สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ด
| ชื่อเต็ม | สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ด | ||
|---|---|---|---|
| ฉายา | เดอะแม็กพาย, เดอะทูน, สาลิกาดง | ||
| ก่อตั้ง | ค.ศ. 1892 | ||
| สนามกีฬา | สปอร์ตส์ ไดเร็ค อารีน่า[1] นิวคาสเซิล อังกฤษ (ความจุ: 52,387 คน) |
||
| เจ้าของ | |||
| ประธาน | |||
| ผู้จัดการ | |||
| ลีก | พรีเมียร์ลีก | ||
| 2011-12 | พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 5 | ||
| เว็บไซต์ | เว็บไซต์สโมสร | ||
| ผู้ทำประตูสูงสุด ตลอดกาล |
อลัน เชียเรอร์ (206) | ||
|
|||
สโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด (อังกฤษ: Newcastle United FC : NUFC) เป็นทีมฟุตบอลอาชีพทีมหนึ่งในฟุตบอลลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองนิวคาสเซิล อัพพอน ไทน์ มีชื่อเล่นของทีมว่า "แม็กพายส์" ("สาลิกาดง" หรือ "กางเขนเหล็ก"ในภาษาไทย) แฟนของทีมนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด จะมีชื่อเรียกว่าเหล่าทูน อาร์มี
ในฤดูกาลปัจจุบัน นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เล่นอยู่ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นลีกสูงสุดประเทศอังกฤษ โดยมีคู่แข่งในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วยกัน คือ ซันเดอร์แลนด์ (อังกฤษ: Sunderland) และ มิดเดิลสโบรช์ (อังกฤษ: Middlesbrough)
เนื้อหา |
ประวัติสโมสร [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ ประวัติสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลยูไนเต็ด
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1881 ทีมคริกเก็ตสแตนลีย์ได้ตัดสินใจตั้งทีมฟุตบอลขึ้น เพื่อลงเล่นในช่วงที่ฤดูกาลแข่งขันคริกเก็ตปิดตัวลงในฤดูหนาว พวกเขาชนะเกมแรกที่ลงแข่งขันด้วยสกอร์ 5-0 โดยมีคู่แข่งเป็นทีมเอลสวิกเลเธอร์เวิร์คส์ชุดสำรอง หนึ่งปีต่อมา ทีมก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลอีสท์เอนด์
ขณะเดียวกัน ทีมคริกเก็ตอีกทีมหนึ่งในย่านเดียวกันก็ได้เริ่มสนใจที่จะตั้งทีมฟุตบอล จนกระทั่งมีการก่อตั้งสโมสรฟุตบอลนิวคาสเซิลเวสท์เอนด์ขึ้น ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1882 โดยในช่วงแรกนั้น พวกเขาใช้สนามคริกเก็ตเดิมเป็นสนามเหย้า ก่อนที่จะย้ายไปลงเตะในเซนต์เจมส์พาร์ค
หลังจากนั้น ได้มีการจัดตั้งฟุตบอลลีกท้องถิ่นขึ้นในปี ค.ศ. 1889 การที่มีลีกอาชีพในบริเวณใกล้เคียงให้ลงเตะ ประกอบกับความสนใจในถ้วยเอฟเอคัพ ทำให้นิวคาสเซิลอีสท์เอนด์เปลี่ยนจากทีมสมัครเล่นมาเป็นทีมอาชีพในปีเดียวกันนั้นเอง แต่ทว่าทางฝั่งนิวคาสเซิลเวสท์เอนด์กลับล้มเหลวที่จะตามรอยทีมเพื่อนบ้านสู่สถานะทีมฟุตบอลอาชีพ จนกระทั่งในช่วงต้นปี ค.ศ. 1892 ผู้บริหารของนิวคาสเซิลเวสท์เอนด์ได้ตัดสินใจที่จะขอเข้าควบกิจการกับนิวคาสเซิล อีสท์ เอนด์ เพื่อมิให้ทีมต้องยุบตัวลงโดยสิ้นเชิง
การควบกิจการเป็นไปด้วยดี ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1892 ชื่อ นิวคาสเซิลยูไนเต็ด ก็ถูกเลือกให้เป็นชื่อใหม่ของทีม
นิวคาสเซิลสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศมาครองได้ถึงสามสมัยในช่วงทศวรรษ 1900s และยังเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพถึง 5 ครั้งใน 7 ฤดูกาล แต่สามารถเป็นแชมป์ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปี 1910 หลังจากเอาชนะบาร์นสลีย์ไปได้ในการเตะนัดรีเพลย์ที่กูดิสันพาร์ค
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง พวกเขาคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้อีกสมัยโดยการเอาชนะแอสตัน วิลลาในรอบชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์ นอกจากนั้น นิวคาสเซิลยังเป็นแชมป์ลีกได้อีกหนึ่งสมัยในปี 1927 อีกด้วย
ในช่วงทศวรรษ 1950s นิวคาสเซิลเป็นแชมป์เอฟเอคัพถึง 3 สมัยในช่วงเวลา 5 ปี โดยเอาชนะแบล็กพูล 2-0 ในปี 1951 ชนะอาร์เซนอล 1-0 ในปี 1952 และชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี 3-1 ในปี 1955 โดยทีมนิวคาสเซิลในยุคนั้น มีผู้เล่นชื่อดังอยู่หลายคนด้วยกัน เช่น แจคกี มิลเบิร์น, บ็อบบี มิทเชลล์ และ สแตน เซมัวร์
หลังจากตกชั้นลงไปเล่นในดิวิชันสองอยู่ชั่วขณะ นิวคาสเซิลที่นำโดยผู้จัดการทีม โจ ฮาร์วีย์ ก็ได้เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดในปี 1965 แต่ทว่าฟอร์มของพวกเขาหลังจากนั้นไม่สม่ำเสมอนัก
ทีมของฮาร์วีย์สามารถทำอันดับผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปครั้งแรกในปี 1968 ก่อนจะคว้าแชมป์ถ้วยอินเตอร์-ซิตีส์ แฟร์ส คัพ (หรือถ้วยยูฟ่าคัพในปัจจุบัน) ไปครองอย่างเหนือความคาดหมายในปีถัดมา โดยสามารถเอาชนะทีมใหญ่ในยุโรปของยุคนั้นไปได้หลายราย ไม่ว่าจะเป็นสปอร์ติง ลิสบอน, เฟเยนูร์ด รอตเตอร์ดัม หรือ รีล ซาราโกซา และปิดท้ายด้วยการคว่ำทีมอุจเพสท์จากฮังการีในรอบชิงชนะเลิศ
นับตั้งแต่ก่อตั้งทีมมา นิวคาสเซิลมักจะมอบเสื้อหมายเลข 9 ให้แก่ผู้เล่นกองหน้าชื่อดังประจำทีม โดยประเพณีนี้ยังคงตกทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับในช่วงเวลานั้น ผู้เล่นที่ได้ใส่เสื้อหมายเลข 9 มีหลายคนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น วิน เดวีส์, ไบรอัน ร็อบสัน, บ็อบบี มอนเคอร์ หรือ แฟรงค์ คลาร์ก
หลังจากประสบความสำเร็จในฟุตบอลสโมสรยุโรป ฮาร์วีย์ก็ได้ดึงตัวผู้เล่นเกมรุกชื่อดังมากมายเข้ามาร่วมทีม นับตั้งแต่ จิมมี สมิธ, โทนี กรีน และเทอร์รี ฮิบบิทท์ ไปจนถึงยอดศูนย์หน้าอย่าง มัลคอล์ม แมคโดแนลด์ เจ้าของฉายา 'ซูเปอร์แมค' ผู้เป็นหนึ่งในตำนานของสโมสร แมคโดแนลด์พานิวคาสเซิลเข้าชิงชนะเลิศถ้วย เอฟเอคัพ และ ลีกคัพ กับลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตีในปี 1974 และ 1976 ตามลำดับ แต่พลพรรคแม็กพายส์กลับล้มเหลวในรอบชิงทั้งสองครั้ง
ในช่วงต้นทศวรรษ 1980s นิวคาสเซิลอยู่ในช่วงตกต่ำ โดยได้ตกชั้นลงไปเล่นอยู่ในดิวิชัน 2 อยู่เป็นเวลาหลายปี ก่อนที่ผู้จัดการทีมอาร์เธอร์ ค็อกซ์จะสร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยมีเควิน คีแกน อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษเป็นแกนหลัก จนกระทั่งได้เลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุด
หลังจากนั้น นิวคาสเซิลเล่นอยู่ในดิวิชัน 1 จนกระทั่งพวกเขาตกชั้นอีกครั้งในปี 1989
ในปี 1992 เควิน คีแกนได้กลับคืนสู่นิวคาสเซิลอีกครั้งในฐานะผู้จัดการทีม เมื่อเขาตอบรับสัญญาระยะสั้น เข้ามาคุมทีมแทนออสซี อาร์ดิเลส ตัวคีแกนเองนั้นกล่าวว่า งานคุมทีมนิวคาสเซิลเป็นงานเดียวเท่านั้น ที่สามารถทำให้เขาหวนคืนสู่วงการฟุตบอลได้ ในขณะนั้น นิวคาสเซิลกำลังดิ้นรนหนีการตกชั้นอยู่ในดิวิชัน 2 ถึงแม้ว่าจะเพิ่งถูกซื้อกิจการโดยเซอร์ จอห์น ฮอลล์ไปไม่นานก็ตาม
ในฤดูกาลนั้น นิวคาสเซิลสามารถหนีรอดพ้นการตกชั้นไปได้ โดยเปิดบ้านเอาชนะปอร์ทสมัธก่อนจะบุกไปเอาชนะเลสเตอร์ ซิตีในสองเกมสุดท้ายของฤดูกาล
ในฤดูกาลถัดมา (1992-93) ฟอร์มของนิวคาสเซิลเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ พวกเขาเล่นฟุตบอลเกมรุกแบบตื่นตาตื่นใจ จนกระทั่งคว้าชัยชนะในเกมลีก 11 นัดแรก ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ดิวิชัน 1 และเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกด้วยชัยชนะเหนือกริมสบี ทาวน์ 2-0
นิวคาสเซิลประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดภายใต้การคุมทีมของคีแกน พวกเขาจบฤดูกาล 1993-94 ที่อันดับ 3 และได้รับการตั้งฉายาโดยสื่อมวลชนอังกฤษว่าเป็น "The Entertainers"
ในปีถัดมา นิวคาสเซิลจบฤดูกาลที่อันดับ 6 หลังจากที่ช็อกแฟนบอลด้วยการขายกองหน้าจอมถล่มประตู แอนดี โคล ให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์บวกกับคีธ กิลเลสพี ปีกขวาดาวรุ่งชาวไอริช
เปิดฉากความท้าทาย
ในปี 1995-96 นิวคาสเซิลเสริมทีมครั้งใหญ่ โดยดึงตัวผู้เล่นชื่อดังเช่นดาวิด ชิโนลาและเลส เฟอร์ดินานด์มาร่วมทีม พวกเขาเกือบที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ แต่ก็ทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ ทั้งที่ในช่วงคริสต์มาส พวกเขาทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึง 12 คะแนน เกมที่นิวคาสเซิลพ่ายให้กับลิเวอร์พูลไป 3-4 ที่สนามแอนฟิลด์ในฤดูกาลนี้ ได้รับการโหวตให้เป็นเกมยอดเยี่ยมตลอดกาลของพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว
นิวคาสเซิลเข้าป้ายเป็นอันดับที่ 2 อีกครั้งในปีถัดมา แม้ว่าจะทำการเซ็นสัญญากองหน้าทีมชาติอังกฤษ อลัน เชียเรอร์ มาร่วมทีมด้วยค่าตัวสถิติโลก 15 ล้านปอนด์ สำหรับฤดูกาล 1996-97 นี้ เป็นที่จดจำของแฟนบอลหลายคน เนื่องจากนิวคาสเซิลได้ถล่มเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปด้วยสกอร์ถึง 5-0 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1996
ช่วงปัญหา
คีแกนลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในเดือนมกราคม ปี 1997 และถูกแทนที่โดยเคนนี ดัลกลิช ซึ่งได้รับเลือกเพื่อมาช่วยแก้ปัญหาเกมรับของทีม ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของปี 1997-98 ดัลกลิชพานิวคาสเซิลเข้าไปเล่นฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และพ่ายต่ออาร์เซนอลในรอบชิงชนะเลิศถ้วยเอฟเอคัพไป 0-2 หลังจากนั้น แฟนบอลก็เริ่มที่จะไม่พอใจกับสไตล์การทำทีมที่เน้นเกมรับของดัลกลิช เมื่อบวกกับผลงานที่ตกต่ำลงของทีม เป็นผลให้ดัลกลิชถูกปลดออกจากตำแหน่งในช่วงต้นฤดูกาล 1998-99
รุด กุลลิทก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมต่อจากดัลกลิช และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพอีกครั้ง ก่อนจะพ่ายให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปในที่สุด แต่กุลลิทได้ทำการซื้อตัวผู้เล่นราคาแพงหลายคนที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในพรีเมียร์ลีก เช่นมาร์เซลิโน กองหลังชาวสเปน และซิลวิโอ มาริช มิดฟิลด์โครเอเชีย นอกจากนี้กุลลิทยังมีปากเสียงกับผู้เล่นคนสำคัญหลายคนในทีม ทั้งหมดนี้ประกอบกับการเริ่มต้นฤดูกาล 1999-2000 ได้อย่างเลวร้าย ทำให้กุลลิทถูกกดดันให้ลาออกไป
ยุคแห่งความสำเร็จ
นิวคาสเซิลตัดสินใจแต่งตั้งเซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ชาวจอร์ดี เข้ามากู้สถานการณ์ของทีม ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในโซนตกชั้น เกมเหย้าเกมแรกของนิวคาสเซิลภายใต้ร็อบสันจบลงด้วยชัยชนะ 8-0 เหนือเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ พร้อมทั้ง 5 ประตูจากกัปตันทีมอลัน เชียเรอร์ ในช่วงที่ร็อบสันคุมทีม นิวคาสเซิลได้สร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยอาศัยนักเตะดาวรุ่งเป็นแกนหลัก ผู้เล่นอย่างคีรอน ดายเออร์, เคร็ก เบลลามี่ และโลรองต์ โรแบร์ ทำให้นิวคาสเซิลกลับมาเป็นทีมระดับหัวแถวของพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ฟุตบอลเกมรุกอันน่าตื่นเต้นของพวกเขาทำให้นิวคาสเซิลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2001-02 จนได้กลับเข้าไปเล่นในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และได้เข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของถ้วยเอฟเอคัพและลีกคัพ
ในฤดูกาล 2002-03 นิวคาสเซิลได้สร้างประวัติศาสตร์ เป็นทีมแรกในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่แพ้ในรอบแบ่งกลุ่ม 3 เกมแรกแล้วยังสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้ ก่อนจะตกรอบแบ่งกลุ่มรอบสอง หลังจากถูกจับฉลากแบ่งสายไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับทีมยักษ์ใหญ่อย่างบาร์เซโลนา และ อินเตอร์ มิลาน ส่วนผลงานในพรีเมียร์ลีกนั้น นิวคาสเซิลก็ยังคงทำได้ดีอย่างสม่ำเสมอ จนจบฤดูกาลในอันดับที่ 3
ต่อมาในฤดูกาล 2003-04 นิวคาสเซิลตกรอบคัดเลือกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกหลังพ่ายในการดวลจุดโทษให้กับพาร์ทิซาน เบลเกรด จนต้องตกลงไปเล่นในถ้วยยูฟ่าคัพแทน และจบฤดูกาลในอันดับที่ 5 รวมทั้งเข้าถึงรอบรองชนะเลิศถ้วยยูฟ่าคัพ แต่หลังจากนั้นทางสโมสรได้ทำการปลด เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน ในเดือนสิงหาคม 2004 และได้แต่งตั้งแกรม ซูเนสเป็นผู้จัดการทีม
ช่วงที่น่าผิดหวัง
ในฤดูกาล 2004-2005แกรม ซูเนสได้เซ็นสัญญาไมเคิล โอเวนมาสู่ทีมโดยมีค่าตัวเป็นสถิติใหม่ของสโมสร อย่างไรก็ตามในเดือนกุมภาพันธ์ 2006 เขาก็ถูกปลดหลังจากที่ทีมเริ่มฤดูกาล 2005-2006ได้อย่างย่ำแย่ เกล็น โรเดอร์ถูกเรียกเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมชั่วคราวและเขาก็พาทีมจบฤดูกาลในอันดับที่ 7 สโมสรจึงแต่งตั้งเขาเป็นผู้จัดการทีม ขณะที่อลัน เชียเรอร์ก็ได้ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลหลังจากจบฤดูกาลนี้ด้วย ในช่วงปิดฤดูกาล เกล็น โรเดอร์ ได้พาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่าอินเตอร์โตโตคัพ พร้อมกับได้สิทธ์ไปเตะในถ้วยยูฟ่าคัพในฤดูกาล 2006-2007 อีกด้วย และเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2006-2007 นิวคาสเซิลจบฤดูกาลในอันดับที่ 7 และ เกล็น โรเดอร์ลาออกจากผู้จัดการทีม สโมสรจึงได้แต่งตั้งแซม อัลลาไดซ์ เป็นผู้จัดการทีมในวันที่ 15 พฤษภาคม 2007 และในวันที่ 7 มิถุนายน 2007 บอร์ดบริหารสโมสรก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อ เฟรดดี้ เชฟเฟริด ผู้บริหารสโมสรในขณะนั้นได้ตัดสินใจขายสโมสรให้แก่ไมค์ แอชลีย์ เจ้าของธุรกิจขายอุปกรณ์กีฬา
ในฤดูกาล2007-2008 แซม อัลลาไดซ์ ได้เซ็นสัญญานักแตะมาสู่ทีมหลายคนเช่น เฌเรมี่, อลัน สมิธ จาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว6ล้านปอนด์, ดาวิด โรเซนนาล, เคลาดิโอ คาซาป้า, โจอี้ บาร์ตัน เป็นต้นแต่นักเตะที่ซื้อมากับทำผลงานได้ย่ำแย่และทำให้ทีมฟอร์มตกจนไปอยู่ท้ายตารางรวมถึงในเกมส์ในบ้านที่แพ้ลิเวอร์พูล 3-0 ชนิดว่าไม่มีลุ้นทำให้มีเสียงโห่จากแฟนนิวคาสเซิ่ลจำนวนมากในเซนต์ เจมส์ พาร์คก่อนที่แซมจะโดนปลดออกในวันที่ 9 มกราคม 2008 และแทนที่ด้วยเควิน คีแกนที่กลับมารับตำแหน่งอีกครั้งโดยเซ็นสัญญา 3 ปี ทำให้สร้างขวัญกำลังใจให้กับนักเตะและแฟนบอลจนผลงานดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและจบฤดูกาลด้วยอันดับ12
ในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2008-2009 ได้เกิดวิกฤติอีกครั้งเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างเควิน คีแกนกับบอร์ดบริหารเรื่องการแทรกแทรงการซื้อขายนักเตะ และในวันที่ 4 กันยายน 2008เควิน คีแกนได้ลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีม สโมสรจึงได้เซ็นสัญญาให้ โจ คินเนียร์ อดีตผู้จัดการทีมวิมเบิลดันมาเป็นผู้จัดการทีมในวันที่ 26 กันยายน 2008 แต่แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 โจ คินเนียร์เกิดมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับโรคหัวใจ ทำให้สโมสรต้องเรียกอลัน เชียเรอร์ อดีตศูนย์หน้าของทีมเข้ามารับหน้าที่แทนในขณะที่เหลือการแข่งขันอีก 8 นัด
การตกชั้น
นัดสุดท้ายของฤดูกาล 2008-09 นิวคาสเซิลบุกไปแพ้แอสตันวิลลา 1-0 ที่วิลลาพาร์ค ทำให้ทีมต้องตกชั้นสู่ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิพด้วยอันดับ 18 ของตาราง หลังจากตกชั้นได้ไม่นานอลัน เชียเรอร์ ก็หมดสัญญาคุมทีม โดยมีคริส ฮิวจ์ตัน ทำหน้าที่รักษาการแทน หลังจากนั้นทีมต้องเสียนักเตะอย่าง ไมเคิล โอเวน, มาร์ค วิดูก้า, ดาวิด เอ็ดการ์, โอบาเฟมี มาร์ตินส์, เชย์ กิฟเวน, เซบาสเตียน บาสซง, เดเมียน ดัฟฟ์ และ ฮาบิบ เบย์ ออกไป พร้อมทั้งมีข่าวว่าเควิน คีแกนอดีตผู้จัดการทีมและขวัญใจแฟนนิวคาสเซิ่ลได้เรียกร้องเงินชดเชยที่ได้ระบุในสัญญาคุมทีม 3ปีก่อนคีแกนจะลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากโดนแทรกแซงเรื่องการบริหาร ศาลตัดสินให้นิวคาสเซิ่ลจ่ายเงินชดเชยจำนวน 2ล้านปอนด์หรือ112ล้านบาทโดยในเหตุการ์ณครั้งนั้นคีแกนไม่พอใจที่โดนเดนนิส ไวส์ ผู้อำนวยการแทรกแซงเรื่องการซื้อขายนักเตะโดยคีแกนไม่พอใจที่ขายเจมส์ มิลเนอร์ กองกลางทีมชาติอังกฤษของทีมให้แอสตัน วิลล่ารวมถึงการซื้อซิสโก้ กองหน้าชาวสเปนและอิ๊กนาซิโอ กอนซาเลซ นักเตะชาวอุรุกวัยโดยไม่ผ่านการตัดสินใจของคีแกน พร้อมกับทางสโมสรพยายามปล่อยตัวโจอี้ บาร์ตัน กองกลางที่พึ่งพ้นโทษออกจากคุกมาโดยที่ขัดแย้งกับคีแกนซึ่งพยายามรั้งตัวไว้ ขณะเดียวกัน ไมค์ แอชลีย์ เจ้าของสโมสรได้ถูกกดดันจากแฟนบอลจึงประกาศขายทีมในราคา 100 ล้านปอนด์ ทำให้ทีมเริ่มระส่ำระส่ายมากขึ้น แต่ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ นิวคาสเซิ่ลก็สามารถคว้านักเตะเสริมทัพได้โดยเป็นแดนนี่ ซิมป์สัน มาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในสัญญายืมตัว ยืมมาร์ลอน แฮร์วู้ดมาจากแอสตัน วิลล่าและเซ็นสัญญาคว้าตัวปีเตอร์ โลเวนครานด์กับฟาบริซ ป็องครัตมาแบบไร้ค่าตัว โดยผลงานของนิวคาสเซิ่ลในนัดเปิดฤดูกาล2009/2010สามารถบุกไปเสมอเวสบรอมวิช อัลเบี้ยน ได้ 1-1 เมื่อถึงวันที่ 27 ตุลาคม 2009 ไมค์ แอชลีย์ ก็ประกาศยุติการขายสโมสรเนื่องจากไม่สามารถตกลงราคากับผู้ที่สนใจซื้อสโมสรได้ พร้อมทั้งแต่งตั้ง คริส ฮิวจ์ตันเป็นผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการ
กลับสู่พรีเมียร์ลีก
ในฟุตบอลลีกแชมเปียนชิพฤดูกาล 2009-2010 นิวคาสเซิลสามารถทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้าแชมป์ เดอะแชมเปี่ยนชิพมาครองได้สำเร็จและได้เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกโดยอัตโนมัติในวันที่ 5 เมษายน 2010 ทั้งที่ยังเหลือเกมแข่งขันอีก 5 นัด
ในฤดูกาล 2010-2011 นิวคาสเซิลเริ่มฤดูกาลได้อย่างดีเยี่ยม พวกเขาชนะทีมที่มีชื่อเสียงอย่าง อาร์เซนอล แอสตันวิลล่า รวมถึง ซันเดอร์แลนด์ ทำให้คริส ฮิวตัน เป็นที่ชื่นชอบของเหล่าแฟนบอลนิวคาสเซิล แต่หลังจากการพ่ายแพ้ต่อทีมเวสบรอมวิส อัลเบียน ซึ่งถูกเลื่อนชั้นมาพร้อมกันด้วยสกอร์ 1-3 คริส ฮิวตัน ก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 6 ธันวาคม 2010 โดยมี อลัน พาร์ดิว เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยได้สัญญาระยะยาว 5 ปี ครึ่ง ในวันที่ 31 มกราคม 2011 สโมสรได้ปล่อย แอนดี้ คาร์โรลล์ เด็กปั้นของสโมสรแก่ทีมลิเวอร์พูล ด้วยราคาสูงลิ่วถึง 35 ล้านปอนด์ และทีมก็จบฤดูกาลด้วยอันดับ 12
เดินหน้าสู่ถ้วยยุโรปอีกครั้ง
ในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2011-2012 อลัน พาร์ดิวได้เปลี่ยนแปลงทีมครั้งใหญ่โดยการขายนักเตะอย่าง เควิน โนแลน, โจอี้ บาร์ตัน, และ โจเซ่ เอ็นริเก้ ออกจากทีม และเรียก ทิม ครูล มาเป็นผู้รักษาประตูมือ 1 แทน สตีฟ ฮาร์เปอร์ และเซ็นสัญญานักเตะรายใหม่ ๆ เข้ามาเช่น โยฮัน กาบาย, ดาวิเด้ ซานตอน, และ เดมบา บา ซึ่งทำให้เริ่มฤดูกาลได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการไม่แพ้ใครอย่างต่อเนื่องถึง 11 เกม ก่อนจะแพ้ทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นเกมแรก และยังสามารถเอาชนะทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้อย่างน่าประทับใจ ในช่วงเดือนมกราคม สโมสรได้เซ็นสัญญานักเตะเพิ่มอีก 2 คน คือ ปาปิส ซิสเซ่ และ ฮาเทม เบนอาร์กฟา ทำให้ทีมสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมรวมถึงการชนะ ลิเวอร์พูล และ เชลซี ทำให้พวกเขาจบในอันดับที่ 5 และได้ไปเตะในรายการยูฟ่า ยูโรป้าลีกในฤดูกาลหน้า และอลัน พาร์ดิว ยังได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมอีกด้วย
ผู้เล่นชุดปัจจุบัน [แก้]
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
ผู้เล่นสำรอง [แก้]
หมายเหตุ: ธงชาติที่ปรากฏบ่งบอกให้ทราบว่าผู้เล่นคนนั้นสามารถเล่นให้กับชาติใดตามกฎของฟีฟ่าตามความเหมาะสม เพราะผู้เล่นบางคนอาจถือสองสัญชาติ
|
อดีตที่ผู้เล่นที่โด่งดัง [แก้]
| ชื่อ | สัญชาติ | เริ่ม | ถึง | ||
|---|---|---|---|---|---|
| Name | Nationality | Position | Newcastle United career | Appearances | Goals |
| Andy Aitken | HB | 1895–1906 | 349 | 42 | |
| Jack Carr | LB | 1897–1912 | 278 | 5 | |
| Matt Kingsley | GK | 1898–1904 | 189 | 0 | |
| Alexander Gardner | RW | 1899–1910 | 314 | 26 | |
| Peter McWilliam | HB | 1902–1911 | 242 | 12 | |
| Jock Rutherford | RW | 1902–1913 | 334 | 92 | |
| Bill Appleyard | FW | 1903–1908 | 145 | 88 | |
| Albert Gosnell | LW | 1904–1909 | 106 | 15 | |
| Andy McCombie | FB | 1904–1910 | 132 | 0 | |
| Jimmy Lawrence | GK | 1904–1921 | 496 | 0 | |
| Billy McCracken | HB | 1904–1924 | 432 | 8 | |
| Jimmy Stewart | FW | 1908–1913 | 138 | 51 | |
| Albert Shepherd | FW | 1908–1914 | 123 | 92 | |
| Frank Hudspeth | CB | 1910–1929 | 472 | 37 | |
| William Bradley | GK | 1914–1927 | 143 | 0 | |
| Stan Seymour | LW | 1920–1929 | 266 | 84 | |
| Billy Aitken | FW | 1920–1924 | 110 | 10 | |
| Charlie Spencer | DF | 1921–1928 | 175 | 1 | |
| Tom McDonald | IF | 1921–1931 | 367 | 113 | |
| Hughie Gallacher | FW | 1925–1930 | 174 | 143 | |
| Jimmy Boyd | RW | 1925–1935 | 214 | 57 | |
| David Fairhurst | FB | 1929–1939 | 285 | 2 | |
| Jack Allen | FW | 1931–1934 | 90 | 41 | |
| Billy Cairns | FW | 1933–1944 | 90 | 53 | |
| Tommy Pearson | LW | 1933–1948 | 212 | 46 | |
| William Imrie | RW | 1934–1938 | 128 | 24 | |
| Bobby Ancell | LB | 1936–1944 | 102 | 1 | |
| Jackie Milburn | FW | 1943–1957 | 397 | 200 | |
| Ron Batty | LB | 1945–1958 | 184 | 1 | |
| Joe Harvey | HB | 1945–1953 | 247 | 12 | |
| Roy Bentley | FW | 1946–1948 | 54 | 25 | |
| Bobby Cowell | RB | 1946–1955 | 289 | 0 | |
| Frank Brennan | MF | 1946–1956 | 349 | 3 | |
| Charlie Crowe | LF | 1946–1957 | 178 | 5 | |
| Tommy Walker | RW | 1946–1954 | 184 | 35 | |
| Jack Fairbrother | GK | 1947–1952 | 161 | 0 | |
| Ernie Taylor | IF | 1947–1951 | 107 | 19 | |
| George Hannah | FW | 1949–1957 | 175 | 43 | |
| Alf McMichael | LB | 1949–1962 | 433 | 1 | |
| Bobby Mitchell | FW | 1949–1961 | 412 | 113 | |
| George Robledo | FW | 1949–1953 | 166 | 91 | |
| Ted Robledo | LB | 1949–1953 | 47 | 0 | |
| Bob Stokoe | CB | 1950–1961 | 261 | 4 | |
| Ronnie Simpson | GK | 1951–1960 | 295 | 0 | |
| Ivor Broadis | FW | 1951–1955 | 51 | 18 | |
| Reg Davies | FW | 1951–1958 | 171 | 50 | |
| Vic Keeble | FW | 1952–1957 | 121 | 69 | |
| Tommy Casey | HB | 1952–1958 | 116 | 8 | |
| Jimmy Scoular | RW | 1953–1961 | 273 | 6 | |
| Len White | FW | 1953–1962 | 269 | 153 | |
| Jackie Bell | RB | 1956–1962 | 117 | 8 | |
| George Eastham | FW | 1956–1960 | 129 | 34 | |
| Gordon Hughes | FW | 1956–1963 | 133 | 18 | |
| Dick Keith | RB | 1956–1964 | 223 | 4 | |
| Ivor Allchurch | FW | 1958–1962 | 154 | 51 | |
| Dave Hollins | GK | 1960–1967 | 112 | 0 | |
| John McGrath | CB | 1960–1967 | 179 | 2 | |
| Alan Suddick | FW | 1962–1967 | 144 | 41 | |
| แฟรงค์ คลาร์ก | LB | 1962–1975 | 464 | 2 | |
| David Craig | RB | 1962–1978 | 412 | 12 | |
| Dave Hilley | IF | 1962–1968 | 194 | 31 | |
| Jim Iley | RB | 1962–1969 | 249 | 16 | |
| Ron McGarry | FW | 1962–1967 | 132 | 46 | |
| บ็อบบี มอนเคอร์ | CB | 1962–1974 | 356 | 8 | |
| Pop Robson | FW | 1962–1971 | 244 | 97 | |
| Gordon Marshall | GK | 1963–1968 | 187 | 0 | |
| Ollie Burton | CD | 1963–1972 | 188 | 6 | |
| Albert Bennett | FW | 1965–1969 | 85 | 22 | |
| John McNamee | CB | 1966–1971 | 117 | 8 | |
| Iam McFaul | GK | 1966–1975 | 290 | 0 | |
| Wyn Davies | FW | 1966–1971 | 216 | 53 | |
| David Elliott | MF | 1966–1971 | 90 | 4 | |
| Alan Foggon | FW | 1967–1971 | 61 | 14 | |
| Tommy Gibb | MF | 1968–1975 | 199 | 12 | |
| จิมมี สมิธ | MF | 1969–1975 | 167 | 13 | |
| Stewart Barrowclough | RW | 1970–1978 | 274 | 24 | |
| Tommy Cassidy | MF | 1970–1980 | 180 | 22 | |
| Irving Nattrass | DM | 1970–1979 | 304 | 20 | |
| John Tudor | FW | 1970–1977 | 164 | 53 | |
| เทอร์รี ฮิบบิทท์ | LF | 1971–1975 1978–1981 |
262 | 14 | |
| Pat Howard (footballer) | CD | 1971–1977 | 184 | 7 | |
| Malcolm Macdonald | FW | 1971–1976 | 228 | 121 | |
| Alan Kennedy | LB | 1972–1978 | 158 | 9 | |
| Terry McDermott | MF | 1973–1974 1982–1984 |
160 | 24 | |
| Mickey Burns | FW | 1974–1978 | 184 | 48 | |
| Tommy Craig | MF | 1974–1978 | 124 | 22 | |
| Geoff Nulty | MF | 1974–1978 | 101 | 11 | |
| David Barton | CB | 1975–1983 | 110 | 6 | |
| Alan Gowling | FW | 1975–1978 | 92 | 30 | |
| Mike Mahoney | GK | 1975–1979 | 108 | 0 | |
| เควิน คาร์ | GK | 1976–1985 | 195 | 0 | |
| Steve Hardwick | GK | 1976–1983 | 101 | 0 | |
| Mark McGhee | FW | 1977–1978 1989–1991 |
112 | 36 | |
| John Brownlie | RB | 1978–1982 | 136 | 3 | |
| Mick Martin | MF | 1978–1983 | 163 | 6 | |
| Alan Shoulder | FW | 1978–1982 | 117 | 38 | |
| Kenny Wharton | FB | 1978–1989 | 290 | 26 | |
| ปีเตอร์ วิธ | FW | 1978–1980 | 83 | 27 | |
| Steve Carney | CB | 1979–1985 | 149 | 1 | |
| Chris Waddle | LW | 1980–1985 | 191 | 52 | |
| Imre Varadi | FW | 1981–1983 | 90 | 42 | |
| Jeff Clarke | FW | 1982–1987 | 124 | 4 | |
| เควิน คีแกน | FW | 1982–1984 | 85 | 49 | |
| David McCreery | MF | 1982–1989 | 243 | 2 | |
| John Anderson | CB | 1982–1991 | 333 | 15 | |
| ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ | FW | 1983–1987 1993–1997 |
324 | 119 | |
| Neil McDonald | RB | 1983–1988 | 207 | 29 | |
| เกล็น โรเดอร์ | CB | 1983–1988 | 216 | 10 | |
| Martin Thomas | GK | 1983–1988 | 118 | 0 | |
| พอล แกสคอยน์ | MF | 1984–1988 | 107 | 25 | |
| เควิน สกอตต์ | CB | 1986–1994 | 227 | 8 | |
| Kevin Brock | MF | 1988–1993 | 145 | 14 | |
| Liam O'Brien | MF | 1988–1994 | 151 | 19 | |
| Bjørn Kristensen | CB | 1989–1993 | 90 | 4 | |
| Steve Howey | MF | 1989–2000 | 238 | 7 | |
| Mickey Quinn | FW | 1989–1992 | 110 | 77 | |
| Gavin Peacock | MF | 1990–1993 | 119 | 42 | |
| Lee Clark | MF | 1990–1997 2005–2006 |
257 | 27 | |
| Robbie Elliott | LB | 1991–1997 2001–2006 |
188 | 11 | |
| เดวิด เคลลี่ | FW | 1991–1993 | 70 | 35 | |
| Pavel Srníček | GK | 1991–1998 2006-2007 |
185 | 0 | |
| Steve Watson | RB | 1991–1998 | 263 | 14 | |
| John Beresford | LB | 1992–1998 | 229 | 8 | |
| รอบ ลี | MF | 1992–2002 | 381 | 56 | |
| Barry Venison | FB | 1992–1995 | 109 | 1 | |
| แอนดี โคล | FW | 1993–1995 | 85 | 68 | |
| Philippe Albert | CB | 1993–1999 | 135 | 12 | |
| Steve Harper | GK | 1993– | 178 | 0 | |
| Darren Peacock | CB | 1994–1998 | 178 | 4 | |
| David Ginola | MF | 1995–1997 | 75 | 7 | |
| Keith Gillespie | MF | 1995–1998 | 146 | 14 | |
| Shaka Hislop | GK | 1995–1998 | 73 | 0 | |
| Warren Barton | RB | 1995–2002 | 220 | 5 | |
| เลส เฟอร์ดินานด์ | FW | 1995–1997 | 84 | 50 | |
| David Batty | MF | 1996–1998 | 113 | 4 | |
| Faustino Asprilla | FW | 1996–1998 | 48 | 12 | |
| Aaron Hughes | CB | 1996–2005 | 277 | 6 | |
| อลัน เชียเรอร์ | FW | 1996–2006 | 405 | 206 | |
| Temuri Ketsbaia | MF | 1997–2000 | 109 | 14 | |
| เชย์ กิฟเวน | GK | 1997–2009 | 462 | 0 | |
| Nolberto Solano | MF | 1998–2004 2005–2007 |
315 | 47 | |
| Andy Griffin | RB | 1998–2004 | 104 | 3 | |
| โชลา อเมโอบี | FW | 1998– | 280 | 64 | |
| Nikos Dabizas | CB | 1998–2003 | 176 | 13 | |
| แกรี สปีด | MF | 1998–2004 | 284 | 40 | |
| Alain Goma | DF | 1999–2001 | 40 | 1 | |
| คีรอน ดายเออร์ | MF | 1999–2007 | 251 | 36 | |
| Lomana LuaLua | FW | 2000–2004 | 59 | 9 | |
| Olivier Bernard | LB | 2000–2005 2006–2007 |
145 | 6 | |
| Clarence Acuña | MF | 2000–2003 | 47 | 6 | |
| เคร็ก เบลลามี่ | FW | 2001–2005 | 128 | 42 | |
| Laurent Robert | MF | 2001–2005 | 181 | 32 | |
| Andrew O'Brien | CB | 2001–2005 | 168 | 6 | |
| Titus Bramble | CB | 2002–2007 | 157 | 7 | |
| Jermaine Jenas | MF | 2002–2005 | 151 | 12 | |
| สตีเฟน คาร์ | DF | 2004–2008 | 107 | 1 | |
| สตีเวน เทย์เลอร์ | DF | 2003– | 179 | 10 | |
| เจมส์ มิลเนอร์ | MF | 2004–2008 | 136 | 11 | |
| Charles N'Zogbia | MF | 2004–2009 | 157 | 9 | |
| นิกกี บัตต์ | MF | 2004–2010 | 179 | 5 | |
| Celestine Babayaro | LB | 2005–2007 | 66 | 1 | |
| Amdy Faye | MF | 2005–2006 | 35 | 1 | |
| โอบาเฟมี มาร์ตินส์ | FW | 2006–2009 | 104 | 38 | |
| Geremi | MF | 2007–2009 | 49 | 3 | |
| ไมเคิ่ล โอเว่น | FW | 2005–2009 | 79 | 30 | |
| ฮาบิบ เบย์ | RB | 2007–2009 | 52 | 1 | |
| José Enrique | LB | 2007–2011 | 100 | 1 | |
| Fabricio Coloccini | DF | 2008– | 87 | 3 | |
| โฆนาส กูเตียร์เรส | MF | 2008– | 76 | 5 | |
| เควิน โนแลน | MF | 2009–2011 | 83 | 28 | |
| แอนดี คาร์โรลล์ | FW | 2006–2011 | 91 | 33 | |
| เดเมียน ดัฟฟ์ | MF | 2006–2010 | 86 | 6 | |
| อลัน สมิธ | MF | 2007– | 91 | 0 | |
| โจอี้ บาร์ตัน | MF | 2007–2011 | 71 | 8
|
List of first team captains [แก้]
As of 3 October 2010.
Key to positions [แก้]
| GK | Goalkeeper | RB | Right back | RW | Right winger | DF | Defender |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| IF | Inside Forward | LB | Left back | LW | Left winger | CB | Centre Back |
| FW | Forward | FB | Fullback | W | Winger | MF | Midfielder |
| ST | Striker | HB | Half back | AM | Attacking Midfielder | CM | Central Midfielder |
การบริหารและการจัดการ [แก้]
คณะผู้บริหาร [แก้]
อัปเดตล่าสุดเมื่อ 1 เมษายน ค.ศ. 2009.
| ตำแหน่ง | ชื่อ |
|---|---|
| เจ้าของสโมสร | ไมค์ แอชลีย์ |
| ประธานกิตติมศักดิ์ | เซอร์ จอห์น ฮอลล์ |
| ประธานสโมสร | ดีเร็ค แลมเบียส |
| ผู้อำนวยการด้านธุรกิจ | เดวิด วิลเลียมสัน |
| ฝ่ายประสานงานด้านเทคนิค | เจฟฟ์ เวเทเร |
สต๊าฟโค้ช [แก้]
| ตำแหน่ง | ชื่อ |
|---|---|
| ผู้จัดการทีม | อลัน พาร์ดิว |
| ผู้ช่วยผู้จัดการทีม | ว่าง |
| ผู้จัดการทีมชุดสำรอง | ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ |
| โค้ชทีมชุดใหญ่ | สตีฟ สโตน |
| โค้ชผู้รักษาประตู | แอนดี้ วู้ดแมน |
| ผู้จัดการทีมชุดเยาวชน | โจ จอยส์ |
| โค้ชเยาวชน | |
| หัวหน้าทีมแพทย์ | ดีเร็ค ไรท์ |
| ทีมแพทย์ | เดวิด เฮนเดอร์สัน |
| แมวมอง | เกรแฮม คาร์, วิค ฮาร์รม, พาบริโอ ลองกอเรีย, โอเล นีลล์เซ่น |
ผู้จัดการทีม [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ รายนามผู้จัดการทีมของนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
ตั้งแต่ ค.ศ. 1992 - ปัจจุบัน
| ชื่อ | สัญชาติ | เริ่ม | ถึง |
|---|---|---|---|
| เควิน คีแกน | 1992 | 1997 | |
| เคนนี ดัลกลิช | 1997 | 1998 | |
| รุด กุลลิท | 1998 | 1999 | |
| เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน | 1999 | 2004 | |
| แกรม ซูเนสส์ | 2004 | 2006 | |
| เกล็น โรเดอร์ | 2006 | 2007 | |
| แซม อัลลาไดซ์ | 2007 | 2008 | |
| เควิน คีแกน | 2008 | 2008 | |
| โจ คินเนียร์ | 2008 | 2009 | |
| อลัน เชียเรอร์ | 2009 | 2009 |
เกียรติยศ [แก้]
| เกียรติยศ | จำนวน | ปี | |||
|---|---|---|---|---|---|
| ฟุตบอลลีก | |||||
| ฟุตบอลลีกดิวิชันหนึ่ง แชมป์ | 4 | 1904/05, 1906/07, 1908/09, 1926/27 | |||
| เอฟเอพรีเมียร์ลีก รองแชมป์ | 2 | 1995/96, 1996/97 | |||
| ฟุตบอลลีกดิวิชันสอง แชมป์ | 3 | 1964/65, 1983/84, 1992/93 , 2009/2010 | |||
| ฟุตบอลลีกดิวิชันสอง รองแชมป์ | 2 | 1897/98, 1947/48 | |||
| นอร์เทิร์นลีก แชมป์ | 3 | 1902/03, 1903/04, 1904/05 | |||
| ฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ | |||||
| เอฟเอคัพ ชนะเลิศ | 6 | 1910, 1924, 1932, 1951, 1952, 1955 | |||
| เอฟเอคัพ รองชนะเลิศ | 7 | 1905, 1906, 1908, 1911, 1974, 1998, 1999 | |||
| ลีกคัพ รองชนะเลิศ | 1 | 1976 | |||
| คอมมูนิตี้ชิลด์ ชนะเลิศ | 1 | 1909 | |||
| คอมมูนิตี้ชิลด์ รองชนะเลิศ | 5 | 1932, 1951, 1952, 1955, 1996 | |||
| เอฟเอยูธคัพ ชนะเลิศ | 2 | 1962, 1985 | |||
| ฟุตบอลถ้วยยุโรป | |||||
| อินเตอร์ซิตีแฟร์สคัพ ชนะเลิศ | 1 | 1969 | |||
| ยูฟ่าอินเตอร์โตโต้คัพ ชนะเลิศ | 1 | 2006 | |||
| ยูฟ่าอินเตอร์โตโต้คัพ รองชนะเลิศ | 1 | 2001 | |||
| Anglo-Italian Cup ชนะเลิศ | 1 | 1973 | |||
| ฟุตบอลถ้วยอื่น | |||||
| คีรินคัพ ชนะเลิศ | 1 | 1983 | |||
| เท็กเซโกคัพ ชนะเลิศ | 2 | 1974, 1975 | |||
| Sheriff of London Charity Shield ชนะเลิศ | 1 | 1907 | |||
| พรีเมียร์ลีกเอเชียโทรฟี่ ชนะเลิศ | 1 | 2003 | |||
อ้างอิง [แก้]
- ↑ "Newcastle rename St James' Park the Sports Direct Arena". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 9 November 2011. สืบค้นเมื่อ 4 December 2011.
- ↑ "Club Honours". nufc.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2008-08-01.
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ [แก้]
เว็บไซต์ของผู้ติดตามผลงาน [แก้]
|
|||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||