลงได้ พวกอะยีถูกจับสึกแล้วให้คนเหล่านั้นรับใช้ในงานอันควรแก่อาณาจักรต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ความเชื่อแบบอะยีจึงค่อย ๆ หมดไปจากพุกาม พระเจ้าอโนรธาทำให้ประชาชนทั่วแผ่นดินพุกามหันมานับถือพุทธศาสนา และยังเป็นการรวมชาติโดยผนึกความเชื่อต่าง ๆ ให้เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ หากไม่มีความเชื่อใหม่คือศาสนาพุทธก็ยากที่จะรวมชาติได้ หลังรวบรวมดินแดนของชาวพม่าให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ พระเจ้าอโนรธายังได้จัดทัพไปตีได้เมืองสะเทิมของชาวมอญ พร้อมกับอันเชิญพระภิกษุสงฆ์ พระไตรปิฎก และพระเถระผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์จากเมืองสะเทิมไปยังเมืองพุกาม พระเถระชาวมอญซึ่งชำนาญในคัมภีร์ได้ช่วยพระชินอรหันต์เป็นอย่างมากในการเผยแผ่พุทธศาสนาให้เป็นที่แพร่หลาย นอกจากนี้พระเจ้าอโนรธามังช่อยังได้ทรงส่งสมณทูตไปติดต่อกับลังกา และเชิญไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์มาจากลังกามาด้วย พระเจ้าอโนรธามิได้สร้างเจดีย์เฉพาะในพุกามแต่ยังทรงสร้างเจดีย์ในทุกที่ที่เสด็จไปถึง ในบรรดาเจดีย์เหล่านี้เจดีย์ที่โดดเด่นที่สุดคือ เจดีย์ชเวซี่โกน

การที่จะให้พุทธศาสนาแพร่หลาย พระเจ้าอโนรธายังทรงให้มีการศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกกันในวัด พุทธศาสนาที่พระเจ้าอโนรธาได้ทรงอุปถัมภ์นั้นยังมั่นคงมาได้จวบจนปัจจุบัน การนำพุทธศาสนาจากแผ่นดินของชาวมอญสู่พุกามนั้น พม่ายกย่องพระชินอรหันต์ภิกษุมอญเป็นดุจผู้ส่องไฟนำทาง พระเจ้าอโนรธาเป็นดุจผู้หว่านเมล็ดแห่งพุทธศาสนาบนดินแดนพม่า ส่วนเหล่าอะยีนั้นถูกตีตราให้เป็นพวกมิจฉาทิฐิ โดยประมาณว่าเป็นกลุ่มนักบวชที่แผ่อิทธิพลเหนือชาวบ้านด้วยการเอานรกมาขู่ ยกสวรรค์มาอ้าง และหากินกับลาภสักการระ การนำพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมาสู่อาณาจักรของชาวพม่านั่นจึงถือเป็นการทำลายอำนาจมืดจากความเชื่อผิด ๆ ภาพของพระเจ้าอโนรธาในแบบเรียนจึงเป็นภาพปฏิวัติทางความคิดเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคมของชาวพุทธพม่า[8]

ทุกแห่งหนที่พระเจ้าอนุรทธะทรงได้ชัยชนะในการสงคราม แทนที่พระองค์จะสร้างเสาหินแห่งชัยชนะไว้ กลับสร้างอิฐจารึกบทสวดมนต์ในศาสนาพุทธเป็นภาษาบาลีหรือสันสกฤต และพระนามาภิไธยเป็นภาษาสันสกฤต และทำให้พุกามกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษานิกายเถรวาท[9]

ความมั่งคั่งในอาณาจักรพุกามทำให้มีการสร้างวัดนับไม่ถ้วนในพุกาม และยังมีปรากฏให้เห็นในปัจจุบันประมาณห้าพันวัด ส่วนเจดีย์ในพุกามมีสองประเภทใหญ่ ๆ คือแบบเจดีย์ตันและแบบกลวงหรือถ้ำจำลอง เจดีย์แรกคือเจดีย์ชเวซี่โกนของพระเจ้าอนุรทธะ มีลักษณะเป็นรูปกรวยสูง มีฉัตรทองกั้นอีกชั้นหนึ่ง ทั้งเจดีย์ปิดทองมีมณีมีค่าประดับฉัตรบนยอดเจดีย์ [10]

หลังยุคพระเจ้าอโนรธาเป็นต้นมา กษัตริย์ของพม่าองค์ต่อ ๆ มาทรงให้ความสำคัญต่อศาสนาพุทธ ดังที่หม่องอ่องกล่าวว่า “พระเจ้ามินดงทรงโปรดให้จารึกพระไตรปิฎกทั้งชุด รวมทั้งคำอธิบายลงบนแผ่นหินกว่า 5,000 แผ่น และทรงสนับสนุนพระสงฆ์ผู้เคร่งวินัยให้อพยพไปพม่าตอนล่าง”[11] พระภิกษุบางรูปเคยได้รับการคัดเลือกให้เป็นกษัตริย์ครองราชย์บัลลังก์ ดังเช่นเรื่องของ พระธรรมเจดีย์ กษัตริย์สมัยอาณาจักรหงสาวดีของชาวมอญ เมื่อพระนางเชงสอบูทรงเลือกบาตรใหญ่สองใบ ใบหนึ่งบรรจุอาหารที่จัดสรรอย่างวิเศษ และอีกใบหนึ่งใส่เครื่องราชอิสริยยศ พระนางก็ทรงนิมนต์พระภิกษุทั้งสอง คือพระธรรมเจดีย์บุตรบุญธรรมและพระธรรมปาละ มาบิณฑบาตในท้องพระโรงต่อหน้าข้าราชสำนักที่แต่งเต็มยศอย่างงดงามตระการตายิ่ง เมื่อพระทั้งสองรูปมาถึงและให้เลือกบาตรคนละใบ พระธรรมเจดีย์เลือกได้บาตรที่ใส่เครื่องราชอิสริยยศและได้รับเลือกเป็นกษัตริย์จึงต้องสึก เพื่ออภิเษกสมรสกับพระธิดาของพระนางเชงสอบูและรับราชบัลลังก์ (ค.ศ. 1472)[12]

ซุ้มจารึกพระไตรปิฎก ซึ่งจำรึกลงบนแผ่นหินอ่อน ถูกสร้างขึ้นสมัยพระเจ้ามินดง บริเวณวัดกุโสดอ

ในรัชสมัยของพระเจ้าธรรมเจดีย์ กษัตริย์สมัยอาณาจักรหงสาวดีของชาวมอญทางตอนใต้ขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงพระราชดำริว่าศาสนาพุทธในดินแดนมอญขณะนั้นเสื่อมลงมาก จึงโปรดให้มีการชำระปฏิรูปศาสนาพุทธให้บริสุทธิ์ โดยทรงให้ภิกษุทุกรูปในดินแดนมอญลาสิกขา แล้วรับการอุปสมบทใหม่จากพระอุปัชฌาย์และพระอันดับที่ล้วนได้รับการอุปสมบทจากลังกา แต่หลังจากนั้นศาสนาพุทธในประเทศพม่าก็เสื่อมลงอีก สาเหตุทั้งเนื่องจากสงครามระว่างพม่าด้วยกันเอง และสงครามระหว่างพม่ากับมอญ กระทั่งถึงประมาณ พ.ศ. 2300 เมื่อพระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าได้ยกทัพไปทำลายกรุงหงสาวดีอย่างราบคาบ ทำให้ชนชาติมอญสูญสิ้นอำนาจลงอย่างเด็ดขาด หลังสงครามศาสนาพุทธในพม่าได้รับการทำนุบำรุงจนเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในสมัยพระเจ้ามินดง (พ.ศ. 2395–2420) พระองค์ได้ทรงอุปถัมภ์การทำสังคายนาพระไตรปิฎกที่พม่าระหว่าง พ.ศ. 2411–2414 ณ เมืองมัณฑะเลย์ และโปรดเกล้า ฯ ให้จารึกพระไตรปิฎกลงบนแผ่นหินอ่อนแล้วทำมณฑปครอบไว้ ซึ่งยังปรากฏอยู่ที่วัดกุโสดอ เชิงเขามัณฑะเลย์ จนถึงทุกวันนี้ ปี พ.ศ. 2429 พม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกล้มล้างลง จึงส่งผลให้ศาสนาพุทธได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่ถึงกระนั้นประชาชนในพม่าก็ยังคงเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาพุทธอย่างแนบแน่นตลอดมา จนเมื่อพม่าได้รับเอกราชใน พ.ศ. 2591 ฯพณฯ อู นุ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการทำสังคายนาพระไตรปิฎก เมื่อ พ.ศ. 2493 และต่อมารัฐบาลได้ออกกฎหมายรับรองให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติในปี พ.ศ. 2500 ปัจจุบันศาสนาพุทธที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลพม่ามีจำนวน 9 นิกาย เช่น นิกายสุธรรมมา เป็นต้น[13]

หม่องทินอ่อง นักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า “พระเจ้าอโศกทรงส่งสมณทูตไปยังดินแดนที่ห่างไกลหลายแห่งด้วยกัน สมณทูตคณะหนึ่งไปเผยแผ่ศาสนาพุทธให้แก่ประชาชนในสุวรรณภูมิ เมืองหลวงของสุวรรณภูมิคือเมืองสะเทิม (Thaton) ในพม่าตอนล่าง ในขณะที่ประวัติศาสตร์ไทยเชื่อกันว่าจุดศูนย์กลางของสุวรรณภูมิอยู่ที่นครปฐม โดยมีโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น พระปฐมเจดีย์[14]

นักประวัติศาสตร์ไทยบางท่านมีความเชื่อสอดคล้องกับนักประวัติศาสตร์พม่าโดยได้บันทึกไว้ว่า “พระเจ้าอโศกได้ส่งสมณทูตเก้าสายไปเผยแผ่ศาสนาพุทธ พระโสณะและพระอุตระไปสุวรรณภูมิ คือบริเวณเมืองสะเทิมของมอญและเมืองไทยตลอดจนแหลมมลายู ในคัมภีร์มหาวงศ์ของลังการะบุว่าดินแดนสุวรรณภูมิอยู่ห่างจากลังกา 700 โยชน์”[15]

จากประวัติศาสตร์บางตอนพบว่า พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในพม่าในราวพุทธศตวรรษที่ 6 เพราะได้พบหลักฐานเป็นคำจารึกภาษาบาลี นักประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อว่า ตารนาถ เสนอว่าศาสนาพุทธแบบเถรวาทได้เข้ามาสู่พม่าตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ต่อมาได้มีพระสงฆ์ฝ่ายมหายานซึ่งเป็นศิษย์ของพระวสุพันธุ ได้นำเอาศาสนาพุทธแบบมหายานลัทธิตันตระ เข้าไปเผยแผ่ ในครั้งนั้นพม่ามีเมืองพุกามเป็นเมืองหลวง มีชื่อเรียกชาวพม่าว่า "มรัมมะ" ส่วนชาวมอญ ซึ่งมีเมืองหลวงชื่อ "สะเทิม" และถิ่นใกล้เคียงรวม ๆ เรียกว่า รามัญประเทศ หรือ อาณาจักรสุธรรมวดี จนศาสนาพุทธทั้งแบบเถรวาทที่เข้ามาก่อน และแบบมหายานที่เข้ามาทีหลังเจริญรุ่งเรืองในพม่าเป็นเวลาหลายร้อยปี[16]

พุทธศาสนาเถรวาทแบบอโศก

[แก้]

ยุคเริ่มต้นและการวางรากฐานของพุทธธรรม (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3–พุทธศตวรรษที่ 16) (ประมาณ 300 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ. 1000) ในยุคแรกเริ่มนี้ พม่าได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาโดยตรงจากอินเดีย ซึ่งเป็น "อู่อารยธรรมพุทธ" ผ่านเส้นทางการค้าและคณะสมณทูต ทำให้พุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนอย่างเข้มข้นกว่าบางภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลออก พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในดินแดนแถบนี้ผ่านเส้นทางการค้าทางทะเลและทางบกจากอินเดีย โดยเฉพาะจากอินเดียใต้ เช่น แคว้นอมราวดี (ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของพุทธศาสนานิกายมหาสังฆิกะและนิกายย่อยต่าง ๆ) และจากอินเดียเหนือในสมัยคุปตะและหลังคุปตะ รวมถึงจากแคว้นคุชราตและเสาราษฏร์ (แหล่งของพุทธศาสนาเถรวาท/หีนยานนิกายสางมิติยะ) การติดต่อค้าขายนี้เองที่เป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาความเชื่อ ศาสนา และศิลปวัฒนธรรมเข้ามาด้วย[17]

สมัยอาณาจักรปยู

[แก้]

แม้ว่าบันทึกทางประวัติศาสตร์ของอาณาจักรปยูจะไม่ละเอียดเท่ากับอาณาจักรในยุคหลัง แต่หลักฐานที่มีอยู่ชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์สำคัญและการมีบทบาทของบุคคลผู้มีอิทธิพลต่อการเผยแผ่และสร้างรากฐานพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ ในยุคเริ่มต้นของประวัติศาสตร์พม่า ดินแดนแห่งนี้ได้เปิดรับพระพุทธศาสนาอย่างเข้มข้นผ่านการติดต่อกับอินเดีย ซึ่งเป็น อู่อารยธรรมพุทธ โดยตรง ชนชาติปยู ผู้เป็นบรรพบุรุษทางวัฒนธรรมส่วนหนึ่งของชาวพม่าในปัจจุบัน ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานและสร้างรัฐ-เมืองขึ้นในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดีตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช (ประมาณ 200 ปีก่อน ค.ศ.)[18] ด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับอินเดียโดยตรง ทำให้ปยูเป็นกลุ่มชนแรก ๆ ในภูมิภาคที่ได้รับอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมจากอินเดียอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่อง พุทธศาสนาเถรวาท เริ่มแพร่หลายในอาณาจักรปยูราวพุทธศตวรรษที่ 8–9 (คริสต์ศตวรรษที่ 3–4) ควบคู่ไปกับพุทธศาสนามหายานและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู กษัตริย์และชนชั้นสูงของปยูได้ให้การอุปถัมภ์ศาสนาอย่างกว้างขวาง โดยมีหลักฐานการสร้างเจดีย์ อาราม และการจารึกพระธรรมต่าง ๆ[19]

ความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในสมัยปยูได้รับการยืนยันจากหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่พบกระจายอยู่ในเมืองโบราณต่าง ๆ ค้นพบจารึกภาษาปยูบนแผ่นทองคำ พระพิมพ์ดินเผา และศิลาจารึก โดยเฉพาะที่เมืองศรีเกษตร มีการพบจารึกบทบาลี "เย ธัมมา เหตุปปะภะวา" ซึ่งเป็นหัวใจของพระธรรมคำสอนในพุทธศาสนาเถรวาท บ่งชี้ว่าพุทธศาสนาเถรวาทในพม่าได้รับอิทธิพลโดยตรงจากอินเดียและแพร่หลายอย่างลึกซึ้งในหมู่ชนชั้นนำ[20]

สถาปัตยกรรมเจดีย์ปยูแบบทรงกระบอกที่สร้างด้วยอิฐขนาดใหญ่ เช่น เจดีย์บอบอจี้ และเจดีย์ปยามะ ที่เมืองศรีเกษตร ถือเป็นเจดีย์อิฐที่เก่าแก่ที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคนั้น[21] ซากอารามและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่เมืองเบะตะโน่ ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงการมีอยู่ของชุมชนสงฆ์ที่เจริญรุ่งเรือง[22]

เหตุการณ์สำคัญที่สุดในยุคปยูคือการที่คณะสมณทูตและพระสงฆ์จากอินเดียเดินทางเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยตรง การติดต่อทางทะเลและทางบกอย่างต่อเนื่องกับศูนย์กลางพุทธศาสนาในอินเดีย โดยเฉพาะจากแคว้นอมราวดีทางใต้ (แหล่งกำเนิดนิกายมหาสังฆิกะ) และแคว้นทางเหนือในสมัยคุปตะและหลังคุปตะ (ที่มีเถรวาท/หีนยานนิกายสางมิติยะ) ทำให้พุทธศาสนาหลายรูปแบบเข้ามาถึงปยูอย่างสม่ำเสมอ หลักฐานจากบันทึกจีนโบราณยังระบุถึง พระภิกษุชาวปยูที่มีความรู้ความสามารถ เดินทางไปศึกษาและเผยแผ่ธรรมถึงในจีน แสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกจนชาวปยูสามารถพัฒนาคณะสงฆ์ของตนเองได้แล้ว[23]

แม้จะไม่มีพระนามกษัตริย์ปยูที่โดดเด่นเป็นพิเศษปรากฏในบันทึกทางศาสนาเช่นเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราชหรือพระเจ้าอโนรธา แต่การที่พบการสร้างพุทธสถานขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น เจดีย์บอบอจี้และปยามะ บ่งชี้ว่า กษัตริย์และชนชั้นสูงของปยูต้องมีบทบาทสำคัญในการให้การอุปถัมภ์ และสนับสนุนพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง จึงจะสามารถระดมทรัพยากรและแรงงานจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างงานสถาปัตยกรรมเหล่านี้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงศรัทธาอันแรงกล้าในระดับผู้นำ

ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9 (พุทธศตวรรษที่ 14) อาณาจักรปยูเผชิญกับการรุกรานจากอาณาจักรน่านเจ้าทางตอนเหนือ (ซึ่งเชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของชาวไทใหญ่หรือเป็นบรรพบุรุษบางส่วนของชาวไทใหญ่) การรุกรานครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อเมืองสำคัญของปยู เช่น ศรีเกษตร และฮะลี่น ทำให้ศูนย์กลางอำนาจของปยูอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ[24] หากไม่มีการรุกรานครั้งนี้ อาณาจักรปยูอาจยังคงดำรงอยู่และพัฒนาไปในทิศทางที่แตกต่างออกไป หรืออาจจะมีความสามารถในการต้านทานการรุกของชนชาติพม่าได้ดีกว่านี้ นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในพม่า

ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ปยูอ่อนแอลง ชาวพม่าซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อยู่ทางตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำอิรวดี เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นและขยายตัวลงมาทางใต้ การที่ปยูถูกรุกรานและอ่อนแอลงได้ เปิดช่องให้ชาวพม่าเข้ามามีบทบาทนำและสถาปนาอาณาจักรพุกามขึ้นมาแทนที่ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์พม่าอย่างที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน การที่อาณาจักรปยูไม่ได้เป็นอาณาจักรที่มีการรวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จแบบจักรวรรดิ ทำให้เมื่อถูกโจมตีจากภายนอก ก็ไม่สามารถรวมกำลังต่อต้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่างจากราชวงศ์พุกามในภายหลังที่สามารถรวมศูนย์อำนาจได้แข็งแกร่งกว่า นี่เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากอาณาจักรปยูไปสู่การขึ้นมาของชาวพม่าในพุกาม ซึ่งเป็นชนชาติที่มีบทบาทหลักในประวัติศาสตร์พม่าหลังจากนั้น หากปราศจากจุดอ่อนภายในและภัยคุกคามภายนอกที่เกิดขึ้นพร้อมกัน การขึ้นมาของอาณาจักรพุกามอาจไม่เกิดขึ้นในรูปแบบที่รวดเร็วและเด็ดขาดเช่นนี้ การล่มสลายของอาณาจักรปยูไม่ได้เกิดจากสงครามใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เป็นผลจากปัจจัยหลายอย่างที่ค่อย ๆ บั่นทอนอำนาจลง

เมืองโบราณของปยู โดยเฉพาะศรีเกษตร ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่ยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สำคัญในภูมิภาค พระภิกษุและนักปราชญ์จากปยูมีส่วนร่วมในการสังเคราะห์ความรู้ทางพุทธศาสนา และอาจมีบทบาทในการส่งต่ออิทธิพลทางศาสนาไปยังอาณาจักรเพื่อนบ้านในเวลาต่อมา นักประวัติศาสตร์ยังคงศึกษาและถกเถียงเกี่ยวกับรายละเอียดของอาณาจักรปยู เนื่องจากขาดบันทึกที่ครบถ้วนสมบูรณ์

การพบจารึกบาลีตั้งแต่ยุคแรกเริ่มแสดงให้เห็นว่าชาวปยูมีความรู้ความเข้าใจในภาษาบาลีซึ่งเป็นภาษาของพระไตรปิฎกแต่เนิ่น ๆ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้พม่าสามารถรักษาและศึกษาพระไตรปิฎกได้อย่างเข้มแข็งในยุคหลัง จึงถือเป็นการวางรากฐานอันมั่นคงของพุทธศาสนาในดินแดนพม่า ซึ่งจะเติบโตและพัฒนาไปสู่ความรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุดในยุคอาณาจักรพุกาม เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พม่าสามารถรักษาพระไตรปิฎกฉบับดั้งเดิมไว้ได้ดี ยุคสมัยปยูจึงถือเป็นการวางรากฐานอันมั่นคงของพุทธศาสนาในดินแดนพม่า ซึ่งแม้จะสิ้นสุดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็ได้ส่งต่อมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้กับอาณาจักรพุกาม ซึ่งจะนำไปสู่ความรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุดในเวลาต่อมา และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพลวัตการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยทั้งปัจจัยภายในและภายนอก

สมัยอาณาจักรมอญ

[แก้]

ชนชาติมอญผู้มีวัฒนธรรมเก่าแก่ ได้สร้างอาณาจักรในพม่าตอนล่าง โดยมีเมืองสะเทิม เป็นศูนย์กลางสำคัญ ตำนานมอญอ้างว่าได้รับพุทธศาสนาจากพระสมณทูตของพระเจ้าอโศกมหาราชโดยตรง แสดงถึงความภาคภูมิใจในการเป็นผู้สืบทอดพุทธศาสนาสายตรง [3, น. 18-20][25]

หลังจากการเสื่อมอำนาจของอาณาจักรปยู ชนชาติมอญซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่และเจริญรุ่งเรือง ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์พม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ตอนล่างของประเทศ ซึ่งเป็นดินแดนที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ หรือดินแดนแห่งทองคำในอดีต อาณาจักรมอญที่สำคัญในยุคนี้คือ อาณาจักรสุธรรมวดี ซึ่งมีเมืองหลวงอยู่ที่สะเทิม ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของการเผยแผ่และดำรงอยู่ของพุทธศาสนาเถรวาทในภูมิภาคนี้[26]

ตำนานมอญอ้างว่าพุทธศาสนาเถรวาทในดินแดนของตนได้รับโดยตรงจากพระสมณทูตของ พระเจ้าอโศกมหาราช คือ พระโสณะเถระและพระอุตตระเถระ ซึ่งถูกส่งมายังดินแดนสุวรรณภูมิหลังการสังคายนาครั้งที่ 3 (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 3) แม้หลักฐานทางโบราณคดีที่สะเทิมโดยตรงก่อนยุคพุกามจะยังเป็นที่ถกเถียงและพบรูปเคารพฮินดูมากกว่าที่คาด[27] แต่พงศาวดารพม่าและมอญต่างยกย่องมอญว่าเป็นผู้รักษาพุทธศาสนาเถรวาทที่บริสุทธิ์ โดยเฉพาะสายที่มาจากลังกา (สิงหลนิกาย) ผ่านการติดต่อทางทะเลอย่างใกล้ชิด[28]

บทบาทสำคัญที่สุดของมอญในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในพม่า คือการเป็นผู้ส่งผ่านพุทธศาสนาเถรวาทสายลังกา รวมถึงพระไตรปิฎก และศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ไปยังอาณาจักรพุกามในยุคหลัง คือเหตุการณ์สำคัญที่พลิกโฉมหน้าพุทธศาสนาในพม่าอย่างมีนัยยะสำคัญ

แม้จะหาหลักฐานทางโบราณคดีขนาดใหญ่ในยุคก่อนพุกามได้ยากในอาณาจักรมอญ แต่มีการค้นพบจารึกมอญโบราณจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริเวณพม่าตอนล่างและต่อมาในพุกาม แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของภาษาและวัฒนธรรมมอญที่เจริญรุ่งเรือง และการใช้ภาษามอญในการบันทึกพระธรรมคำสอนในยุคแรกเริ่ม[29]

ศิลปะแบบมอญในช่วงแรกได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดีย (แบบปาละ) และศรีลังกาอย่างมาก รูปแบบพระพุทธรูปมอญมักแสดงลักษณะที่สงบเยือกเย็น อ่อนช้อย และมีพุทธลักษณะที่สะท้อนถึงอิทธิพลเถรวาท นี่คือศิลปะที่ต่อมาได้ส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อศิลปะพุกาม โดยเฉพาะในช่วงต้นของอาณาจักรพุกาม[30]

ข้อโต้แย้งสำคัญ ที่นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานคือ ความถูกต้องของตำนานการเผยแผ่พุทธศาสนาเถรวาทจากลังกาสู่มอญ และจากมอญสู่พุกามผ่านการพิชิตสะเทิมโดยพระเจ้าอโนรธาแห่งพุกาม นักวิชาการบางท่าน เช่น Michael Aung-Thwin โต้แย้งว่าพุทธศาสนาเถรวาทนั้นมีความเข้มแข็งและเข้าถึงพุกามอยู่แล้วก่อนหน้านั้น อาจได้รับโดยตรงจากอินเดียหรือผ่านเส้นทางอื่น[31] และการพิชิตสะเทิมอาจเป็นเพียงการรวมอำนาจทางการเมือง ไม่ใช่การนำพุทธศาสนาเข้าสู่พุกามเป็นครั้งแรก การอ้างว่ามอญเป็นผู้ให้พุทธศาสนา อาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์พุกาม เพื่อเสริมความชอบธรรมในการปกครองดินแดนมอญ หรือเพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับพุทธศาสนาเถรวาทที่ถือว่าบริสุทธิ์ที่สุดในยุคนั้น

ไม่ว่าตำนานจะถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ วัฒนธรรมและภาษาของมอญมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่ออาณาจักรพุกาม โดยเฉพาะในยุคต้นของพุกาม มีการค้นพบจารึกมอญจำนวนมากในพุกาม และรูปแบบศิลปะพุทธที่ได้รับอิทธิพลจากมอญอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงพลวัตทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อน ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในพม่า ไม่ได้มีเพียงชนชาติพม่าเท่านั้นที่เป็นผู้สร้างอารยธรรม แต่มีการแลกเปลี่ยนและหลอมรวมทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง

การขึ้นมาของอาณาจักรพุกามภายใต้การนำของ พระเจ้าอโนรธาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อชะตากรรมของอาณาจักรมอญ พระเจ้าอโนรธาทรงมุ่งมั่นที่จะรวมศูนย์อำนาจและแสวงหาความชอบธรรมทางศาสนา การที่พระองค์ทรงยกทัพเข้ายึดเมืองสะเทิมในปี พ.ศ. 1600 (ค.ศ. 1057) ตามพงศาวดาร[32] ไม่เพียงเป็นการขยายอำนาจทางการเมือง แต่ยังเป็นการอัญเชิญพระไตรปิฎก พระสงฆ์ และช่างฝีมือชาวมอญกลับไปยังพุกามจำนวนมาก เหตุการณ์นี้เป็นการเปลี่ยนผ่านศูนย์กลางของพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมจากมอญมายังพุกามอย่างเด็ดขาด และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างจักรวรรดิพุกามที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะใช้พุทธศาสนาเถรวาทเป็นรากฐาน

การพ่ายแพ้ต่อพุกามและการถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรพุกาม ทำให้มอญต้องอยู่ภายใต้อำนาจของพม่าเป็นเวลาหลายศตวรรษ แม้จะมีการฟื้นฟูอาณาจักรมอญขึ้นมาได้ในบางช่วง แต่ในระยะยาว มอญก็สูญเสียอำนาจนำในภูมิภาคไปอย่างถาวร แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอำนาจทางการเมืองที่ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสถานะและทิศทางของศาสนาและวัฒนธรรม การที่พุทธศาสนาเถรวาทกลายเป็นศาสนาหลักของพุกามอย่างแข็งแกร่ง ก็เป็นผลมาจากการที่มอญต้องเสียอำนาจให้กับพม่า ทำให้พุทธศาสนาแบบมอญถูกหลอมรวมเข้ากับพุทธศาสนาแบบพม่า

อาณาจักรมอญจึงไม่ได้เป็นเพียงอาณาจักรที่ดำรงอยู่ แต่เป็นผู้สืบทอดมรดกทางพุทธศาสนาจากอินเดียและลังกา และเป็นผู้ส่งผ่านองค์ความรู้และศิลปะ อันเป็นรากฐานสำคัญให้กับอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างพุกาม แม้บทบาทของพวกเขาจะถูกบดบังด้วยความรุ่งเรืองของพุกาม แต่สายธารแห่งพุทธธรรมที่มอญได้หล่อเลี้ยงไว้ ก็ยังคงไหลรินเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์พม่ามาจนถึงปัจจุบัน

สมัยอาณาจักรพุกาม

[แก้]

สมัยอาณาจักรพุกามคือยุคทองของพุทธศาสนาในพม่า เป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนาเถรวาทได้รับการสถาปนาให้เป็นศาสนาหลักของอาณาจักร และเป็นแกนกลางของการรวมชาติและสร้างสรรค์อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่

หลังการเสื่อมถอยของอาณาจักรปยูและบทบาทของมอญในพม่าตอนล่าง ชนชาติพม่าซึ่งอพยพมาจากทางเหนือ (หรือมีถิ่นฐานเดิมในแถบแม่น้ำอิรวดีตอนบน) ได้รวมตัวกันและสถาปนาอาณาจักรขึ้นที่เมืองพุกาม ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 16 (คริสต์ศตวรรษที่ 11) อาณาจักรพุกามถือเป็น ยุคทอง ของพุทธศาสนาในพม่า เป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนาเถรวาทได้รับการสถาปนาให้เป็นศาสนาหลักของรัฐ และเป็นแกนกลางของการรวมชาติ การสร้างสรรค์อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ และการหล่อหลอมอัตลักษณ์ของชนชาติพม่าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พระเจ้าอโนรธาทรงเป็นกษัตริย์ผู้รวบรวมอาณาจักรต่าง ๆ ในพม่าให้เป็นปึกแผ่น และเป็นผู้ที่กำหนดทิศทางของพุทธศาสนาในพม่าอย่างถาวร ถือเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของพม่า

พระเจ้าอโนรธาทรงเป็นนักรบและนักปกครองผู้ชาญฉลาด ทรงใช้กำลังทหารที่เข้มแข็งเพื่อขยายอาณาเขตและผนวกดินแดนต่าง ๆ เข้ามารวมภายใต้การปกครองของพุกาม ทำให้เกิดเป็นจักรวรรดิพม่าที่มั่นคงเป็นครั้งแรก[33] แสดงให้เห็นถึงรากฐานทางอำนาจของพม่าที่สร้างจากการรวมศูนย์และขยายอิทธิพลทางการทหาร ซึ่งเป็นลักษณะที่ปรากฏในหลายยุคของประวัติศาสตร์พม่า

พงศาวดารพม่ากล่าวว่าก่อนการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอโนรธา พุกามนับถือ พุทธแบบอะยี ซึ่งเป็นพุทธศาสนาแบบตันตระที่ผสมผสานกับความเชื่อพื้นเมืองและไสยศาสตร์ พระภิกษุกลุ่มนี้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น การละเมิดวินัยสงฆ์และมีอิทธิพลทางการเมือง[34] พระเจ้าอโนรธาทรงได้พบกับ พระชินอรหันต์ (Shin Arahan) พระสงฆ์มอญผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยจากเมืองสะเทิม พระชินอรหันต์ได้แสดงธรรมและชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของพุทธแบบอะยี พระเจ้าอโนรธาทรงเลื่อมใสยิ่งนัก จึงทรงตัดสินใจยกทัพไปเมืองสะเทิม (พ.ศ. 1600 / ค.ศ. 1057) เพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎก 30 ชุด พร้อมพระสงฆ์ผู้แตกฉาน และช่างฝีมือชาวมอญกลับมายังพุกาม เพื่อเป็นรากฐานการชำระศาสนาและเผยแผ่พระธรรมเถรวาทที่บริสุทธิ์[35]

นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เช่น Michael Aung-Thwin ได้ตั้งข้อสังเกตว่าตำนานการพิชิตสะเทิมนี้อาจถูกสร้างขึ้นหรือขยายความในภายหลังเพื่อวัตถุประสงค์หลายประการ เสริมความชอบธรรมของราชวงศ์พุกาม เพื่อแสดงว่าพุกามเป็นผู้กอบกู้และสืบทอดพุทธศาสนาเถรวาทที่บริสุทธิ์ที่สุดจากลังกาผ่านมอญ

การพิชิตสะเทิมอาจมีเป้าหมายหลักทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์มากกว่าทางศาสนา เช่น การควบคุมเส้นทางการค้าชายฝั่งทะเลและการเข้าถึงทรัพยากร[36]

พุทธศาสนาในพุกามก่อนหน้านี้มีหลักฐานทางโบราณคดีบางอย่างที่ชี้ว่าพุทธศาสนาเถรวาทอาจมีอยู่แล้วในพุกามก่อนการพิชิตสะเทิม โดยได้รับอิทธิพลโดยตรงจากอินเดียหรือจากปยู ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการชำระศาสนาในสมัยพระเจ้าอโนรธาเป็นการปฏิรูปมากกว่าการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด[37]

ไม่ว่าตำนานจะถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ บทบาทของพระเจ้าอโนรธาในการชำระศาสนาและสถาปนาพุทธศาสนาเถรวาทให้เป็นศาสนาหลักของรัฐอย่างมั่นคง คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พม่ากลายเป็นชาติพุทธเถรวาทอย่างแท้จริง และเป็นการวางรากฐานให้เกิดการสร้างสรรค์ทางศาสนาและศิลปะอย่างยิ่งใหญ่ในพุกาม หากไม่มีการตัดสินใจที่เด็ดขาดและใช้พระราชอำนาจในการปฏิรูปศาสนาเช่นนี้ พุทธศาสนาเถรวาทในพม่าอาจไม่ได้รับการสถาปนาอย่างแข็งแกร่งและรวดเร็วเช่นนี้ แม้จะเป็นกษัตริย์พม่า แต่ทรงให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมมอญ มีการค้นพบจารึกมอญจำนวนมากในสมัยพระองค์ ซึ่งแสดงถึงบทบาทของภาษามอญในการบันทึกพระไตรปิฎกและเรื่องราวทางพุทธศาสนาในพุกามยุคแรก สะท้อนการหลอมรวมทางวัฒนธรรมระหว่างพม่าและมอญภายใต้ร่มเงาของพุทธศาสนา[38] กษัตริย์พุกามองค์ต่อ ๆ มา ทรงสร้างวัดวาอาราม เจดีย์ และวิหารนับหมื่นองค์ทั่วอาณาจักรด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงบุญบารมีและความเลื่อมใสในพุทธศาสนา

ตัวอย่างสถาปัตยกรรมที่สำคัญ:

  • เจดีย์ชเวซี่โกน: เริ่มสร้างในสมัยงพระเจ้าอโนรธา แล้วเสร็จในสมัยพระเจ้าจานซิต้า เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบพม่าองค์แรก ๆ และเป็นต้นแบบของเจดีย์หลายแห่งในพม่า[39] พระเจ้าจานซิต้าทรงสานต่อพระราชปณิธานของพระเจ้าอโนรธาและนำอาณาจักรพุกามเข้าสู่จุดสูงสุดของความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปะและวัฒนธรรม ทรงให้การอุปถัมภ์คณะสงฆ์และส่งเสริมการศึกษาพระไตรปิฎกอย่างต่อเนื่อง ทำให้พุกามเป็นศูนย์กลางการศึกษาและศิลปะพุทธศาสนาในภูมิภาค[40]
  • วัดอนันดา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1633 (ค.ศ. 1091) ถือเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาของพุกาม ผสมผสานศิลปะมอญ อินเดียแบบปาละและพม่าอย่างลงตัว ภายในมีพระพุทธรูปยืนสี่องค์หันไปสี่ทิศที่โดดเด่นงดงาม[41] แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสังเคราะห์ศิลปะจากภายนอกเข้ากับเอกลักษณ์ของพม่า จนเกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่เป็นแบบฉบับของตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นผลจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่เข้มข้นในยุคนี้
  • วัดตะบะญุ วัดที่สูงที่สุดในพุกาม (61 เมตร) สร้างในสมัยพระเจ้าอลองสิธู[42]
  • วัดดะมะยานจี้ วัดอิฐที่ใหญ่ที่สุดในพุกาม สร้างในสมัยพระเจ้านะระตู[43]
  • วัดกอด่อปะลีน และ วัดซูลามะนิ สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่และความประณีตทางสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาในยุคพุกาม

ความหนาแน่นของเจดีย์และวัดวาอารามกว่า 2,000 แห่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพุกาม (จากที่คาดว่าสร้างไปกว่า 10,000 แห่ง) แสดงถึงยุคทองของการสร้างพุทธสถานที่ไม่เคยมีปรากฏในภูมิภาคอื่นในระดับความยิ่งใหญ่และจำนวนเท่านี้ นี่คือการลงทุนด้านศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก สะท้อนความศรัทธาในพุทธศาสนาที่ไม่มีขีดจำกัดของทั้งกษัตริย์และประชาชน และความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักรในขณะนั้น

พุกามที่รุ่งเรืองมานานเกือบ 250 ปี ล้มสลายในที่สุดจากการรุกรานของจักรวรรดิมองโกล พ.ศ. 1824 (ค.ศ. 1287) กองทัพมองโกลของกุบไลข่าน ซึ่งกำลังแผ่อำนาจไปทั่วเอเชีย ได้เข้าโจมตีและพิชิตพุกาม อาณาจักรพุกามสิ้นสุดลง และแตกออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย[44] หากไม่มีการรุกรานจากมหาอำนาจภายนอกอย่างมองโกล พุกามอาจยังคงดำรงอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง แม้จะเผชิญกับปัญหาภายในก็ตาม

แม้อาณาจักรพุกามจะล่มสลาย แต่พุทธศาสนาเถรวาทไม่ได้ล่มสลายตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม พุทธศาสนายังคงหยั่งรากลึกในจิตใจของผู้คน และสามารถดำรงอยู่ได้ภายใต้การปกครองของรัฐเล็กรัฐน้อยต่าง ๆ ที่ขึ้นมาแทนที่ การที่พุทธศาสนาได้รับการสถาปนาอย่างมั่นคงในยุคพุกาม ทำให้สามารถอยู่รอดได้แม้ไม่มีศูนย์รวมที่รัฐอุปถัมภ์ แสดงให้เห็นว่าการที่ศาสนาหยั่งรากลึกในระดับประชาชนมีความสำคัญมากกว่าการพึ่งพิงอำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งต่างจากบางอารยธรรมที่เมื่อรัฐล่มสลาย ศาสนาหลักก็อาจเสื่อมถอยตามไปด้วย

สมัยราชวงศ์ตองอู

[แก้]

ภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรพุกามในปลายพุทธศตวรรษที่ 19 (คริสต์ศตวรรษที่ 13) พม่าได้เข้าสู่ยุคแห่งความปั่นป่วนและแตกแยกยาวนานกว่า 250 ปี ดินแดนพม่าถูกแบ่งออกเป็นรัฐเล็ก ๆ เช่น อาณาจักรหงสาวดีของมอญทางตอนล่าง, อาณาจักรอังวะของพม่าตอนบน และรัฐฉานต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลเพิ่มขึ้น สถานการณ์นี้ดำเนินไปจนกระทั่งการถือกำเนิดของ ราชวงศ์ตองอู ซึ่งเป็นผู้กอบกู้เอกภาพของพม่าขึ้นมาอีกครั้ง และสร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[45]

พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ทรงเป็นผู้เริ่มต้นราชวงศ์ตองอูให้ก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ ทรงใช้ความสามารถทางการทหารในการรวบรวมดินแดนพม่าตอนบนที่เคยแตกแยก และที่สำคัญคือ ทรงพิชิตอาณาจักรหงสาวดีของมอญในปี พ.ศ. 2084 (ค.ศ. 1541) ทำให้หงสาวดีกลายเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของราชวงศ์ตองอู[46] การย้ายเมืองหลวงมายังหงสาวดีไม่เพียงแต่แสดงถึงชัยชนะเหนือมอญ แต่ยังเป็นการควบคุมพื้นที่อุดมสมบูรณ์และเส้นทางการค้าที่สำคัญ ซึ่งเป็นรากฐานสำหรับความมั่งคั่งและอำนาจของตองอูในภายหลัง

พระเจ้าบุเรงนอง เป็นพระอนุชาเขยของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ และเป็นยอดนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พม่า ทรงสืบทอดอำนาจและสานต่อพระราชปณิธานในการขยายอาณาจักรอย่างกว้างขวาง จนได้รับการขนานนามว่าเป็น "ผู้สร้างจักรวรรดิ" (Empire Builder) แม้จะเป็นนักรบผู้พิชิต แต่พระเจ้าบุเรงนองก็ทรงเป็นพุทธมามกะที่เคร่งครัด ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนาและการสร้างบุญบารมี ทรงสร้างวัดวาอาราม เจดีย์ และวิหารจำนวนมากเพื่อแสดงถึงพระราชศรัทธาและบุญบารมี พระราชวังกัมโพชธานี แม้จะเป็นราชวัง แต่ก็มีการสร้างพุทธสถานและศาลต่าง ๆ ภายในบริเวณวัง ทรงพยายามส่งเสริมพระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ ปราบปรามความเชื่อและพิธีกรรมที่ผิดเพี้ยนไปจากพระพุทธศาสนาเถรวาท ชำระสังฆมณฑล เช่น การเลิกพิธีบูชายัญสัตว์ และการห้ามการดื่มสุราในหมู่สงฆ์[47] สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ากษัตริย์พม่าในยุคตองอูยังคงมีบทบาทสำคัญในการ พิทักษ์และชำระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นมรดกที่สืบทอดมาจากยุคพุกาม

พระเจ้าบุเรงนองทรงเป็นตัวอย่างของ ธรรมราชาหรือพระราชาผู้ทรงธรรมในแบบพม่า นั่นคือการใช้พระราชอำนาจทางการทหารเพื่อขยายขอบเขตของ "ธรรม" (พระพุทธศาสนาเถรวาท) ให้แผ่ไพศาลไปทั่วภูมิภาค การพิชิตอาณาจักรต่าง ๆ ไม่ได้เป็นเพียงการแสวงหาอำนาจ แต่ยังเป็นการนำพุทธศาสนาไปเผยแผ่ หรืออย่างน้อยก็เป็นการสร้างบุญบารมีผ่านชัยชนะ

การล่มสลายของจักรวรรดิตองอูครั้งที่ 1 (ปลายพุทธศตวรรษที่ 22) หลังการสวรรคตของพระเจ้าบุเรงนองในปี พ.ศ. 2124 (ค.ศ. 1581) จักรวรรดิอันกว้างใหญ่ของพระองค์ก็เริ่มสั่นคลอนและแตกสลายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการขยายอาณาเขตมากเกินไป การควบคุมอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาลนั้นเป็นเรื่องยากลำบาก และต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล การขาดดุลอำนาจ บรรดาเจ้าประเทศราชต่าง ๆ ที่ถูกพิชิตต่างพยายามกอบกู้อิสรภาพคืน การขึ้นครองราชย์ของพระเจ้านันทบุเรง พระโอรสของพระเจ้าบุเรงนองไม่มีพระปรีชาสามารถเทียบเท่าพระราชบิดา ทำให้ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้[48]

ราชวงศ์ตองอูยุคฟื้นฟู (สมัยญองย่าน) (พ.ศ. 2141–2295 / ค.ศ. 1599–1752) หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ ตองอูได้เข้าสู่ยุคของการฟื้นฟูภายใต้การนำของ พระเจ้าญองย่าน และ พระเจ้าอะเนาะเพะลูน กษัตริย์ทั้งสองพระองค์นี้ทรงมุ่งเน้นการรวบรวมดินแดนพม่าหลัก ๆ ที่แตกแยกกลับคืนมา โดยเฉพาะในแถบพม่าตอนบน และลดการขยายอาณาเขตที่มากเกินไป ช่วงเวลานี้ พุทธศาสนาเถรวาทได้รับการอุปถัมภ์อย่างต่อเนื่อง มีการสร้างวัดและเจดีย์ตามรูปแบบพุกามที่ฟื้นฟูขึ้นมา และยังคงมีการชำระสังฆมณฑล การศึกษาพระไตรปิฎกยังคงเป็นหัวใจสำคัญ[49] ราชวงศ์ตองอูที่ฟื้นฟูใหม่นี้เป็นอาณาจักรที่มั่นคงกว่า แต่ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าจักรวรรดิของพระเจ้าบุเรงนอง

ราชวงศ์ตองอูยุคฟื้นฟูใหม่นี้ดำรงอยู่ได้อีกประมาณ 150 ปี ก่อนจะอ่อนแอลงจากปัจจัยภายใน เช่น ปัญหาการสืบราชสมบัติ ความขัดแย้งภายในราชสำนัก และการแข็งข้อของชนกลุ่มน้อย ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 23 (กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18) เกิดการก่อกบฏครั้งใหญ่ของชาวมอญภายใต้การนำของ พญาทะละ ซึ่งเป็นชาวมอญ และทรงพิชิตอาณาจักรตองอูได้ในที่สุดในปี พ.ศ. 2295 (ค.ศ. 1752) ถือเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์ตองอู[50]

แม้จะผ่านความขัดแย้งและสงครามมากมาย แต่พุทธศาสนาเถรวาทกลับยังคงเป็น แกนกลางทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม ของชาวพม่าอย่างไม่เสื่อมคลาย กษัตริย์ทุกพระองค์ต่างแสดงความศรัทธาผ่านการสร้างบุญและอุปถัมภ์ศาสนา สะท้อนให้เห็นว่าพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกในสังคมพม่าอย่างแท้จริง

สมัยราชวงศ์โก้นบอง

[แก้]

หลังจากราชวงศ์ตองอูล่มสลายลงด้วยการปฏิวัติของมอญในปี พ.ศ. 2295 (ค.ศ. 1752) พม่าได้เข้าสู่ภาวะแตกแยกอีกครั้ง พระเจ้าอลองพญา ผู้สถาปนาราชวงศ์โก้นบองขึ้นในปีเดียวกัน สามารถรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง ราชวงศ์นี้จะดำรงอยู่ต่อไปอีก 133 ปี จนกระทั่งพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี พ.ศ. 2428 (ค.ศ. 1885)

พระเจ้าอลองพญา (พ.ศ. 2295–2303 / ค.ศ. 1752–1760) ทรงเป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์โก้นบอง พระองค์ทรงนำทัพชาวพม่าขับไล่กองทัพมอญที่เข้ามายึดอังวะ และสามารถพิชิตอาณาจักรมอญที่หงสาวดีได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2300 (ค.ศ. 1757) ซึ่งเป็นการรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง[51] พระเจ้าอลองพญามีพระราชประสงค์ที่จะฟื้นฟูจักรวรรดิพม่าให้ยิ่งใหญ่ดังในอดีต และทรงมุ่งขยายอิทธิพลไปยังดินแดนเพื่อนบ้าน ในปี พ.ศ. 2302 (ค.ศ. 1759) พระองค์ทรงยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยา นี่คือจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งสำคัญระหว่างพม่ากับสยามในยุคหลังการเสียกรุงครั้งที่ 1 แม้พระองค์จะประชวรสิ้นพระชนม์ระหว่างการเดินทัพ ทำให้การรบครั้งนั้นไม่สำเร็จ[52] แต่ก็เป็นการปูทางไปสู่การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในเวลาต่อมา แม้จะทรงเป็นนักรบ แต่ก็ทรงให้ความสำคัญกับการอุปถัมภ์พุทธศาสนาเถรวาท ทรงสร้างวัดและเจดีย์ต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางศาสนาหลังความวุ่นวาย

พระเจ้ามังระ (พ.ศ. 2306–2319 / ค.ศ. 1763–1776) พระโอรสของพระเจ้าอลองพญา ทรงเป็นกษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่เช่นกัน และเป็นผู้ที่สร้างผลกระทบต่อสยามอย่างใหญ่หลวงในศึกเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2310 / ค.ศ. 1767)[53] การเสียกรุงครั้งนี้เป็นจุดจบของอาณาจักรอยุธยา และเป็นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในภูมิภาคอย่างสิ้นเชิง ทำให้สยามต้องใช้เวลาฟื้นฟูและสร้างราชธานีใหม่ แทนราชธานีเดิมที่เสียหายอย่างหนัก ในขณะที่พม่ากำลังรบติดพันกับสยาม ก็ต้องเผชิญกับการรุกรานจากกองทัพจีนในสมัยราชวงศ์ชิงถึงสี่ครั้งใหญ่ (ค.ศ. 1765-1769) ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงกว่ามาก พระเจ้ามังระทรงต้องถอนทัพส่วนใหญ่จากสยามเพื่อรับมือกับการรุกรานของจีน และสามารถขับไล่กองทัพจีนออกไปได้สำเร็จ การถอนทัพของพม่าเป็นการเปิดโอกาสให้สยามสามารถกอบกู้เอกราชและสร้างราชอาณาจักรใหม่ขึ้นมาได้[54] แม้จะทรงทำสงครามอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ทรงให้ความสำคัญกับการบูรณะวัดวาอารามที่เสียหายจากการศึก และยังคงเป็นองค์อุปถัมภ์หลักของพระพุทธศาสนา

พระเจ้าปดุง (พ.ศ. 2325–2362 / ค.ศ. 1782–1819) ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดองค์หนึ่งของราชวงศ์โก้นบอง และทรงมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปศาสนาและขยายอาณาเขต เป็นผู้เคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างมาก ทรงพยายามชำระคณะสงฆ์ให้บริสุทธิ์ โดยการกวาดล้างพระภิกษุที่ไม่ปฏิบัติตามวินัยอย่างเคร่งครัด ทรงจัดตั้งคณะสงฆ์สายใหม่ที่เคร่งครัด (สุธรรมมา) และทรงประกาศให้พระภิกษุทุกคนต้องสวมจีวรให้ถูกต้องตามพระวินัยที่ระบุในพระไตรปิฎก[55] การปฏิรูปนี้แม้จะมีจุดประสงค์ที่ดี แต่ก็ทำให้เกิดความแตกแยกภายในคณะสงฆ์ และสร้างความตึงเครียดในสังคม เหตุการณ์ในครั้งนี้ คือ พระสงฆ์ในพม่าช่วงเวลานั้น มีการนุ่งห่มสองแบบ แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ คือห่มดองโดยมีแกนนำเริ่มต้นคือพระมอญบางกลุ่ม และห่มเฉียงกับห่มคลุม วันหนึ่งมีพระอตุโล ค้นพบเรื่องนี้ในหนังสือกล่าวถึงการห่มพาดสังฆาฏิ จึงนำไปร้องเรียนพระเจ้าปดุงให้ออกกฎหมายให้พระทั้งประเทศห่มดอง พระเจ้าปดุงเห็นดังนั้น ก่อนจะสั่งการลงไปจึงไปขอความเห็นจากพระมหาเถรจำนวนมากในสมัยนั้น ซึ่งพระมหาเถรหลายรูปมีความรู้จึงยกพระไตรปิฎกและเสขิยะวัตรมาเทียบเคียง จึงได้ข้อสรุปว่าการห่มดองผิดวินัยแน่นอน และหนังสือที่พระอตุโลนำมาอ้างอิงนั้นเป็นเพียงหนังสือจากครูอาจารย์บางท่านเขียนขึ้นมาเท่านั้น ใช้อ้างอิงไม่ได้ ดังนั้นพระเจ้าปดุงจึงใช้โอกาสนี้ออกกฎหมายให้พระสงฆ์ทั้งประเทศห่มเฉียงและห่มคลุม ทำให้ยุติความขัดแย้งและเป็นเอกภาพเรื่องการห่มผ้าของคณะสงฆ์พม่าตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

พระเจ้าปดุงทรงเป็นผู้ที่ศรัทธาในการสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราชและกษัตริย์พุกาม โดยเฉพาะ เจดีย์มี่นกู้น ที่มีพระราชประสงค์ให้เป็นเจดีย์อิฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่สร้างไม่แล้วเสร็จ[56] การสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่เหล่านี้ต้องใช้ทรัพยากรและแรงงานมหาศาล ซึ่งเป็นภาระทางเศรษฐกิจอย่างหนัก และทำให้ราชสำนักต้องสูญเสียรายได้จำนวนมาก (คล้ายกับสมัยพุกาม) ในปี พ.ศ. 2328 (ค.ศ. 1785) พระเจ้าปดุงทรงยกทัพเข้ายึดอาณาจักยะไข่ และทรงอัญเชิญพระมหามัยมุนีจากยะไข่ไปยังมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่สุดองค์หนึ่งของพม่าจนถึงทุกวันนี้[57] การขยายอาณาเขตของพม่าเข้าสู่รัฐมณีปุระและอัสสัม ทำให้พม่ามีพรมแดนติดกับบริติชอินเดีย นี่คือการเผชิญหน้าโดยตรงกับมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งจะนำไปสู่สงครามครั้งสำคัญในรัชสมัยถัดไป

พระเจ้าจักกายแมง (พ.ศ. 2362–2380 / ค.ศ. 1819–1837) ความขัดแย้งทางพรมแดนจากการขยายอำนาจของพม่าในอัสสัมและมณีปุระ รวมถึงความทะเยอทะยานทางจักรวรรดินิยมของอังกฤษ ทำให้เกิดสงครามอังกฤษ–พม่าครั้งที่หนึ่ง สงครามใหญ่ครั้งแรกระหว่างสองชาติ[58] ผลของสงครามพม่าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ต้องลงนามในสนธิสัญญารานตะโบ[59] เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์พม่า เป็นการเริ่มต้นของการสูญเสียอำนาจอธิปไตยให้กับอังกฤษอย่างต่อเนื่อง

พระเจ้ามินดง (พ.ศ. 2396–2421 / ค.ศ. 1853–1878) ทรงเป็นกษัตริย์ที่พยายามปฏิรูปประเทศเพื่อรักษาเอกราช ทรงย้ายเมืองหลวงมายังมัณฑะเลย์ และสร้างราชวังใหม่ สงครามอังกฤษ–พม่าครั้งที่สองในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าพุกามก่อนหน้า พม่าพ่ายแพ้และต้องเสียพม่าตอนล่างให้อังกฤษ ทำให้พม่าเหลือดินแดนเพียงตอนบนเท่านั้น[60] พระเจ้ามินดงทรงตระหนักถึงภัยคุกคามจากอังกฤษ และทรงพยายามปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยในหลายด้าน เช่น การปฏิรูประบบภาษี การศึกษา การส่งทูตไปเรียนรู้เทคโนโลยีตะวันตก และการพยายามสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศอื่น ๆ เพื่อถ่วงดุลอำนาจอังกฤษ[61] ทรงเป็นผู้ริเริ่มให้มีการ สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 5 ที่เมืองมัณฑะเลย์ โดยมีการจารึกพระไตรปิฎกภาษาบาลีลงบนแผ่นหินอ่อน 729 แผ่น และประดิษฐานไว้รอบเจดีย์กุโตดอที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น นี่คือเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์และมั่นคง ท่ามกลางภัยคุกคามจากภายนอก[62]

พระเจ้าสีป่อ (พ.ศ. 2421–2428 / ค.ศ. 1878–1885) ทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โก้นบองและของพม่า หลังสงครามอังกฤษ–พม่าครั้งที่สาม อังกฤษก็ยกทัพเข้ายึดมัณฑะเลย์ได้อย่างง่ายดาย และประกาศผนวกพม่าทั้งหมดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบริติชอินเดีย[63] พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาหล่า พระมเหสี ถูกอังกฤษจับกุมและเนรเทศไปยังอินเดีย เป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์พม่า และการปกครองของกษัตริย์พม่าที่ดำเนินมานับพันปี

กษัตริย์ทรงพยายามอุปถัมภ์และชำระศาสนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งการสิ้นสุดของราชสำนักซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์หลัก แม้ว่าอำนาจทางการเมืองจะเสื่อมลง แต่พุทธศาสนาเถรวาทยังคงเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมของชาวพม่า

สมัยใหม่

[แก้]

ยุคอาณานิคม

[แก้]

ยุคอาณานิคมอังกฤษ (พ.ศ. 2428–2491 / ค.ศ. 1885–1948) หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์โก้นบองในปี พ.ศ. 2428 (ค.ศ. 1885) พม่าก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษอย่างสมบูรณ์ ถือเป็นจุดสิ้นสุดของการปกครองโดยกษัตริย์ในพม่าที่สืบทอดกันมานับพันปี และเข้าสู่ยุคอาณานิคมเต็มตัว ซึ่งกินเวลากว่าหกสิบปี (พ.ศ. 2428–2491 / ค.ศ. 1885–1948) ยุคนี้ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และแม้กระทั่งบทบาทของพระพุทธศาสนาในพม่าอย่างรุนแรง

อังกฤษเปลี่ยนพม่าให้เป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพื่อป้อนตลาดโลก มีการส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวอย่างกว้างขวางในพม่าตอนล่าง[64] แม้จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งในภาพรวม แต่เกษตรกรพม่ากลับต้องเผชิญกับการ เป็นหนี้เป็นสิน จากนายทุนชาวอินเดียที่เข้ามาปล่อยกู้ เกิดการสูญเสียที่ดินทำกิน และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่รุนแรง อังกฤษส่งเสริมให้ ชาวอินเดียและชาวจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาในพม่า เพื่อเป็นแรงงาน พ่อค้า และเจ้าของกิจการ สิ่งนี้นำไปสู่ความตึงเครียดทางเชื้อชาติและสังคม เนื่องจากชาวพม่ารู้สึกว่าถูกแย่งงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ[65] อังกฤษยกเลิกระบบการปกครองแบบเดิมของพม่า และใช้ระบบแบบที่อังกฤษบริหารอินเดียในฐานะเจ้าอาณานิคมแทน ซึ่งทำให้โครงสร้างทางสังคมแบบดั้งเดิมถูกทำลายลง ส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์

กษัตริย์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์หลักของคณะสงฆ์มาโดยตลอด การสิ้นสุดของราชวงศ์ทำให้พระสงฆ์ขาดผู้สนับสนุนหลัก และสูญเสียสถานะทางสังคมและอำนาจทางการเมืองไปอย่างมาก[66] และต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ ทั้งจากอำนาจตะวันตกและความขัดแย้งภายในที่ยังคงดำเนินอยู่

อังกฤษมีนโยบาย ไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการศาสนา (Non-Interference) ซึ่งหมายถึงการไม่ให้การสนับสนุนแก่คณะสงฆ์ ไม่เหมือนกับที่กษัตริย์เคยทำ นโยบายนี้ทำให้คณะสงฆ์เกิดความระส่ำระสายและขาดการจัดการที่เป็นระบบ ไม่มีกลไกในการควบคุมวินัยและคุณธรรมของสงฆ์ ทำให้พระภิกษุบางรูปละทิ้งพระวินัย และภาพลักษณ์ของสงฆ์เสื่อมถอยลงในสายตาประชาชน[67] นโยบายไม่แทรกแซงของอังกฤษ แม้จะอ้างว่าเพื่อความเป็นกลาง แต่ในบริบทของสังคมพุทธเถรวาทที่รัฐและศาสนามีความผูกพันกันอย่างแนบแน่นมาหลายศตวรรษ การถอนการสนับสนุนนี้จึงเป็นการทำลายรากฐานสำคัญของสถาบันสงฆ์ และทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาและการบริหารจัดการภายใน

การฟื้นฟูโดยฆราวาสและพุทธชาตินิยม ในการตอบสนองต่อการเสื่อมถอยของศาสนาและการเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตก ขบวนการฟื้นฟูพุทธศาสนาโดยฆราวาสได้เกิดขึ้นอย่างแข็งขัน องค์กรต่าง ๆ เช่น Young Men's Buddhist Association (YMBA) ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาพุทธศาสนา การรักษาวัฒนธรรมพม่า และกลายเป็นแกนนำของขบวนการชาตินิยมพม่าในเวลาต่อมา[68] พุทธศาสนาไม่ได้ถูกทำลาย แต่กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการปกครองของอังกฤษ และเป็นเครื่องมือในการหลอมรวมอัตลักษณ์ของชนชาติพม่า ให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้ร่มเงาของพุทธธรรม การที่พุทธศาสนาอยู่รอดและแข็งแกร่งในยุคนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังศรัทธาของประชาชน ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงการอุปถัมภ์จากรัฐเพียงอย่างเดียว

ในช่วงแรกของการปกครอง ชาวพม่าจำนวนมากได้ทำการต่อต้านติดอาวุธ (เรียกว่า "ดากอยต์" หรือโจรป่าโดยอังกฤษ) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระสงฆ์และอดีตทหารที่ไม่ยอมรับอำนาจของอังกฤษ[69]

กบฏซะยาซาน ในปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930–1932) เป็นพระภิกษุและผู้นำของกบฏซะยาซาน เป็นการลุกฮือของชาวนาครั้งใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของอังกฤษ ซึ่งสะท้อนความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการปกครองของอังกฤษ[70]

ชนชั้นนำพม่าที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตกเริ่มก่อตั้งองค์กรทางการเมือง เช่น พรรคโดยาบมา อะซีอายโยน (Dobama Asiayone) หรือ สมาคมเราชาวพม่า (Thakin Movement) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องเอกราช ผู้นำสำคัญในยุคนี้คือ อองซาน (Aung San) ซึ่งต่อมากลายเป็นบิดาแห่งเอกราชของพม่า[71]

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองพม่า และให้เอกราชแก่พม่าภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่น แม้จะเป็นเพียงการปกครองหุ่นเชิด แต่ก็ทำให้ชาวพม่าได้สัมผัสกับการปกครองตนเองและเร่งเร้าความปรารถนาในเอกราชที่แท้จริง อองซานและกองทัพเอกราชพม่า (Burma Independence Army - BIA) ซึ่งได้รับการฝึกจากญี่ปุ่น ได้เปลี่ยนข้างมาต่อต้านญี่ปุ่นและร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรในนามของ สันนิบาตเสรีชนต่อต้านฟาสซิสต์และองค์การประชาชน (Anti-Fascist People's Freedom League - AFPFL) ซึ่งเป็นขบวนการชาตินิยมที่ทรงอำนาจและนำพม่าไปสู่เอกราช[72]

อังกฤษให้สิทธิพิเศษและอำนาจแก่ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม เช่น ชาวกะเหรี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ผ่านมิชชันนารีตะวันตก [23, น. 230-235][73] มิชชันนารีได้เข้ามาเผยแผ่ศาสนาอย่างแข็งขัน โดยให้การศึกษาและสวัสดิการที่ดีกว่าแก่ผู้ที่เข้ารีต ทำให้เกิดการแบ่งแยกทางศาสนา (กะเหรี่ยงพุทธและกะเหรี่ยงคริสต์) และความไม่ไว้วางใจระหว่างชนชาติพม่ากับชนกลุ่มน้อย ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน [24, น. 100-105][74]

กลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมในรัฐยะไข่ (อาระกัน) เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาของความซับซ้อนภายใต้นโยบายอาณานิคม ต้นกำเนิดของชาวโรฮิงญานั้นเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงทางประวัติศาสตร์อย่างมาก ในมุมมองพม่า รัฐบาลพม่าและชาวพม่าส่วนใหญ่ถือว่าโรฮิงญาเป็นผู้ย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมายมาจากบังกลาเทศ ไม่ใช่ชนพื้นเมืองของพม่า [25, น. 15-20][75] ส่วนมุมมองจากนักประวัติศาสตร์บางส่วน มีนักประวัติศาสตร์และผู้สังเกตการณ์บางส่วนโต้แย้งว่ามีชาวมุสลิมบางส่วนอาศัยอยู่ในยะไข่มาตั้งแต่ก่อนยุคอาณานิคม แต่ยอมรับว่าประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงอาณานิคมจากการเคลื่อนย้ายแรงงานโดยอังกฤษ [26, น. 120-125][76]

ข้อกล่าวหาเรื่องการสร้างความแตกแยกโดยอังกฤษ มีการกล่าวอ้างว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองพม่าและชาวพม่าส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนญี่ปุ่น อังกฤษได้จัดตั้งหน่วยงานลับในยะไข่ และมีการมอบอาวุธและอำนาจให้แก่ชาวมุสลิมบางกลุ่ม (ซึ่งต่อมาคือโรฮิงญา) เพื่อต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นและชนชาติพม่าที่ให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่น [27, น. 180-185][77] การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยกทางชาติพันธุ์และศาสนา ที่อังกฤษทิ้งไว้ให้พม่าหลังได้รับเอกราชโดยที่ไม่ได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

นโยบายแบ่งแยกแล้วปกครอง เป็นบทเรียนอันขมขื่นว่าการใช้ความแตกต่างทางชาติพันธุ์และศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง สามารถสร้างรอยร้าวในสังคมและนำไปสู่ความขัดแย้งที่แก้ไขได้ยาก เหตุการณ์เหล่านี้ยังเป็นเครื่องย้ำเตือนใจถึงความสำคัญของการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจในความหลากหลายของชาติพันธุ์ โดยไม่ปล่อยให้กลไกภายนอกเข้ามาบ่อนทำลายความสามัคคี

เมื่อพุทธศาสนาขาดการอุปถัมภ์จากรัฐอย่างเป็นทางการ พุทธศาสนาและพระสงฆ์กลับมีบทบาทสำคัญในการปลุกระดมจิตสำนึกชาตินิยมและต่อต้านอังกฤษ ซึ่งพุทธศาสนากลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเอกราช

สมาคมยุวพุทธมามกะ (YMBA) ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมพุทธศาสนา ภาษาพม่า และวัฒนธรรม เป็นแรงสำคัญในการต้านทานอิทธิพลตะวันตก [28, น. 40-45][78]

พระภิกษุอู อุตตะมะ (U Ottama) เป็นพระภิกษุรูปสำคัญที่นำการต่อสู้เพื่อเอกราชและเป็นสัญลักษณ์ของการเมืองสงฆ์ที่พุทธศาสนาเข้าไปมีบทบาทในการปลุกระดมทางการเมือง [29, น. 60-65][79]

ยุคหลังได้รับเอกราช

[แก้]

สนธิสัญญาปางโหลงลงนามในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) ระหว่าง นายพลอองซาน (ผู้นำชาวพม่า) กับตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญบางกลุ่ม ได้แก่ ไทใหญ่, กะชีน, และชีน [34, น. 200-205][80] สนธิสัญญานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความไว้วางใจและจัดตั้ง สหพันธรัฐ ที่กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ จะมีสิทธิในการปกครองตนเองในระดับหนึ่ง และมีสิทธิ์ที่จะแยกตัวออกจากสหภาพพม่าหลัง 10 ปี หากไม่พอใจ [35, บทที่ 3][81] พลเอกอองซาน บิดาแห่งเอกราช และผู้นำคนสำคัญของประเทศ ถูกลอบสังหารพร้อมกับคณะรัฐมนตรีหลายท่านก่อนการได้รับเอกราชเพียงไม่นาน ซึ่งเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของพม่าอย่างร้ายแรง[82]

พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) ซึ่งเป็นการสิ้นสุดยุคอาณานิคมที่ยาวนานกว่า 60 ปี อย่างไรก็ตาม การได้รับเอกราชไม่ได้นำมาซึ่งสันติสุข แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งภายในประเทศที่ซับซ้อนและยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

นายกรัฐมนตรีอู้นุ (พ.ศ. 2491–2505 / ค.ศ. 1948–1962) อู้นุเป็นผู้นำพลเรือนคนแรกของพม่าและเป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัดอย่างยิ่ง มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและส่งเสริมพุทธศาสนา เป็นผู้อุปถัมภ์หลักการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 6 ณ ถ้ำมหาปาสาณะ ในย่างกุ้ง (พ.ศ. 2497–2499 / ค.ศ. 1954–1956) ซึ่งเป็นการรวบรวมพระไตรปิฎกและอรรถกถาจากทั่วโลกโดยเฉพาะจากพม่า ศรีลังกา อินเดีย และไทย และมีการบันทึกเสียงพระสงฆ์สวดเป็นครั้งแรก นับเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการรักษาความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย [30, น. 150-155][83][84] การประกาศให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ (พ.ศ. 2504 / ค.ศ. 1961) สะท้อนความพยายามในการเชื่อมโยงรัฐกับศาสนาอย่างเป็นทางการ แม้จะถูกยกเลิกไปภายหลัง [31, น. 90-95][85] ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากในหมู่ชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอื่น เช่น คริสต์และอิสลาม บทวิเคราะห์: ความพยายามนี้ แม้มีเจตนาดีในการสร้างเอกภาพ แต่กลับ ทำให้ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์รุนแรงขึ้น และเป็นชนวนให้กองทัพเข้าแทรกแซงการเมือง[86] ยุคนี้เต็มไปด้วยความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและ สงครามกลางเมือง ที่ปะทุขึ้นพร้อมกันหลายแนวรบ

พรรคคอมมิวนิสต์พม่าได้ก่อกบฏติดอาวุธ กลุ่มชาติพันธุ์หลักหลายกลุ่ม เช่น กะเหรี่ยง มอญ ฉาน และกะชีน ซึ่งรู้สึกว่าถูกจำกัดสิทธิและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลกลางที่นำโดยชาวพม่า ก็ได้จับอาวุธต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชหรือการปกครองตนเอง ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองที่ยาวนานที่สุดในโลก[87]

พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) พลเอกเนวี่น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของอู้นุ และปกครองพม่าด้วยระบอบเผด็จการทหารภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า "เส้นทางสู่สังคมนิยมแบบพม่า" (The Burmese Way to Socialism)[88] ระบอบเนวี่น ดำเนินนโยบาย โดดเดี่ยวตนเองจากโลกภายนอก ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ มีการโอนกิจการทั้งหมดเป็นของรัฐ (Nationalization) และจำกัดการค้าเสรีอย่างรุนแรง สิ่งนี้ทำให้ เศรษฐกิจพม่าถดถอยอย่างรุนแรง กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก แม้จะอุดมไปด้วยทรัพยากรก็ตาม[89]

รัฐบาลทหารพยายาม ควบคุมคณะสงฆ์ โดยจัดตั้งองค์กรกลางคือ คณะกรรมการมหาเถระสังฆนายกแห่งรัฐ (มาฮานา - MaHana) เพื่อจัดการกิจการสงฆ์ และปราบปรามพระภิกษุที่ต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนายังคงเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ชาวพม่า และเป็นแหล่งรวมศรัทธาของประชาชน

ในปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) เกิดการประท้วง8888 ครั้งใหญ่ทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย (เริ่มขึ้นในวันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988) ซึ่งนำโดยนักศึกษา พระสงฆ์ และประชาชน อย่างไรก็ตาม การประท้วงถูกปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมโดยกองทัพ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก[90] หลังการปราบปราม กองทัพได้จัดตั้ง สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ (SLORC) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็น สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (SPDC) เพื่อปกครองประเทศโดยตรง และประกาศจัดการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) สันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) นำโดย อองซานซูจี บุตรสาวของพลเอกอองซาน ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้ง แต่กองทัพปฏิเสธที่จะถ่ายโอนอำนาจ และยังคงกักบริเวณอองซานซูจี ไว้ในบ้านพักเป็นส่วนใหญ่[91] พม่าถูกนานาชาติคว่ำบาตรอย่างรุนแรงจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ทำให้เศรษฐกิจยังคงซบเซาและสังคมถูกปิดกั้น

ในปี พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) เกิดการประท้วงครั้งใหญ่อีกครั้งที่เรียกว่า การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์ ซึ่งนำโดยพระสงฆ์หลายพันรูปที่ออกมาเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลทหาร ซึ่งถูกปราบปรามอย่างรุนแรงอีกครั้ง[92]

ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ

[แก้]

พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) กองทัพได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งให้สิทธิกองทัพในการกำหนดโควตาที่นั่งในรัฐสภาและตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล หลังจากปกครองประเทศภายใต้ระบอบเผด็จการทหารมานานเกือบ 50 ปี ในช่วงปลายทศวรรษ 2540 และต้นทศวรรษ 2550 กองทัพพม่าได้เริ่มส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งนำไปสู่ยุคที่เรียกว่า "ประชาธิปไตยครึ่งใบ" อันเป็นช่วงเวลาที่พม่าพยายามถอยห่างจากระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในเวทีโลก และหวังจะยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ

ปัญหาความขัดแย้งในรัฐยะไข่และวิกฤตการอพยพของชาวโรฮิงญา ทำให้รัฐบาลพลเรือนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาคมโลก และยังตอกย้ำถึงปัญหาชนชาติในพม่า[93] เหตุการณ์รุนแรงในรัฐยะไข่ ที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อชาวมุสลิมโรฮิงญา และการอพยพครั้งใหญ่ของชาวโรฮิงญาจำนวนกว่า 700,000 คน ไปยังบังกลาเทศ[94]

บทบาทของกลุ่มชาตินิยมพุทธ กลุ่มชาตินิยมพุทธหัวรุนแรง เช่น มะบะธะ (Ma Ba Tha) มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความเกลียดชังต่อชาวมุสลิม และได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและผู้มีอำนาจบางส่วน วิกฤตนี้ทำลายภาพลักษณ์ของอองซาน ซูจี และรัฐบาลพลเรือนในสายตาประชาคมโลกอย่างรุนแรง และแสดงให้เห็นถึง ความเปราะบางของประชาธิปไตย เมื่อต้องเผชิญกับปัญหากลุ่มชาติพันธุ์และความเกลียดชังทางศาสนา[95][96]

พรรค NLD ของอองซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2558 อย่างขาดลอย ซึ่งสร้างความหวังครั้งใหญ่ให้กับประชาชนพม่าและประชาคมโลก อองซาน ซูจี ได้รับตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษาแห่งรัฐ เนื่องจากรัฐธรรมนูญห้ามผู้ที่มีคู่สมรสหรือบุตรเป็นชาวต่างชาติเป็นประธานาธิบดี[97] ความพยายามในการบริหารประเทศ รัฐบาล NLD พยายามดำเนินการปฏิรูปในหลายด้าน แต่ก็เผชิญกับข้อจำกัดด้านอำนาจที่กองทัพยังคงถือครอง และความท้าทายจากวิกฤตการณ์โรฮิงญา

ยุคสงครามกลางเมือง

[แก้]

ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2563 NLD ได้รับชัยชนะอีกครั้งด้วยคะแนนเสียงที่มากยิ่งขึ้น กองทัพพม่าได้กล่าวหาว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง (แม้จะไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือ) และนำไปสู่การรัฐประหารยึดอำนาจในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 โดยจับกุมอองซานซูจี และผู้นำพลเรือนจำนวนมาก การรัฐประหารครั้งนี้ เป็นการสิ้นสุดของยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ และทำให้พม่าหวนคืนสู่การปกครองโดยตรงของกองทัพอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนำไปสู่วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พม่าหลังได้รับเอกราช[98][99]

ประชาชนพม่าจำนวนมากได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านการรัฐประหารอย่างสันติผ่าน ขบวนการอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement - CDM) ซึ่งมีการนัดหยุดงานและชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง กองทัพได้ปราบปรามอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและถูกจับกุมจำนวนมาก

การปราบปรามที่รุนแรงทำให้เกิดการจัดตั้ง กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People's Defense Forces - PDFs) ขึ้นมาต่อสู้กับกองทัพพม่า ทำให้สงครามกลางเมืองขยายวงกว้างและทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ มีการประสานงานกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธบางกลุ่ม[100] สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึง ความไม่สามารถหาทางออกทางการเมืองได้ด้วยสันติ และ ความแตกแยกที่ลึกซึ้ง ระหว่างกองทัพกับประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์

บทบาทของพระพุทธศาสนา พุทธศาสนายังคงเป็นแกนกลางของอัตลักษณ์พม่า แต่ในยุคหลังเอกราช บทบาทของศาสนาเริ่มซับซ้อนยิ่งขึ้น บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการรวมชาติ หรือแม้แต่ในการสร้างความชอบธรรมให้แก่การเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย (เช่น ชาวโรฮิงญา) แต่ในขณะเดียวกัน พระสงฆ์หลายรูปก็เป็นกำลังสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูป

การปฏิบัติทางศาสนา

[แก้]

การศึกษาพระปริยัติธรรมในพม่า

[แก้]
การสอบของพระภิกษุในเมืองพะโค

การศึกษาพระปริยัติธรรมในพม่าสมัยพระเจ้ามินดงนั้นมีการสอบโดยแบ่งเป็นสี่ชั้นคือ

  • ชั้นต้น ต้องสอบท่องคัมภีร์กัจจายนไวยากรณ์ ข กัณฑ์ ด้วยปากเปล่า อภิธานนัปปทีปิกา 1203 คาถา วุตโตทัยฉันโทปกรณ์ สุโพธาลังการอภิธรรมมัตถสังคหะ 9 ปริจเฉท มาติกา ธาตุกถา 14 นัย ยมก 5
  • ชั้นกลาง สอบท่องปากเปล่าคัมภีร์ในชั้นต้นทั้งหมดโดยเพิ่มยมกเป็น 10 ยมก
  • ชั้นสูง สอบแบบชั้นกลางแต่เพิ่มคัมภีร์ปัฏฐานแต่ต้นจนจบกุสลติกะ
  • ชั้นสูงสุด จะต้องสอบแข่งขันกันทั้งหมดเพื่อให้ได้ที่หนึ่งเพียงรูปเดียว จากนั้นพระเจ้ามินดงจะทรงอุปถัมภ์เป็นพระราชบุตร บิดามารดาพร้อมทั้งญาติถึง 15 ชั้น ได้รับการงดเว้นภาษีทุกด้าน[101]

ในงานวิจัยของโรเบิร์ต เอช เทย์เลอร์ อ้างว่า “ราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทรงใช้วิธีการสอนแบบสงฆ์ที่เรียกว่า “พระธรรมพยาน” ซึ่งมีวัตถุประสงฆ์เพื่อทดสอบความสามารถของพระสงฆ์ มาทดสอบความเหมาะสมในการเข้าดำรงตำแหน่งราชการ[102] การสอบของพระสงฆ์จึงเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือจนพระมหากษัตริย์ต้องเอาวิธีการสอบไปใช้

การสังคายนาพระไตรปิฎกในพม่า

[แก้]
มหาวิทยาลัยปริยัติศาสนา ในมัณฑะเลย์ ดำเนินการโดยกระทรวงการศาสนาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

ประเทศพม่ามีการทำสังคายนาพระไตรปิฎกสิบครั้ง ซึ่งเป็นการกระทำร่วมกันของประเทศที่นับถือศาสนาพุทธเถรวาท ดังหลักฐานบันทึกไว้ว่า “ประเทศที่นับถือศาสนาพุทธฝ่ายเถรวาทได้มีเหตุการณ์สำคัญทางศาสนาพุทธที่เกิดขึ้นในพม่าร่วมกัน คือการสังคายนาพระไตรปิฎก ณ เมืองมัณฑะเลย์ เมื่อ พ.ศ. 2414 เป็นการสังคายนาครั้งแรกในพม่า แต่พม่านับว่าเป็นครั้งที่ 5 ต่อจากจารึกลงในใบลานของลังกา สังคายนาครั้งนี้มีการจารึกพระไตรปิฎกลงในแผ่นหินอ่อน 429 แผ่น ณ เมืองมัณฑะเลย์ ด้วยการอุปถัมภ์ของพระเจ้ามินดง มีพระมหาเถระ 3 รูป คือพระชาคราภิวังสะ พระนรินทาภิธชะ และพระสุมังคลสามี ได้พลัดเปลี่ยนกันเป็นประธานโดยลำดับ มีพระสงฆ์และพระอาจารย์ผู้แตกฉานในพระปริยัติธรรมร่วมประชุม 2,400 ท่าน กระทำอยู่ 5 เดือน จึงสำเร็จ[103]

ส่วนการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ในพม่าหรือที่พม่านับว่าเป็นครั้งที่ 6 ที่เรียกว่าฉัฎฐสังคายนา เริ่มกระทำเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 จนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2499 เป็นอันปิดงาน ในการปิดงานได้กระทำร่วมกับการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ (การนับปีเร็วกว่าไทย 1 ปี จึงเริ่มเท่ากับ พ.ศ. 2498 ปิด พ.ศ. 2500 ตามที่พม่านับ) การทำสังคายนาครั้งนี้มุ่งพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นข้อแรกแล้วจะจัดพิมพ์อรรถกถา (คำอธิบายพระไตรปิฎก) และคำแปลเป็นภาษาพม่าโดยลำดับ มีการโฆษณาเชิญชวนพุทธศาสนิกชนหลายประเทศไปร่วมพิธีด้วย โดยเฉพาะประเทศเถรวาท คือ พม่า ลังกา ไทย ลาว เขมร ทั้งห้าประเทศนี้สำคัญสำหรับการทำสังคายนาครั้งนี้มาก เพราะใช้พระไตรปิฎกภาษาบาลีอย่างเดียวกัน จึงได้มีสมัยการประชุมซึ่งประมุขหรือผู้แทนของประเทศเหล่านี้เป็นหัวหน้า เช่นเป็นสมัยของไทย สมัยของลังกา เป็นต้น ได้มีการก่อสร้างคูหาจำลองทำด้วยคอนกรีต จุคนได้หลายพันคน มีที่นั่งสำหรับพระสงฆ์ไม่น้อยกว่า 2,500 ที่ บริเวณที่ก่อสร้างประมาณ 200 ไร่เศษ เมื่อเสร็จแล้วได้แจกจ่ายพระไตรปิฎกฉบับอักษรพม่าไปให้ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย[104]

ศาสนาพุทธในพม่ามีความเกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การเจริญหรือเสื่อมของคณะสงฆ์ก็ย่อมมีส่วนกับสถาบันกษัตริย์ด้วย ดังนั้นกษัตริย์จึงมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือการปฏิรูปสถาบันสงฆ์ ดังที่มีการบรรยายถึงการปฏิรูปสถาบันสงฆ์ไว้ว่า “กษัตริย์พม่าได้ทรงริเริ่มการปฏิรูปศาสนา หรือการชำระสถาบันสงฆ์ให้บริสุทธิ์ เพื่อจะได้ยึดทรัพย์สมบัติของทางสงฆ์มาให้เป็นที่ยอมรับทั้งทางกฎหมายและสังคม คณะสงฆ์ที่ร่ำรวยย่อมหมายถึงว่าพระภิกษุไม่ได้ดำเนินชีวิตตามกฎของพระวินัย ดังนั้นการปฏิรูปจึงนับว่าถูกต้องชอบธรรมตามอุดมการณ์ เมื่อคณะสงฆ์บริสุทธิ์ขึ้นประชาชนก็จะมาทำบุญเพิ่มขึ้น เพราะบุญที่บุคคลจะได้ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของพระภิกษุที่บุคคลนั้นนับถือ คณะสงฆ์เองก็จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณเพิ่มขึ้น เพราะโดยหลักการถือว่ากษัตริย์ต้องเป็นผู้ทรงปกป้องและอุปถัมภ์ค้ำจุนศาสนา ถ้าประชาชนและกษัตริย์ไม่ได้หันมาอุปถัมภ์ศาสนาพุทธ สุดท้ายจะนำกลับไปสู่ลัทธิการเป็นเจ้าของที่ดินของวัดและรัฐก็ต้องเข้ามาจัดการปฏิรูปคณะสงฆ์ใหม่หมุนเวียนไปไม่รู้จบ[105]

ศาสนาพุทธเถรวาทกับประเทศพม่ามีความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน ต้องพานพบกับความเสื่อมและความเจริญ แต่ก็สามารถอยู่ในสังคมและวัฒนธรรมพม่าเรื่อยมา มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ตลอดจนมีการศึกษาศาสนาพุทธมาโดยตลอด แม้ว่าในปัจจุบันพม่าจะไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเหมือนในอดีต คณะสงฆ์พม่าก็ยังมีอิทธิพลสำหรับประชาชน ดังจะเห็นได้จากการเป็นผู้นำในการเดินขบวนเรียกร้องความเป็นธรรมจากอำนาจรัฐ คณะสงฆ์พม่ายังได้สร้างความสัมพันธ์กับประเทศที่นับถือศาสนาพุทธเถรวาทจากทั่วโลก ดังเช่นใน พ.ศ. 2500 ได้มีการก่อตั้งสมาคมศาสนาพุทธเถรวาทนานาชาติขึ้น และได้ประชุมครั้งแรกระหว่างช่วงวันที่ 9–11 มีนาคม พ.ศ. 2550 ที่เมืองย่างกุ้ง และประชุมที่เมืองสะกายเป็นครั้งที่สอง

อ้างอิง

[แก้]
  1. Department of Population Ministry of Labour, Immigration and Population MYANMAR (July 2016). The 2014 Myanmar Population and Housing Census Census Report Volume 2-C. Department of Population Ministry of Labour, Immigration and Population MYANMAR. pp. 12–15.
  2. "၁၉၆၁ ခုနှစ်၊ နိုင်ငံတော်ဘာသာသာသနာချီးမြှောက်ထောက်ပံ့ရေးအက်ဥပဒေ" [1961 year, State Religion Promotion Act]. Constitutional Tribunal of the Union, Law Library. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-10-25. สืบค้นเมื่อ 2022-09-02. တည်ဆဲဥပဒေဖြစ်ပါသည် [It is an existing law]
  3. "The World Factbook".
  4. "Burma—International Religious Freedom Report 2009". U.S. Department of State. 26 October 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 November 2009. สืบค้นเมื่อ 11 November 2009.
  5. Cone & Gombrich, Perfect Generosity of Prince Vessantara, Oxford University Press, 1977, page xxii
  6. (หม่องทินอ่อง,ประวัติศาสตร์พม่า,หน้า 6)
  7. (หม่องทินอ่อง,ประวัติศาสตร์พม่า, หน้า 32)
  8. (วิรัช นิยมธรรม,ประวัติศาสตร์พม่า)
  9. (หม่องทินอ่อน,ประวัติศาสตร์พม่า,หน้า 37)
  10. (หม่องทินอ่อน,ประวัติศาสตร์พม่า,หน้า 57)
  11. (หม่องทินอ่อน,ประวัติศาสตร์พม่า,หน้า 244)
  12. (หม่องทินอ่อง,หน้า 100)
  13. พระปลัดระพิน พุทธิสาโร (เขียนร่วม). พระพุทธศาสนาในประเทศพม่า : นิกาย การปกครอง และสมณศักดิ์-Buddhism in Myanmar : Sect, Controlling, and Priest’s Ranks. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ . ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (ฉบับพิเศษ) เมษายน – มิถุนายน 2561 Vol.7 No.2 (Special Issue) April- June 2017
  14. (สุชาติ หงษา ดร.,ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา,กรุงเทพ: ธรรมสภา,2549,หน้า 74)
  15. (อาทร จันทวิมล ดร., ประวัติของแผ่นดิน,กรุงเทพ : โรงพิมพ์อักษรไทย,2548,หน้า 55)
  16. (วิรัช นิยมธรรม,ประวัติพระพุทธศาสนาในพม่า )
  17. ทวารวดี : เส้นทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสังคมไทย
  18. Htin Aung, Maung. A History of Burma. Columbia University Press, 1967, น. 23-28.
  19. Htin Aung, Maung. A History of Burma. Columbia University Press, 1967, น. 23-28.
  20. Luce, G.H. Old Burma—Early Pagan. J.J. Augustin, 1969, น. 33-35.
  21. Luce, G.H. Old Burma—Early Pagan. J.J. Augustin, 1969, น. 40-42.
  22. Luce, G.H. Old Burma—Early Pagan. J.J. Augustin, 1969, น. 45.
  23. Wang Gungwu. The Nanhai Trade: A Study of the Early Chinese Trade with the South China Sea. Federal Publications, 1998, น. 40-42.
  24. Harvey, G.E. History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. Frank Cass & Co. Ltd., 1967, น. 27-30.
  25. Phayre, Lt. Gen. Sir Arthur P. History of Burma. Trübner & Co., 1883, pp. 18-20.
  26. Phayre, Lt. Gen. Sir Arthur P. History of Burma. Trübner & Co., 1883, น. 18-20.
  27. Than Tun. "The Story of Myanmar Told by Myanmar History." Journal of Burma Studies, 2004, น. 120-125.
  28. Lieberman, Victor B. Strange Parallels: Southeast Asia in Global Context, c. 800–1830. Cambridge University Press, 2003, น. 95-98.
  29. Guillon, Emmanuel. The Mon Inscriptions of Burma. EFEO, 1999, น. 50-55.
  30. Strachan, Paul. Pagan: Art & Architecture of Old Burma. Kiscadale Publications, 1989, น. 60-65.
  31. Aung-Thwin, Michael A. Myth and History in the Historiography of Burma. Ohio University Press, 1998, บทที่ 4.
  32. Harvey, G.E. History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. Frank Cass & Co. Ltd., 1967, น. 27-30.
  33. Harvey, G.E. History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. Frank Cass & Co. Ltd., 1967, น. 27-30.
  34. Ray, Nihar-Ranjan. An Introduction to the Study of Theravada Buddhism in Burma. Calcutta University, 1946, น. 45-48.
  35. Harvey, G.E. History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. Frank Cass & Co. Ltd., 1967, น. 30-33.
  36. Aung-Thwin, Michael A. Myth and History in the Historiography of Burma. Ohio University Press, 1998, บทที่ 4.
  37. Aung-Thwin, Michael A. Burma before Pagan: The First Millennium A.D. University of Hawai'i Press, 2005, น. 130-135.
  38. Guillon, Emmanuel. The Mon Inscriptions of Burma. EFEO, 1999, น. 50-55.
  39. Strachan, Paul. Pagan: Art & Architecture of Old Burma. Kiscadale Publications, 1989, น. 105-110.
  40. Pichard, Pierre. The Buddhist Architecture of Pagan. EFEO, 1994, น. 20-25.
  41. Pichard, Pierre. The Buddhist Architecture of Pagan. EFEO, 1994, น. 120-125.
  42. Aung-Thwin, Michael A. The Kingdom of Pagan. University of Hawai'i Press, 2017, น. 200-210.
  43. Aung-Thwin, Michael A. The Kingdom of Pagan. University of Hawai'i Press, 2017, น. 200-210.
  44. Coedès, George. The Indianized States of Southeast Asia. University of Hawaii Press, 1968, น. 195-197.
  45. Harvey, G.E. History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. Frank Cass & Co. Ltd., 1967, น. 109-112.
  46. Lieberman, Victor B. Strange Parallels: Southeast Asia in Global Context, c. 800–1830. Cambridge University Press, 2003, น. 152-154.
  47. Lieberman, Victor B. Burmese Administrative Cycles: Anarchy and Conquest, c. 1580-1760. Princeton University Press, 1984, น. 140-145.
  48. Harvey, G.E. History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. Frank Cass & Co. Ltd., 1967, น. 170-175.
  49. Lieberman, Victor B. Burmese Administrative Cycles: Anarchy and Conquest, c. 1580-1760. Princeton University Press, 1984, น. 190-195.
  50. Harvey, G.E. History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. Frank Cass & Co. Ltd., 1967, น. 220-225.
  51. Harvey, G.E. History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. Frank Cass & Co. Ltd., 1967, น. 228-235.
  52. Wyatt, David K. Thailand: A Short History. Yale University Press, 2003, น. 116-117.
  53. Phayre, Lt. Gen. Sir Arthur P. History of Burma. Trübner & Co., 1883, น. 176-180.
  54. Giersch, C. Pat. Asian Borderlands: The Transformation of Qing China's Yunnan Frontier. Harvard University Press, 2006, น. 90-95.
  55. Nyein Maung. "Buddhism in Nineteenth-Century Burma." Journal of Burma Studies, 2004, น. 140-145.
  56. Strachan, Paul. Pagan: Art & Architecture of Old Burma. Kiscadale Publications, 1989, น. 180-185.
  57. Charney, Michael W. A History of Modern Burma. Cambridge University Press, 2009, น. 15-18.
  58. Taylor, Robert H. The State in Myanmar. University of Hawai'i Press, 2009, น. 40-42.
  59. Harvey, G.E. History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. Frank Cass & Co. Ltd., 1967, น. 301-305.
  60. Charney, Michael W. A History of Modern Burma. Cambridge University Press, 2009, น. 50-52.
  61. Taylor, Robert H. The State in Myanmar. University of Hawai'i Press, 2009, น. 55-60.
  62. Than Tun. The Royal Orders of Burma, A.D. 1598-1885, Part One. Kyoto University, 1983, น. 100-105.
  63. Adas, Michael. Prophets of Rebellion: Millenarian Protest Movements Against the European Colonial Order. University of North Carolina Press, 1979, น. 140-145.
  64. Furnivall, J.S. Colonial Policy and Practice: A Comparative Study of Burma and Netherlands India. New York University Press, 1956, น. 100-105.
  65. Adas, Michael. Prophets of Rebellion: Millenarian Protest Movements Against the European Colonial Order. University of North Carolina Press, 1979, น. 150-155.
  66. Aung-Thwin, Michael A. The Myanmar-Dhammasastra in the British Burma Courts: The Case of the Succession Law of 1903. Journal of Southeast Asian Studies, 2004, น. 299-317.
  67. Sarkisyanz, Emanuel. Buddhist Backgrounds of the Burmese Revolution. Martinus Nijhoff, 1965, น. 90-95.
  68. Smith, Donald Eugene. Religion and Politics in Burma. Princeton University Press, 1965, น. 70-75.
  69. Adas, Michael. Prophets of Rebellion: Millenarian Protest Movements Against the European Colonial Order. University of North Carolina Press, 1979, น. 140-145.
  70. Adas, Michael. Prophets of Rebellion: Millenarian Protest Movements Against the European Colonial Order. University of North Carolina Press, 1979, น. 220-225.
  71. Taylor, Robert H. The State in Myanmar. University of Hawai'i Press, 2009, น. 80-85.
  72. Maung Maung. Burma and General Ne Win. Asia Publishing House, 1969, น. 30-35.
  73. Leider, Jacques. The Rise of the Konbaung Dynasty in Burma. ISEAS Publishing, 2009, pp. 230-235.
  74. Lintner, Bertil. Burma in Revolt: Opium and Insurgency since 1948. Westview Press, 1999, pp. 100-105.
  75. International Crisis Group. Myanmar: The Rohingya Conflict and its Implications. Asia Report N°261, 2014, pp. 15-20.
  76. Charney, Michael W. A History of Modern Burma. Cambridge University Press, 2009, pp. 120-125.
  77. Callahan, Mary P. Making Enemies: War and State Building in Burma. Cornell University Press, 2003, pp. 180-185.
  78. Maung Maung, Robert H. Taylor. Burma: The State of Myanmar. Ohio University Press, 2009, pp. 40-45.
  79. Khin Yi. The Dobama Movement in Burma (1930-1938). Cornell University Press, 1988, pp. 60-65.
  80. Myint-U, Thant. The Hidden History of Burma: Race, Capitalism, and the Crisis of Democracy in the 21st Century. W. W. Norton & Company, 2019, pp. 200-205.
  81. Burma Research Society. The Panglong Agreement, 1947. (เอกสารทางประวัติศาสตร์ของสนธิสัญญาปางโหลง, Chapter 3).
  82. Taylor, Robert H. The State in Myanmar. University of Hawai'i Press, 2009, น. 100-102.
  83. Sarkisyanz, Manuel. Buddhist Backgrounds of the Burmese Revolution. Martinus Nijhoff, 1965, pp. 150-155.
  84. Thwin, Michael Aung (1981-01-01), "Jambudīpa: Classical Burma's Camelot", Essays on Burma, BRILL, pp. 38–61, ISBN 978-90-04-65837-0, สืบค้นเมื่อ 2025-06-11
  85. South, Ashley. Mon State in Modern Burma: From Independence to Civil War. Nordic Institute of Asian Studies, 2003, pp. 90-95.
  86. Smith, Donald Eugene. Religion and Politics in Burma. Princeton University Press, 1965, น. 190-195.
  87. Smith, Martin. Burma: Insurgency and the Politics of Ethnicity. Zed Books, 1999, น. 90-95.
  88. Maung Maung. Burma and General Ne Win. Asia Publishing House, 1969, น. 300-305.
  89. Taylor, Robert H. The State in Myanmar. University of Hawai'i Press, 2009, น. 300-305.
  90. Lintner, Bertil. Outrage: Burma's Struggle for Democracy. Review Publishing Company, 1989, น. 200-205.
  91. Chomsky, Noam. Failed States: The Abuse of Power and the Assault on Democracy. Metropolitan Books, 2006, น. 180-185.
  92. Aung Zaw. The Saffron Revolution: A Personal Account. Yale University Press, 2009, น. 100-105.
  93. Human Rights Watch. Burma: Events of 2018. 2019.
  94. Human Rights Watch. (2019). Burma: Events of 2018.
  95. International Crisis Group. (2017). Buddhism and State Power in Myanmar. Asia Report No 290.
  96. "BUDDHISM, VIOLENCE, AND THE STATE IN BURMA (MYANMAR) AND SRI LANKA", Religion and Conflict in South and Southeast Asia, Routledge, pp. 61–79, 2006-09-27, ISBN 978-0-203-96748-5, สืบค้นเมื่อ 2025-06-11
  97. Myat Mon. (2017). Myanmar's Economy: An Overview. Singapore Institute of International Affairs, pp. 10-15.
  98. United Nations. (2021). Myanmar: UN experts condemn escalating human rights crisis.
  99. United Nations. Myanmar: UN experts condemn escalating human rights crisis. 2021.
  100. International Crisis Group. Myanmar's Post-Coup Armed Resistance: A Looming Civil War. Asia Report No 315, 2021.
  101. (พระธัมมานันทมหาเถระ,การศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศพม่า,กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย : 2534 ,หน้า 264 )
  102. ( โรเบิร์ต เอช เทย์เลอร์ ( พรรณงาม เง่าธรรมสาร แปล ), รัฐในพม่า ,มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ,2550 หน้า 42)
  103. (สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน,กรุงเทพฯ : , มหามกุฎราชวิทยาลัย ,2539,หน้า 11)
  104. (สุชีพ ปุญญานุภาพ, พระไตรปิฎกสำหรับประชาชน ,หน้า 12)
  105. (โรเบิร์ต เอช เทย์เลอร์ (พรรณงาม เง่าธรรมสาร แปล ), รัฐในพม่า ,มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย,2550,หน้า 70)

ดูเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]