พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พุทธศักราช 2493
บทความนี้ยังต้องการเพิ่มแหล่งอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง |
พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 | |
| วันที่ | 28 เมษายน พ.ศ. 2493 |
|---|---|
| สถานที่ | วังสระปทุม |
| ที่ตั้ง | จังหวัดพระนคร ประเทศไทย |
| ผู้เข้าร่วม | พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง |
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระยศในขณะนั้น) ณ วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 โดยทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรีที่ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย
เบื้องหลัง
[แก้]ในปี พ.ศ. 2491 ขณะที่พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ รับราชการในฐานะเอกอัครราชทูต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ขณะเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) ได้เสด็จจากเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มายังชานเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ครอบครัวของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ จึงมาเฝ้าฯ รับเสด็จ ในการนี้ หม่อมหลวงบัว กิติยากร ได้สั่งให้ลูกสาวทั้งสองคน ได้แก่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (ขณะดำรงพระยศหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร) และหม่อมราชวงศ์บุษบา สธนพงศ์ แต่งหน้าทำผมใส่ชุดที่ดูสวยที่สุด พร้อมสั่งให้ซ้อมถอนสายบัว คำสั่งนี้สร้างความขุ่นข้องหมองใจแก่ทั้งสองคน เป็นสาเหตุที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์กล่าวว่าเป็น "เกลียดแรกพบ" เนื่องจากไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนที่ทำให้หม่อมหลวงบัวออกคำสั่งกับตนมากขนาดนี้ รวมถึงการเสด็จฯ มาสายจาก 16:00 น. เป็น 19:00 น.[1] โดยหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์แต่งตัวเรียบร้อย สวมสูทสีเนื้อ ไว้หางเปียยาวถึงหลัง
ในครั้งนั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (ขณะเฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์) มีรับสั่งให้พระราชโอรสทอดพระเนตรบุตรสาวของหม่อมหลวงบัวทั้งสองพระองค์ เมื่อทรงซักถามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแล้ว พระองค์ทรงชื่นชอบบุตรสาวคนโตคือหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ โดยท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เขียนเล่าในหนังสือ "บันทึก เป็น อยู่ คือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ" ว่า พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นหลานแท้ ๆ ของสมเด็จพระราชชนนี และเป็นคนดี หม่อมหลวงบัวก็เป็นลูกสาวเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ซึ่งเป็นคนดี ซื่อตรง และยังทรงกำชับว่า ถึงปารีสแล้วโทรศัพท์ บอกแม่ด้วย ท่านผู้หญิงเกนหลงทรงเล่าในบันทึกต่อมาว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินถึงปารีสแล้ว จึงมีพระราชดำรัสตอบสมเด็จพระราชชนนีว่า “เห็นแล้วน่ารักมาก” หม่อมหลวงบัวจึงกราบบังคมทูลถามสมเด็จพระราชชนนีว่าคนไหน ปรากฏว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหมายถึงบุตรสาวคนโต ซึ่งได้แก่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์
วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2491 ในระหว่างเสด็จประทับยังต่างประเทศ ขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเฟียส ทอปอลิโน จากเจนีวาไปยังโลซาน ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ กล่าวคือ รถยนต์พระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกกระเด็นเข้าพระเนตรขวา พระอาการสาหัส หลังการถวายการรักษา พระองค์มีพระอาการแทรกซ้อนบริเวณพระเนตรขวา แพทย์จึงถวายการรักษาอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง หากแต่พระอาการยังคงไม่ดีขึ้น กระทั่งวินิจฉัยแล้วว่าพระองค์ไม่สามารถทอดพระเนตรผ่านทางพระเนตรขวาของพระองค์เองได้ต่อไปแล้ว จึงได้ถวายการแนะนำให้พระองค์ทรงพระเนตรปลอมในที่สุด ทั้งนี้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการเป็นประจำจนกระทั่งหายจากอาการประชวร
"ตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุ ก็มีรับสั่งให้ครอบครัวเราเข้าเฝ้า เพราะทรงได้รับบาดเจ็บที่พระเนตรและพระเศียร คุณแม่ก็เข้าไปก่อน ตอนเข้าเฝ้าฯ ก็ให้จับพระหัตถ์ท่านแล้วบอกชื่อ พอถึงสมเด็จฯ ท่านก็ทูลว่า หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เพคะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงจับมืออยู่นานพอสมควรเลย" ท่านผู้หญิงบุษบา สธนพงษ์ เล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นในหนังสือ "ด้วยพลังแห่งรัก"
อันเป็นเหตุที่ทำให้ทั้งสองพระองค์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นต้นเหตุให้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พุทธศักราช 2492 สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ได้รับสั่งขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต่อพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ โดยพิธีหมั้นได้จัดขึ้นอย่างเงียบ ๆ เรียบง่าย ณ โรงแรมวินด์เซอร์ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงสวมพระธำมรงค์เป็นของหมั้นต่อหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งเป็นพระธำมรงค์องค์เดียวกับที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์) ทรงมอบให้สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์
จนวันที่ 12 สิงหาคม ปีเดียวกัน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข่าวทรงหมั้นให้คนไทยทราบในงานเลี้ยงอันเรียบง่าย ที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดย
ข่าวอันเป็นสิริมงคลนี้ ทำให้คนไทยเกิดความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ประหนึ่งดังแสงสว่างที่ส่องสู่หัวใจทุกดวง ท่ามกลางข่าวอันน่าเศร้าสลดที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2493 หลังจากนั้น รัฐบาลได้แจ้งให้ประชาชนชาวไทยทราบว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จนิวัติประเทศไทยพร้อมกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ พระคู่หมั้นในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2493
พระราชพิธี
[แก้]สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กำหนดให้วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 เป็นวันประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อใกล้ถึงเวลาพระฤกษ์ เวลา 09.30 น. พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ทรงนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ไปยังวังสระปทุม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ลงนามในสมุดทะเบียนสมรส และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชสักขี 2 คน คือ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และพลเอก มังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ร่วมลงนามด้วย เช่นเดียวกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระราชปิตุลา[ต้องการอ้างอิง]
เมื่อสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จออก ณ ชั้น 2 ของพระตำหนักแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียนเครื่องราชสักการะแด่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า จากนั้นสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าประทานน้ำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนต์แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนต์แก่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ตามโบราณราชประเพณี จากนั้นพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และบุคคลที่ได้รับเชิญมาร่วมในพระราชพิธี ทูลเกล้าฯ ถวายของขวัญ ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานของที่ระลึกเป็นหีบบุหรี่เงินขนาดเล็ก ประดับอักษรพระนามาภิไธยย่อ ภ.อ. และ ส.ก.
ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และพระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์แก่สมเด็จพระราชินีในโอกาสนี้ด้วย เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันเดียวกันนี้ ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานพระราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล แล้วเสด็จออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ให้คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการและคณะทูตานุทูต เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล
ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2493 ทั้งสองพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานโดยรถไฟพระที่นั่งไปประทับ ณ วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 5 วัน ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนครเพื่อทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2493 ต่อไป
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ราชกิจจานุเบกษา, การพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พุทธศักราช ๒๔๙๓, เล่ม ๖๗, ตอน ๒๓ง, ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓, หน้า ๑๖๙๐
- ราชกิจจานุเบกษา, กำหนดการ ที่ ๙/๒๔๙๓ เสด็จออกมหาสมาคม เนื่องในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พุทธศักราช ๒๔๙๓, เล่ม ๖๗, ตอน ๒๓ ง, ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ , หน้า ๑๖๙๒