พระราชพิธีทรงผนวชในรัชกาลที่ 9

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง เมื่อ พ.ศ. 2499 มีพระราชประสงค์ที่จะทรงผนวชในพระบวรพุทธศาสนาตามโบราณราชประเพณี จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชภาระสนองพระเดชพระคุณในการทรงผนวชในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงผนวชในพระบวรพุทธศาสนาเป็นเวลา 15 วัน ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม - 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ดังตามลำดับเหตุการณ์ในระหว่างทรงประทับพระผนวช ดังนี้[1]

วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499[แก้]

ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และคณะทูตานุทูต เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะเสด็จออกทรงพระผนวช

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะทรงผนวช

อีกทั้งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ราษฎรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท เพื่อมีพระราชดำรัสแก่ประชาราษฎร ความตอนหนึ่งว่า

"ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงมาร่วมประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทให้บรรดาอาณาประชาราษฎรทราบทั่วกัน"

วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499[แก้]

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับบาตร ขณะผนวช

เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เสด็จฯ ยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากทรงเจริญพระเกศา โดยสมเด็จพระราชชนนีทรงจรดพระกรรไกรบิดเปลื้องพระเกศาเป็นปฐมฤกษ์แล้ว ทรงเครื่องเศวตพัสตรีทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี และพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงรับผ้าไตรจากสมเด็จพระราชชนนีแล้วทรงเข้าบรรพชาอุปสมบทในท่ามกลางสังฆสมาคม ซึ่งมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงได้รับสมญานามจากพระราชอุปัชฌาจารย์ ว่า “ภูมิพโล” ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ ทรงรับประเคนผ้าไตรจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และทรงรับไทยธรรมจากสมเด็จพระบรมราชชนนี ตามลำดับ

จากนั้น พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทำทัฬหีกรรม ณ พระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนโศภน (จวน อุฏฺฐายี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์[2] จากนั้นทรงประกอบพิธีตามขัตติยราชประเพณี แล้วเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉายภาพหมู่ร่วมกับคณะพระภิกษุวัดบวรนิเวศวิหาร

ระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า–เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัยนอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่นๆ เช่น

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2499[แก้]

เสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงร่วมสังฆกรรมในพิธีผนวชและอุปสมบทนาคหลวงในพระบรมราชินูปถัมภ์

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499[แก้]

Bhumibol Adulyadej entered a 15-day monkhood (6).jpg

เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในโอกาสนี้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499[แก้]

เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต ณ วังสระปทุม

วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499[แก้]

ได้เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ 2499[แก้]

เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาตรจากประชาชนทั้งในบริเวณถนนพระสุเมรุ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสี่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี อีกด้วย

วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499[แก้]

พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลาผนวชหลังทรงผนวชครบ 15 วัน

พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลาผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร รวมเวลาทรงผนวชทั้งสิ้น 15 วัน

รายพระนามและรายนามพระเถระที่นั่งหัตถบาส[แก้]

ในพระราชพิธีนี้ มีพระเถระ 30 รูป นั่งหัตถบาส มีรายนามดังนี้[3]

  1. สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นพระราชอุปัธยาจารย์
  2. สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตฺติโสภโณ) เป็นพระอนุสาวนาจารย์
  3. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (อยู่ ญาโณทโย)
  4. พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (โสม ฉนฺโน)
  5. พระศาสนโศภน (จวน อุฏฺฐายี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์
  6. พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ)
  7. พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ)
  8. พระธรรมโกศาจารย์ (ปลอด อตฺถการี)
  9. พระธรรมดิลก (ปุ่น ปุณฺณสิริ)
  10. พระธรรมปาโมกข์ (วาสน์ วาสโน)
  11. พระธรรมไตรโลกาจารย์ (วน ฐิติญาโณ)
  12. พระธรรมธีรราชมหามุนี (ธีร์ ปุณฺณโก)
  13. พระธรรมปิฎก (พิมพ์ ธมฺมธโร)
  14. พระมงคลเทพมุนี (สาลี อินฺทโชโต)
  15. พระมงคลทิพยมุนี (เซ็ก พฺรหฺมสโร)
  16. พระรัชชมงคลมุนี (เทศ นิทฺเทสโก)
  17. พระเทพเวที (ฟื้น ชุตินฺธโร)
  18. พระเทพเมธี (ชอบ อนุจารี)
  19. พระเทพมุนี (ทรัพย์ โฆสโก)
  20. พระเทพโมลี (วิน ธมฺมสาโร)
  21. พระอมราภิรักขิต (ทองดำ จนฺทูปโม)
  22. พระอมรมุนี (จับ ฐิตธมฺโม)
  23. พระโศภนคณาภรณ์ (เจริญ สุวฑฺฒโน) เป็นพระอภิบาล
  24. พระกิตฺติวงศเวที (สุวรรณ สุวณฺณโชโต)
  25. พระมหานายก (เติม โกสลฺโล)
  26. พระจุลนายก (แก้ว อตฺตคุตฺโต)
  27. พระไตรสรณธัช (แก้ว โกลิโต)
  28. พระปัญญาภิมณฑมุนี (วิชมัย ปุญฺญาราโม)
  29. พระสาธุศีลสังวร (สนธิ์ กิจฺจกาโร)
  30. พระอุดมญาณมุนี (ยศ โกสิโต)

สถาปนาฐานันดรศักดิ์และสมเด็จพระสังฆราช[แก้]

อนึ่ง ในการทรงผนวชครั้งนี้ เมื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอิสริยศักดิ์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ขึ้นเป็น สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และวันที่ 20 ธันวาคม ปีเดียวกันนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช พระราชอุปัชฌาจารย์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า และถวายฐานันดรศักดิ์เป็นกรมหลวง

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ
  1. ราชกิจจานุเบกษา, หมายกำหนดการ พระราชพิธีทรงผนวช
  2. จดหมายเหตุ ตามรอยทรงพระผนวช , หน้า 29
  3. วัดบวรนิเวศวิหาร, ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร สมัยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์, กรุงเทพฯ : วัดบวรนิเวศวิหาร, 2503, หน้า 105-7
บรรณานุกรม
  • คณะอนุกรรมการจัดทำหนังสือที่ระลึกและสื่อสารคดี เนื่องในโครงการอุปสมบท ๙๙๙ รูปเฉลิมพระเกียรติฯ. จดหมายเหตุตามรอยทรงพระผนวช. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งและพับลิชชิ่ง, 2554. 400 หน้า. ISBN 978-616-235-031-3