มณฑลปัตตานี
| มณฑลปัตตานี | |||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| มณฑลเทศาภิบาล | |||||||||||||||||||||
| พ.ศ. 2449 - พ.ศ. 2475 | |||||||||||||||||||||
![]() | |||||||||||||||||||||
| เมืองหลวง | ปัตตานี | ||||||||||||||||||||
| การปกครอง | |||||||||||||||||||||
| • ประเภท | สมุหเทศาภิบาลต่างพระเนตรพระกรรณ | ||||||||||||||||||||
| สมุหเทศาภิบาล | |||||||||||||||||||||
• พ.ศ. 2449–2466 | พระยาศักดิ์เสนี (หนา บุนนาค) (คนแรก) | ||||||||||||||||||||
• พ.ศ. 2466–2468 | หม่อมเจ้าสฤษดิเดช ชยางกูร | ||||||||||||||||||||
• พ.ศ. 2469–2475 | พระยาอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์ (หม่อมราชวงศ์ประยูร อิศรศักดิ์) (คนสุดท้าย) | ||||||||||||||||||||
| ยุคทางประวัติศาสตร์ | รัตนโกสินทร์ | ||||||||||||||||||||
• จัดตั้ง | 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2449 | ||||||||||||||||||||
• เป็นส่วนหนึ่งของมณฑลภาคปักษ์ใต้ | 29 มีนาคม พ.ศ. 2459 – 31 มีนาคม พ.ศ. 2469 | ||||||||||||||||||||
• ยุบรวมกับมณฑลนครศรีธรรมราช | 1 เมษายน พ.ศ. 2475 | ||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||
| ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ | |||||||||||||||||||||
มณฑลปัตตานี เป็นมณฑลที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2449 ประกอบด้วย 7 หัวเมือง ได้แก่ เมืองปัตตานี, เมืองยะหริ่ง, เมืองสายบุรี, เมืองหนองจิก, เมืองระแงะ, เมืองรามันห์, และเมืองยะลา ปัจจุบันคือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วย จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา
ประวัติ
[แก้]ในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างปัตตานีกับสยามเป็นแบบประเทศราชกับราชธานี อยู่ในความสัมพันธ์แบบหละหลวมตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งการมีอำนาจ หากสยามมีอำนาจที่จะปราบปรามและปกป้องได้ ปัตตานีก็พร้อมจะเป็นประเทศราชของสยาม แต่หากสยามมีภัยคุกคาม ปัตตานีก็ถือโอกาสแยกตัวเป็นอิสระทันที[1] ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีการแบ่งปัตตานีเป็น 7 หัวเมือง เพื่อต้องการตัดกำลังปัตตานีให้อ่อนลง[2] โดยสยามใช้วิธีผ่อนสั้นผ่อนยาว ปล่อยให้เจ้าเมืองมีความอิสระในการปกครองภายใน แต่ถึงกระนั้นแล้วก็พบว่าเจ้าเมืองใช้อำนาจกันอย่างไม่เป็นธรรม เก็บผลประโยชน์จากภาษีอากรเอง โดยไม่ได้ส่งส่วย ส่งแต่เพียงต้นไม้เงินต้นไม้ทองเท่านั้น[3] อีกทั้งมีภัยจากมหาอำนาจตะวันตกที่เริ่มประชิดชายแดนตั้งแต่ พ.ศ. 2329
จนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2445 พระยาแขกเจ้าเมือง ตานี ยะหริ่ง สายบุรี ระแงะ รามันห์ ยะลา และหนองจิก คบคิดขบถรัฐบาลต้องใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามจนระงับเหตุได้[4] ต่อมาจึงได้มีการยกเลิกระบบกินเมืองและตั้งมณฑลเทศาภิบาลซึ่งเป็นการดึงอำนาจของหัวเมืองต่าง ๆ เข้าสู่ศูนย์กลาง[5] จัดตั้งมณฑลปัตตานีเมื่อ พ.ศ. 2449 มีเมืองใหญ่น้อยรวมกัน 7 เมือง คือ ปัตตานี ยะลา ยะหริ่ง ระแงะ ราห์มัน สายบุรี และหนองจิก ให้พระยาศักดิ์เสนี (หนา) ดำรงตำแหน่งเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลปัตตานี[6]
พ.ศ. 2474 มณฑลปัตตานีได้รวมเข้ากับมณฑลนครศรีธรรมราช[7]
วิกฤตมณฑลปัตตานี 2465
[แก้]วิกฤตมณฑลปัตตานี พ.ศ. 2465 หรือที่บางแหล่งเรียกว่า "ขบถ พ.ศ. 2465" มีสาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งระหว่าง "หลักการและแนวปฏิบัติราชการ" ของรัฐสยาม กับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชาวมลายูในพื้นที่
ปัญหาและการแก้ปัญหา
[แก้]ในสมัยรัชกาลที่ 6 หลังสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพลาออก (พ.ศ. 2458) นำไปสู่การใช้ "อำนาจส่วนกลาง" และระเบียบราชการที่เข้มงวดโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนา และด้วยความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ มีการสั่งงานโดยตรงจากกระทรวงต่าง ๆ ไปยังพื้นที่โดยไม่ผ่านสมุหเทศาภิบาล ทำให้เกิดความสับสน
มีการเก็บภาษีที่หยุมหยิมและรุนแรง ปัญหาด้านการศึกษาและศาสนา อันเนื่องจากพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 ที่บังคับให้เด็กเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐและเก็บเงิน "ศึกษาพลี" (คนละ 1 บาท) มีการมองว่าเป็นภาระทางการเงินและเป็นการกีดกันทางศาสนา เพราะทำให้เด็กไม่มีเวลาไปเรียนพระคัมภีร์อัลกุรอานกับโต๊ะครู มีการบังคับเด็กหญิงให้เข้าเรียนร่วมกับเด็กชาย (สหศึกษา) และครูผู้ชาย ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลามอย่างยิ่ง พฤติกรรมการกดขี่บีบคั้นจากเจ้าหน้าที่รัฐ มีการบังคับในสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อ เช่น การบังคับให้เข้าร่วมพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (ซึ่งมีการอ้างถึงพระรัตนตรัย) หรือการเกณฑ์แรงงานในช่วงเดือนบวช (ถือศีลอด)
เหตุการณ์ปะทุจากความคับแค้นใจสะสมเหล่านี้นำไปสู่การรวมกลุ่มของชาวมุสลิมเพื่อสนับสนุนอับดุลกาเดร์ (อดีตเจ้าเมืองปัตตานี) เพื่อหวังจะตีเมืองคืนและขับไล่ข้าราชการไทย จนเกิดการปะทะกับตำรวจที่บ้านน้ำใสและเขาตูมในเดือนมกราคม พ.ศ. 2465
จากการประชุมร่วมกันของเสนาบดีกระทรวงต่าง ๆ โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิตเป็นประธาน รัฐบาลได้วางหลักการปกครองใหม่ 6 ประการ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานสำหรับมณฑลปัตตานีโดยเฉพาะ[8]
การปฏิรูป
[แก้]หลังจากจัดตั้งเป็นมณฑลปัตตานีโดยสมบูรณ์ ได้ยุบหัวเมืองทั้ง 7 เหลือเพียง 4 เมือง คือยุบเมืองหนองจิกและยะหริ่ง เข้ากับเมืองปัตตานี ยุบรวมเมืองราห์มันเข้ากับยะละรวมเรียกยะลา ส่วนระแงะกับสายบุรี คงไว้เช่นเดิม กระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป สอดคล้องกับนโยบายยกเลิกระบบเจ้าเมือง โดยอาศัยช่วงที่เจ้าเมืองคนใดคนหนึ่งถึงแก่อสัญกรรมแล้วไม่แต่งตั้งคนใหม่ทดแทน แต่มีการโยกย้ายยุบรวมตามความเหมาะสม ต่อมายุบเมืองระแงะเข้ากับบางนรา แล้วเปลี่ยนชื่อบางนราเป็นเมืองนราธิวาส เมื่อ พ.ศ 2458 ปีต่อมา พ.ศ. 2459 โปรดให้เรียกทุกเมืองที่เหลืออยู่เป็นจังหวัด มณฑลปัตตานีตอนนั้นจึงประกอบด้วย 4 จังหวัด คือ จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และ จังหวัดสายบุรี จนกระทั่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2474 เมื่อมีการประกาศยุบเลิกมณฑลปัตตานี ได้ลดฐานะจังหวัดสายบุรีเป็นอำเภอสายบุรีเข้ารวมกับจังหวัดปัตตานีและลดฐานะจังหวัดระแงะเป็นอำเภอระแงะเข้ารวมกับจังหวัดนราธิวาสตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา[9]
มณฑลปัตตานีแตกต่างจากมณฑลทั่วไป คือ ประกอบด้วยราษฎรหลากหลายเชื้อชาติ ภาษา ขนบธรรมเนียมและศาสนา จึงมีการผ่อนผันเป็นพิเศษให้สอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น เช่น ผ่อนผันให้เกณฑ์ชายฉกรรจ์เป็นตำรวจภูธรแทนการเกณฑ์เป็นทหาร เนื่องจากชาวมุสลิมไม่พอใจในการเกณฑ์เป็นทหาร ได้มีการจัดตั้งศาลเป็น 2 ศาล คือ ศาลทั่วไปและศาลสำหรับการพิจารณาคดีศาสนาอิสลาม รัฐบาลยังประกาศยกเว้นการเก็บภาษีบางอย่าง เช่น ภาษีค่านา ค่าราชการ และสรรพภาษีภายใน[10]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ มณฑลเทศาภิบาล : วิเคราะห์เปรียบเทียบ, 350.
- ↑ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. "คำนำพงศาวดารเมืองปัตตานี". 4.
- ↑ มณฑลเทศาภิบาล : วิเคราะห์เปรียบเทียบ, 356.
- ↑ "กรณีเจ้าแขกเจ็ดหัวเมือง การเริ่มต้นความจริงเกี่ยวกับปัตตานี ด้วยประวัติศาสตร์แห่งการลวง". ศิลปวัฒนธรรม.
- ↑ ปิยดา ชลวร. "ส่วย ภาษีและผลประโยชน์ของเจ้าเมืองปัตตานี" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2021-08-28. สืบค้นเมื่อ 2021-08-28.
- ↑ "ภูมิศาสตร์มณฑลปัตตานี" (PDF).
- ↑ "ยุบรวมพื้นที่บางมณฑลและบางจังหวัด" (PDF). ราชกิจจานุเบกษา. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2008-04-09. สืบค้นเมื่อ 2021-08-28.
- ↑ พรรณงาม เง่าธรรมสาร. "วิกฤตมณฑลปัตตานี 2465: บทเรียนสมัยรัชกาลที่ 6" (PDF). โครงการความมั่นคงศึกษา.
- ↑ มณฑลเทศาภิบาล : วิเคราะห์เปรียบเทียบ, 377.
- ↑ มณฑลเทศาภิบาล : วิเคราะห์เปรียบเทียบ, 379.
บรรณานุกรม
[แก้]- วุฒิชัย มูลศิลป์. "มณฑลเทศาภิบาล : วิเคราะห์เปรียบเทียบ" (PDF). สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2021-07-16. สืบค้นเมื่อ 2021-08-28.
