มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สัญลักษณ์ของอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
ระวังสับสนกับ แหล่งมรดกโลก

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม[1] หรือ มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (อังกฤษ: intangible cultural heritage, ย่อ: ICH) ได้รับการสนับสนุนจากยูเนสโก โดยมุ่งเน้นไปยังวัฒนธรรมส่วนที่จับต้องไม่ได้เป็นหลัก คู่กับแหล่งมรดกโลก ใน พ.ศ. 2544 ยูเนสโกออกสำรวจ[2]เพื่อพยายามตกลงนิยาม และอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ร่างขึ้นใน พ.ศ. 2546[3] เพื่อการคุ้มครองและสนับสนุนวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ปัจจุบัน (ธันวาคม 2561) ยูเนสโกขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แล้วทั้งสิ้น 508 รายการ ใน 122 ประเทศทั่วโลก[4]

นิยาม[แก้]

หน้ากากโน; ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายมาคุ้มครองและส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้[5]

ตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ. 2546 คำว่า "มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้" นิยามดังนี้

“มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” หมายถึง การปฏิบัติ การเป็นตัวแทน การแสดงออก ความรู้ ทักษะ ตลอดจนเครื่องมือ วัตถุ สิ่งประดิษฐ์ และพื้นที่ทางวัฒนธรรมอันเป็นผลจากสิ่งเหล่านั้น ซึ่งชุมชน กลุ่มชน และในบางกรณีปัจเจกบุคคลยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้นี้ซึ่งถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งเป็นสิ่งซึ่งชุมชนและกลุ่มชนสร้างขึ้นใหม่อย่างสม่ำเสมอเพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของตน เป็นปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาที่มีต่อธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของตน และทำให้คนเหล่านั้นเกิดความรู้สึกมีอัตลักษณ์และความต่อเนื่อง ดังนั้นจึงก่อให้เกิดความเคารพต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของอนุสัญญาฉบับนี้ จะมีการพิจารณาเฉพาะมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เท่าที่สอดคล้องกับบทบัญญัติที่มีอยู่ด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเท่านั้น รวมทั้งข้อกำหนดให้มีการเคารพซึ่งกันและกันระหว่างชุมชนทั้งหลาย กลุ่มชน และปัจเจกบุคคล และต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ประวัติศาสตร์มุขปาฐะ[แก้]

มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แตกต่างจากประวัติศาสตร์มุขปาฐะเล็กน้อย (ประวัติศาสตร์มุขปาฐะเป็นการบันทึก สงวนไว้ และตีความซึ่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์โดยอยู่บนประสบการณ์ส่วนบุคคลและความคิดเห็นของผู้เล่า) มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้มุ่งไปที่การสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรม 'ไว้กับ' ผู้คนหรือชุมชนโดยปกป้องกระบวนการที่ทำให้ประเพณีและความรู้ที่สืบทอดกันมาสามารถส่งทอดต่อไปได้ ในขณะที่ประวัติศาสตร์มุขปาฐะมุ่งไปที่การเก็บและรักษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากปัจเจกชนหรือกลุ่มบุคคล

การสงวนรักษา[แก้]

ก่อนที่จะมีอนุสัญญาของยูเนสโก ได้มีความพยายามของประเทศต่างๆ ในการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป[6] ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายในการคุ้มครองสมบัติทางวัฒนธรรมเมื่อ พ.ศ. 2493 ซึ่งคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมทั้งประเภทที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้[5][7] ประเทศอื่นๆ อาทิ เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา ไทย ฝรั่งเศส โรมาเนีย สาธารณรัฐเช็ก และโปแลนด์ต่างก็มีโครงการคล้ายกันในเวลาต่อมา[7]

อนุสัญญาที่ยูเนสโกประกาศเมื่อปี พ.ศ. 2546 (มีผลเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2549) กำหนดให้ประเทศภาคีจัดทำรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และดำเนินการเพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ สามารถดำรงสืบทอดอยู่ต่อไปได้ นอกจากนี้ยังเปิดช่องให้ระดมเงินบริจาคระหว่างประเทศสมาชิกยูเนสโกมาใช้เพื่อการทำนุบำรุงมรดกที่ขึ้นทะเบียนแล้วอีกด้วย[7] ยูเนสโกยังมีโครงการอื่นเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น โครงการขึ้นทะเบียน "Proclamation of Masterpieces of the Oral and Intangible Heritage of Humanity" ซึ่งเริ่มต้นด้วย 19 รายการเมื่อปี พ.ศ. 2544 เพิ่มเติมเป็น 28 รายการเมื่อปี พ.ศ. 2546 และเป็น 43 รายการในปี พ.ศ. 2548 เหล่านี้ดูเหมือนว่าจะเป็นการแก้ไขความไม่สมดุลในโครงการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก (World Heritage Sites) ที่ซีกโลกใต้เองมักจะเสียเปรียบเพราะมีอนุสาวรีย์หรือสิ่งก่อสร้างที่สำคัญจำนวนไม่มากเท่าซีกโลกเหนือ [7] และท้ายที่สุดโครงการนี้ได้รับการทดแทนโดยการจัด "มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม" หรือ "มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้" โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO Intangible Cultural Heritage Lists) ในปี พ.ศ. 2551

ประเภทการสงวนรักษา[แก้]

การขึ้นทะเบียนตามอนุสัญญามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ มี 3 รายการ ได้แก่

  1. รายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity)
  2. รายการที่ต้องได้รับการสงวนรักษาอย่างเร่งด่วน (Intangible Cultural Heritage in Need of Urgent Safeguarding)
  3. รายการที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการสงวนรักษา (Register of Good Safeguarding Practices)

ประเทศที่มีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม[แก้]

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแบ่งตามประเทศ
อันดับ ประเทศ จำนวนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม[8]
1  จีน 40[9]
2  ญี่ปุ่น 21[10]
3  เกาหลีใต้ 20[11]
4  สเปน 18[12]
4  โครเอเชีย,  ฝรั่งเศส,  ตุรกี 17[13][14][15]
5  มองโกเลีย 14[16]
6  อาเซอร์ไบจาน,  เบลเยียม,  อินเดีย,  อิหร่าน 13[17][18][19][20]
7  เวียดนาม 12[21]
8  เปรู 11[22]
9  โคลอมเบีย,  คาซัคสถาน 10[23][24]
10  อินโดนีเซีย,  อิตาลี,  เม็กซิโก 9[25][26][27]
11  บราซิล,  คาซัคสถาน,  โอมาน,  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 8[28][29][30][31]
12  โมร็อกโก,  โปรตุเกส,  โรมาเนีย 7[32][33][34]

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสำหรับประเทศไทย[แก้]

รายการที่ขึ้นทะเบียนแล้ว[แก้]

  • โขน (ขึ้นบัญชีแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2561) [35]

รายการที่มีแผนจะขึ้นทะเบียน[แก้]

สถิติรวมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[แก้]

ประเทศ จำนวน
 เวียดนาม
12
 อินโดนีเซีย
9
 กัมพูชา
5
 ฟิลิปปินส์
3
 มาเลเซีย
2
 ไทย
1
 ลาว
1

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://ich.culture.go.th/
  2. "Meeting of 2001". UNESCO. สืบค้นเมื่อ 2007-06-20.
  3. "Official website". UNESCO. สืบค้นเมื่อ 2007-06-20.
  4. [1]
  5. 5.0 5.1 Yang Jongsung (2003). Cultural Protection Policy in Korea: Intangible Cultural Properties and Living National Treasures. Jimoondang International. pp. 33ff. ISBN 1931897050.
  6. Deacon, Harriet (et al.) (2004). "The Subtle Power of Intangible Heritage: Legal and Financial Instruments for Safeguarding Intangible Heritage" (PDF). Human Sciences Research Council. p. 21. ISBN 0796920745.
  7. 7.0 7.1 7.2 7.3 Kurin, Richard (1 May 2004). "Safeguarding Intangible Cultural Heritage in the 2003 UNESCO Convention: a critical appraisal". Museum International. 56 (1–2): 66–77. doi:10.1111/j.1350-0775.2004.00459.x.
  8. "Map of the Intangible Cultural Heritage". UNESCO.
  9. "China - intangible heritage".
  10. "Japan - intangible heritage".
  11. "Republic of Korea - intangible heritage".
  12. "Spain - intangible heritage".
  13. "France - intangible heritage".
  14. "Croatia - intangible heritage".
  15. "Turkey - intangible heritage".
  16. "Mongolia - intangible heritage".
  17. "Azerbaijan - intangible heritage".
  18. "Belgium - intangible heritage".
  19. "India - intangible heritage".
  20. "Iran - intangible heritage".
  21. "Viet Nam - intangible heritage".
  22. "Peru - intangible heritage".
  23. "Colombia - intangible heritage".
  24. "Kazakhstan - intangible heritage".
  25. "Indonesia - intangible heritage".
  26. "Italy - intangible heritage".
  27. "Mexico - intangible heritage".
  28. "Brazil - intangible heritage".
  29. "Kazakhstan - intangible heritage".
  30. "Oman - intangible heritage".
  31. "United Arab Emirates - intangible heritage".
  32. "Morocco - intangible heritage".
  33. "Portugal - intangible heritage".
  34. "Romania - intangible heritage".
  35. [2]
  36. [3]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

Wikivoyage-Logo-v3-icon.svg มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ข้อมูลการท่องเที่ยวจาก วิกิท่องเที่ยว