คอนเสิร์ต เวลคัม ทู อิสานเขียว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
คอนเสิร์ต เวลคัม ทู อิสานเขียว
นักร้อง คาราบาว
รูปแบบ คอนเสิร์ตครั้งใหญ่
อัลบั้ม เวลคัม ทู ไทยแลนด์
สถานที่ สนามกีฬากองทัพบก
วันเริ่มต้นการแสดง 27 ธันวาคม พ.ศ. 2530
หมายเหตุ มีเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อคอนเสิร์ตนี้ด้วยนั้นก็คือเพลง ชีวิตสัมพันธ์ แต่งโดย ป้อม อัสนี และ แอ๊ด คาราบาว [1]

เวลคัม ทู อิสานเขียว หรือที่นิยมเรียกกันว่าคอนเสิร์ต คอนเสิร์ตสายธารสู่อิสานเขียว เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ของวงคาราบาว จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ณ สนามกีฬากองทัพบก ซึ่งคอนเสิร์ตนี้มีจำนวนผู้ชมมากกว่า 100,000 คน และมีการถ่ายทอดสดและบันทึกเทปแสดงสดออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 อีกด้วย ซึ่งรายได้ทั้งหมดได้นำไปมอบให้โครงการอิสานเขียว ของกองทัพบก เพื่อแก้ปัญหาความแห้งแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในภายหลังได้มีการทำเทปออกมาวางจำหน่ายโดยอามีโก้ ในปี พ.ศ. 2531 ด้วย

จุดเริ่มต้นของคอนเสิร์ต[แก้]

ในช่วงปี พ.ศ. 2530 ภาคอีสานในขณะนั้นได้เผชิญปัญหาต่างๆ อย่างมากมายจากเรื่องของภัยแล้งทางธรรมชาติอย่างใหญ่หลวง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนน้ำอย่างสาหัส ฝนทิ้งช่วง ไม่ตกตามฤดูกาลหลายปีติดต่อกัน จนทำให้ผู้คนต่างอพยพทิ้งถิ่นเข้ามาหางานทำในเมืองกรุง แม้ทางรัฐจะพยายามแก้ไขในเรื่องราวข้างต้นเหล่านี้ แต่ก็ยังไม่ทันต่อการบำบัดทุกข์สักเท่าไหร่นัก เมื่อ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงทราบถึงความยากแค้นลำเข็ญ พระองค์จึงมีกระแสพระราชดำรัสกับ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ให้หาหนทางบำบัดความเดือดร้อนเป็นการเฉพาะ จึงเป็นที่มาของโครงการ “น้ำพระทัยจากในหลวง” หรือโครงการ “อีสานเขียว”

หลังจากกระแสพระราชดำรัส รถบรรทุกน้ำและอุปกรณ์พร้อมสรรพนับร้อยคันจากกองทัพบก ก็พุ่งตรงเข้าสู่ภาคอีสานดินแดนที่รอคอยความช่วยเหลือ โดยเฉพาะทางภาคจังหวัดนครราชสีมาตอนบน , ขอนแก่น , มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งอย่างรุนแรง แม้ในระยะแรกจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการเริ่มจากการให้บริการน้ำเท่านั้น แต่ก็ถือว่าประสบผลสำเร็จไปด้วยดี พระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ แผ่ขยายประดุจท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล อบอวลไปด้วยความเมตตาคุณที่หลั่งชโลมลงสู่หัวใจของพสกนิกรทั่วหน้า เปรียบเสมือนสายฝนจากฟากฟ้าสู่ประชาชนชาวไทยให้คลายทุกข์โดยพลัน

ด้าน ยืนยง โอภากุล หรือ “แอ๊ด คาราบาว” ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชื่อดังในขณะนั้น ได้เล็งเห็นถึงปัญหาและทราบถึงเรื่องราวของพี่น้องชาวอีสานในเวลานั้น จึงได้ตัดสินใจเขียนเพลง บิ๊กเสี่ยว ขึ้นมา เพื่อบอกเล่าและแนะถึงปัญหาการแก้ไขของภาคอีสาน ที่บรรจุไว้ในอัลบั้มชุดที่ 8 ของวงคาราบาว ด้วยอัลบั้มชุด เวลคัม ทู ไทยแลนด์ ที่ได้ถูกวางจำหน่ายออกไปในช่วงเวลานั้น พร้อมทั้งได้เริ่มทำการติดต่อทางหน่วยงาน “กองทัพบกไทย” ที่มี พล.อ.ชวลิต จงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งผบ. ทบ. และรักษาราชการ ผบ. ทสส. เป็นแม่งาน , กลุ่มศิลปิน ในการร่วมมือกันจัดคอนเสิร์ตการกุศลครั้งยิ่งใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ขึ้นมา เพื่อหาเงินสมทบทุนแก่โครงการอีสานเขียวของทางภาครัฐ ภายใต้ชื่องาน “เวลคัม ทู อิสานเขียว” ที่มีวงคาราบาวเป็นแกนนำหลักของงานครั้งนี้ พร้อมทั้งเพื่อนศิลปินที่มีคุณค่าต่อสังคม อาทิ หงา คาราวาน , อัสนี โชติกุล , พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ , สีเผือก คนด่านเกวียน , สุเทพ โฮป , แหลม มอริสัน , กิตติ กีตาร์ปืน พร้อมด้วย คำภีร์ , กะท้อน และ “บริษัท โคคา - โคล่า เอ็กซ์ปอร์ต คอร์เปอร์เรชั่น” หรือเครื่องดื่ม โค้ก

“ผมอยากทำให้รู้ว่าภาคเอกชนก็มีส่วนช่วยเหลือสังคม และเพื่อให้ศิลปินได้แสดงออกโดยไม่ต้องแอบแฝงผลประโยชน์ทางธุรกิจ
ประเทศเราเป็นประเทศด้อยพัฒนา ทุกๆ ส่วน เมื่อมีโอกาสก็ต้องช่วยเหลือกัน เป็นการแสดงเจตนาดีต่อประเทศชาติ ไม่มีค่าย ไม่มีสังกัด
... ป้อม (อัสนี โชติกุล) ก็พูดมานานแล้วว่าอยากทำอะไรให้อีสาน แต่ลำพังป้อมทำเองคงไม่ไหว”

ยืนยง โอภากุล

เปิดใจถึงที่มาของคอนเสิร์ตครั้งนี้ กับทางทิวา สาระจูฑะ เมื่อครั้งที่ทั้งคู่ได้ไปพบกันที่บ้าน เป็นเวลา 2 เดือนก่อนถึงงานจริง

โครงการดังกล่าวเป็นภารกิจส่วนรวมเพื่อธรรมชาติ ซึ่งคนในชาติควรมีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยกันแก้ปัญหา รวมทั้งให้ความช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติด้วยความสามัคคีกันอย่างเหนียวแน่น โค้กและคาราบาว รวมทั้งกลุ่มฺเพื่อนศิลปินก็เป็นอีกหนึ่งในประชาชนและองค์กรภาคเอกชนที่ปรารถนาจะมีส่วนร่วมช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ลุล่วงไปได้ส่วนหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นเพียงจุดเล็กน้อยเมื่อเปรียบกับภารกิจหลักที่ต้องใช้กำลังทรัพย์ กำลังคน และระยะเวลาอีกมหาศาลก็ตาม การจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้จากประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในโครงการ โดยแลกเปลี่ยนกับความบันเทิงด้วยเสียงเพลงจากศิลปินกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะเผยแพร่และสนับสนุนโครงการดังกล่าวสู่มวลชนมากกว่าการมาร้องเพลงเล่นดนตรีอย่างเลื่อนลอย

จึงได้รับความเห็นชอบจากผู้บัญชาการทหารบก ให้ใช้สนามกีฬากองทัพบก เป็นสถานที่จัดงานคอนเสิร์ตในครั้งนี้ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการจากทุกฝ่ายให้ดำเนินงานจัดการแสดงด้วยความเรียบร้อยและให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด โดยบริษัทโคคา-โคล่า เอ็กซ์ปอร์ต คอร์เปอเรชั่น รับอุปถัมภ์งบประมาณใช้จ่ายในการจัดงานนี้ทั้งหมด ซึ่งรายได้อันพึงมีจากการขายบัตร , การบริจาค และอื่นๆ จะนำเข้ามาสมทบเข้าโครงการอีสานเขียว โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับงานนี้ ได้ทุ่มทุนสร้างเวทีพร้อมแสง-เสียง ไปเป็นจำนวน 1,200,000 บาท และค่าโฆษณาอีกประมาณกว่า 800,000 บาท ไม่รวมสื่อโฆษณาวิทยุและโทรทัศน์ในเครือข่ายทหารที่บริการโฆษณาให้ฟรี โดยมี “แต๋ว - วาสนา ศิลปิกุล” แห่ง “แว่วหวาน” เป็นหัวขบวนในการดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์

ชีวิตสัมพันธ์[แก้]

ในคอนเสิร์ตครั้งนี้ ยังได้มีการประพันธ์บทเพลง “ชีวิตสัมพันธ์” ขึ้นมา เพื่ออุทิศแก่มวลมนุษยชาติกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความหมายสัมพันธ์กับโครงการอีสานเขียวอย่างเด่นชัด โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่าง “แอ๊ด คาราบาว” และ “อัสนี โชติกุล” ที่ร่วมกันสร้างสรรค์บทเพลงนี้ขึ้นมา รวมถึงเหล่าศิลปินทุกคนจากงานนี้ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเล่นและร้องกันอย่างพร้อมเพรียง ตรงตามเจตนารมณ์ส่วนหนึ่งของกองทัพบกที่ปรารถนาอยากให้มีบทเพลง ในลักษณะที่ทำให้ผู้ฟังมีกำลังใจที่จะต่อสู้ปัญหาหรือเสนอแนะในแนวทางการแก้ปัญหาต่อเมื่อผู้ฟังแล้วเกิดความเข้าใจ จึงเป็นที่มาของเพลงชีวิตสัมพันธ์ในครั้งนี้

โดยยืนยง เผยว่าได้ไอเดียมาจากเพลง “WE ARE THE WORLD” บทเพลงเพื่อการกุศลระดับตำนาน ที่ประกอบไปด้วยเหล่าศิลปินชื่อดังในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น Michael Jackson , Stevie Wonder , Bob Dylan , Billy Joel , Tina Turner และอีกมากมาย ที่ออกในนามของ “USA. for AFRICA” (United Support of Artists for Africa) เมื่อปี พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) เพื่อหารายได้สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบทุพภิกขภัย ในประเทศแอฟริกา ที่ประสบปัญหาความแห้งแล้งผิดปกติในช่วงปี 1984-1985 และประสบภาวะขาดแคลนอาหารใน 6 ประเทศ

“ผมคิดว่าการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ คน มันเป็นวงจรของธรรมชาติ
ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ชีวิตก็จะโดดเดี่ยวเสียสมดุล ขาดพืช .. มนุษย์กับสัตว์จะทำยังไง
ขาดสัตว์ .. มนุษย์บ้าแน่ถ้าหาพืชที่มีโปรตีนไม่ได้ เอาเป็นว่า ถ้าเราจะอยู่ร่วมกัน ก็ขอให้อยู่ครบทุกสิ่งทุกอย่างที่ธรรมชาติให้มา”

ยืนยง โอภากุล

เล่าถึงความคิดของตนเอง ตอนที่จรดปากกาเขียนเพลง ‘ชีวิตสัมพันธ์’ ขึ้นมา

3 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ... การนัดหมายครั้งสำคัญของเหล่าศิลปินก็ได้เริ่มต้นขึ้น เพื่อบันทึกเสียงลงในเพลง ‘ชีวิตสัมพันธ์’ ที่ห้องบันทึกเสียงคาราบาวในวันดังกล่าว โดยการบันทึกเสียง ใช้เวลายืดยาวไปตลอดทั้งวัน จนถึงช่วงดึก ก่อนที่จะเสร็จสิ้นในวันที่ 4 ธันวาคม เมื่อสีเผือกได้มาบันทึกเสียงร้องลงเป็นคนสุดท้าย

เบื้องหลังคอนเสิร์ต[แก้]

สำหรับงานในครั้งนี้ ได้มีการเตรียมงานกันถึงเวลา 2 เดือนเต็มด้วยกัน โดยได้เกณฑ์คนที่มีประสบการณ์ในแต่ละด้าน ทั้งในเรื่องแสง เสียง ฉาก เวที สไลด์ สคริปต์ และอีกมากมาย ในหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละส่วน แม้กระทั่งงานประชาสัมพันธ์ก็ค่อนข้างละเอียดอ่อน และเตรียมงานอย่างพิถีพิถัน ในการระดมเพื่อนศิลปิน ทุกคนล้วนต่างมากันด้วยใจ และต่างไม่ปฏิเสธ เมื่อรู้ถึงเจตนารมณ์ของงานนี้

“จุดมุ่งหมายก็คงจะเป็นเรื่องช่วยเหลืออีสานนะฮะ ก็คิดว่าคงได้รับความช่วยเหลือ
และการสนับสนุนจากทุกๆ ส่วน ทุกๆ ฝ่าย เพราะว่าเราทำได้แค่นี้นะฮะ ก็มายืนร้องเพลง แล้วก็ทำให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นฮะ”

อัสนี โชติกุล

กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการร่วมงานครั้งนี้

เริ่มจากการทยอยมาซ้อมกันที่ห้องบันทึกเสียงคาราบาว รวมถึงการเตรียมคิวซ้อมที่บัตเตอร์ฟลายสตูดิโอ หรือที่ห้องอัดของวงคาราบาวเอง ก็ใช้เวลามากพอสมควร ซึ่งในงานครั้งนี้ วงคาราบาวนั้นรับหน้าที่เป็นวงยืนแบ็คอัพให้ตลอดทั้งการแสดง โดยมีแอ๊ด และ “เล็ก - ปรีชา ชนะภัย” 2 สมาชิกจากวงคาราบาว ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อศิลปินมาร่วมงาน แม้ว่าจะมีปัญหาเล็กน้อยในเรื่องของศิลปินที่มาจากต่างสังกัด แต่เพื่อการกุศล ทุกคนก็ยืนยันร่วมมือด้วยสปิริตอย่างเต็มที่

“เราได้เชื้อเชิญศิลปินที่เชื่อได้ว่าทำงานเพื่อสังคมมาด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ เล่นดนตรีกันด้วยวิญญาณ
อย่างพี่ติ (กิตติ กีตาร์ปืน) หรือพี่แหลม (มอริสัน) เขาก็ยืนหยัดกับดนตรีของเขามาตลอด”

ยืนยง โอภากุล

ให้สัมภาษณ์แก่ทางสีสัน

11 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ... ได้มีการจัดงานแถลงข่าวของคอนเสิร์ตเวลคัม ทู อิสานเขียวขึ้นมา ที่โรงแรมเพรสสิเด้นท์เพื่อเป็นการยืนยันถึงความพร้อมในทุกๆ ด้าน ที่จะสร้างปรากฏการณ์นี้ให้เป็นจริง และยังมีการเผยแพร่เพลงชีวิตสัมพันธ์ ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานอีกด้วย แอ๊ด คาราบาว ได้กล่าวเปิดใจกลางงานแถลงข่าวของคอนเสิร์ตครั้งนี้ว่า “งานครั้งนี้จะไม่มีวันบรรลุมาถึงวันนี้ได้เลย หากไม่ได้รับความร่วมมือจากพี่ๆ เพื่อนๆ ก่อนที่จะตัดสินใจทำงานชิ้นนี้ ผมได้คุยกับพี่หงา ได้คุยกับป้อม ได้คุยกับพี่ๆ เพื่อนๆ อีกหลายคน งานนี้จึงสามารถเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้”

เมื่อใกล้ถึงวันจริง ก็มีการซ้อม SOUNDCHECK กันถึง 3 วันเต็ม บางวันซ้อมถึงตี 2 บ้าง หรือตี 5 บ้าง เอ็นจิเนียร์ผู้เกี่ยวข้องที่คลุกอยู่กับการซ้อมจนถึงวันสุดท้าย ได้เปิดเผยกับทางนิตยสารแพรวสุดสัปดาห์ว่า ศิลปินทุกคนต่างมีความทรหดอดทน แม้จะเป็นการซ้อมที่ยาวนาน แต่ก็ไม่มีการบ่นออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว

“ผลที่จะได้จากงาน ในแง่ของการช่วยเหลือ คงไม่มากนัก เมื่อเทียบกับความต้องการจริงๆ
แต่ก็เป็นงานที่ได้ทำ ศิลปินได้มาร่วมกัน ได้ยืนยันในฐานะของคนร้องเพลงเพื่อสังคม”

สีเผือก คนด่านเกวียน

กล่าวกับทางทิวา สาระจูฑะ ในคืนวันซ้อมใหญ่

27 ธันวาคม พ.ศ. 2530[แก้]

ในวันที่ผืนฟ้ายามเย็นฉาบฉวยไปด้วยแสงทองของความอบอุ่น ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า เสมือนความแห้งแล้งกำลังจะสูญสลาย เพราะนับตั้งแต่บัดนี้ จะเป็นเวลาของการรวมอุดมการณ์อันแน่วแน่ของผู้คนร่วม 60,000 ชีวิตที่ได้หลั่งไหลกันมารวมตัวกันที่สนามกีฬากองทัพบก ถนนวิภาวดีรังสิตอย่างคับคั่ง ในเวลาที่กำลังจะส่งประกายความชุ่มชื้นแผ่ซ่านไปทั่วผืนแผ่นดินผ่านเสียงเพลงหลากลีลาหลายท่วงทำนองจากเหล่าศิลปินนับสิบชีวิตร่วมกันขับพลังแห่งความสามัคคีให้กึกก้อง ขานรับด้วยเสียงประสานของประชาชนหลายหมื่นคนในสนามกีฬากองทัพบก

“พันเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา” หรือ “บิ๊กแอ๊ด” เลขานุการคณะกรรมการจัดงานคอนเสิร์ตเวลคัม ทู อิสานเขียว และประธานคณะอนุกรรมการประสานงานฯ สวมชุดทหารสีเขียวเข้ม ยืนที่ขอบสนามด้านหนึ่ง เพ่งมองผ่านแว่นตาสีชาพร้อมเปรยถึงฝูงชนด้านหน้าว่า “... มันเป็นภาพที่สวยงามที่สุด มีเงินมหาศาลก็ซื้อมวลชนอย่างวันนี้ไม่ได้ ...”

จวนจะเปิดม่านแล้วทุกขณะ ผู้คนก็ต่างหลั่งไหลเข้ามากันอย่างไม่ขาดสาย ผ่านการตรวจตราอาวุธและบางอย่างที่คล้ายจะใช้ทดแทนได้ เช่นเขาควาย ขวดกระบอง และอื่นๆ ถูกขอร้องให้เก็บฝากเอาไว้ก่อน “เราอยากให้ทุกคนมาสนุก จึงจำเป็นที่จะต้องขอเก็บอาวุธและสิ่งที่จะใช้เป็นอาวุธได้ ในที่ที่เรารับฝาก ... เราใช้กองกำลังที่เตรียมรับสถานการณ์ป้องกันความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้น โดยมีทั้งสารวัตรทหาร ตำรวจ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ และกองปราบปรามจำนวน 500 นาย และยังมีกองกำลังที่ตั้งมั่นอยู่ที่ตั้งจำนวนหนึ่ง ซึ่งพร้อมจะรับคำสั่งให้มาปฏิบัติการได้ทันที เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น” - พันเอกบิ๊กแอ๊ดกล่าวถึงมาตรการความปลอดภัยที่ได้เตรียมไว้สำหรับงานครั้งนี้

เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 โมงครึ่ง ช่วงเวลาแห่งความสนุกก็ได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยการแสดงจากวง “คำภีร์” วงดนตรีเพลงเพื่อชีวิตหน้าใหม่จากอัลบั้ม “... ถึงเพื่อน” ที่นำโดย “พงษ์สิทธิ์ คำภีร์” ออกมาเปิดรายการด้วยเพลง “ลูกอีสาน” บทเพลงที่มีท่วงทำนองแบบจังหวะเร้กเก้ ที่สามารถเปลี่ยนภาพของฝูงชนในสนามกีฬากองทัพบกไปได้ในทันที ด้วยการลุกฮือขึ้นอย่างพร้อมเพรียงเมื่อเสียงเพลงแรกดังขึ้น บ้างก็ดีดดิ้นกันเป็นกลุ่มใหญ่ บ้างก็โชว์ลีลาอย่างท้าทายเพียงลำพัง เปรียบเสมือนกับดิสโก้เธคกลางแจ้ง

เมื่อคำภีร์บรรเลงบทเพลงของตนไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ได้ต่อเนื่องด้วยการแสดงจากวง “กะท้อน” ที่ขึ้นมาเปิดการแสดงด้วยเพลงเอกของตนเอง อย่าง “สาวรำวง” โดยมีสาวอ้อยแผดเสียงขึ้นพร้อมมนต์ขลังที่ชักพาฝูงชนร่ายรำใต้แสงตะวันที่อบอุ่น มีชูกำปั้นยกขึ้นมาตามจังหวะ ซึ่งกะท้อนนำเสนอความมันส์ให้แก่แฟนเพลงอย่างสนุกสนานด้วยบทเพลงจากผลงานชุดใหม่ “ลูกสาวชาวนา” ไม่ว่าจะเป็น “เอ็กซเรย์” , “บุญแข่งเรือ” และ “อ้ายจอห์นสัน” ซึ่งเป็นบทเพลงสุดท้าย ที่ทิ้งอารมณ์ที่ร้อนแรงคั่งค้างไว้ระยะหนึ่ง หลังเจ้าหน้าที่จัดการเคลียร์เวทีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ทุกคนต่างรอคอย กับการแสดงของศิลปินหลักอย่าง “คาราบาว” ที่สมาชิกแต่ละคนค่อยๆ ก้าวขึ้นมาจับเครื่องดนตรีตามตำแหน่งของตน พร้อมด้วยเสียงต้อนรับจากแฟนเพลงอย่างเนืองแน่น

เมื่อยืนยง โอภากุล เดินขึ้นมากึ่งกลางเวที ด้วยเสียงคอร์ดสะบัดพลิ้ว ในบทเพลง “ด่านเกวียน” ที่มี “เขียว - กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร” เป็นผู้ขับร้อง พร้อมด้วยเพลงในอดีตอย่าง “เมากีตาร์” , “เฒ่าทะเล” และเพลงใหม่ “คนหนังเหนียว” ตามลำดับกันมาอย่างไม่ขาดสาย

เมื่อพวกเขาบรรเลงมนต์เพลงคาราบาวไปได้ชุดหนึ่ง ก็ได้ส่งไม้ต่อให้กับ “สุเทพ ถวิลย์วัฒนกุล” จากวง “โฮป” มาร่วมแจมกับวงคาราบาวในเพลง “ลุงขี้เมา” บทเพลงที่เขาเคยบันทึกเสียงแมนโดลินลงในเพลงนี้ให้กับวงคาราบาว เมื่อปี พ.ศ. 2524 พร้อมทั้งบทเพลง “จากใจ” และ “หนุ่มสุพรรณ” จากนั้นก็ต่อเนื่องด้วยการแสดงจาก “สีเผือก คนด่านเกวียน” ในบทเพลง “สวรรค์บ้านนา” , “วณิพก” และ “เด็กปั๊ม” บทเพลงเอกของเขา ที่ยืนยงได้ขอร่วมร้องในเพลงนี้ด้วย แล้ว “พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ” ก็ขึ้นมารับช่วงต่ออีกครั้งในบทเพลง “เฉย” , “คนกับหมา” และ “หำเทียม”

จนกระทั่งเวลา 17.30 น. “พล.อ.ชวลิต จงใจยุทธ” ผบ.ทบ. และรักษาการแทน ผบ.สูงสุด ได้เข้ามาถึงที่นั่งประธานมวลชน พร้อมกับการพูดถึงคอนเสิร์ตนี้เป็นพิธีเปิดอย่างสั้นๆ และรวบรัด แต่ได้ใจความถึงศิลปินทุกคนที่ได้มาร่วมงานว่า“งานที่จัดในวันนี้ นับว่าดีอย่างนึกไม่ถึง และไม่เคยดูงานอย่างนี้มาก่อนในชีวิต ซึ่งแต่ละคนที่มาใน งานวันนี้ก็น่ารัก ผมอยากให้ทุกคนที่มาในงานมีความสุข ขอขอบคุณบริษัทโค้กและคุณแอ๊ด คาราบาว ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี” พลเอกชวลิตพูดน้อยกว่าเวลาที่กำหนดให้ แต่สามารถเรียกเสียงปรบมือจากเหล่าคนดูได้ทั้งสนามได้เป็นอย่างดี โดยหลังจากการกล่าวเปิดคอนเสิร์ตอย่างเป็นทางการจากพลเอกชวลิต ก็ได้เริ่มต้นการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ในเวลา 18.30 น. ด้วยการแสดงจาก “หงา คาราวาน” อาจารย์ใหญ่แห่งวงการเพลงเพื่อชีวิต ที่มาพร้อมกับบทเพลง “ดอกไม้ให้คุณ” และ “เมด อิน ไทยแลนด์” ที่ได้สร้างความฉงนให้แก่เหล่าผู้ชม ด้วยการทิ้งตัวลงไปเกลือกกลั้วทั่วพื้นเวทีเมื่อถึงท่อนโซโล่ของเพลง

แล้วก็ถึงคิวของเหล่ามือกีตาร์ชั้นนำ ที่ออกมาวาดลวดลายฝีมือของตัวเองร่วมกับสมาชิกวงคาราบาว ไม่ว่าจะเป็น '“อัสนี โชติกุล” ที่เปิดรายการด้วยเพลง “บังอรเอาแต่นอน” ซึ่งสามารถเรียกเสียงอื้ออึงโห่ร้องได้ดังที่สุด แล้วต่อด้วย “น้ำเอย น้ำใจ” และ “ก็เคยสัญญา” บทเพลงยอดนิยมจากผลงานชุดผักชีโรยหน้าของเขา ที่ได้ชวนยืนยงมาร่วมแจมด้วย ตามด้วย “แหลม มอริสัน” ที่ออกมาร่วมแจมกับป้อม อัสนี ในเพลง “เจ้าตาก” , “ไม่เป็นไร” และ “กิตติ กีตาร์ปืน” ที่ได้ออกมาร่วมแจมกับแหลม มอริสัน ในเพลง “บิ๊กเสี่ยว” บทเพลงที่สอดคล้องกับโครงการอีสานเขียว ซึ่งทั้งคู่แทบจะปลิดวิญญาณของแฟนเพลงชาวเฮฟวี่อย่างลอยล่อง แม้แต่พนักงานโค้กที่กำลังเดินขายอยู่ ก็อดรนทนไม่ไหว ถึงขั้นส่ายตัวโยกย้ายพร้อมกับชูขวดโค้กขนาดจัมโบ้ไปตามจังหวะ อย่างไม่เกรงใจ “คริส สารสิน” (ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ (การตลาดโรงงาน) บ.ไทยน้ำทิพย์ ในช่วงเวลานั้น) ที่กำลังนั่งมองอยู่ และปิดท้ายด้วยบทเพลง “บัวลอย” ที่มือกีตาร์ทั้ง 3 ได้ออกมาแจมฝีมือทางกีตาร์ร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ก่อนที่การแสดงจะหยุดไปพักนึง ด้วยรายการคั่นสาระในคอนเสิร์ต ที่มีสไลด์แสดงภาพความแห้งแล้งของภาคอีสาน และความยากจนของผู้คน แล้วคาราบาวก็กลับมาทิ้งท้ายด้วยบทเพลง “เรฟูจี” ที่ยืนยงถอดหัวใจร้องอย่างสุดชีวิต เพื่อตอกย้ำความสามัคคีของคนในชาติ แล้วตามมาด้วยเพลงดังของวงคาราบาว ทั้งเก่าและใหม่ อย่าง “ซาอุดรฯ” , “เวลคัม ทู ไทยแลนด์” , “บาปบริสุทธิ์” และ “สบายกว่า” พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ผู้ซึ่งได้รับหน้าที่เป็นโฆษกทุกงาน ก็ได้ออกมารับหน้าที่เป็นโฆษกถึงสองหน โดยหนนี้ได้ออกมาประกาศหาเจ้าของกระเป๋าตังค์ 2 คน ที่กระเป๋าทั้งสองไม่มีตังค์ติดอยู่เลย หากแต่มีใบนึงมีตั๋วจำนำอยู่ด้วย ซึ่งก็เรียกเสียงฮาอย่างขมๆ จากแฟนเพลงหัวอกเดียวกันได้เป็นอย่างดี

จากนั้นศิลปินหลักทั้งหมดของงานนี้ก็ได้ออกมาร่วมกันร้องเพลง เดือนเพ็ญ บทเพลงเพื่อชีวิตระดับตำนานจากผลงานของนายผีผู้ล่วงลับ อัศนี พลจันทร์ ที่เหล่าศิลปินหลายคน ต่างก็เคยนำเพลงนี้มาบันทึกเสียงลงในอัลบั้มของตัวเองมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น หงา คาราวาน ผู้นำเพลงนี้มาบันทึกเสียงครั้งแรก , แอ๊ด คาราบาว เจ้าของเวอร์ชันที่ได้รับความนิยมมากที่สุด , สีเผือก คนด่านเกวียน รวมถึงป้อม อัสนี ตามลำดับ และปิดท้ายการแสดงด้วยเพลงเอกของงาน อย่าง “ชีวิตสัมพันธ์” จากกลุ่มศิลปินทั้งหมดของงานนี้ ที่สามารถสะกดคนดูหลายหมื่นที่อัดแน่นอยู่ในสนามกีฬากองทัพบกได้อย่างอยู่หมัด

ครั้นพอถึงเวลาจบการแสดง ผู้คนต่างเริ่มทยอยเดินออกจากสนามไป แสงสีบนเวทีก็ค่อยๆ เริ่มดับลง แต่แนวคิดที่บรรจุเอาไว้ในเพลง ‘ชีวิตสัมพันธ์’ ยังคงถูกเก็บใส่กระเป๋าพกติดตัวกลับบ้านไปเป็นของขวัญให้แก่แฟนเพลงจำนวนมาก เพื่อส่งท้ายปี 2530 อีกด้วย

สิ่งสืบเนื่อง[แก้]

หลังจากผ่านพ้นคอนเสิร์ตครั้งนี้ไปแล้ว ก็ได้มีการทำเทปคาสเซตต์บันทึกการแสดงสดของคอนเสิร์ตครั้งนี้ตามออกมา ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 ภายใต้ชื่อ “ชีวิตสัมพันธ์ สายธารสู่อิสานเขียว” ในรูปแบบแพ็คคู่ 2 ตลับ จำนวน 20 บทเพลงด้วยกัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นเทปคู่ชุดแรกของวงคาราบาว ที่ได้รับความนิยมจากแฟนเพลงเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายกว่า 400,000 ชุด ภายในระยะเวลา 10 วัน จนต้องระดมผลิตกันตลอด 24 ชั่วโมง โดยภายหลังได้มีการทำแบบแยกม้วนตามมาอีกด้วย สำหรับรายได้ทั้งหมดจากการขายเทปในขณะนั้น ก็ได้ส่งมอบให้แก่โครงการอีสานเขียวเช่นกัน

ต่อมา กลุ่มศิลปินหลักทั้งหมดจากงานอิสานเขียว ซึ่งนำโดย ‘คาราบาว’ ร่วมด้วย “ปริศนา วงศ์สิริ” ศิลปินเพลงหมอลำชื่อดัง ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้กลุ่มศิลปินไทยเดินทางไปเป็นทูตสันถวไมตรี พร้อมทั้งมีการแสดงคอนเสิร์ต เพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศลาว เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2531 ณ.กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว หลังจากที่ผ่านพ้นศึกร่มเกล้าได้ไม่นาน โดยรายได้ทั้งหมดนั้น ยกให้ทางฝั่งลาว นอกจากนี้ แอ๊ด คาราบาว ยังได้ประพันธ์เพลง “โขงสัมพันธ์” ขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และจากการไปแสดงที่ประเทศลาวในครั้งนี้ ก็ได้ส่งผลทำให้เทปบันทึกการแสดงสดชุดชีวิตสัมพันธ์ และอัลบั้มเวลคัม ทู ไทยแลนด์ ของวงคาราบาว ขายดีอย่างมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อบรรดาลูกค้าตามจังหวัดชายแดน ไม่ว่าจะเป็น หนองคาย , นครพนม , สกลนคร , น่าน , อุตรดิตถ์ , พิษณุโลก , มุกดาหาร ต่างสั่งเทปเพิ่มขึ้นวันละหลายหมื่นตลับ มากกว่าธรรมดาหลายเท่าตัว เพราะประทับใจในการแสดงของคาราบาว และกลุ่มศิลปินอิสานเขียว จากการเปิดเผยของ “วิชาญ คุปต์วิโรจน์” เจ้าของบริษัท “อามีโก้” บริษัทผู้จัดจำหน่ายเทปให้แก่ทางวงคาราบาวในขณะนั้น

1 เมษายน พ.ศ. 2531 ... “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ได้โอนโครงการอีสานเขียวขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาชนบทแห่งชาติ (กชช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานรับผิดชอบ มีจุดประสงค์เพื่อให้มีการประสานการปฏิบัติงาน ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และเป็นเอกภาพอย่างมากขึ้น โดยมีกองทัพบกยังคงเป็นหัวหน้าหลักของโครงการ และมั่นใจว่าภายใน 5 ปี ภาคอีสานจะต้องเขียวขจีขึ้นมาอย่างแน่นอน และในเดือนเมษายน ทางกองทัพบก ก็ได้อนุมัติให้วงคาราบาว เดินทางสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปทำการแสดงคอนเสิร์ตใน 8 รัฐ เพื่อเผยแพร่โครงการอีสานเขียวในกำหนดระยะเวลา 2 เดือนเต็มอีกด้วย

3 เมษายน พ.ศ. 2531 ... กลุ่มศิลปินหลักทุกคนจากอิสานเขียว ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อขึ้นแสดงคอนเสิร์ตที่รายการ โลกดนตรี ที่ลานโลกดนตรี ก่อนคาราบาวจะบินไปทัวร์คอนเสิร์ตเพื่อเผยแพร่โครงการอีสานเขียว ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี ‘หงา คาราวาน’ มาร่วมร้องเพลงชีวิตสัมพันธ์ ในช่วงท้าย

29 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 ... สมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคเหนือ , สมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ และชมรมอดีตทหารไทยในสหรัฐ ได้ร่วมมือกับทางรายการโลกดนตรี จัดคอนเสิร์ต “เวลคัม ทู อิสานเขียว FROM U.S.A.” ร่วมกับกลุ่มศิลปินอิสานเขียว ที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อนำรายได้ทั้งหมดช่วยเหลือโครงการอีสานเขียว พร้อมทั้งยังมีการส่งสัญญาณถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมส่งตรงมาถึงประเทศไทยในวันดังกล่าวอีกเช่นกัน

โดยหลังจากที่ศิลปินทุกคนได้เผยแพร่โครงการอีสานเขียวเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่างก็ได้แยกย้ายกันไปทำงานของตนเองอีกครั้ง เช่น คาราบาว กับอัลบั้ม ทับหลัง / พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ อัลบั้ม ยิ้มเหงาๆ เศร้างามๆ / หงา คาราวาน กับอัลบั้ม อานนท์ ในฐานะศิลปินวงคาราวาน / สุเทพ โฮป อัลบั้ม เพื่อนแท้ ในฐานะศิลปินวงโฮป / สีเผือก คนด่านเกวียน อัลบั้ม คนหัวขวด ในฐานะศิลปินวงคนด่านเกวียน หรือ อัสนี โชติกุล ที่ได้ออกอัลบั้ม กระดี่ได้น้ำ ในฐานะศิลปินคู่ อัสนี-วสันต์ มาก่อนหน้านี้

สมาชิกที่ขึ้นคอนเสิร์ต[แก้]

วงคาราบาว[แก้]

  1. ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) : ร้องนำ , กีตาร์
  2. กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) : กีตาร์ , ร้องประสาน
  3. ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) : ร้องนำ , กีตาร์ , คีย์บอร์ด , ร้องประสาน
  4. อนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) : กีตาร์เบส
  5. อำนาจ ลูกจันทร์ (เป้า) : กลอง
  6. เทียรี่ เมฆวัฒนา (เทียรี่) : ร้องนำ , กีตาร์ , ร้องประสาน
  7. อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี : คีย์บอร์ด , แซ็กโซโฟน , ร้องประสาน

ศิลปินรับเชิญ[แก้]

  1. สุรชัย จันทิมาธร (หงา คาราวาน)
  2. อัสนี โชติกุล
  3. สุเทพ ถวัลย์วิวัฒน์กุล (สุเทพ โฮป)
  4. พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ
  5. สีเผือก คนด่านเกวียน
  6. แหลม มอริสัน
  7. กิตติ กีตาร์ปืน

ความในใจภายในปกเทป[แก้]

ขอขอบคุณ[แก้]

แต๋ว แว่วหวาน , ต้อย , วิชาญ อามีโก้ , ทบ.

และ ประชาชนทุก ๆ ท่านที่อุปการะ

รายได้หักค่าใช้จ่ายยกให้โครงการอีสานเขียว

บุญกุศลที่มี ยกให้กับพี่น้องชาวภาคอีสาน และ ผบ.ทบ.

ไม่ขอบคุณ[แก้]

ผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ เพราะสูญเสียผลประโยชน์ส่วนตัว

โดยมิคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม

กับพวกปากหมาชอบคุยนินทา และ ใส่ร้าย

รายชื่อเพลง (ลำดับตามปกเทปบันทึกการแสดงสด)[2][3][แก้]

ชุดที่ 1[แก้]

เพลงที่ ชื่อเพลง ร้องโดย
1 ชีวิตสัมพันธ์ รวมศิลปิน
2 จากใจ สุเทพ โฮป
3 นกเขาน้อย
4 สวรรค์บ้านนา สีเผือก คนด่านเกวียน
5 วณิพก
6 เด็กปั๊ม แอ๊ด คาราบาว , สีเผือก คนด่านเกวียน
7 คนกับหมา พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ
8 หำเทียม
9 ซาอุดร แอ๊ด คาราบาว
10 บิ๊กเสี่ยว แอ๊ด , เทียรี่ คาราบาว

ชุดที่ 2[แก้]

เพลงที่ ชื่อเพลง ร้องโดย
1 ฉันเป็นดอกไม้ แอ๊ด คาราบาว
2 ดอกไม้ให้คุณ หงา คาราวาน
3 เดือนเพ็ญ รวมศิลปิน
4 น้ำเอย น้ำใจ อัสนี โชติกุล , แอ๊ด คาราบาว
5 เจ้าตาก สีเผือก คนด่านเกวียน
6 เรฟูจี แอ๊ด คาราบาว
7 เมด อิน ไทยแลนด์ หงา คาราวาน
8 เมากีต้าร์ เล็ก คาราบาว
9 ไม่เป็นไร อัสนี โชติกุล , แอ๊ด คาราบาว
10 บัวลอย แอ๊ด , กิตติ กีตาร์ปืน , แหลม มอริสัน

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูล[แก้]

  • หนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” ประจำวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 , 2 สิงหาคม พ.ศ. 2530 , 2 ตุลาคม พ.ศ. 2530 , 11 ธันวาคม พ.ศ. 2530 , 4 มีนาคม พ.ศ. 2531 , 7 มีนาคม พ.ศ. 2531 , 15 มีนาคม พ.ศ. 2531 , 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2531
  • หนังสือพิมพ์ “มติชน” ประจำวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2530 , 28 ธันวาคม พ.ศ. 2531 , เมษายน พ.ศ. 2531
  • หนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” ประจำวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 , 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 , 28 ธันวาคม พ.ศ. 2530
  • รายการ ข่าวค่ำช่อง 9 , 26 ธันวาคม พ.ศ. 2530
  • ประสานเสียง-แผงเทป / จากนิตยสาร “แพรวสุดสัปดาห์” ปีที่ 5 ฉบับที่ 119 , 16 มกราคม พ.ศ. 2531
  • บางแง่มุมของคอนเสิร์ทประวัติศาสตร์ “เวลคัม ทู อิสานเขียว” โดย พลอยพิสุทธิ์ / จากหนังสือเพลง “THE SONG MAGAZINE” ฉบับพิเศษ รวมเพลง '87-88 , พ.ศ. 2531
  • รายงานภาคสนาม : คอนเสิร์ต “เวลคัม ทู อีสานเขียว” จากดอกไม้สู่ปลายกระบอกปืน / จากนิตยสาร “สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์” ประจำวันที่ 2 - 9 มกราคม พ.ศ. 2531
  • อภิมหาคอนเสิร์ท อีสานเขียว อีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ (รายงานโดย ทิวา สาระจูฑะ) / จากนิตยสาร “สีสัน” ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 , มกราคม พ.ศ. 2531
  • หนังสือเพลง “สตริงดาวรุ่ง” , พ.ศ. 2531
  • โลกใบใหญ่ : สารคดีจดหมายเหตุ & สัมภาษณ์ : แอ๊ด คาราบาว นักรบแห่งแนวรบวัฒนธรรม / จากนิตยสาร “FEATURE MAGAZINE สารคดี” ฉบับที่ 39 ปีที่ 4 , พฤษภาคม พ.ศ. 2531
  • ความในใจจาก แอ๊ด คาราบาว บนปกซีดี ‘ชีวิตสัมพันธ์ สายธารสู่อิสานเขียว’ (กระบือแอนด์โค , พ.ศ. 2540)
  • วีอาร์เดอะเวิลด์ , วิกิพีเดีย
  • ปกเทปคอนเสิร์ต ชีวิตสัมพันธ์ สายธารสู่อีสานเขียว (พ.ศ. 2531)
  • #HiddenTrack - EP. 1 / เปิดตำนาน ... 32 ปี “เวลคัม ทู อิสานเขียว” แม้อีสาน “แห้ง” แต่น้ำใจศิลปิน ไม่เคย “แล้ง” - เรียบเรียงโดยเพจ Siam-Track