น้ำมันลินซีด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก น้ำมันเมล็ดฝ้าย)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์, น้ำมันแฟลกซ์, น้ำมันลินซีด หรือ น้ำมันเมล็ดฝ้าย (อังกฤษ: Linseed oil, flaxseed oil, flax oil) เป็นน้ำมันใสจนถึงออกเหลือง ที่ได้จากเมล็ดแฟลกซ์ (Linum usitatissimum) ซึ่งเป็นพืชวงศ์ลินิน (Linaceae) อันดับโนรา (Malpighiales) เมล็ดสามารถสกัดน้ำมันด้วยเครื่องสกัดกล (Expeller pressing) และบางครั้งตามสกัดด้วยตัวทำละลาย เป็นน้ำมันชักแห้งคือจะแข็งเมื่อถูกกับอากาศผ่านกระบวนการพอลิเมอไรเซชัน เพราะคุณสมบัตินี้ น้ำมันนี้อาจใช้โดยตนเองหรือผสมกับน้ำมันอื่น ๆ, กับยางไม้ หรือกับตัวทำละลาย ให้เป็นน้ำมันชักแห้งหรือน้ำมันขัดเงาเพื่อรักษาไม้ เป็นตัวผสานสารสีในสีน้ำมัน เป็นสารเพิ่มความเหลวหรือลดน้ำ (plasticizer) ในปูนอุดรอยรั่ว/สีโป๊ว/พัตตี และเพื่อผลิตเสื่อ/พรมน้ำมัน (linoleum) การใช้น้ำมันนี้ได้ลดลงภายในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมาเพราะการเกิดเรซินสังเคราะห์แบบ alkyd ซึ่งมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกันแต่เก่าเป็นสีเหลืองน้อยกว่า[1]

น้ำมันนี้ทานได้ นิยมทานเป็นอาหารเสริมเพราะเป็นแหล่งกรดลิโนเลนิกอัลฟาซึ่งเป็นกรดไขมันโอเมกา-3 ในยุโรปบางส่วน ใช้ทานกับมันฝรั่งและควาร์ก (เป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวอย่างหนึ่ง) โดยจัดว่าเป็นของอร่อย มีรสจัด และเสริมรสของควาร์กที่ปกติจืด[2]

ไตรกลีเซอไรด์ตัวอย่างในน้ำมันลินซีด เป็นไตรกลีเซอไรด์ประกอบด้วย กรดลิโนเลอิก, กรดลิโนเลนิกอัลฟา และ กรดโอเลอิก

คุณสมบัติทางเคมี[แก้]

น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์เป็นไตรกลีเซอไรด์เหมือนกับไขมันอื่น ๆ แต่พิเศษตรงที่มีกรดลิโนเลนิกอัลฟาเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำปฏิกิริยาพิเศษกับออกซิเจนในอากาศ น้ำมันปกติมีกรดไขมันรวมทั้ง[3]

เพราะมีเอสเทอร์กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่ 2 คู่และ 3 คู่ในอัตราสูง น้ำมันจึงเกิดปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันเมื่อถูกกับอากาศได้ง่าย ซึ่งเป็นการ "ชักแห้ง" คือจะแข็งตัว กระบวนการนี้อาจคายความร้อน จึงสร้างปัญหาอัคคีภัยในบางกรณี เพื่อไม่ให้แห้งเร็วเกิน ผลิตภัณฑ์จากน้ำมันแฟลกซ์/ลินซีด (เช่น สีน้ำมันเป็นต้น) ควรบรรจุในภาชนะที่ผนึกสนิท

เหมือนกับน้ำมันชักแห้งบางอย่าง น้ำมันนี้เรืองแสงในรังสีอัลตราไวโอเลตเมื่อเสื่อม[4]


"ประเทศชาติของคุนต้องการแฟลกซ์... " โปสเตอร์สงครามโลกครั้งที่สองของสหรัฐชักชวนให้ผลิตน้ำมันแฟลกซ์เพื่อใช้ทำสี

การใช้[แก้]

การประยุกต์ใช้น้ำมันลินซีดโดยมากอาศัยคุณสมบัติชักแห้งของมัน คือวัสดุตอนแรกจะเหลวหรืออย่างน้อยก็อ่อน แต่หลังเวลาผ่านไปจะแข็งแต่ไม่เปราะ ความกันน้ำเพราะเป็นไฮโดรคาร์บอนก็เป็นประโยชน์ด้วย

เป็นสารผสานสี[แก้]

น้ำมันลินซีดมักใช้เป็นสารส่งสีในสีน้ำมัน และเป็นสารอำนวยการทาสี เพราะทำให้สีน้ำมันเหลวขึ้น ใส และเงาวาว มีในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งสกัดเย็น กลั่นกับแอลคาไล (alkali-refined) ฟอกแดด (sun-bleached) ตากแดดให้หนืด (sun-thickened) และกลายเป็นโพลิเมอร์ (polymerised, stand oil) การใช้สีน้ำมันก้าวหน้าอย่างสำคัญได้ก็เพราะเทคโนโลยีน้ำมันลินซีด

พัตตี[แก้]

พัตตีติดตั้งกระจก ซึ่งดั้งเดิมเป็นผงชอล์กผสมกับน้ำมันลินซีด ใช้เพื่อติดตั้งและผนึกกระจกกับหน้าต่างไม้ จะแข็งภายใน 2-3 อาทิตย์ที่ใช้แล้วสามารถทา/พ่นสีทับได้ ความทนทานของมันมาจากคุณสมบัติชักแห้งของน้ำมันลินซีด

น้ำมันขัดเงา[แก้]

เมื่อใช้เป็นน้ำมันขัดเงาสำหรับไม้ น้ำมันลินซีดแห้งช้า ๆ และหดตัวน้อยมากเมื่อแข็งตัว แต่ไม่ได้เคลือบผิวเหมือนกับน้ำมันวาร์นิช เพราะซึมเข้าไปในรูไม้ (อาจจะมองเห็นหรือไม่เห็น) เหลือแต่ผิวที่มัน ๆ ไม่ถึงกับเงาที่ยังแสดงอวดลายไม้ แม้จะเกิดรอยง่าย แต่ก็ซ่อมแซมได้ง่าย มีแต่การเคลือบขี้ผึ้งเท่านั้นที่อ่อนแอกว่า น้ำสามารถซึมผ่านเคลือบน้ำมันเพียงไม่กี่นาที และไอน้ำก็สามารถผ่านมันไปได้โดยเกือบไม่ติดขัดเลย[5]

เครื่องเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้ง (เช่นในสวน) ที่ทาน้ำมันลินซีดอาจขึ้นราได้ ไม้ที่ทาน้ำมันอาจออกสีเหลือง ๆ และน่าจะสีเข้มขึ้นตามอายุการใช้งาน เพราะมันเข้าไปในรูไม้ น้ำมันจะช่วยป้องกันไม้ไม่ให้เกิดรอยเนื่องจาแรงบีบอัดได้บ้าง

น้ำมันลินซีดใช้ขัดเงาด้ามปืนดั้งเดิม แต่จะทำให้เงานมากอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ การเคลือบเงาด้วยน้ำมันหลายชั้นเป็นวิธีดั้งเดิมเพื่อป้องกันไม้วิลโลว์ (วงศ์สนุ่น) ดิบและไม้ตีคริกเกต เพื่อให้ไม้เหลือความชุ่มชื้นบ้าง ไม้คริกเกตใหม่จะเคลือบด้วยน้ำมันลินซีดแล้วตี (ด้วยลูกบอลเก่าหรือค้อนพิเศษ) ให้ทั่วเพื่อให้ทนยิ่งขึ้น[6] น้ำมันลินซีดบ่อยครั้งยังใช้กับไม้คิวสำหรับบิลเลียดหรือพูล ใช้หล่อลื่นหรือป้องกันรีคอร์เดอร์ไม้ และใช้แทนเรซินสังเคราะห์เพื่อเคลือบกระดานโต้คลื่นไม้

อนึ่ง ช่างเครื่องดนตรีสาย (luthier) อาจใช้น้ำมันลินซีดเมื่อปรับปรุงซอมแซมกีตาร์ แมนโดลิน หรือแป้นวางนิ้วของเครื่องดนตรีสายอื่น ๆ คือ มักใช้น้ำมันแร่กลิ่นเลมอนเพื่อทำความสะอาด แล้วทาน้ำมันลินซีด (หรือน้ำมันชักแห้งอื่น ๆ) บาง ๆ เพื่อกันเปื้อนไม่ให้ไม้เสื่อมเร็ว

การชุบทอง[แก้]

ในการชุบ/แปะทอง น้ำมันลินซีดต้มใช้เป็นสารกันซึม (sizing) โดยทาผิววัสดุที่จะแปะทอง (เช่น แผ่นหนัง ผ้าใบ ดินเผา เป็นต้น) เพราะมันทนกว่าสารกันซึมที่ทำผสมน้ำ ทำให้ผิวเรียบ และเหนียวพอในช่วง 12-24 ชม. แรกหลังทาเพื่อให้ติดทองแผ่นกับผิวได้ดี

เสื่อน้ำมัน (linoleum)[แก้]

น้ำมันลินซีดใช้เพื่อประสานผงขี้เลื่อย ผงไม้ก๊อก หรือวัสดุเช่นกันอื่น ๆ เพื่อผลิตเสื่อน้ำมัน (linoleum) นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ (Frederick Walton) ได้ประดิษฐ์เสื่อน้ำมันขึ้นในปี 1860 (เรียกว่า linoleum หรือ lino) ซึ่งเป็นวัสดุปิดพื้นทั้งในบ้านและอุตสาหกรรมตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1870 จนถึง 1970 จนกระทั่งแทนด้วยกระเบื้องยางปูพื้น[7] แต่หลังจากคริสต์ทศวรรษ 1990 เสื่อน้ำมันก็เริ่มนิยมอีก เพราะจัดว่าดีต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งกว่า[8] linoleum ให้ชื่อกับเทคนิคทำภาพพิมพ์คือ linocut (ภาพพิมพ์ยางแกะ) ซึ่งทำโดยแกะยางเป็นแบบที่ต้องการ ทาหมึก แล้วพิมพ์บนกระดาษหรือผ้า ผลที่ได้จะคล้ายกับภาพพิมพ์แกะไม้

อาหารและอาหารเสริม[แก้]

น้ำมันลินซีดสกัดเย็นดิบ ที่บ่อยครั้งเรียกว่าน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์เมื่อใช้เป็นอาหาร ออกซิไดซ์และเหม็นหืนได้ง่ายถ้าไม่แช่เย็น และแม้เมื่อเก็บไว้ในที่เย็น คุณภาพสินค้าก็อยู่ได้เพียงแค่ไม่กี่อาทิตย์[9] น้ำมันที่เหม็นควรทิ้ง ปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญทางพาณิชย์ จึงอาจเติมสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อป้องกันการเหม็นหืน[10]

น้ำมันทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ประกอบอาหาร แต่ก็มีงานศึกษาที่แสดงว่า กรดลิโนเลนิกอัลฟาเมื่อยังอยู่ในเมล็ดก็เสถียรพอใช้ประกอบอาหาร คือสามารถทนอุณหภูมิได้ 176.67 องศาเซลเซียสถึง 2 ชม.[11]

น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์เกรดอาหารจะสกัดเย็นโดยไม่ใช้ตัวทำละลาย ทำในที่ปราศจากออกซิเจน และวางขายเป็นน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ที่ทานได้ (edible flaxseed oil) น้ำมันสดแช่เย็นที่ไม่ได้แปรรูปเพิ่มสามารถใช้เป็นอาหารเสริม เป็นอาหารพื้นเมืองของคนยุโรปบางกลุ่ม และจัดว่าเป็นของอร่อย มันมีระดับกรดไขมันโอเมกา-3 คือกรดลิโนเลนิกอัลฟา สูงสุดอย่างหนึ่งในบรรดาน้ำมันพืชทั้งหมด[12] น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ปกติมีกรดลิโนเลนิกอัลฟา (ALA) (C18:3 n-3) ระหว่าง 52-63% ผู้เพาะพันธุ์พืชได้พัฒนาเมล็ดแฟลกซ์ทั้งที่มีกรด ALA สูงกว่า (70%) และที่มีกรดน้อยมาก (< 3%)[13]

องค์การอาหารและยาสหรัฐให้สถานะ "ยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัย" (GRAS) สำหรับน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ที่มีกรด ALA สูง[14]

น้ำมันพืช[15][16]
ประเภท การ
แปรรูป
กรดไขมัน
อิ่มตัว
กรดไขมันไม่อิ่มตัว
มีพันธะคู่เดี่ยว
กรดไขมันไม่อิ่มตัวมีพันธะคู่หลายคู่ จุดก่อควัน
Total mono[15] กรดโอเลอิก
(ω-9)
Total poly[15] กรดลิโนเลนิก
(ω-3)
กรดลิโนเลอิก
(ω-6)
อาโวคาโด[17] 11.6 70.6 13.5 1 12.5 480 °F (249 °C)[18]
คาโนลา[19] 7.4 63.3 61.8 28.1 9.1 18.6 238 °C (460 °F)[20]
มะพร้าว[21] 82.5 6.3 6 1.7 347 °F (175 °C)[20]
ข้าวโพด[22] 12.9 27.6 27.3 54.7 1 58

450 °F (232 °C)[23]

เมล็ดฝ้าย[24] 25.9 17.8 19 51.9 1 54 420 °F (216 °C)[23]
เมล็ดแฟลกซ์[25] 9.0 18.4 18 67.8 53 13

225 °F (107 °C)

เมล็ดองุ่น 10.5 14.3 14.3 74.7 - 74.7 421 °F (216 °C)[26]
Hemp seed[27] 7.0 9.0 9.0 82.0 22.0 54.0

330 °F (166 °C)[28]

มะกอก[29] 13.8 73.0 71.3 10.5 0.7 9.8 380 °F (193 °C)[20]
ปาล์ม[30] 49.3 37.0 40 9.3 0.2 9.1 455 °F (235 °C)
ถั่วลิสง[31] 20.3 48.1 46.5 31.5 31.4 450 °F (232 °C)[23]
คำฝอย[32] 7.5 75.2 75.2 12.8 0 12.8 212 °C (414 °F)[20]
ถั่วเหลือง[33] 15.6 22.8 22.6 57.7 7 51 460 °F (238 °C)[23]
เมล็ดทานตะวัน (มาตรฐาน, 65% linoleic)[34] 10.3 19.5 19.5 65.7 0 65.7
เมล็ดทานตะวัน (<60% linoleic)[35] 10.1 45.4 45.3 40.1 0.2 39.8

440 °F (227 °C)[23]

เมล็ดทานตะวัน (>70% oleic)[36] 9.9 83.7 82.6 3.8 0.2 3.6

440 °F (227 °C)[23]

เมล็ดฝ้าย[37] Hydrogenated 93.6 1.5 0.6 0.3
ปาล์ม[38] Hydrogenated 88.2 5.7 0
ถั่วเหลือง[39] Partially hydrogenated 14.9 43.0 42.5 37.6 2.6 34.9
ค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ (%) ของน้ำหนักไขมันรวม

สารอาหาร[แก้]

องค์ประกอบของน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์
กรดไขมันปกติ %[40] % (ยุโรป)[41]
กรดปาลมิติก 6.0 4.0-6.0
Stearic acid 2.5 2.0-3.0
กรดอะราคิดิก 0.5 0-0.5
Palmitoleic acid - 0-0.5
กรดโอเลอิก 19.0 10.0-22.0
Eicosenoic acid - 0-0.6
กรดลิโนเลอิก 24.1 12.0-18.0
กรดลิโนเลนิกอัลฟา 47.4 56.0-71.0
อื่น ๆ 0.5 -

ส่วนสภาแฟลกซ์แห่งแคนาดาระบุว่ามีสารอาหาร[42] ต่อช้อนโต๊ะคือ 14 กรัม

น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ไม่มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต หรือใยอาหาร

การใช้อื่น ๆ[แก้]

  • ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง
  • เพื่อดำรงสภาพ/รักษาจักรยาน เช่น เพื่อกันสนิมหรือเป็นน้ำมันหล่อลื่น
  • ใช้ทำเครื่องประดับบ้าน/เครื่องใช้ เช่นในการแต่งคิ้ว
  • ใช้ทาพื้นซึ่งทำด้วยดิน
  • อาหารสัตว์
  • น้ำมันหล่อลื่นในอุตสาหกรรม
  • ใช้แต่งผลิตภัณฑ์หนัง
  • ผ้าน้ำมัน
  • ใช้กับเครื่องตรวจจับอนุภาค/เครื่องตรวจหารังสี[43]
  • สิ่งทอ
  • ใช้รักษาไม้ (รวมทั้งเป็นสารออกฤทธิ์ในน้ำมันเดนิช)[ต้องการอ้างอิง]
  • ใช้เคลือบภาชนะหุงต้มในครัว

น้ำมันลินซีดแปรรูป[แก้]

น้ำมันสแตนด์ (stand oil)/น้ำมันลินซีดโพลีเมอร์[แก้]

น้ำมันโพลีเมอร์ทำโดยให้ความร้อนแก่น้ำมันลินซีดใกล้ ๆ 300 °C เป็นเวลา 2-3 วัน ในที่ที่ไม่มีอากาศ ในสภาพเช่นนี้ เอสเตอร์ไขมันไม่อิ่มตัวมีพันธะคู่หลายคู่จะกลายเป็น diene (ไฮโดรคาร์บอนที่มีพันธะคาร์บอนคู่ 2 คู่) แล้วเกิดปฏิกิริยา Diels-Alder reaction ทำให้โซ่โพลีเมอร์เชื่อมเข้าด้วยกัน (crosslink) ผลิตผลที่เหนียวมากนี้ สามารถใช้เคลือบผิวที่เมื่อแห้งแล้วยืดหยุ่นได้ดีกว่าน้ำมันลินซีดเอง ผิวเคลือบที่ได้จากน้ำมันเช่นนี้จะกลายเป็นสีเหลืองน้อยกว่าเมื่อใช้น้ำมันลินซีด

แม้น้ำมันถั่วเหลืองก็แปรรูปผ่านกระบวนการเช่นนี้ได้เหมือนกัน แต่จะแปรรูปช้ากว่า แต่น้ำมันตังอิ๊ว (tung oil) จะแปรรูปได้เร็วกว่าภายในเวลาเป็นนาที ๆ ที่อุณหภูมิ 260 °C[44]

น้ำมันลินซีดต้ม[แก้]

น้ำมันลินซีดต้ม (boiled linseed oil) เป็นน้ำมันที่ผสมน้ำมันลินซีดดิบ น้ำมันลินซีดโพลีเมอร์ และสารทำแห้งโลหะ (ซึ่งเป็นตัวเร่งให้แห้ง)[44] ในสมัยกลาง น้ำมันลินซีดจะต้มกับตะกั่วออกไซด์ (lead oxide, ตะกั่วเหลือง) กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า น้ำมันลินซีดต้ม[45][ต้องการหน้า] ตะกั่วออกไซด์ที่เป็นแอลคาไลน์ จะโปรโหมตกระบวนการพอลิเมอไรเซชัน (คือการชักแห้ง) ของน้ำมันลินซีดเมื่อเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ และการให้ความร้อนจะช่วยให้แห้งเร็วขึ้น

น้ำมันลินซีดดิบ[แก้]

น้ำมันลินซีดดิบก็คือน้ำมันเปล่า ๆ ที่ไม่ได้แปรรูป ไม่ได้เติมสารทำแห้งหรือทินเนอร์ ซึ่งโดยมากใช้เป็นอาหารสัตว์หรือทำเป็นน้ำมันต้ม มันไม่แข็งดีพอหรือเร็วพอเพื่อจัดเป็นน้ำมันชักแห้ง (drying oil)[46] น้ำมันลินซีดดิบบ่อยครั้งใช้ทาไม้คริกเกตเพื่อเพิ่มแรงเสียดผิวซึ่งช่วยให้คุมลูกบอลได้ดีกว่า[47] และยังใช้ทาสายพานหนังแบนเพื่อให้ลื่นน้อยลง

การติดไฟเอง[แก้]

ผ้าขี้ริ้วชุ่มน้ำมันลินซีดวางเป็นกองจัดว่าเสี่ยงอัคคีภัยเพราะมันให้พื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับกระบวนการออกซิเดชันของน้ำมันซึ่งอาจเกิดเร็วมาก เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน ซึ่งยิ่งเกิดเร็วยิ่งขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อความร้อนที่สะสมเกินอัตราการระบายความร้อนสู่สิ่งแวดร้อม อุณหภูมิก็จะสูงขึ้นและอาจร้อนพอให้ผ้าขี้ริ้วติดไฟเอง[48]

ในปี 1991 ตึก 38 ชั้นคือ One Meridian Plaza ในนครฟิลาเดลเฟียเสียหายอย่างรุนแรงโดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 3 ท่านเสียชีวิตในอัคคีภัยที่เชื่อว่าเกิดจากผ้าขี้ริ้วชุ่มน้ำมันลินซีด[49] ต่อมาต้องทุบตึกทิ้ง เป็นตึกสูงเป็นอันดับ 3 ในโลกที่ถูกทำลายจนถึงปี 1999 และอันดับ 7 จนถึงปี 2006[50]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. Jones, Frank N. (2003). "Alkyd Resins". doi:10.1002/14356007.a01_409.
  2. "'Rezept Kartoffeln mit Leinoel'".
  3. Vereshagin, AG; Novitskaya, GV (1965). "The triglyceride composition of linseed oil" (PDF). Journal of the American Oil Chemists' Society. 42: 970–974.
  4. de la Rie, E René (1982). "Fluorescence of Paint and Varnish Layers (Part II)". Studies in Conservation. 27 (2): 65–69.
  5. Flexner, Bob (2005). Understanding Wood Finishing. Reader's Digest Association. p. 75.
  6. Laver, James. "Preparing Your Cricket Bat - Knocking In". ABC of Cricket. Archived from the original on 2018-09-28.
  7. Diller, S; Diller, J (2004). Craftsman's Construction Installation Encyclopedia. Craftsman Book Company. p. 503.
  8. Rayfield, Julie K (1994). The Office Interior Design Guide: An Introduction for Facility and Design Professionals. John Wiley & Sons. p. 209.
  9. "Flax Seed Oil". Busy Women's Fitness. สืบค้นเมื่อ 2008-01-24.
  10. D. Berab; D. Lahirib & A. Naga (June 2006). "Studies on a natural antioxidant for stabilization of edible oil and comparison with synthetic antioxidants". Journal of Food Engineering. 74 (4): 542–545. doi:10.1016/j.jfoodeng.2005.03.042.
  11. "Oxidative stability of flaxseed lipids during baking". สืบค้นเมื่อ 2013-01-29.
  12. Muir, Alister D (2003). Flax, The genus Linum. Taylor & Francis Ltd. p. 298.
  13. Thompson, Lilian U.; Cunnane, Stephen C., eds. (2003). Flaxseed in human nutrition (2nd ed.). AOCS Press. pp. 8–11. ISBN 1-893997-38-3.
  14. "U.S. FDA/CFSAN Agency Response Letter GRAS Notice No. GRN 00256". U.S. FDA/CFSAN. สืบค้นเมื่อ 2013-01-29.
  15. 15.0 15.1 15.2 "US National Nutrient Database, Release 28". United States Department of Agriculture. May 2016. All values in this column are from the USDA Nutrient database unless otherwise cited.
  16. "Fats and fatty acids contents per 100 g (click for "more details") example: avocado oil; user can search for other oils". Nutritiondata.com, Conde Nast for the USDA National Nutrient Database, Standard Release 21. 2014. สืบค้นเมื่อ 7 September 2017. Values from Nutritiondata.com (SR 21) may need to be reconciled with most recent release from the USDA SR 28 as of Sept 2017.
  17. "Avocado oil, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  18. What is unrefined, extra virgin cold-pressed avocado oil?, The American Oil Chemists’ Society
  19. "Canola oil, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  20. 20.0 20.1 20.2 20.3 Katragadda, H. R.; Fullana, A. S.; Sidhu, S.; Carbonell-Barrachina, Á. A. (2010). "Emissions of volatile aldehydes from heated cooking oils". Food Chemistry. 120: 59. doi:10.1016/j.foodchem.2009.09.070.
  21. "Coconut oil, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  22. "Corn oil, industrial and retail, all purpose salad or cooking, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  23. 23.0 23.1 23.2 23.3 23.4 23.5 Wolke, Robert L. (May 16, 2007). "Where There's Smoke, There's a Fryer". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ March 5, 2011.
  24. "Cottonseed oil, salad or cooking, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  25. "Linseed/Flaxseed oil, cold pressed, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  26. Garavaglia J, Markoski MM, Oliveira A, Marcadenti A (2016). "Grape Seed Oil Compounds: Biological and Chemical Actions for Health". Nutr Metab Insights. 9: 59–64. doi:10.4137/NMI.S32910. PMC 4988453. PMID 27559299.
  27. "Efficacy of dietary hempseed oil in patients with atopic dermatitis". Journal of Dermatological Treatment. 2005. สืบค้นเมื่อ 25 October 2017.
  28. https://www.veghealth.com/nutrition-tables/Smoke-Points-of-Oils-table.pdf
  29. "Olive oil, salad or cooking, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  30. "Palm oil, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  31. Vegetable Oils in Food Technology 2011, p. 61.
  32. "Safflower oil, salad or cooking, high oleic, primary commerce, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  33. "Soybean oil, salad or cooking, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  34. "Sunflower oil, 65% linoleic, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 15 November 2018.
  35. "Sunflower oil, less than 60% of total fats as linoleic acid, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  36. "Sunflower oil, high oleic - 70% or more as oleic acid, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  37. "Cottonseed oil, industrial, fully hydrogenated, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  38. "Palm oil, industrial, fully hydrogenated, filling fat, fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  39. "Soybean oil, salad or cooking, (partially hydrogenated), fat composition, 100 g". US National Nutrient Database, Release 28, United States Department of Agriculture. May 2016. สืบค้นเมื่อ 6 September 2017.
  40. "Linseed" (PDF). Interactive European Network for Industrial Crops and their Applications. 2002-10-14. Archived from the original (PDF) on 2008-05-27. สืบค้นเมื่อ 2008-01-24.
  41. Deutsche Gesellschaft für Fettwissenschaft (see 'Leinöl Europa': Fettsäurezusammensetzung wichtiger pflanzlicher und tierischer Speisefette und -öle (PDF)
  42. "Flax - A Healthy Food". Flax Council of Canada. Archived from the original on 2011-07-06. สืบค้นเมื่อ 2008-01-24.
  43. Goldberg, Leah (2008-10-26). "Measuring Rate Capability of a Bakelite-Trigger RPC Coated with Linseed Oil". American Physical Society. Bibcode:2008APS..DNP.DA033G.
  44. 44.0 44.1 Poth, Ulrich (2002). Drying Oils and Related Products. Ullmann's Encyclopedia of Industrial Chemistry. Weinheim, Germany: Wiley-VCH. doi:10.1002/14356007.a09_055.
  45. Merrifield, Mary P. (2012). Medieval and Renaissance Treatises on the Arts of Painting: Original Texts. Dover Publications, Inc. ISBN 0486142248.
  46. Franks, George (1999). Classic Wood Finishing (2nd ed.). Sterling. p. 96. ISBN 0806970634.
  47. "Caring for your Bat". Gunn & Moore.
  48. Ettling, Bruce V.; Adams, Mark F. (1971). "Spontaneous combustion of linseed oil in sawdust". Fire Technology. 7 (3): 225. doi:10.1007/BF02590415.
  49. Routley, J. Gordon; Jennings, Charles; Chubb, Mark (February 1991), "Highrise Office Building Fire One Meridian Plaza Philadelphia, Pennsylvania" (PDF), Report USFA-TR-049, Federal Emergency Management Agency
  50. Ash, Russell (2006). The Top 10 of Everything 2007. New York: Sterling Publishing Company. p. 86. ISBN 978-0-600-61557-6.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]