ถึกควายทุย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ถึกควายทุย เป็นเพลงชุดมีทั้งหมด 10 เพลง ตามลำดับอัลบั้มของวงคาราบาว โดยเพลงแรกในชุดนี้ มีชื่อว่า "ถึกควายทุย" เป็นการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของชนชั้นล่าง โดยเฉพาะเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา โดยสมมติตัวละครขึ้นมาชื่อ "มะโหนก" มะโหนกเป็นหนุ่มชาวนาที่มีผืนนาเป็นของตัวเอง สมบัติส่วนตัวของเขามีเพียงผืนนาผืนนี้ที่เป็นมรดกของบรรพบุรุษกับควายเฒ่าที่เป็นเสมือนเพื่อนรักที่ชื่อ "ถึก" โดยเพลงถึกควายทุยในแต่ละเพลงมีเรื่องราวและคติข้อคิดต่างๆพร้อมสอดแทรกวิถีชีวิตสังคมไทยในยุคนั้นลงไปในเพลงด้วย ในปี พ.ศ. 2534 ได้มีการรวมเพลง ถึกควายทุยทั้ง 10 ภาค ลงในอัลบั้ม ถึก เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของวงคาราบาว และในปลายปี พ.ศ. 2548 ในอัลบั้มชุดพิเศษ หนุ่มบาว สาวปาน ที่คาราบาวออกร่วมกับปาน ธนพร แวกประยูร ได้มีเพลงถึกควายทุย ภาคพิเศษ เกิดขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า "บัวผัน" ที่ร้องโดย ปาน ธนพร

รายชื่อเพลงทั้งหมดของถึกควายทุย[แก้]

ภาคที่ ชื่อเพลง ร้องโดย จากอัลบั้ม ปี
1 ถึกควายทุย แอ๊ด ขี้เมา 2524
2 ถึกควายทุย ภาค 2 แป๊ะขายขวด 2525
3 ถึกควายทุย ภาค 3 วณิพก 2526
4 ขี้เมาใจดี (ถึกควายทุย ภาค 4) ท.ทหารอดทน
5 บัวลอย (ถึกควายทุย ภาค 5) เมด อิน ไทยแลนด์ 2527
6 มะโหนก (ถึกควายทุย ภาค 6) อเมริโกย 2528
7 ถึกควายทุย ภาค 7 ประชาธิปไตย 2529
8 ถึกควายทุย ภาค 8 เวลคัมทูไทยแลนด์ 2530
9 ถึกควายทุย ภาค 9 ทับหลัง 2531
10 ค.เขาเดียว (ถึกควายทุย ภาค 10) ห้ามจอดควาย 2533
ภาคพิเศษ บัวผัน (ถึกควายทุยภาคพิเศษ) แอ๊ด
ดุก
ปาน - ธนพร แวกประยูร
หนุ่มบาว-สาวปาน 2548

เรื่องราวของถึกควายทุย[แก้]

ถึกควายทุย[แก้]

เป็นเพลงแรกในชีวิตที่แอ๊ดแต่งขึ้นได้รับอิทธิพลมาจากเพลงของวง Crosby Stills Nash & Young เริ่มต้นจากมะโหนก หนุ่มชาวนาที่มีผืนนาเป็นของตัวเอง สมบัติส่วนตัวของเขามีเพียงผืนนาผืนนี้ที่เป็นมรดกของบรรพบุรุษกับควายเฒ่าที่เป็นเสมือนเพื่อนรักที่ชื่อถึก มะโหนกและควายถึกได้ทำนาบนผืนนาที่นี้มาตลอด จนวันหนึ่งมีนายทุนผู้ร่ำรวยคนหนึ่งชื่อ หนืด มาถามขอซื้อที่ผืนนาของมะโหนก แต่เขาไม่ขาย หนืดเลยคิดวางแผนกลั่นแกล้งมะโหนกด้วยการวางยาเบื่อฆ่าควายถึกจนมันตายในที่สุด มะโหนกโศกเศร้าเสียใจมากกับการจากไปของควายถึก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าใครเป็นคนลงมือ แต่ก็มิอาจกระทำอะไรได้

ถึกควายทุย ภาค 2[แก้]

พูดถึงสองสหายรักต่างสายพันธุ์อย่างนกเอี้ยง และถึกควายทุย ควายถึกมันก้าวไถทำนา ส่วนนกเอี้ยงก็เกาะจิกกินแมลงบนหลังควายถึก ต่างคนต่างพึ่งอาศัยกันไป จนวันหนึ่งเจ้าถึกควายทุยได้ตายจากไป นกเอี้ยงนั้นจำต้องบินหาควายตัวอื่นให้เกาะต่อไป

ถึกควายทุย ภาค 3[แก้]

พูดถึงการแก่งแย่งชิงดีของคนเรา ผู้คนที่มีจำนวนมากขึ้น ในขณะที่ฝูงนกและควายมีจำนวนลดลง ความเปลี่ยนแปลงการพัฒนาของเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่วิถีชีวิตบ้านนา เป็นสิ่งที่แสดงถึงความอนิจจัง ความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน

ขี้เมาใจดี (ถึกควายทุย ภาค 4)[แก้]

มะโหนกเดินทางเข้ามายังเมืองกรุง วันหนึ่งเขากินเหล้าเมามายเป็นอย่างมากแล้วมุ่งเข้ามายังสวนสัตว์เขาดิน มะโหนกจ่ายเงินค่าผ่านประตู ส่วนเงินที่เหลือเขาก็ไปซื้อเหล้า เดินเที่ยวรอบสวนสัตว์แล้วกินเหล้าไปด้วย มะโหนกผ่านมาเจอกับฝูงชะนีลิงค่างที่ถูกขังอยู่ในกรงเลี้ยง เขาไม่มีเพื่อนกินเหล้าจึงป้อนเหล้าให้ฝูงลิงกินด้วยความรักและเมตตา จนฝูงลิงนั้นเมากลิ้งโซเซไม่เป็นท่า จากนั้นมะโหนกก็เจอเข้ากับช้างพลายที่ถูกมัดล่ามโซ่อยู่ เขาก็ป้อนเหล้าให้ช้างกินทั้งกลม จนช้างเมาเหล้าไปอีก จนสุดท้ายมะโหนกถูกพนักงานสวนสัตว์เขาดินจับตัวไปส่งโรงพักจำคุกในข้อหาทารุณกรรมสัตว์ แต่มะโหนกยังนึกเห็นใจฝูงสัตว์พวกนั้นที่ถูกขังลืม ทั้งๆที่มันไม่ได้โดนข้อหาอะไร เพลงนี้จึงแสดงให้เห็นว่ามนุษย์บางคนที่ไม่เห็นใจสัตว์ จับมันมาขังในกรงให้คนชม หวังผลประโยชน์จากสัตว์เหล่านั้น ผิดกับมะโหนกที่มีรักและเมตตาสัตว์หาอะไรให้มันกิน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

บัวลอย (ถึกควายทุย ภาค 5)[แก้]

เพลงถึกควายทุยภาคนี้เป็นที่รู้จักของแฟนเพลงมากที่สุด และเป็นเพลงดังเพลงหนึ่งของวงคาราบาว ที่ทุกคอนเสิร์ตคาราบาวต้องเล่นเพลงนี้ทุกครั้ง พูดถึงเพื่อนของมะโหนกที่ชื่อบัวลอย เขาเป็นชายรูปร่างหน้าตาไม่ดี ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่มีจิตใจที่งดงามผิดกับหน้าตา มีน้ำใจต่อเพื่อนฝูงเสมอตลอดมา โดยที่ไม่คำนึงถึงความสุขของตน จนเมื่อบัวลอยถูกเกณฑ์เป็นทหารไปรบ แต่โชคชะตาดันไม่เข้าข้างเขา บัวลอยได้เสียชีวิตในสนามรบ โดยก่อนตายบัวลอยยังพูดเป็นห่วงเพื่อนอยู่เสมอว่ามีใครเป็นอะไร เพื่อนพี่น้องรักใคร่ที่ทราบข่าว ต่างเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมากกับการจากไปของบัวลอย เพลงนี้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์บนโลกยังมีความเห็นแก่ตัว ชอบเอาผลประโยชน์ส่วนตน แต่โลกนี้จะมีมนุษย์อีกสักกี่คนที่จะเป็นอย่างบัวลอย

มะโหนก (ถึกควายทุย ภาค 6)[แก้]

เป็นเรื่องราวต่อจากถึกควายทุยภาคแรก หลังจากที่มะโหนกต้องสูญเสียผืนนาและเจ้าถึกควายทุย จนต้องเดินทางเข้ามายังเมืองกรุง มะโหนกยังรำพึงรำพันถึงบัวลอย เพื่อนของเขาที่จากไป ถึงคุณงามความดีของเขา จนมะโหนกตัดสินใจเข้ารับใช้ชาติทหารแทนบัวลอย เป็นพลทหารม้า สังกัดกองพันทหารม้าที่ ๔ เขาปฏิบัติทำหน้าที่ทหารอย่างเข้มแข็ง และมีจิตใจที่ดีตามอย่างบัวลอย คอยช่วยเหลือเพื่อนทหารที่เดือดร้อน อุทิศตนเพื่อชาติ รับใช้ประชาชน โดยในท้ายเพลงมีเสียงปืนใหญ่รถถังที่ยิงใส่เวทีการแสดงของวงคาราบาวที่สวนอัมพร ในเหตุการณ์กบฏ 9 กันยา โดยคาราบาวถูกติดต่อจากคณะผู้ก่อการให้ไปจัดการแสดงที่สวนอัมพร เพื่อเรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนการปฏิวัติครั้งนี้ ตามแผนของผู้ก่อการ

ถึกควายทุย ภาค 7[แก้]

หลังจากที่มะโหนกรับใช้ชาติทหารแล้ว เขายังนึกถึงที่นาและควายถึกของเขา มะโหนกคิดคับแค้นใจต่อนายหนืดที่โกงที่นาของเขาและซ้ำยังฆ่าเจ้าควายถึกตายอย่างไร้ความปรานี ในขณะเดียวกัน นายหนืดมีอิทธิพลอำนาจบารมีท่วมท้น เงินทองมากมายซื้อได้ทุกสิ่งทุกอย่าง มีบริวาร ผู้คนนับถือเลื่อมใสมากมาย จนได้รับเลือกให้ไปเป็นถึงรัฐมนตรี โดยไม่ทราบถึงที่มาอันโหดร้ายของเขา มะโหนกแค้นนายหนืดเป็นอย่างมาก จนที่สุดมะโหนกได้คิดอโหสิกรรมและชักปืนลอบยิงนายหนืดจนได้รับบาดเจ็บปางตาย แต่ข่าวในโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ดันลงข่าวการลอบยิงนายหนืดว่ามีสาเหตุมาจากเรื่องชู้สาวเพียงเท่านั้น เพลงนี้จึงสื่อให้เห็นถึงอิทธิพลของเงินและอำนาจของคนใหญ่คนโตที่กระทำกับชาวบ้านคนผู้น้อย ซึ่งยังคงมีในสังคมไทย

ถึกควายทุย ภาค 8[แก้]

หลังจากมะโหนกลอบยิงนายหนืด นายทุนเก่าที่ได้เป็นรัฐมนตรี เขากลัวความผิดที่ได้ทำลงไปจึงตัดสินใจหนีการจับกุมไปเข้าป่า แต่เขายังมีจิตใจที่มีคุณธรรม อุทิศตนเพื่อชาวบ้านตาสีตาสาต่อไป ถึงแม้จะเป็นคนบ้านนอกที่หนีความผิดก็ตาม

ถึกควายทุย ภาค 9[แก้]

พูดถึงชีวิตคนเรา เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เกิดมาแล้วล้วนต้องแตกดับสลายกันไปเป็นธรรมดา จะคงอยู่ก็เพียงแค่ชื่อ ไม่มีใครที่จะพ้นวัฏจักรของชีวิตได้ และยกย่องมะโหนกคือนักสู้ผู้ริเริ่มจากสองมือเปล่า ถึกควายทุยภาคนี้ ถือเป็นตอนจบของถึกควายทุยที่เป็นเรื่องราวของมะโหนก

ค.เขาเดียว (ถึกควายทุย ภาค 10)[แก้]

พูดถึงวิถีชีวิตของชาวนาไทย และความรักของคู่รักชายหนุ่มและหญิงสาวชาวนาบ้านนอก ที่รอคอยวันที่จะได้พบกัน

บัวผัน (ถึกควายทุยภาคพิเศษ)[แก้]

เป็นเรื่องราวการพร่ำรำพันของบัวผัน ภรรยาของบัวลอย ที่เล่าถึงความยากลำบากในการเลี้ยงลูกตามสมัยนิยม ซึ่งเด็ก ๆ มักทำตัวตามกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยไม่สนใจความถูกผิดชั่วดี

อ้างอิง[แก้]