ดีดีเย ดรอกบา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดีดีเย ดรอกบา
DidiFinale12.jpg
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม ดีดีเย อีฟว์ ดรอกบา เตบีลี
วันเกิด 11 มีนาคม ค.ศ. 1978 (36 ปี)
สถานที่เกิด อาบีจาน โกตดิวัวร์
ส่วนสูง 1.89 ม. (6 ฟุต 2 นิ้ว)
ตำแหน่ง กองหน้าตัวเป้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน เชลซี
สโมสรเยาวชน
1993-1997
1997-1998
เลอวาลัว
เลอม็อง
สโมสรอาชีพ*
ปี สโมสร ลงเล่น (ประตู)
1998-2002
2002-2003
2003-2004
2004-2012
2012-2013
2013-2014
2014-ปัจจุบัน
เลอม็อง
เอออาแก็งก็อง
มาร์แซย์
เชลซี
ช่างไห่เชินฮัว
การาตาซาราย
เชลซี
64 (12)
45 (20)
35 (19)
226 (100)
11 (8)
37 (15)
7 (1)
ทีมชาติ**
2002-ปัจจุบัน โกตดิวัวร์ 104 (65)

* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมสโมสร
นับเฉพาะลงเล่นในประเทศ
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 2014 (UTC)
** นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมชาติ
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 2014

ดีดีเย อีฟว์ ดรอกบา เตบีลี (ฝรั่งเศส: Didier Yves Drogba Tébily, ออกเสียง: [didje dʁɔɡba]) เกิดเมื่อ 11 มีนาคม ค.ศ. 1978 ที่เมืองอาบีจาน ประเทศโกตดิวัวร์ (ไอวอรีโคสต์) เป็นนักฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลเชลซีในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เขายังเป็นนักเตะผู้ทำประตูสูงสุดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2006-2007 ด้วยจำนวน 20 ประตู (33 ประตูถ้ารวมทุกการแข่งขัน) และเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ทำประตูในสนามเวมบลีย์ จากการยิงประตูให้เชลซีเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปด้วยคะแนน 1-0 ดรอกบาย้ายจากออแล็งปิกเดอมาร์แซย์มาร่วมทีมเชลซีช่วงกลางปี 2004 แม้ปัญหาอาการบาดเจ็บจะรบกวนเขาบ่อยครั้งในฤดูกาลแรกแต่ดรอกบาก็ยังทำประตูได้ถึง 16 ครั้งรวมทุกรายการหนึ่งในนั้นเป็นประตูในนัดชิงชนะเลิศคาร์ลิงคัพ

ฤดูกาล 2005/06 ดรอกบาทำได้ 16 ประตูอีกครั้ง ในจำนวนนั้น 12 ประตูเกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกและช่วยให้เชลซีป้องกันแชมป์ไว้ได้ แต่ก่อนที่เชลซีจะป้องกันแชมป์ได้นั้น ดรอกบาถูกกล่าวหาอย่างหนักถึงการพุ่งล้มหลังจากสองเกมปัญหาที่เขาใช้มือเล่นบอล แต่ดรอกบาสามารถสยบเสียงวิจารณ์ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมในเกมกับเวสต์แฮมเมื่อเดือนมีนาคมปี 2006 เชลซีที่กำลังตามหลังอยู่ทั้งประตูและจำนวนผู้เล่นพลิกกลับมาเอาชนะไปได้ 4-1

ในฤดูกาลต่อมาดรอกบาทำได้ถึง 33 ประตูซึ่งเป็นการที่ยิงในพรีเมียร์ลีก 20 ลูก ทำให้เขาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของพรีเมียร์ลีกไปครอง ดรอกบายังสร้างสถิติลงสนามมากที่สุดในฤดูกาลเดียวที่ 60 นัดมากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์สโมสร เขาจบฤดูกาลด้วยการยิงประตูแรกของสโมสรในนิวเวมบลีย์ให้เชลซีเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ปี 2007 ฤดูกาล 2007/08 ดรอกบาโดนอาการบาดเจ็บที่หัวเข่ารบกวนและต้องลงเล่นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติในแอฟริกา ทำให้เขาจบฤดูกาลด้วยการยิงได้เพียง 15 ประตู หนึ่งในนั้นคือการยิงสเปอส์ที่นิวเวมบลีย์ในนัดชิงชนะเลิศคาร์ลิงคัพที่เชลซีแพ้ไป ดรอกบายิงลิเวอร์พูลถึง 2 ประตูที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศ และจบทัวร์นาเมนต์นั้นด้วยใบแดงในนัดชิงชนะเลิศกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

การมาของผู้จัดการทีมใหม่อย่างลูอิส เฟลีปี สโกลารี ในฤดูกาล 2008/09 มาพร้อมกับความคาดหวังที่จะทำให้เกมรุกของเชลซีมีคุณภาพขึ้น แต่ดรอกบายังคงถูกรบกวนจากอาการบาดเจ็บ ทำให้เล่นไม่ได้อย่างที่เคย แม้จะทำประตูเบิร์นลีย์ได้ในคาร์ลิงคัพ เขากลับโดนลงโทษห้ามแข่งถึงสามนัดจากการฉลองประตูที่ไม่เหมาะสม เมื่อกุส ฮิดดิงค์เข้ามาคุมทีมตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ดรอกบาก็เรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้อีกครั้งด้วยการทำประตูสำคัญให้ทีมหลายครั้ง แต่ก็ต้องพบกับเหตุการณ์พลิกผันอีกครั้งในเกมแชมเปียนส์ลีกรอบรองชนะเลิศกับบาร์เซโลนา หลังจากเชลซีตกรอบด้วยประตูในช่วงทดเวลาของอีเนียสตา ดรอกบาแสดงความไม่พอใจคำตัดสินของทอม เฮนนิง โอเฟรโบ ทำให้ถูกลงโทษห้ามแข่งสามนัดในฤดูกาลหน้า ในนัดชิงเอฟเอคัพปีนั้น ดรอกบาทำประตูตีเสมอเอฟเวอตัน ซึ่งเป็นประตูที่ 4 ของเขาจาก 4 เกมในนิวเวมบลีย์

การทำคนเดียวสองประตูในนัดเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2009/10 เป็นสัญญาณที่ดีว่าดรอกบาน่าจะรักษาฟอร์มการเล่นจากช่วยท้ายฤดูกาลก่อนไว้ได้ การ์โล อันเชลอตตีวางแทกติกให้ดรอกบาและอาแนลกาได้เล่นคู่กัน ทำให้เขายิงได้ถึง 18 ประตูจาก 21 เกมในช่วงคริสต์มาส และจบฤดูกาลด้วยจำนวน 37 ประตูรวมทุกรายการ ช่วยให้เชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและดรอกบาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำไปครอง ประตูชัยของเขาในเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศยังช่วยให้เชลซีคว้าดับเบิลแชมป์ฟุตบอลลีกและถ้วยได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ดรอกบายังได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลโดยแฟนบอลอีกด้วย

ดรอกบาเริ่มต้นค้าแข้งในดิวิชัน 2 ของลีกฝรั่งเศสกับทีมเลอม็อง ก่อนที่จะย้ายขึ้นมาเล่นในดิวิชัน 1 กับทีมแก็งก็อง จากนั้นออแล็งปิกเดอมาร์แซย์คว้าตัวดรอกบาไปร่วมทีมและเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการทำ 18 ประตูจากการลงสนาม 35 นัดในลีก ยิ่งไปกว่านั้นดรอกบายังยิงในยูฟ่าคัพอีก 6 ประตู ทำให้มูรีนโยวางตัวดรอกบาเป็นเป้าหมายหลักในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะกลางปี และก็คว้าตัวเขามาได้สำเร็จ

ดรอกบาลงเล่นทีมชาติครั้งแรกในปี 2002 เขานำทีมชาติโกตดิวัวร์เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2006 ในฐานะกัปตันทีมและต่อด้วยครั้งที่ 2 ในปี 2010 แม้ดรอกบาจะทำประตูได้ทั้งสองครั้ง แต่ทีมชาติของเขาก็ไม่สามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มไปได้ ในการแข่งขันระดับทวีป โกตดิวัวร์ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โดยแพ้อียิปต์ในการดวลจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศเมื่อปี 2006 คว้าอันดับ 4 ในปี 2008 ที่กานา และตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 2010

ในช่วงปี 2012 เชลซีได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบชิงชนะเลิศกับบาเยิร์นมิวนิก โดยเขาเป็นฮีโร่โขกทำประตูให้ทีมในนาทีที่ 88 ซึ่งช่วยทำให้เชลซีตีเสมอบาเยิร์นมิวนิก 1-1 (หลังผ่าน 120 นาที) จึงได้ดวลจุดโทษตัดสิน ปรากฏว่า เขายิงเป็นคนสุดท้ายช่วยให้ทีมเชลซีชนะจุดโทษด้วยผล 4-3 จึงคว้าแชมป์มาได้ ซึ่งเป็นแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกครั้งแรกของสโมสรนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรมา ซึ่งดรอกบาก็ถูกโหวตให้เป็น ยูฟ่าแมนออฟเดอะแมตช์ ในการแข่งขันฤดูกาล 2011-2012

เกียรติประวัติ[แก้]

  • แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 3 สมัย : 2005, 2006, 2010
  • แชมป์เอฟเอคัพ 4 สมัย : 2007, 2009, 2010, 2012
  • แชมป์ลีกคัพ 2 ครั้ง : 2005, 2007
  • แชมป์คอมมิวนิตีชีลด์ 2 สมัย : 2005, 2009
  • แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 1 สมัย : 2012