สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน
Everton F.C. 2014.png
ชื่อเต็ม Everton Football Club
ฉายา The Toffees, The Blues (ทอฟฟี่สีน้ำเงิน)
ก่อตั้ง ค.ศ. 1878 (ในชื่อ เซนต์ โดมิงโก)
สนามกีฬา กูดิสันพาร์ค
ลิเวอร์พูล
(ความจุ: 40,157 คน[1])
ประธาน อังกฤษ บิลล์ เคนไรต์
ผู้จัดการ สเปน โรเบร์โต มาร์ตีเนซ
ลีก พรีเมียร์ลีก
2013–14 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 5
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเหย้า
ฤดูกาลปัจจุบัน
เวย์น รูนีย์ เมื่อครั้งอยู่กับเอฟเวอร์ตัน

สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน เป็นสโมสรฟุตบอลหนึ่งในเมือง ลิเวอร์พูล ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1878 เป็นสโมสรที่มีประวัติอันยาวนานมากที่สุดสโมสรหนึ่งในอังกฤษ ลงเล่นลีกสูงสุดถึง 103 ฤดูกาล (จาก 107 ฤดูกาล) และเคยชนะด้วยคะแนนมากที่สุดในลีกสูงสุดของประเทศ

เอฟเวอร์ตันเป็นคู่ปรับร่วมเมืองของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล สนามประจำทีมเอฟเวอร์ตันชื่อ กูดิสัน พาร์ค ซึ่งห่างจากสนามของลิเวอร์พูลเพียงแค่สวนสาธารณะกั้น แฟนฟุตบอลชาวไทยตั้งฉายาให้ว่า "ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน" ปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุมทีมของโรเบร์โต มาร์ตีเนซ

ประวัติสโมสร[แก้]

สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันเป็นสโมสรฟุตบอลที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1878 โดยใช้ชื่อว่า เซนต์โดมิงโก เอฟซี ตามชื่อโบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองลิเวอร์พูล และเปลี่ยนชื่อเป็น เอฟเวอร์ตัน เอฟซี ในปี 1884 และใช้สนามแอนฟิลด์ โรด เป็นสนามเหย้า โดยมี จอห์น โฮลดิง ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองลิเวอร์พูลและสมาชิกสภาผู้แทนพรรคอนุรักษนิยม เป็นประธานสโมสร

เอฟเวอร์ตัน คว้าแชมป์แรกได้ในฤดูกาล 1890-1891 ซึ่งในปีนั้น "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" มีชุดทีมเป็นเสื้อสีชมพูอ่อน กางเกงสีฟ้า ถุงเท้าสีฟ้า และต่อมากลุ่มแฟนบอล เอฟเวอร์ตัน ได้เรียกร้องให้ใช้เสื้อสีน้ำเงิน กางเกงสีขาว ถุงเท้าสีขาว เป็นชุดประจำสโมสรมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.1892 ผู้บริหารสโมสรได้ตัดสินใจปลด จอห์น โฮลดิง ออกจากตำแหน่งและได้ย้ายทีมเอฟเวอร์ตันไปยังฝั่งตะวันตกของ สแตนลีย์ ปาร์ค ซึ่งในสมัยนั้นเรียกพ้นที่บริเวณนั้นว่า กรีน เมอร์ ต่อมาสนามแห่งนั้นถูกเรียกชื่อตามถนน เป็น กูดิสัน ปาร์ค จนถึงปัจจุบัน

ในฤดูกาล 1893-1894 แจ็ค เซาธ์เวิร์ธ เป็นดาวยิงสูงสุดของลีกอังกฤษ ด้วยจำนวน 27 ประตู ซึ่งอดีตนักเตะ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ รายนี้ถือเป็นดาวซัลโวสูงสุดรายแรกของเอฟเวอร์ตัน

ฤดูกาล 1927-1928 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 1)เอฟเวอร์ตัน ได้สร้างสถิติที่ไม่มีใครลบได้จนถึงปัจจุบัน เมื่อ ดิ๊กซี่ ดีน กองหน้าชาวอังกฤษ ผลิตสกอร์ให้กับสโมสรได้ถึง 60 ประตูในหนี่งฤดูกาล และเป็นสถิติการทำประตูในหนึ่งฤดูกาลที่มากที่สุดในลีกอังกฤษ

เอฟเวอร์ตัน เริ่มต้นยุคใหม่ในปี 1961 (หลังสงครามโลกครั้งที่ 2)เมื่อได้จอห์น มัวส์ มหาเศรษฐีชาวเมืองลิเวอร์พูล ที่เป็นเจ้าของกิจการลิต เติลวูด พูล และ ธุรกิจการส่งของทางอากาศ เป็นประธานสโมสร โดยมี แฮร์รี แคทเทอร์ริค เป็นผู้จัดการทีม ซึ่ง เอฟเวอร์ตัน ยุคนั้นมี โฮเวิร์ด เคนดัลล์, อลัน บอลล์ และ โคลิน ฮาร์วีย์ เป็นกำลังสำคัญซึ่งทั้ง 3 พาทีมครองแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้อีกครั้งในฤดูกาล 1962-1963 ก่อนที่ แฮร์รี แคตเทอร์ริค จะลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ

หลังจากนั้น บิลลี บิงแฮม ได้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมแทน แคตเทอร์ริค แต่เอฟเวอร์ตัน ก็ไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่คุมทีม จนในที่สุดบอร์ดบริหารได้ตัดสินใจปลด บิงแฮม ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้ง กอร์ดอน ลี มารับตำแหน่งแทน แต่ผลงานโดยรวมของ เอฟเวอร์ตัน ก็ไม่ดีขึ้นแต่งอย่างใด

ในช่วงทศวรรษที่ 1980-1990 เป็นการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งของทีมสีน้ำเงิน เมื่อ ฟิลิป คาร์เตอร์ เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสร แทนที่จอห์น มัวร์ส และได้ดึง โฮเวิร์ด เคนดัลล์ เป็นผู้จัดการทีม โดยที่ เคนดัลล์ นำความสำเร็จมาสู่เอฟเวอร์ตันอีกครั้ง โดยพาทีมคว้าแชมป์ เอฟ เอ คัพ ในปี 1984 และสามารถเอาชนะลิเวอร์พูลในศึกแชริตี้ ชิลด์ ปีถัดมายังได้แชมป์ดิวิชั่น1 มาครอง ในปี 1984-1985 โดยทิ้งลิเวอร์พูลอันดับ 2 ถึง 13 แต้ม และคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนส์คัพวินเนอร์คัพมาครอง ด้วยการ ถล่มบาร์เยิร์น มิวนิค 3-1

ทศวรรษที่ 1990 เอฟเวอร์ตัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงประธานสโมสรอีกครั้งโดยมี ปีเตอร์ จอห์นสัน เข้ามาบริหารงาน และได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมเป็น โจ รอยส์ , โคลิน ฮาร์วีย์ และ โฮเวิร์ด เคนดัลล์ ซึ่งทั้งหมดคือดีตนักเตะของทีมนั่นเอง แต่ผลงานของทีมก็ไม่ดีขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวทีมได้แชมป์ เอฟ เอ คัพ ในปี 1995 เท่านั้น

ศึกเมอร์ซีไซด์ ดาร์บี้ ระหว่าง สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน และ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ในปี ค.ศ. 2006

จนกระทั่งปี 1999 บิลล์ เคนไรท์ ได้เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสรและได้แต่งตั้ง วอลเตอร์ สมิธ เป็นผู้จัดการทีม จนถึงปี 2002 เอฟเวอร์ตัน ก็ได้ตัว เดวิด มอยส์ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยในฤดูกาลแรก เดวิด มอยส์ พาเอฟเวอร์ตัน หนีตกชั้นได้สำเร็จโดยจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 15 ฤดูกาลต่อมาก็พาทีมสร้างผลงานอันสุดยอดโดยการจบฤดูกาลด้วยอันดับ 7 แม้ว่าฤดูกาลต่อมานักเตะจะเล่นด้วยความรู้สึกเหมือนไร้หัวใจ จนเกือบร่วงสู่ลีกแชมเปี้ยนชิพโดยมีคะแนนอยู่เหนือโซนตกชั้นเพียง 3 คะแนน และเริ่มฤดูกาล 2003-2004 โดยการสูญเสียดาวยิงที่เป็นความหวังของทีมอย่าง เวน รูนี่ย์ ไปให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่เดวิด มอยส์ กลับสร้างเซอร์ไพรซ์ ด้วยการพาทีมจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 4 คว้า ตั๋วใบสุดท้ายไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกรอบคัดเลือก และสร้างความหวังให้แก่สาวกของเอฟเวอร์โตเนี่ยน แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือก และยังกระเด็นตกรอบยูฟ่าคัพอีกด้วย ถือเป็นฤดูกาลที่น่าเจ็บปวด แถมผลงานในฤดูกาล 2004 - 2005 นั้นก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง เพราะเอฟเวอร์ตันออกตัวได้อย่างย่ำแย่ โดยไม่เหลือเค้าทีมที่เคยคว้าอันดับ 4 เมื่อฤดูกาลก่อน จนมีเสียงวิพากวิจารณ์การทำงานของเดวิด มอยส์ และเสียงเรียกร้องจากแฟนบอลทั่วโลกให้ปลดผู้จัดการทีมออก แต่อย่างไรก็ตามบอร์ดบริหารของสโมสรยังคงไว้ใจให้เขาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมต่อไป และ เดวิด มอยส์ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นความสามารถที่แท้จริงของเขา เมื่อสามารถทำให้เอฟเวอร์ตันจบฤดูกาล ได้ด้วยอันดับที่ 11

ฤดูกาล 2006-2007 เอฟเวอร์ตันยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นทีมระดับต้นๆของพรีเมียร์ชิพ ภายใต้การทำทีมของ เดวิด มอยส์ ที่ยังคงเสาะหานักเตะฝีเท้าดีราคาถูกเข้ามาสู่ทีมอย่างไม่ขาดสาย ผลงานของเอฟเวอร์ตันดีวันดีคืนจนกระทั่งสามารถจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 คว้าโควตาไปเล่น ยูฟ่า คัพ ได้สำเร็จและเริ่มต้นฤดูกาลด้วยความร้อนแรง จนสร้างความหวังให้แก่สาวกเอฟเวอร์โตเนี่ยนว่าความยิ่งใหญ่กำลังจะกลับมา รวมถึงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในถ้วย ยูฟ่า คัพ ด้วยการผ่านรอบแบ่งกลุ่มพร้อมเก็บ 12 คะแนนเต็ม เดวิด มอยส์ ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมได้อย่างยอดเยี่ยมมาจนถึงปัจจุบัน และกล้าประกาศตัวที่จะคว้าโควตา ไปเล่น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยการจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 4 เป็นอย่างน้อย ซึ่ง พัฒนาการของทีมที่เห็นเป็นรูปธรรมนั้น ทำให้แฟนบอลเชื่อมั่นว่า เอฟเวอร์ตันกำลังเข้าสู่ยุครุ่งเรือง เมื่อ เดวิด มอยส์ ส่งสัญญาณการคุมทีมระยะยาว โดยการคัดเลือกดาวรุ่งฝีเท้าดีเข้ามาเติมเต็มถิ่นกูดิสัน ปาร์กอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์และสติปัญญาของเดวิดมอยส์ที่เน้นคุณภาพในราคาประหยัด ตามลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของชาวสก๊อต นั่นทำให้เอฟเวอร์ตันเป็นอีกทีมหนึ่งที่มีอนาคตสดใส

ในฤดูกาล2008-2009 เอฟเวอร์ตันสามารถผ่านเข้าไปรอบชิงชนะเลิศฟุตบอล เอฟเอคัพได้สำเร็จแต่ก็พลาดท่าแพ้เชลซีไป2-1และจบฤดูกาลได้อันดับ5ได้โควตาไปเล่นยูฟ่าคัพซึ่งทำให้ความคาดหวังของแฟนเชียร์สูงขึ้นมาก แต่ในฤดูกาล 2009-2010 เอฟเวอร์ตันเริ่มนัดแรกด้วยการพ่ายแพ้ให้กับอาร์เซนอลชนิดไม่มีลุ้นด้วยสกอร์ 6-1 ทำให้มอยส์เริ่มดึงตัวนักเตะราคาแพงอย่าง ดินิยาร์ บิลยาเลตดินอฟ ปีกทีมชาติรัสเซีย และจอห์น ไฮติงก้า กองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ เอฟเวอร์ตันมีผลงานดีขึ้นเรื่อยๆซึ่งในฤดูกาลนี้มีสิ่งที่น่าจดจำคือ หลุยส์ ซาฮา อดีตกองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยิง 2 ประตูให้เอฟเวอร์ตันพลิกชนะเชลซี 2-1 พร้อมกับการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของ แจ็ค ร็อดเวลล์ และ แดน กอสลิ่ง 2 ดาวรุ่งของทีมซึ่งยิงประตูให้ทีมชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปได้ 3-1 โดยในเกมส์ดังกล่าว ดินิยาร์ บิลยาเลตดินอฟ ได้ทำประตูด้วย ซึ่งทั้งสองเกมส์เกิดขึ้นในสองสัปดาห์ติดกัน

โดยในฤดูกาล 2010-2011 เดวิด มอยส์ ได้เริ่มซื้อและยืมตัวนักเตะจากสโมสรชื่อดังในต่างๆ ในแต่ละประเทศเข้ามาเพิ่มมากขึ้น อาทิเช่น อริก ดิเออร์ จาก สปอร์ติงลิสบอน , แยน มูค่า นายประตูชาว สโลวาเกีย เป็นต้น โดยนัดแรกมอยส์ออกสตาร์ทฤดูกาลได้ไม่ค่อยดีนัก เมื่อเอฟเวอร์ตันเอาชนะคู่แข่งไม่ได้ถึง 6 นัด ซึ่งเป็นการแพ้ 3 นัดและเสมออีก 3 นัด โดยนัดแรกแพ้ให้กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ไป 1-0 ที่ อีวู๊ด พาร์ค และ มาเสมอกับ วูล์ฟแฮมตัน วันเดอเรอส์ ในบ้านของตัวเอง 1-1 แต่มอยส์ก็สามารถสร้างความฮึกเหิมด้วยการยันเสมอ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่ กูดิสัน พาร์ค ในนัดที่ 4 ซึ่งเอฟเวอร์ตันสามารถไล่ตามตีเสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบหวุดหวิดด้วยสกอร์ 3-3 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจากประตูของ ทิม เคฮิล และ มิเกล อาร์เดต้า และหลังจากนั้น มอยส์ ก็นำลูกทีมคว้าชัยนัดแรกของฤดูกาลโดยในการไปเยือน เบอร์มิงแฮม ซิตี้ และเอาชนะไป 2-0 หลังจากนั้นก็สามารถชนะคู่แข่งร่วมเมืองอย่าง สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ในบ้านของตนได้ 2-0 ในฤดูกาลนี้ มอยส์ สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับแฟนเอฟเวอร์ตันได้หลายครั้ง โดยการเอาชนะทีมใหญ่ อาทิเช่น บุกไปเฉือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ถึง เอติฮัต สเตเดี้ยม (และในบ้านของเอฟเวอร์ตันก็เอาชนะไปได้ 2-1), ชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ได้ในบ้านของตน 2-1, ชนะนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ได้ 2-1 ที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค และปิดท้ายในฤดูกาลได้อย่างสุดสวยด้วยเอาการชนะ เชลซี 2-1 ในบ้านของตน โดยมอยส์นำทีมจบอันดับที่ 7 ของ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2010-11

เดวิด มอยส์ อดีตผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งกับสโมสร

ในช่วงฤดูกาล 2011-12 เดวิด มอยส์ ได้ซื้อนักเตะใหม่ที่มีชื่อเสียงในระดับกลางเช่น นิกิซา เยลาวิช , ดาร์รอน กิ๊บสัน จากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นต้น

โรเบร์โต มาร์ติเนซ, ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันของสโมสร

ซึ่งนัดแรกของฤดูกาลกลับออกสตาร์ทได้อย่างผิดพลาดโดยแพ้ในบ้านให้กับทีมน้องใหม่อย่าง ควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส ไป 1-0 แต่นัดถัดมาสามารถแก้ตัวด้วยการบุกไปเอาชนะ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ได้ 1-0 ในฤดูกาลนี้ มอยส์ ได้นำทีมลูกทีมลงเล่นในถ้วย เอฟเอคัพ ได้จนถึงรอบรองชนะเลิศ โดยนัดแรกนั้นเอาชนะ ทามวอร์ต สโมสรในลีก คอนเฟอร์เรนต์ เนชันแนล ลีกต่ำสุดของประเทศไปได้ 2-0, นัดที่สองชนะ ฟูแล่ม สโมสรจากพรีเมียร์ ลีก ด้วยกันไปได้ 2-1, นัดที่สาม เอาชนะ แบล็คพูล ไปได้ 2-0 แต่นัดที่สี่ กลับพลาดท่าในบ้านตัวเองโดยเสมอกับซันเดอร์แลนด์ไป 1-1 และต้องทำการแข่งใหม่ ซึ่งแมตช์รีเพลย์นั้น เอฟเวอร์ตันบุกไปชนะในถิ่นของแมวดำไปได้ถึง 4-0 และนัดที่ห้าซึ่งเป็นรอบรองชนะเลิศ เอฟเวอร์ตันได้ลงแข่งที่สนาม เวมบลีย์ อันเป็นสนามเหย้าของ ฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ เป็นการพบกับ สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล สโมสรคู่แข่งร่วมเมือง โดยครึ่งแรกเอฟเวอร์ตันได้ประตูนำไปก่อนจาก นิกิซา เยลาวิช กองหน้าคนใหม่ที่กำลังมีผลงานร้อนแรง โดยเป็นการสกัดพลาดของกองหลังลิเวอร์พูล ในช่วงครึ่งหลัง ลิเวอร์พูลมาตีเสมอได้จาก หลุยส์ ซัวเรซ เกมทำท่าว่าจะจบด้วยผลเสมอและต้องต่อเวลาพิเศษ แต่ลิเวอร์พูลมาได้ประตูชัยก่อนหมดเวลา 3 นาที (ไม่รวมทดเวลาบาดเจ็บ) โดย เคร็ก เบลลามี เปิดบอลให้ แอนดี คาร์โรล กองหน้าร่างยักษ์ของลิเวอร์พูลโหม่งเข้าประตูไป ทำให้ลิเวอร์พูลเอาชนะไปได้ 2-1 แม้จะตกรอบแต่ เดวิด มอยส์ ก็ชื่นชมลูกทีมว่าเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม โดยผลงานในลีกนั้น เอฟเวอร์ตันมากระเตื้องในช่วงกลางและท้ายฤดูกาล โดยบุกไปเสมอกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างมโหฬารถึง 4-4 เอาชนะเชลซีไปได้ 2-0 ในบ้านของตน และปิดฤดูกาลอย่างสวยงามด้วยการบุกไปชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ถึงถิ่น 3-1 ซึ่งครั้งนี้ มอยส์ นำทีมประสบความสำเร็จด้วยการจบในอับดับที่ 7 ของ พรีเมียร์ลีก เหนือ ลิเวอร์พูล คู่อริร่วมเมืองที่จบฤดูกาลในอันดับที่ 8 และเป็นการฉลองในการครบรอบ 10 ปี ในการคุมทีมของ เดวิด มอยส์ อีกด้วย

ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 เดวิด มอยส์ ซึ่งหมดสัญญากับเอฟเวอร์ตัน ได้ย้ายไปรับตำแหน่งผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แทนที่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ลงจากตำแหน่งหลังจากคุมทีมมาอย่างยาวนาน โดย มอยส์ เซ็นต์สัญญาเป็นนายใหญ่ให้กับทีมจากถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นระยะเวลาถึง 6 ปีด้วยกัน โดยเอฟเวอร์ตันได้ประกาศแต่งตั้ง โรเบร์โต มาร์ติเนซ กุนซือชาวสเปน วัย 39 ปี จาก วีแกน แอธเลติก ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีมเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2013 ด้วยสัญญา 4 ปี


== ผู้เล่นชุดปัจจุบัน ==

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
1 สเปน GK โจเอล โรเบลส
2 อังกฤษ DF โทนี ฮิบเบิร์ต
3 อังกฤษ DF เลห์ตัน เบนส์
4 สาธารณรัฐไอร์แลนด์ MF แดร์รอน กิบสัน
6 อังกฤษ DF ฟิล จากีลก้า (กัปตันทีม)
7 สาธารณรัฐไอร์แลนด์ MF ไอเด้น แม็คเกียดี้
8 คอสตาริกา MF ไบรอัน โอเวียโด้
9 โกตดิวัวร์ FW อารูนา โคเน่
10 สเปน FW เชราร์ด เดวลูเฟว (ยืมตัวมาจาก บาร์เซโลน่า)
11 เบลเยียม FW เควิน มิราลาส
14 สกอตแลนด์ FW สตีเวน เนย์สมิธ
15 ฝรั่งเศส DF ซีลแว็ง ดิสแต็ง
16 สาธารณรัฐไอร์แลนด์ MF เจมส์ มักคาร์ที
17 เบลเยียม FW โรเมลู ลูกากู
18 อังกฤษ MF แกเร็ท แบร์รี (ยืมตัวมาจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้)
19 เซเนกัล MF มากาเย กัวเย
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
20 อังกฤษ MF รอส บาร์คลีย์
21 อังกฤษ MF ลีออน ออสแมน (รองกัปตันทีม)
22 แอฟริกาใต้ MF สตีเวน พีนาร์
23 สาธารณรัฐไอร์แลนด์ DF เซมุส โคลแมน
24 สหรัฐอเมริกา GK ทิม ฮาวเวิร์ด
26 อังกฤษ DF จอห์น สโตนส์
29 อังกฤษ DF ลุค การ์บัตต์
32 ปารากวัย DF อันโตลิน อัลคาเรซ
35 อังกฤษ FW คอเนอร์ แม็คอะเลนีช
36 อังกฤษ DF ไทเยส บราวนิง
39 อังกฤษ MF คอเนอร์ แกรนท์
40 อังกฤษ DF ไอบู ทัวเรย์
41 อังกฤษ FW คริส ลอง
42 อังกฤษ GK เมสัน สปริงธอร์ป
สาธารณรัฐเช็ก GK ยีนด์ริช สตาเน็ค

ผู้เล่นที่ถูกยืมตัว[แก้]

หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ

No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
27 ประเทศกรีซ FW อพอสโตโรส เวลลิออส (ไป แบล็กพูล)
30 โปรตุเกส MF ฟรานซิสกู จูเนียร์ (ไป Strømsgodset)
31 สกอตแลนด์ MF แมทธิว เคนเนดี้ (ไป Milton Keynes Dons)
33 อังกฤษ MF จอห์น ลุนด์สตราม (ไป Leyton Orient)
No. ตำแหน่ง ผู้เล่น
34 ประเทศไอร์แลนด์ DF ชาเน ดัฟฟี่ (ไป Yeovil Town)
37 อังกฤษ FW ฮัลเลม โฮป (ไป Bury)
38 อังกฤษ DF แมทธิว เพนนิงตัน (ไป Tranmere Rovers)

สตาฟฟ์โค้ชประจำสโมสรปัจจุบัน[แก้]

ตำแหน่ง ชื่อ ตำแหน่ง ชื่อ
ผู้จัดการทีม สเปน โรเบร์โต มาร์ตีเนซ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม อังกฤษ แกรม โจนส์
ผู้ฝึกสอนทีมชุดใหญ่ ตรินิแดดและโตเบโก เดนนิส ลอว์เรนซ์ ผู้ฝึกสอนผู้รักษาประตู สเปน อียากี เบร์การา
ผู้จัดการทีมสำรอง อังกฤษ อลัน สตับส์ หัวหน้าแมวมอง อังกฤษ เควิน รีฟส์
ผู้จัดการอคาเดมี สกอตแลนด์ อลัน เออร์ไวน์ หัวหน้าด้านสมรรถภาพนักเตะ เวลส์ ริชาร์ด อีแวนส์
แพทย์ประจำสโมสร อังกฤษ เอียน เออร์วิง นักกายภาพบำบัด อังกฤษ แมตต์ คอนเนอรี
นักวิทยาศาสตร์การกีฬา สหรัฐอเมริกา สตีฟ แทชเจียน หมอนวด อังกฤษ จิมมี โคเมอร์
ผู้จัดการห้องแต่งตัว อังกฤษ จิมมี มาร์ติน เจ้าหน้าที่ประสานงานนักฟุตบอล อังกฤษ บิล เอลลาบีย์

ชุดกับสปอนเซอร์[แก้]

ปี ชุดที่ใช้ สปอนเซอร์
1974–79 อัมโบร none
1979–83 Hafnia
1983–85 เลอ คอก สปอร์ติฟ
1985–86 NEC
1986–95 อัมโบร
1995–97 เดนคา
1997–00 One 2 One
2000–02 พูม่า
2002–04 เคอเจี้ยน
2004–09 อัมโบร เบียร์ช้าง
2009–2012 เลอ คอก สปอร์ติฟ
2012– ไนกี้[2]

ทำเนียบผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตัน[แก้]

อันดับ ชื่อ ฤดูกาล จำนวนเกม เปอร์เซ็นต์คุมทีมชนะ
1 Theo Kelly 1939 - 1948 102 47
2 Cliff Briton 1948 - 1956 339 50
3 Ian Buchan 1956 - 1958 99 43
4 Johnny Carey 1958 - 1961 122 51
5 Harry Catterick 1961 - 1973 594 60
6 Billy Bingham 1973 - 1977 172 53
7 Steve Burtenshaw 1977 - 1977 1 50
8 Gordon Lee 1977 - 1981 234 55
9 Howard Kendall 1981 - 1987 338 66
10 Colin Harvey 1987 - 1990 174 57
11 Howard Kendall 1990 - 1993 122 51
12 Mike Walker 1994 - 1994 34 32
13 Joe Royle 1994 - 1997 119 55
14 Howard Kendall 1997 - 1998 42 42
15 Walter Smith 1998 - 2002 168 46
16 David Moyes 2002 - 2013 516 42.1
17 Roberto Martínez 2013 0 0


นักเตะยอดเยี่ยมตลอดกาลของเอฟเวอร์ตัน[แก้]

ดาวซัลโว 60 ประตูต่อ 1 ฤดูกาล

ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาล[แก้]

  • ดิ๊กซี่ ดีน ลงสนามฤดูกาล 1920 - 1929 ลงเล่น 433 แมตช์ ทำได้ 383 ประตู

ทำเนียบนักเตะระดับตำนานของทีม[แก้]

อันดับ ชื่อ ฤดูกาลที่ร่วมทีม จำนวนเกม ประตู ตำแหน่ง
1 ปีเตอร์ รีด 1982 - 1989 234 13 MF
2 Graeme Sharp 1979 - 1991 447 159 FW
3 Joe Royle 1966 - 1974 275 119 FW
4 Kevin Ratcliffe 1980 - 1991 461 2 CB
5 Ray Wilson 1964 - 1969 116 0 LB
6 Alan Ball 1966 - 1971 208 66 MF
7 Howard Kendall 1967 - 1974 229 21 MF
8 Dave Watson 1990 - 1999 524 28 CB
9 เนวิลล์ เซาท์ธอลล์ 1980 - 1989 751 0 GK
10 Bob Latchford 1970 - 1979 289 138 FW
11 Alex Young 1960 - 1969 273 87 FW
12 Dave Hickson 1950 - 1959 243 111 FW
13 Thomas George Jones 1940 - 1949 178 5 CB
14 Ted Sagar 1930 - 1939 499 0 GK
15 ดิ๊กซี่ ดีน 1920 - 1929 433 383 FW
16 Sam Chedgzoy 1910 - 1919 300 36 MF
17 Jack Sharp 1900 - 1909 342 80 MF
18 Colin Harvey 1963 - 1974 384 24 MF

เกียรติประวัติ[แก้]

ระดับประเทศ[แก้]

ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1

ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 2

  • ชนะเลิศ: 1 สมัย – 1930–31
  • รองชนะเลิศ: 1 สมัย – 1953–54

เอฟเอคัพ

ลีกคัพ

  • รองชนะเลิศ: 2 สมัย – 1977, 1984

เอฟเอแชริตีชิลด์

ฟูลเม็มเบอร์คัพ

  • รองชนะเลิศ: 2 สมัย – 1989, 1991

ซูเปอร์คัพ (อังกฤษ)

  • รองชนะเลิศ: 1 สมัย – 1985–86

เอฟเอ ยอร์ท คัพ

  • ชนะเลิศ: 3 สมัย – 1965, 1984, 1998
  • รองชนะเลิศ: 4 สมัย – 1961, 1977, 1983, 2002

เซนทรัล ลีก

  • ชนะเลิศ: 4 สมัย – 1913–1914, 1937–38, 1953–54, 1967–68

ลานแคชเชีย ซีเนียร์ คัพ

  • ชนะเลิศ: 6 สมัย – 1894, 1897, 1910, 1935, 1940, 1964

ลิเวอร์พูล ซีเนียร์ คัพ

  • ชนะเลิศ: 45 สมัย – 1884, 1886, 1887, 1890, 1891, 1892, 1894, 1895, 1896, 1898, 1899, 1900, 1904, 1906, 1908, 1910 (shared), 1911, 1912 (shared), 1914, 1919, 1921, 1922, 1923, 1924, 1926, 1928, 1934 (shared), 1936 (shared), 1938, 1940, 1945, 1953, 1954, 1956, 1957, 1958 (shared), 1959, 1960, 1961, 1982 (shared), 1983, 1996, 2003, 2005, 2007

ระดับยุโรป[แก้]

ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ

  • ชนะเลิศ: 1 สมัย – 1985

World Soccer Magazine World Team of the Year

  • ชนะเลิศ – 1985

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • www.evertonfc.com (อังกฤษ) Official Website
  • th.evertonfc.com เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสโมสรเอฟเวอร์ตัน ภาคภาษาไทย
  • www.facebook.com/evertonfcthailand แฟนเพจอย่างเป็นทางการของสโมสรเอฟเวอร์ตัน ภาคภาษาไทย
  • www.toffeweb.com
  • www.bluesblood.com Evertonians Thailand Fan Club ได้รับการรับรองให้เป็นแฟนคลับอย่างเป็นทางการจากสโมสรเอฟเวอร์ตัน
  • www.evertonthailand.com Everton Thailand Website เว็บไซต์แฟนเอฟเวอร์ตัน ภาคภาษาไทย
  • www.facebook.com/Everton.Thailand Facebook Everton Thailand แฟนเพจ ภาคภาษาไทย

อ้างอิง[แก้]

  1. "Official Site of the Premier League". premierleague.com. สืบค้นเมื่อ 2012-02-17. 
  2. O'Keeffe, Greg (8 March 2012). "Everton FC agree three-year kit deal with US sportswear giant Nike". Liverpool Echo. สืบค้นเมื่อ 8 June 2012.