สตีเวน เจอร์ราร์ด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สตีเวน เจอร์ราร์ด
SGerrard.JPG
เจอร์ราร์ด ในการแข่งขัน ยูโร 2012
ข้อมูลส่วนบุคคล
ชื่อเต็ม สตีเวน จอร์จ เจอร์ราร์ด[1]
วันเกิด 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 (34 ปี)[1]
สถานที่เกิด วิสตัน อังกฤษ
ส่วนสูง 1.83 เมตร (6 ft 0 in)[2]
ตำแหน่ง กองกลาง
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน ลิเวอร์พูล
หมายเลข 8
สโมสรเยาวชน
1987–1998 ลิเวอร์พูล
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
1998– ลิเวอร์พูล 475 (111)
ทีมชาติ
1999–2000 อังกฤษ U21 4 (1)
2000–2014 อังกฤษ 114 (21)
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมสโมสร
นับเฉพาะลงเล่นในประเทศ
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 15 May 2014 (UTC)

† ลงเล่น (ประตู)

‡ นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมชาติ
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 24 June 2014 (UTC)

สตีเวน จอร์จ เจอร์ราร์ด MBE[3] (อังกฤษ: Steven George Gerrard) เป็นนักฟุตบอลชาวอังกฤษ เจ้าของฉายา "สตีวีจี"[4] เกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1980 ปัจจุบันเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในตำแหน่งกัปตันทีม ซึ่งแต่งตั้งโดยผู้จัดการทีมในขณะนั้น เฌราร์ อูลีเย ในช่วงฤดูกาล 2003-2004 เจอร์ราร์ดใส่เสื้อหมายเลข 8 เจอร์ราร์ดได้รับการอวยยศเป็นสมาชิกแห่งจักรวรรดิบริเตน โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 2007

เจอร์ราร์ดเล่นในตำแหน่งกองกลางซึ่งสามารถเล่นได้หลายตำแหน่งทั้ง กองกลางตัวรุก, ปีกขวา, กองกลางตัวรับ และบางครั้งยังเล่นเป็น กองหน้าตัวต่ำ กับ แบ็กขวา ได้อีกด้วย.[5][6]

วงการฟุตบอลกับลิเวอร์พูล (1998-ปัจจุบัน)[แก้]

สตีเวน "จอร์จ" เจอร์ราร์ด เป็นผลผลิตของโรงเรียนฟุตบอลลิเวอร์พูล (Liverpool Youth Academy) โดยเข้าร่วมเป็นนักฟุตบอลเยาวชนของสโมสรตั้งแต่อายุ 9 ขวบ โดยเริ่มแรกเลยเขาเล่นมิดฟิลด์ทางด้านขวา และมิดฟิลด์ตัวกลาง

ฤดูกาล 1998-1999 เจอร์ราร์ดได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลเป็นนัดแรก ในนัดที่พบกับทีมเซลตาบีโก ในแอนฟีลด์ โดยสิ้นสุดฤดูกาลนี้เขาลงเล่นให้ทีม 12 นัดซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นตัวสำรอง

ฤดูกาล 1999-2000 เจอร์ราร์ดได้มีโอกาสเล่นชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลอย่างเต็มตัว โดยเขาลงเล่น 29 นัด ยิงได้ 1 ประตู ซึ่งเขาเปลี่ยนมาเล่นบทมิดฟิลด์ตัวปะทะ ทำให้ได้รับ ใบเหลือง และ ใบแดง บ่อยครั้ง

ฤดูกาล 2000-2001 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 33 นัด ยิงได้ 7 ประตู และลงเล่นในเกมยูฟ่าคัพ อีก 9 นัดทำได้ 2 ประตู พาทีมลิเวอร์พูลคว้าทริปเปิลแชมป์ ลีกคัพ, ยูฟ่าคัพ และ เอฟเอคัพ ในฤดูกาลเดียว รวมถึงเอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ทั้งเหย้าและเยือนอีกด้วย

ฤดูกาล 2001-2002 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 28 นัดยิงได้ 3 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 2 ทำให้ ลิเวอร์พูล จบอันดับเหนือกว่า แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาล ได้เป็นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีก รวมถึงเอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ทั้งเหย้าและเยือนอีกด้วย และในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ลงเล่น 12 นัดกับอีก 1 ประตู ด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้เขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอ (PFA Young Player of the Year) รวมถึงได้ถ้วยในประเทศ ชาริตีชีลด์ จากการเอาชนะคู่ปรับตลอดกาล แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2-1

ฤดูกาล 2002-2003 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 34 นัด ยิงได้ 5 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 5 แต่ เจอร์ราร์ด ก็โดน ใบแดง ไล่ออกจากสนามในนัดสุดท้ายของฤดูกาลอีกด้วย และลงเล่นเกมยุโรปอีก 11 นัด และพาทีมคว้าแชมป์ลีกคัพ โดยเอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาล 2-0 โดย เจอร์ราร์ด และ ไมเคิล โอเวน ช่วยทำประตูในเกมนี้

ฤดูกาล 2003-2004 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 34 นัด ยิงได้ 4 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 4 ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และลงเล่นในเกมยูฟ่าคัพ 8 นัด ยิงได้ 2 ประตู และในฤดูกาลนี้เจอร์ราร์ดได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมคนใหม่ของลิเวอร์พูล แทนที่ ซามี ฮูเปีย

ฤดูกาล 2004-2005 เจอร์ราร์ดพาทีมลิเวอร์พูลเข้าชิงลีกคัพ กับ เชลซี แต่แพ้ไป 3-2 โดยเขาทำเข้าประตูตัวเองซึ่งเป็นประตูตีเสมอ 1-1 อีกด้วย[7] แต่ผลงานใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เจอร์ราร์ด ยิงประตูสุดสวยในนัดที่ชนะ โอลิมเปียกอส 3-1 ทำให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างปาฏิหาริย์[8] รอบต่อมา ลิเวอร์พูล ก็สามารถเอาชนะ ไบเออร์เลเวอร์คูเซิน 3-1 ได้ทั้ง 2 นัด และ ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปเจอกับ ยูเวนตุส โดยนัดแรก ลิเวอร์พูล ชนะ 2-1 ที่แอนฟีลด์ นัดที่ 2 เสมอ 0-0 ทำให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ไปเจอกับ เชลซี โดยนัดแรกเสมอ 0-0 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ นัดที่ 2 ลิเวอร์พูล ชนะ 1-0 ที่ แอนฟีลด์ ทำให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ และ เจอร์ราร์ดก็สามารถพาทีมคว้าถ้วยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยเอาชนะ เอซี มิลาน จากการดวลจุดโทษ ซึ่งในครึ่งแรกมิลานนำอยู่ถึง 3-0 แต่ในครึ่งหลัง เจอร์ราร์ด ทำประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-3 และลิเวอร์พูลกลับมาตีเสมอ 3-3 ส่วนในพรีเมียร์ลีก เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 30 นัดทำได้ 7 ประตู และช่วยให้ ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 5 ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้อันดับไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก แต่จากการที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

เจอร์ราร์ด ในปี ค.ศ. 2005

ฤดูกาล 2005-2006 เจอร์ราร์ดทำประตูตีเสมอ เวสต์แฮมยูไนเต็ด (3-3) ในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ ส่งให้ ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ในท้ายที่สุด[9] ประตูจากการยิงไกลระยะ 35 หลานี้เป็นหนึ่งในประตูยอดเยี่ยมของรอบชิงชนะเลิศตลอดกาล และทำให้ สตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นนักเตะเพียงคนเดียวที่ทำประตูในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วย 4 รายการใหญ่ เช่น ยูฟ่าคัพ กับ อลาเบส , ลีกคัพ กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด , ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก กับ เอซี มิลาน และ เอฟเอคัพ กับ เวสต์แฮมยูไนเต็ด ส่วนในพรีเมียร์ลีก เจอร์ราร์ดลงเล่น 32 นัด ยิงได้ 10 ประตู และช่วยให้ ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 3 เป็นรองแค่ เชลซี กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เท่านั้น ด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้ เจอร์ราร์ด ได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอ (PFA Players' Player of the Year)[10]

เจอร์ราร์ด กำลังเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2006–07

ฤดูกาล 2006-2007 แม้จะช่วยให้ลิเวอร์พูลสามารถผ่านเชลซี ได้จากการดวลจุดโทษ ในรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้[11] และเข้าชิงกับ เอซี มิลาน อีกครั้ง แต่ก็ต้องพ่ายไป 2-1 สำหรับถ้วยในประเทศก็มีเพียง คอมมิวนิตีชีลด์ กับ เชลซี เท่านั้น โดยชนะไป 2-1 ส่วนในพรีเมียร์ลีก เจอร์ราร์ดลงเล่น 36 นัด ยิงได้ 7 ประตู และช่วยให้ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 3 เป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกัน

ฤดูกาล 2007-2008 ลิเวอร์พูลจะไม่ได้แชมป์อะไรเลย แต่เจอร์ราร์ดสามารถช่วยให้ทีมจบอันดับ 4 ของตาราง ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และทำประตูได้มากที่สุดในทีม โดยยิงได้ 11 ประตู ในพรีเมียร์ลีก เป็นรองแค่ เฟร์นันโด ตอร์เรส ดาวยิงชาวสเปนคนใหม่ของทีมที่ค่าตัวแพงที่สุด ยิงไป 24 ประตู ย้ายมาจาก อัตเลตีโกมาดริด โดย เจอร์ราร์ด กับ ตอร์เรส ช่วยทำประตูให้ ลิเวอร์พูล รวมทั้งหมด 54 ประตู

ฤดูกาล 2008-2009 เจอร์ราร์ดไม่สามารถพาทีมได้แชมป์อะไรเลย แต่เจอร์ราร์ดพาทีมหงส์แดงเล่นได้ดีที่สุดในฤดูกาลก็ว่าได้ เพราะผลงานของลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีกแม้ว่าจะได้แค่อันดับ 2 แต่ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่แพ้น้อยที่สุด แพ้แค่ 2 นัดคือพ่ายต่อ ทอตนัมฮอตสเปอร์ 2-1 และ มิดเดิลส์เบรอ 2-0 และฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลทำประตูมากที่สุดอันดับ 1 และเป็นทีมเดียวไม่แพ้ใครในบ้านทั้งฤดูกาลอีกด้วย และน่าทึ่งกว่านี้ในลีกหงส์แดงไม่แพ้ต่อทีม Big 4 ทั้ง เชลซี, แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล โดย ชนะ เชลซี 1-0 (สแตมฟอร์ดบริดจ์) และ 2-0, ชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2-1 และ 4-1 (โอลด์แทรฟฟอร์ด)[12] และเสมอ อาร์เซนอล 1-1 (เอมิเรตส์สเตเดียม) และ 4-4 และฤดูกาลนี้เจอร์ราร์ดทำประตูมากที่สุดให้กับทีม โดยยิงได้ 16 ประตู ผลงาน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ของเจอร์ราร์ด ก็โชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยม ลงเล่นเกมยุโรป 10 นัด ทำได้ 7 ประตู และทำประตูที่ 100 ให้กับ ลิเวอร์พูล ในนัดที่เจอกับ พีเอสวี ไอนด์โอเฟน รวมถึงทำ 2 ประตูในนัดที่เอาชนะ เรอัลมาดริด แชมป์ยุโรป 9 สมัย 4-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 ที่แอนฟีลด์ นอกจากนี้เจอร์ราร์ดสามารถทำ แฮตทริก ได้ 1 ครั้งคือ ในนัดที่เจอกับ แอสตันวิลลา โดยลิเวอร์พูลชนะไป 5-0[13]

ฤดูกาล 2009-2010 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 33 นัด ยิงได้ 9 ประตู ถือว่าเป็นฤดูกาลที่ย่ำแย่ของลิเวอร์พูล โดยฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลทำผลงานได้แย่กว่าฤดูกาลที่แล้ว ผลงาน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ของหงส์แดงตกรอบแบ่งกลุ่มอย่างรวดเร็ว ในเอฟเอคัพ ก็ตกรอบตั้งแต่รอบ 3 โดยพ่ายต่อ เรดิง 2-1 และที่แย่ไปกว่านั้น ผลงานในพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล ทำอันดับได้ต่ำที่สุดในรอบหลายปี โดยได้อันดับ 7 ซึ่งแตกต่างกับปีที่แล้วเป็นอย่างมาก โดยปีที่แล้วลิเวอร์พูลแพ้แค่ 2 นัดแต่ว่าปีนี้แพ้ถึง 11 นัด

เจอร์ราร์ด ในแมตช์เกียรติยศของ เจมี คาร์เรเกอร์ ปี ค.ศ. 2010

ฤดูกาล 2010-2011 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 21 นัด ยิงได้แค่ 4 ประตู เนื่องจาก เจอร์ราร์ดมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ เจอร์ราร์ดต้องพักจนจบฤดูกาลก่อนเพื่อนร่วมทีม ผลงานในพรีเมียร์ลีก ได้อันดับ 6 ของตารางทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรป และในเอฟเอคัพ รอบ 3 ลิเวอร์พูล เจอกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ โอลด์แทรฟฟอร์ด แต่ก็แพ้ไป 1-0 และเจอร์ราร์ด ก็โดน ใบแดง ไล่ออกจากสนามอีกด้วย แต่ผลงานในยูโรปาลีก เจอร์ราร์ด สามารถทำแฮตทริกได้ ในนัดที่เจอกับ นาโปลี โดยลิเวอร์พูลชนะไป 3-1[14]

เจอร์ราร์ด ทำแฮตทริกในนัดที่เจอกับ เอฟเวอร์ตัน

ฤดูกาล 2011-2012 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 18 นัด ยิงประตูไปได้ 5 ประตู ในฤดูกาลนี้ถือว่าเป็นยุคที่ตกต่ำของลิเวอร์พูลเลยก็ว่าได้ เนื่องจากได้อันดับ 8 ของตารางและขาดผู้เล่นหลักๆไปเยอะ และเจอร์ราร์ด ก็ไม่ได้ลงเล่นบ่อยมากนักโดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูกาล ประตูแรกที่เจอร์ราร์ดยิงได้ในลีกฤดูกาลนี้คือในนัดที่เสมอกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 1-1 แต่ในลีกคัพ รอบรองชนะเลิศ นัดแรก เขาก็ยิงประตูชัยให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี ถึง เอติฮัดสเตเดียม 1-0 ก่อนจะเสมอ 2-2 ในนัดที่ 2 ที่ แอนฟีลด์ และก็สามารถนำทีมได้แชมป์ ลีกคัพ มาได้ ด้วยการยิงจุดโทษตัดสินชนะ คาร์ดิฟฟ์ซิตี ผลประตูรวม 3-2[15] และ นำทีมไปสู่รอบชิงชนะเลิศ เอฟเอคัพ แต่ก็แพ้ เชลซี ไปด้วยสกอร์ 2-1 อย่างน่าเสียดาย ในฤดูกาลนี้เจอร์ราร์ดทำ แฮตทริก ได้ 1 ครั้งคือ ในนัดที่เจอกับ เอฟเวอร์ตัน โดยลิเวอร์พูลชนะไป 3-0 และเป็นการลงสนามนัดที่ 400 ในพรีเมียร์ลีก ของ เจอร์ราร์ด รวมถึงเป็นการลงสนามนัดที่ 250 ในการเป็นกัปตันทีมของ เจอร์ราร์ด อีกด้วย[16]

ฤดูกาล 2012-2013 เจอร์ราร์ดลงเล่นในเกมลีก 36 นัด ยิงประตูไปได้ 9 ประตู ถือว่าเป็นฤดูกาลที่เจอร์ราร์ดลงสนามเป็นตัวจริงทุกนัด แต่ไม่ได้ลง 2 นัดสุดท้าย เนื่องจาก เจอร์ราร์ด ต้องผ่าตัดหัวไหล่หลังจากได้รับอาการบาดเจ็บจากเกมส์ที่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 0-0 ประตูแรกที่เจอร์ราร์ดยิงได้ในลีกฤดูกาลนี้คือในนัดที่แพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 2-1.[17] ผลงานในพรีเมียร์ลีกได้อันดับ 7 ของตารางทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรป และ เจอร์ราร์ดลงสนามนัดที่ 600 ในนัดที่เจอกับนิวคาสเซิลยูไนเต็ด

เจอร์ราร์ด ในแมตช์เกียรติยศของตนเอง ในวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 2013.

ฤดูกาล 2013-2014 ในวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 เจอร์ราร์ดได้ต่อสัญญากับลิเวอร์พูลไปอีก 2 ปี.[18] ในวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 2013 เจอร์ราร์ดได้มีแมตช์เกียรติยศของตนเอง ในนัดที่เจอกับ โอลิมเปียกอส ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2013 เจอร์ราร์ดได้ทำประตูในพรีเมียร์ลีก เป็นฤดูกาลที่ 15 ติดต่อกัน ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเอาชนะ คริสตัลพาเลซ 3-1 ต่อมา ในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 2013 เจอร์ราร์ดได้ทำประตูในพรีเมียร์ลีกลูกที่ 100 ในนัดที่เสมอกับ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ที่ เซนต์เจมส์พาร์ก 2-2

ในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 2014 เจอร์ราร์ดได้ยิงจุดโทษให้ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ สโตกซิตี 3-2 ก่อนจะเอาชนะไป 5-3 ต่อมา ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 เจอร์ราร์ดได้ยิงจุดโทษเป็นประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วยให้ ลิเวอร์พูล เอาชนะ ฟูลัม ที่ เครเวนคอตทิจ 3-2 ต่อมา ในวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 2014 เจอร์ราร์ดได้ยิงจุดโทษเข้า 2 ประตู และยิงจุดโทษพลาด 1 ลูก ในนัดที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ โอลด์แทรฟฟอร์ด 3-0 ด้วยผลงานยอดเยี่ยมทำให้ เจอร์ราร์ด ได้รางวัลผู้เล่นยอดเยื่ยมประจำเดือนมีนาคม ของ พรีเมียร์ลีก ร่วมกับ ลุยส์ ซัวเรซ[19] ต่อมา ในวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 นัดปิดฤดูกาล ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟีลด์ เจอกับ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ในนัดนี้ ลิเวอร์พูล จะต้องชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด และต้องลุ้นให้ เวสต์แฮมยูไนเต็ด เอาชนะ แมนเชสเตอร์ซิตี ที่ เอติฮัดสเตเดียม ลิเวอร์พูล ก็จะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก โดย ลิเวอร์พูล เอาชนะ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด 2-1 แต่สุดท้าย แมนเชสเตอร์ซิตี เอาชนะ เวสต์แฮมยูไนเต็ด 2-0 ทำให้ ลิเวอร์พูลพลาดโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อย่างน่าเสียดาย จบฤดูกาล เจอร์ราร์ดยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้ 13 ประตู จาก 34 นัด ช่วยให้ ลิเวอร์พูล ได้อันดับ 2 ทำให้ ลิเวอร์พูล ได้กลับไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก นับตั้งแต่ในปี 2009[20]

ทีมชาติอังกฤษ[แก้]

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000 เจอร์ราร์ดถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษเป็นครั้งแรก และมีชื่อติดทีมชาติอังกฤษชุดยูโร 2000 แต่เขาก็ได้แต่นั่งดูเกมในม้านั่งสำรองเท่านั้น

ฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก เจอร์ราร์ด ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมใน ฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก โดยเจอร์ราร์ดได้ทำไป 1 ประตู ในนัดที่เจอกับ เยอรมัน โดยอังกฤษชนะไป 5-1 เป็นประตูแรกของเจอร์ราร์ดในนามทีมชาติ และพาทีมได้อันดับ 1 ของกลุ่ม 9 อังกฤษชนะ 5 เสมอ 2 แพ้ 1 และพาทีมเข้าไปเล่น ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ได้สำเร็จ

ฟุตบอลโลก 2002 เจอร์ราร์ด ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศเกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น แต่เขาเกิดมีอาการบาดเจ็บทำให้ไม่สามารถเดินทางร่วมทีมไปแข่งขันฟุตบอลโลกได้

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004 รอบคัดเลือก เจอร์ราร์ดได้ทำไป 1 ประตู ในนัดที่เจอกับ มาซิโดเนีย และพาทีมได้อันดับ 1 ของกลุ่ม 7 อังกฤษชนะ 6 เสมอ 2 ไม่แพ้ใคร ทำให้เจอร์ราร์ดพาทีมเข้าไปเล่นฟุตบอลยูโร รอบสุดท้าย ได้สำเร็จ

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004 เจอร์ราร์ดถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกยูโร 2004 ที่โปรตุเกส โดยเจอร์ราร์ดยิงได้ 1 ประตู ในนัดที่เจอกับ สวิตเซอร์แลนด์ และพาทีมได้อันดับ 2 ของกลุ่ม B อังกฤษชนะ 2 แพ้ 1 (แพ้ ฝรั่งเศส 1-2, ชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 3-0 และ ชนะ โครเอเชีย 4-2) โดยพาทีมเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเจอกับ โปรตุเกสเจ้าภาพ แต่พ่ายในการดวลจุดโทษ

ฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก เจอร์ราร์ดยิงได้ 2 ประตู ในนัดที่เจอกับ ออสเตรีย และ อาเซอร์ไบจาน โดยเจอร์ราร์ดพาทีมได้อันดับ 1 ของกลุ่ม 6 โดยอังกฤษชนะ 8 เสมอ 1 แพ้ 1 และพาทีมเข้าไปเล่น ฟุตบอลโลก 2006 รอบสุดท้าย ได้สำเร็จ

ฟุตบอลโลก 2006 เจอร์ราร์ดถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ ประเทศเยอรมัน หลังจากเมื่อปี 2002 เขาไม่สามารถเดินทางร่วมทีมไปแข่งขันฟุตบอลโลกได้ โดยเจอร์ราร์ดยิงได้ 2 ประตู ในนัดที่เจอกับ ตรินิแดดและโตเบโก และ สวีเดน ในฟุตบอลโลกครั้งนี้และพาทีมได้อันดับ 1 ของกลุ่ม B โดยอังกฤษชนะ 2 เสมอ 1 (ชนะ ปารากวัย 1-0, ชนะ ตรินิแดดและโตเบโก 2-0 และ เสมอ สวีเดน 2-2) และพาทีมเอาชนะ เอกวาดอร์ 1-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยพาทีมชาติอังกฤษเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเจอกับ โปรตุเกส แต่พ่ายในการดวลจุดโทษ หลังเสมอ 0-0 ใน 90 นาที ทำให้อังกฤษต้องตกรอบรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันในฟุตบอลโลกหลังจากเมื่อปี 2002 พ่ายให้กับทีมชาติบราซิล ในรอบเดียวกัน

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 รอบคัดเลือก เจอร์ราร์ดได้รับตำแหน่งได้เป็น รองกัปตันทีม ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ โดยได้รับตำแหน่งจาก สตีฟ แม็คคลีน โค้ชชาวอังกฤษ และ จอห์น เทร์รี ได้รับตำแหน่งเป็นกัปตันทีมอีกครั้ง โดยในรอบคัดเลือกในปี ค.ศ. 2006 อังกฤษได้อยู่สายเดียวกับ โครเอเชีย และ รัสเซีย กับ อิสราเอล และอีก 3 ทีมอื่นๆ แต่แล้วพอเสร็จสิ้นการแข่งขัน อังกฤษก็ไม่ได้เข้ารอบอย่างน่าเสียดาย โดย โครเอเชีย และ รัสเซีย เป็นทื่ 1 และ 2 ตามลำดับ และอังกฤษเป็นทื่ 3 โดยเจอร์ราร์ดได้ทำไป 3 ประตู ในนัดที่เจอกับ อันดอร์รา ทั้ง 2 นัด โดยอังกฤษชนะไป 5-0 และ 3-0

ฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก เจอร์ราร์ดยิงได้ 3 ประตู ในนัดที่เจอกับ เบลารุส และ โครเอเชีย อีก 2 ประตู โดยเจอร์ราร์ดพาทีมได้อันดับ 1 ของกลุ่ม 6 อังกฤษชนะ 9 แพ้ 1 และพาทีมเข้าไปเล่น ฟุตบอลโลก 2010 รอบสุดท้าย ได้สำเร็จ

ฟุตบอลโลก 2010 เจอร์ราร์ดถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกที่ แอฟริกาใต้ โดยครั้งนี้เจอร์ราร์ดได้เป็นกัปตันทีมแทน ริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่ได้รับบาดเจ็บและถอนตัว และเจอร์ราร์ดเป็นคนที่ทำประตูแรกให้กับอังกฤษในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ในนัดที่ทีมชาติอังกฤษ เสมอกับ สหรัฐอเมริกา 1-1 ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ทีมชาติอังกฤษชนะในการแข่งขันแค่นัดเดียวโดยชนะ สโลวีเนีย 1-0 เสมออีก 2 นัด โดยทีมชาติอังกฤษผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเจอกับ ทีมชาติเยอรมัน และอังกฤษต้องพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมันถึง 1-4 ทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องจบเส้นทางฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้เพียงเท่านี้ และเป็นการเล่นในฟุตบอลโลกที่ย่ำแย่ที่สุดของทีมชาติอังกฤษ และทีมชาติอังกฤษยิงประตูรวมทั้งหมดได้แค่ 3 ประตู และเสียไป 5 ประตู

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 รอบคัดเลือก เจอร์ราร์ดไม่ได้ลงเล่นบ่อยมากนัก เนื่องจาก เจอร์ราร์ด มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดเวลา แต่ก็พาทีมชาติอังกฤษได้อันดับ 1 ของกลุ่ม G โดยอังกฤษชนะ 5 เสมอ 3 ไม่แพ้ใคร และเจอร์ราร์ดพาทีมเข้าไปเล่น ฟุตบอลยูโร รอบสุดท้าย ได้สำเร็จ

เจอร์ราร์ด กับ ฟร็องก์ รีเบรี ในศึก ยูโร 2012

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012 เจอร์ราร์ดถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกยูโร 2012 ที่ โปแลนด์ และ ยูเครน โดยครั้งนี้เจอร์ราร์ดได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมชาติอีกด้วย และพาทีมได้อันดับ 1 ของกลุ่ม D อังกฤษชนะ 2 เสมอ 1 (เสมอ ฝรั่งเศส 1-1, ชนะ สวีเดน 3-2 และ ชนะ ยูเครน 1-0) โดยพาทีมเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายเจอกับ อิตาลี แต่พ่ายในการดวลจุดโทษ 2-4 หลังเสมอ 0-0 ใน 90 นาที ทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องตกรอบรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันในฟุตบอลยูโร

ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก เจอร์ราร์ดยิงได้ 2 ประตู ในนัดที่เจอกับ มอลโดวา และ โปแลนด์ โดยเจอร์ราร์ดพาทีมได้อันดับ 1 ของกลุ่ม H อังกฤษชนะ 6 เสมอ 4 ไม่แพ้ใคร และพาทีมเข้าไปเล่น ฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้าย ได้สำเร็จ

ฟุตบอลโลก 2014 เจอร์ราร์ดถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษในฟุตบอลโลกที่ บราซิล โดยครั้งนี้เจอร์ราร์ดได้รับแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมชาติ อังกฤษ ได้อยู่กลุ่ม D ร่วมกับ อุรุกวัย, คอสตาริกา และ อิตาลี แต่สุดท้าย อังกฤษ ก็ต้องตกรอบแรก ได้อันดับสุดท้ายของกลุ่ม D เสมอ 1 แพ้ 2 (แพ้ อิตาลี 1-2, แพ้ อุรุกวัย 1-2 และ เสมอ คอสตาริกา 0-0) ทำให้ทีมชาติอังกฤษต้องจบเส้นทางฟุตบอลโลกที่บราซิลเพียงรอบแรกเท่านั้น และเป็นครั้งแรกในรอบ 56 ปีด้วย ที่อังกฤษตกรอบแรกฟุตบอลโลก

ในวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 2014 หลังจากจบฟุตบอลโลกครั้งนี้ เจอร์ราดก็ตัดสินใจอำลาทีมชาติเรียบร้อยแล้วหลังอยู่รับใช้มายาวนาน 14 ปี[4]

เจอร์ราร์ดประเดิมสนามนัดแรกให้กับทีมชาติในปี 2000 โดยเป็นเกมที่เอาชนะยูเครน 2-0 ณ สนามเวมบลีย์และเขาก็ผ่านการรับใช้ชาติมา 114 นัดยิงได้ 21 ประตูรวมถึงพาทีมไปลุยทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆมาแล้วถึง 6 ครั้ง ทัวร์นาเมนต์ของเจอร์ราร์ดหนแรกมาในช่วงยุคที่เควิน คีแกนยังคุมอยู่โดยเขาเป็นส่วนนึงของอังกฤษชุดลุยยูโร 2000 ถือเป็นยูโรหนแรกของเขาก่อนจะตามมาด้วยยูโรปี 2004 ที่โปรตุเกสและในปี 2012 ที่ยูเครนกับโปแลนด์

ถึงแม้พลาดฟุตบอลโลก 2002 ไปเพราะบาดเจ็บแต่ก็ผ่านฟุตบอลโลกมาแล้ว 3 สมัยเริ่มต้นที่เยอรมนีในปี 2006 ตามด้วยแอฟริกาใต้เมื่อปี 2010 และที่บราซิลในปีนี้ สรุปแล้วเขาได้ลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายไป 12 นัดยิงได้ 3 ประตู เจอร์ราร์ดผ่านการเป็นกัปตันทีมของอังกฤษมาทั้งหมด 38 นัดและเป็นนักเตะที่ติดทีมชาติมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ต่อจากปีเตอร์ ชิลตัน(125 นัด)และเดวิด เบ็คแฮม(115 นัด) เขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้เล่นทีมชาติทะลุ 100 นัดเช่นเดียวกับบ็อบบี้ มัวร์(108 นัด), แอชลี่ย์ โคล(107 นัด), บ็อบบี้ ชาร์ลตัน(106 นัด), แฟรงค์ แลมพาร์ด(106 นัด)และบิลลี่ ไรท์(105 นัด)

ประตูในนามทีมชาติ[แก้]

# วันที่ สนาม นัดที่ คู่แข่งขัน ประตู ผล การแข่งขัน
1 1 กันยายน 2001 โอลิมเปียชตาดิโยน, เยอรมนี 6 ธงชาติเยอรมนี เยอรมนี 2–1 5–1 ฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก[21]
2 16 ตุลาคม 2002 เซนต์แมรีส์สเตเดียม, อังกฤษ 13 Flag of the Republic of Macedonia FYR Macedonia 2–2 2–2 ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004 รอบคัดเลือก[22]
3 3 มิถุนายน 2003 คิงพาวเวอร์สเตเดียม, อังกฤษ 17 ธงชาติเซอร์เบียและมอนเตเนโกร เซอร์เบียและมอนเตเนโกร 1–0 2–1 เกมอุ่นเครื่องกระชับมิตร[23]
4 17 มิถุนายน 2004 เอสตาดีอูคีเดดเดโคอิมบรา, โปรตุเกส 26 ธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ 3–0 3–0 ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004[24]
5 4 กันยายน 2004 เอรินทส์-ฮาปเปล-ซตาดิโยน, ออสเตรีย 30 ธงชาติออสเตรีย ออสเตรีย 2–0 2–2 ฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก[25]
6 30 มีนาคม 2005 เซนต์เจมส์พาร์ก, อังกฤษ 34 ธงชาติอาเซอร์ไบจาน อาเซอร์ไบจาน 1–0 2–0 ฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก[26]
7 30 พฤษภาคม 2006 โอลด์แทรฟฟอร์ด, อังกฤษ 41 ธงชาติฮังการี ฮังการี 1–0 3–1 เกมอุ่นเครื่องกระชับมิตร[27]
8 15 มิถุนายน 2006 กรึนดิกซตาดิโยน, เยอรมนี 44 ธงชาติตรินิแดดและโตเบโก ตรินิแดดและโตเบโก 2–0 2–0 ฟุตบอลโลก 2006[28]
9 20 มิถุนายน 2006 RheinEnergie Stadion, เยอรมนี 45 ธงชาติสวีเดน สวีเดน 2–1 2–2 ฟุตบอลโลก 2006[29]
10 2 กันยายน 2006 โอลด์แทรฟฟอร์ด, อังกฤษ 49 ธงชาติอันดอร์รา อันดอร์รา 2–0 5–0 ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 รอบคัดเลือก[30]
11 28 มีนาคม 2007 Olympic Stadium, สเปน 55 ธงชาติอันดอร์รา อันดอร์รา 1–0 3–0 ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 รอบคัดเลือก[31]
12 2–0
13 28 พฤษภาคม 2008 สนามกีฬาเวมบลีย์, อังกฤษ 66 Flag of the United States สหรัฐอเมริกา 2–0 2–0 เกมอุ่นเครื่องกระชับมิตร[32]
14 15 ตุลาคม 2008 Dinamo Stadium, เบลารุส 70 ธงชาติเบลารุส เบลารุส 1–0 3–1 ฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก[33]
15 9 กันยายน 2009 สนามกีฬาเวมบลีย์, อังกฤษ 76 ธงชาติโครเอเชีย โครเอเชีย 2–0 5–1 ฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก
16 4–0
17 12 มิถุนายน 2010 Royal Bafokeng Stadium, แอฟริกาใต้ 81 Flag of the United States สหรัฐอเมริกา 1–0 1–1 ฟุตบอลโลก 2010
18 11 สิงหาคม 2010 สนามกีฬาเวมบลีย์, อังกฤษ 85 ธงชาติฮังการี ฮังการี 1–1 2–1 เกมอุ่นเครื่องกระชับมิตร[34]
19 2–1
20 6 กันยายน 2013 สนามกีฬาเวมบลีย์, อังกฤษ 104 ธงชาติมอลโดวา มอลโดวา 1–0 4–0 ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก
21 15 ตุลาคม 2013 สนามกีฬาเวมบลีย์, อังกฤษ 107 ธงชาติโปแลนด์ โปแลนด์ 2–0 2–0 ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก

สถิติการยิงประตู[แก้]

สโมสร[แก้]

สโมสร ลีก ฟุตบอลถ้วย ลีกคัพ ยุโรป อื่นๆ รวม
ฤดูกาล สโมสร ลีก ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู ลงเล่น ประตู
อังกฤษ พรีเมียร์ลีก เอฟเอคัพ ลีกคัพ ยุโรป อื่นๆ รวม
1998–99 ลิเวอร์พูล พรีเมียร์ลีก 12 0 0 0 0 0 1 0 0 0 13 0
1999–2000 29 1 2 0 0 0 0 0 0 0 31 1
2000–01 33 7 4 1 4 0 9 2 0 0 50 10
2001–02 28 3 2 0 0 0 15 1 0 0 45 4
2002–03 34 5 2 0 6 2 11 0 1 0 54 7
2003–04 34 4 3 0 2 0 8 2 0 0 47 6
2004–05 30 7 0 0 3 2 10 4 0 0 43 13
2005–06 32 10 6 4 1 1 12 7 2 1 53 23
2006–07 36 7 1 0 1 1 12 3 1 0 51 11
2007–08 34 11 3 3 2 1 13 6 0 0 52 21
2008–09 31 16 3 1 0 0 10 7 0 0 44 24
2009–10 33 9 2 1 1 0 13 2 0 0 49 12
2010–11 21 4 1 0 0 0 2 4 0 0 24 8
2011–12 18 5 6 2 4 2 0 0 0 0 28 9
2012–13 36 9 1 0 1 0 8 1 0 0 46 10
2013–14 34 13 3 1 2 0 0 0 0 0 39 14
รวม อังกฤษ 475 111 39 13 27 9 124 39 4 1 669 173
รวมทั้งหมด 475 111 39 13 27 9 124 39 4 1 669 173

ทีมชาติอังกฤษ[แก้]

ทีมชาติอังกฤษ
ปี ลงเล่น ประตู
2000 2 0
2001 6 1
2002 5 1
2003 8 1
2004 10 2
2005 8 1
2006 13 4
2007 11 2
2008 7 2
2009 7 2
2010 12 3
2011 0 0
2012 11 0
2013 8 2
2014 6 0
รวม 114 21

เกียรติประวัติ[แก้]

สโมสรลิเวอร์พูล[แก้]

รางวัลส่วนตัว[แก้]

  • Ballon d'Or Bronze Award (1): ปี 2005
  • ผู้เล่นทรงคุณค่าของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2004-05
  • UEFA Club Footballer of the Year (1): ปี 2005
  • นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษ (1): ปี 2009
  • FWA Tribute Award (1): ปี 2013
  • นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ (1): ปี 2006
  • นักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ (1): ปี 2001
  • นักฟุตบอลยอดเยี่ยมจากแฟนบอลของพีเอฟเอ (2): ปี 2001, 2009
  • นักฟุตบอลอังกฤษแห่งปี 2007, 2012
  • ทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ (8): ปี 2001, 2004, 2005, 2006, 2007, 2008, 2009, 2014
  • Standard Chartered Liverpool Player of the Month Award (4): เดือนกันยายน 2010, มีนาคม 2012, มกราคม 2013, มีนาคม 2014
  • Liverpool Player of the Season (2): 2005–06, 2008–09
  • ผู้ทำประตูสูงสุดของลิเวอร์พูล (3): ฤดูกาล 2004-05, 2005-06, 2008-09
  • ทีมยอดเยี่ยมของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (1): ปี 2012
  • ทีมแห่งปีของยูฟ่า (3): ปี 2005, 2006, 2007
  • FIFA/FIFPro World XI (3): ปี 2007, 2008, 2009
  • ESM Team of the Year (1): 2008–09
  • ประตูแห่งฤดูกาล (1): ปี 2006
  • UEFA Champions League Final Man of the Match (1): ปี 2005
  • FA Cup Final Man of the Match (1): ปี 2006
  • นักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก (6): มีนาคม 2001, มีนาคม 2003, ธันวาคม 2004, เมษายน 2006, มีนาคม 2009, มีนาคม 2014
  • ECHO Sports Personality of the Year Award (1): 2014
  • Member of the Order of the British Empire ปี 2007
  • Honorary Fellowship from Liverpool John Moores University ปี 2008
  • BBC Sports Personality of the Year Award – อันดับ 3 ปี 2005
  • IFFHS World's Most Popular Footballer (1): ปี 2006

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 Hugman, Barry J. (2005). The PFA Premier & Football League Players' Records 1946–2005. Queen Anne Press. p. 232. ISBN 1852916656. 
  2. "1st Team squad profiles: Steven Gerrard". Liverpool F.C. สืบค้นเมื่อ 2012-03-13. 
  3. It's Steven Gerrard, MBE ข่าวจาก Herald Sun
  4. 4.0 4.1 "ไม่รอเตะยูโร “สตีวีจี” บอกลาทีมชาติ". ผู้จัดการออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 2014-07-22. 
  5. "Football | Premier League | Liverpool News". TEAMtalk. สืบค้นเมื่อ 2010-06-13. 
  6. "Liverpool captain Steven Gerrard's greatest games". BBC Sports. 14 March 2012. สืบค้นเมื่อ 2 January 2013. 
  7. "Liverpool 2–3 Chelsea". BBC Sport. 27 February 2005. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  8. "Liverpool 3–1 Olympiakos". BBC Sport. 8 December 2004. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  9. "Liverpool 3–3 West Ham (aet)". BBC Sport. 2006-05-13. สืบค้นเมื่อ 2008-08-22. 
  10. "Gerrard named player of the year". BBC Sport. 23 April 2006. สืบค้นเมื่อ 19 December 2008. 
  11. Phillips, Owen (1 May 2007). "Liverpool 1–0 Chelsea (Agg: 1–1)". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  12. McNulty, Phil (14 March 2009). "Man Utd 1–4 Liverpool". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 16 March 2009. 
  13. McNulty, Phil (22 March 2009). "Liverpool 5–0 Aston Villa". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 23 March 2009. 
  14. Sanghera, Mandeep (4 November 2010). "Liverpool 3–1 Napoli". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 2010-11-21. 
  15. "Cardiff 2–2 Liverpool (Liverpool win 3–2 on penalties)" BBC Sport. 26 February 2012. Retrieved 16 June 2012.
  16. "Liverpool 3–0 Everton" BBC Sport. 13 March 2012. Retrieved 16 June 2012.
  17. "Liverpool 1–2 Man Utd" BBC Sport. 23 September 2012. Retrieved 30 September 2012.
  18. "Gerrard signs contract extension". Liverpool F.C. 15 July 2013. สืบค้นเมื่อ 15 July 2013. 
  19. ลิเวอร์พูลกวาดรางวัลยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก ประจำเดือนมีนาคม
  20. 45 สถิติจากฤดูกาลที่น่าจดจำ
  21. "Awesome England thrash Germany". BBC Sport. 2001-09-01. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  22. "Macedonia hold ragged England". BBC Sport. 2002-10-16. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  23. "England seal late win". BBC Sport. 2003-06-04. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  24. "England 3–0 Switzerland". BBC Sport. 2004-06-17. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  25. "Austria 2–2 England". BBC Sport. 2004-09-04. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  26. "England 2–0 Azerbaijan". BBC Sport. 2005-03-30. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  27. "England 3–1 Hungary". BBC Sport. 2006-05-30. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  28. "England 2–0 Trinidad and Tobago". BBC Sport. 2006-06-15. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  29. "Sweden 2–2 England". BBC Sport. 2006-06-20. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  30. "England 5–0 Andorra". BBC Sport. 2006-09-02. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  31. McNulty, Phil (2007-03-28). "Andorra 0–3 England". BBC Sport. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  32. "England beats United States 2–0". International Herald Tribune. 2008-05-29. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. 
  33. "Belarus 1–3 England FT". The FA. 2008-10-15. สืบค้นเมื่อ 2008-12-19. [ลิงก์เสีย]
  34. Winter, Henry (2010-08-11). "England 2–1 Hungary FT". London: The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 2010-08-13. 
อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ชื่อ "thefa-profile" มีนิยามใน <references> แต่ไม่ถูกใช้ในข้อความก่อนหน้านี้

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

ก่อนหน้า สตีเวน เจอร์ราร์ด ถัดไป
จอห์น เทร์รี 2leftarrow.png นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ
(พ.ศ. 2549)
2rightarrow.png คริสเตียโน โรนัลโด
คริสเตียโน โรนัลโด 2leftarrow.png นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษ
(2009)
2rightarrow.png เวย์น รูนีย์
ซามี ฮูเปีย 2leftarrow.png กัปตันทีมสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
(2003–ปัจจุบัน)
2rightarrow.png -
จอห์น เทร์รี 2leftarrow.png กัปตันทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ
(2012–2014)
2rightarrow.png -