ฌอร์ดี อัลบา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฌอร์ดี อัลบา
Russia-Spain 2017 (11).jpg
ฌอร์ดี อัลบา ขณะลงเล่นกับ สเปน พบกับรัสเซีย ในปี ค.ศ. 2017
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม ฌอร์ดี อัลบา ราโมส [1]
วันเกิด 21 มีนาคม ค.ศ. 1989 (31 ปี)
สถานที่เกิด ลุสปิตาแล็ตดายูบรากัต,
บาร์เซโลนา,
สเปน
ส่วนสูง 1.70 เมตร[2]
ตำแหน่ง กองหลังซ้าย
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
บาร์เซโลนา
หมายเลข 18
สโมสรเยาวชน
1998–2005 บาร์เซโลนา
2005–2007 กูร์เน็ลยา
2007–2008 บาเลนเซีย
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2007–2008 บาเลนเซีย เม็สตายา 18 (5)
2008–2012 บาเลนเซีย 74 (5)
2008–2009ฌิมนัสติก (ยืมตัว) 35 (4)
2012– บาร์เซโลนา 220 (10)
ทีมชาติ
2006 สเปน รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี 6 (1)
2009 สเปน รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี 9 (0)
2008–2011 สเปน รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี 4 (0)
2012 สเปน รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 4 (0)
2011– สเปน 70 (8)
2008– กาตาโลเนีย 5 (0)
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้กับสโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19:23, 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 (UTC)
‡ ข้อมูลการลงเล่นและประตูให้กับทีมชาติล่าสุด ณ วันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2020

ฌอร์ดี อัลบา อี ราโมส (ภาษากาตาลา: [ˈʒɔɾði ˈalβə ˈramos], ภาษาสเปน: [ˈɟʝoɾði ˈalβa ˈramos]; เกิดวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1989 เป็นนักฟุตบอลชาวสเปน ปัจจุบันลงเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาในลาลีกา และทีมชาติสเปน โดยหลักแล้วเล่นตำแหน่งกองหลังด้านซ้าย (แบ็กซ้าย)

ประวัติ[แก้]

ระดับเยาวชน[แก้]

อัลบาเกิดในลุสปิตาแล็ตดายูบรากัต, นครบาร์เซโลน่า, ในกาตาลัน อัลบาเริ่มต้นอาชีพในศูนย์ฝึกเยาวชนลามาเซียของบาร์เซโลน่า ซึ่งเขาเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย (left winger) แต่ได้รับการปล่อยตัวจากสโมสรเมื่อปี ค.ศ. 2005 เนื่องด้วยสภาพร่างกายที่เล็กเกินไป[3] จากนั้นเขาก็เข้าร่วมทีม กูร์เน็ลยา ซึ่งอยู่ในแคว้นคาตาลันเช่นกันและหลังจากผ่านไปเกือบสองปีเขาก็ตกลงย้ายเข้าสู่ บาเลนเซีย ในราคา 6,000 ยูโร และจบการศึกษาฟุตบอลที่นี่[4]

หลังจากช่วยให้ทีมสำรองของบาเลนเซีย เลื่อนชั้นสู่ เตร์เซราดีบีซีออน ในฤดูกาล 2007–08 อัลบา ได้ถูกยืมตัวไปยัง ฌิมนัสติก ทีมในเซกุนดาดีบีซีออน โดยเขาได้ลงเล่น 36 นัดให้กับทีม และพาทีมจบลำดับที่ 10 บนตารางคะแนนในลีก[5]

บาเลนเซีย[แก้]

อัลบา ขณะลงเล่นกับบาเลนเซีย

หลังจากกลับมาอยู่กับบาเลนเซียในฤดูกาล 2009–10 เมื่อวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 2009 อัลบาได้ลงเล่นเป็นนัดแรกในเกมที่เอาชนะ เรอัลบายาโดลิด 4-2 โดยเขาถูกส่งมาเป็นตัวสำรองแทนที่ ดาบิด ซิลบา ในนาทีที่ 80[6] เมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 2009 เขาได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมยูฟ่ายูโรปาลีก รอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งทีมของเขาพบกับ ล็อสก์ลีล ที่ สนามกีฬาลีล-เมโทรโปเลอ ซึ่งจบลงด้วยผลเสมอกันที่ 1–1 [7] หลังจากอัลบาได้รับบาดเจ็บ เขาได้เลือกที่จะเปลี่ยนตำแหน่งการเล่นจากตำแหน่ง ปีกซ้าย มาเป็นตำแหน่ง แบ็กซ้าย (กองหลังด้านซ้าย) ในวันที่ 11 เมษายน ค.ศ. 2010 อัลบาทำประตูแรกให้กับทีมได้ในนัดที่บาเลนเซีย ออกไปเยือนมายอร์กา ในเกมลาลิกา ซึ่งผลจบลงด้วยการแพ้ 2–3[8]

ในฤดูกาลถัดมา (2010–11) ภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง อูไน เอเมรี เขาได้ลงเล่นในตำแหน่งกองหลังด้านซ้ายอยู่เป็นประจำ โดยมี เฌเรมี มาตีเยอ เป็นตัวสำรองของเขาในตำแหน่งนี้ เขาลงเล่น 27 นัดในลีกและพาทีมจบลำดับที่ 3 บนตารางคะแนนลาลิกา และทำให้บาเลนเซียได้ลงเล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลถัดไป

ในฤดูกาลถัดมา เอเมรี ได้ใช้วิธีการลงเล่นเปลี่ยนตำแหน่งบ่อยครั้งเพื่อทำเกมรุกและเกมรับ ระหว่าง เฌเรมี มาตีเยอ กับ อัลบา ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เขาทดสอบใช้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว[9][10][11] ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพของเกมรับของทีม[12]

บาร์เซโลนา[แก้]

อัลบา ขณะลงเล่นกับบาร์เซโลนา ในฤดูกาล 2014–15 พบกับ นาโปลี ในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 2012 อัลบาเซ็นสัญญาได้กับ บาร์เซโลนา เป็นระยะเวลา 5 ปีโดยมีค่าตัวจำนวน 14 ล้านยูโร [13] เขาลงเล่นเป็นนัดแรกเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ในนัดเปิดฤดูกาลลาลีกาโดยเปิดกัมนอว์เอาชนะ เรอัลโซซิเอดัด 5–1 ตัวเขายังเล่นครบ 90 นาที อีกด้วย[14]

อัลบายิงประตูแรกของเขากับบาร์เซโลนาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 2012 ในนัดที่ออกไปเยือนเดปอร์ติโบเดลาโกรุญญา โดยเขายิงประตูขึ้นนำ 0–1 ในนาทีที่ 3 ก่อนที่ผลจะจบลงด้วยชัยชนะที่ 5–4 ในอีก 3 วันต่อมาในเกม ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2012-13 รอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งบาร์เซโลนาเปิดบ้านพบกับ เซลติก เข้ายังเป็นคนทำประตูชัยในนาทีที่ 93 ช่วยให้บาร์เซโลนาชนะไปด้วยผล 2–1[15] โดยในฤดูกาลแรกของอัลบานี้เขาได้รับโอกาสลงเล่นจาก ตีโต บีลานอบา ผู้จัดการทีม 44 นัดในทุกรายการและทวงคืนแชมป์ลีกกลับสู่ทีมได้หลังจากเสียแชมป์ให้กับ เรอัลมาดริด เมื่อฤดูกาลก่อน[16]

ในวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 2015 อัลบา ได้ต่อสัญญากับบาร์เซโลนาออกไปอีก 5 ปี จนถึงปี ค.ศ. 2020 โดยมีค่าฉีกสัญญา 150 ล้านยูโร[17] โดยสี่วันหลังจากวันที่ต่อสัญญานั้น อัลบา ได้ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ที่โอลึมพีอาชตาดีอ็อน ในกรุงเบอร์ลิน กับยูเวนตุส โดยทีมของพวกเขาเอาชนะไป 3–1 ทำให้ทีมคว้าแชมป์สมัยที่ 5 ได้สำเร็จ[18] ตลอดฤดูกาลเขาลงเล่น 38 นัดและทำ 1 ประตู และพาทีมคว้าทุกแชมป์ที่บาร์เซโลนามีสิทธิ์ลงเล่นในฤดูกาลนี้[19][20]

ในวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 อัลบา พาทีมคว้าแชมป์ โกปาเดลเรย์ โดยเขาสามารถทำประตูได้ในรอบชิงชนะเลิศ กับ เซบียา ที่ บิเซนเต กัลเดรอน ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ในนาทีที่ 97 เป็นประตูขึ้นนำ 1–0 ก่อนที่เนย์มาร์จะทำประตูที่สองทำให้ผลจบลงที่ 2–0[21]

ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 2019 อัลบา ได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมีค่าฉีกสัญญา 500 ล้านยูโร[22]

ระดับทีมชาติ[แก้]

อัลบา ขณะลงเล่นในโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 พบกับ โมร็อกโก ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด

ในปี ค.ศ. 2008 อัลบา ได้รับเลือกให้เข้าร่วมทีมชาติสเปน รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี เพื่อแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป โดยเขาทำประตูได้ในเกมกับเยอรมนี แต่สเปนตกรอบแรกของการแข่งขัน, ในปีต่อมา เขาคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันเมดิเตอร์เรเนียนเกมส์ 2009 ณ กรุงเพสการา กับทีมชาติสเปนรุ่นดังกล่าวนี้โดยเขาได้ลงเล่น 4 นัด, รวมถึงได้เข้าร่วมการแข่งขัน ฟุตบอลโลกเยาวชน รุ่ยอายุไม่เกิน 20 ปี ที่ประเทศอียิปต์

ในวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2011 อัลบา ได้ถูกเรียกตัวขึ้นสู่ทีมชาติสเปน ชุดใหญ่ เพื่อแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 รอบคัดเลือก กับ สาธารณรัฐเช็ก และ สกอตแลนด์.[23] โดยเขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมกับสกอตแลนด์ในวันที่ 11 ตุลาคม ซึ่งสเปนเอาชนะไป 3–1 โดยเขายังสามารถทำแอสซิตส์ให้กับดาบิด ซิลบา เพื่อนร่วมทีมบาเลนเซียทำประตูได้อีกด้วย[24] ในปี ค.ศ. 2012 เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติสเปน รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี สำหรับการแข่งขัน โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ที่สหราชอาณาจักร โดยเขาได้ลงเล่นครบทั้ง 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่มและสเปนก็ตกรอบที่รอบนี้หลังจากแพ้ 2 นัดและเสมอ 1 นัด[25]

อัลบา (แถวล่างด้านขวาสุด) พร้อมกับ 11 ผู้เล่นตัวจริงของทีมชาติสเปนในรอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 พบกับ อิตาลี

อัลบา ได้รับเลือกจาก บิเซนเต เดล โบสเกให้เป็น 1 ใน 23 คนของทีมชาติสเปน เพื่อแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 รอบสุดท้ายที่โปแลนด์ และ ยูเครน โดยเขาลงเล่นครบทุกนัดและในรอบก่อนรองชนะเลิศ เขาได้เปิดบอลให้กับ ชาบี อาลอนโซ ทำประตูขึ้นนำ 2–0 เก็บชัยชนะเหนือ ฝรั่งเศส ด้วยคะแนนดังกล่าวได้สำเร็จ[26], ในรอบชิงชนะเลิศ กับ อิตาลี เขาได้ทำประตูขึ้นนำ 2-0 ในนาทีที่ 41 โดยผลการแข่งขันจบลงที่ชัยชนะ 4–0 ทำให้สเปนคว้าแชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน [27][28]

ในปีถัดมาเขาได้เข้าร่วมแข่งขัน ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ 2013 ที่บราซิล โดยเขาสามารถทำ 2 ประตูได้ในเกมกับไนจีเรีย ในรอบแบ่งกลุ่มทำให้สเปนเอาชนะไป 3–0 โดยตลอดการแข่งขันเขาได้ลงเล่น 4 นัดรวมถึงในนัดชิงชนะเลิศ กับ บราซิล ที่มารากานัง ซึ่งทีมของพวกเขาแพ้ให้กับทีมเจ้าภาพไป 3–0 [29]

ในปีถัดมาเขาได้ถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมทีมเพื่อแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2014,[30] โดยเขาได้ลงเล่นครบทั้ง 3 นัดและทีมของพวกเขาตกรอบแรกของการแข่งขันครั้งนี้[31] ในปี ค.ศ. 2016 เขาได้เข้าแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่ฝรั่งเศส โดยเขาได้ลงเล่นทั้ง 4 นัดตลอดการแข่งขันรวมถึงในรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับอิตาลี ซึ่งสเปนแพ้ไป 2–0 ทำให้ทีมของพวกเขาตกรอบในรอบดังกล่าวนี้[32]ในปี ค.ศ. 2018 เขาได้แข่งขันฟุตบอลโลก ที่รัสเซีย ซึ่งเขาได้ลงเล่นในทุกนัดตลอดการแข่งขัน โดยทีมของเขาตกรอบในรอบ 16 ทีมสุดท้ายหลังจากแพ้การดวลลูกโทษ 4–3 ให้กับร้สเซียหลังเสมอกันใน 120 นาที 1–1 [33]

เกียรติประวัติ[แก้]

บาร์เซโลนา[2]

สเปน รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี

สเปน[2]

รางวัลส่วนตัว

อ้างอิง[แก้]

  1. "Jordi Alba". Liga de Fútbol Profesional. สืบค้นเมื่อ 16 August 2019.
  2. 2.0 2.1 2.2 "Jordi Alba". FC Barcelona. สืบค้นเมื่อ 4 September 2018.
  3. Jordi Alba, la bala (Jordi Alba, the bullet); Marca, 2 June 2014 (in Spanish)
  4. Jordi Alba, el lateral que se incorporó por sorpresa (Jordi Alba, the full back who joined by surprise); Sphera Sports, 4 January 2014 (in Spanish)
  5. Jordi Alba ya es grana y Campano puede quedarse (Jordi Alba is already grana and Campano might stay); Diario AS, 26 July 2008 (in Spanish)
  6. Villa stars in Valencia win; ESPN Soccernet, 13 September 2009
  7. "Losc 1-1 Valencia". UEFA. 17 September 2009. สืบค้นเมื่อ 3 May 2020.
  8. Los Che complete woeful week; ESPN Soccernet, 11 April 2010
  9. Barcelona 2–1 Valencia: Barca outmanoeuvred early on, but stage second half fightback; Zonal Marking, 19 October 2010
  10. Valencia 2–2 Barcelona: Emery gets the better of Guardiola early on, but Barca fight back; Zonal Marking, 22 September 2011
  11. Tactical breakdown of Valencia 2 – Barcelona 2 (Emery v Guardiola); 101 Great Goals, 22 September 2011
  12. Alba anxious to learn; FIFA, 5 October 2011
  13. Agreement with Valencia over Jordi Alba; FC Barcelona, 28 June 2012
  14. "Messi bags brace for five-goal Barca". ESPN Soccernet. 19 August 2012. สืบค้นเมื่อ 20 August 2012.
  15. "Breathtaking Barcelona blow Milan away". UEFA. 12 March 2013. สืบค้นเมื่อ 13 March 2013.
  16. "The first La Liga title for eight FC Barcelona players". FC Barcelona. 13 May 2015. สืบค้นเมื่อ 7 June 2015.
  17. "Agreement to extend Jordi Alba's contract until 30 June 2020". FC Barcelona. 2 June 2015. สืบค้นเมื่อ 2 June 2015.
  18. "Barcelona see off Juventus to claim fifth title". UEFA. 6 June 2015. สืบค้นเมื่อ 7 June 2015.
  19. "Almería 1–2 Barcelona". BBC Sport. 8 November 2014. สืบค้นเมื่อ 16 February 2016.
  20. "Barça make history with second treble!". FC Barcelona. 6 June 2015. Archived from the original on 7 June 2015. สืบค้นเมื่อ 7 June 2015. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  21. "Messi sirve el doblete" [Messi hands out double] (in Spanish). Marca. 22 May 2016. สืบค้นเมื่อ 23 May 2016.
  22. "Jordi Alba, a blaugrana until 2024". www.fcbarcelona.com (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-05-09.
  23. Only one new face as Del Bosque names Spain squad; Shanghai Daily, 30 September 2011
  24. Spain 3–1 Scotland; BBC Sport, 11 October 2011
  25. "Euro 2012 trio Mata, Alba & Martinez in Spain Olympic squad". BBC Sport. 5 July 2012. สืบค้นเมื่อ 19 February 2018.
  26. Centurion Alonso sends Spain into last four; UEFA, 23 June 2012
  27. "Spain overpower Italy to win UEFA EURO 2012". UEFA. 1 July 2012. สืบค้นเมื่อ 3 July 2012.
  28. Jordi Alba: I cannot believe what has happened; Goal, 1 July 2012
  29. "Alba brace sees Spain top group". FIFA. 23 June 2013. Archived from the original on 26 June 2013. สืบค้นเมื่อ 25 June 2013. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  30. "Spain World Cup 2014 squad". The Daily Telegraph. 2 June 2014. สืบค้นเมื่อ 9 July 2014.
  31. "Villa and Spain bow out on a high". FIFA. 23 June 2014. สืบค้นเมื่อ 9 July 2014.
  32. แม่แบบ:Cute web
  33. "Morata misses out on Spain's 23-man World Cup squad". Goal. 21 May 2018. สืบค้นเมื่อ 21 May 2018.
  34. "ITA – ESP 1:2 (0:0)" (PDF). Pescara 2009. 4 July 2009. Archived from the original (PDF) on 15 February 2012. สืบค้นเมื่อ 10 April 2014. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  35. "UEFA EURO 2012 Team of the Tournament". UEFA. 2 July 2012. สืบค้นเมื่อ 9 July 2014.
  36. "2015 World XI: the reserve teams". FIFPro. 11 January 2016. Archived from the original on 9 April 2019. สืบค้นเมื่อ 1 October 2017. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  37. "FifPro announces reserve Teams of the Year – but Luis Suarez and Arjen Robben won't be laughing while Iker Casillas is somehow named the second best goalkeeper of 2013". The Independent. 15 January 2014. สืบค้นเมื่อ 1 October 2017.
  38. "FIFA FIFPro World XI: the reserve teams". FIFPro. 15 January 2015. Archived from the original on 14 April 2019. สืบค้นเมื่อ 1 October 2017. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  39. "2016 World 11: the reserve teams". FIFPro. 9 January 2017. Archived from the original on 9 April 2019. สืบค้นเมื่อ 1 October 2017. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  40. "World 11: The Reserve Team for 2017–18". FIFPro. 24 September 2018. Archived from the original on 26 June 2019. สืบค้นเมื่อ 25 September 2018. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  41. "Rankings: How All 55 Male Players Finished". FIFPro World Players' Union. 23 September 2019.
  42. "UEFA Champions League squad of the season". UEFA. 9 June 2015. สืบค้นเมื่อ 9 June 2015.
  43. "The 2014/15 Liga BBVA Ideal XI". Liga de Fútbol Profesional. 15 June 2015. Archived from the original on 15 September 2018. สืบค้นเมื่อ 17 June 2015. Unknown parameter |url-status= ignored (help)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]