คริสเตียโน โรนัลโด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
คริสเตียโน โรนัลโด
Cristiano Ronaldo 20120609.jpg
โรนัลโด กำลังลงเล่นให้กับโปรตุเกส ในวันที่ 9 มิถุนายน 2012
ข้อมูลส่วนบุคคล
ชื่อเต็ม กริชเตียนู รูนัลดู ดุช ซังตุช อาไวรู
วันเกิด 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985 (29 ปี)
สถานที่เกิด ฟุงชาล, มาเดรา, โปรตุเกส
ส่วนสูง 1.84 เมตร (6 ft 0 in)[1]
ตำแหน่ง กองหน้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน เรอัลมาดริด
หมายเลข 7
สโมสรเยาวชน
1993–1995 อังดูริญญา
1995–1997 นาซีอูนัล
1997–2002 สปอร์ติงลิสบอน
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2002–2003 สปอร์ติงลิสบอน 25 (3)
2003–2009 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 196 (84)
2009– เรอัลมาดริด 116 (125)
ทีมชาติ
2001–2002 โปรตุเกส ชุดยู 17 9 (6)
2002–2003 โปรตุเกส ชุดยู 20 5 (3)
2003 โปรตุเกส ชุดยู 21 6 (1)
2004 โปรตุเกส ชุดยู 23 3 (1)
2003– โปรตุเกส 100 (37)
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมสโมสร
นับเฉพาะลงเล่นในประเทศ
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 19:03, 8 ธันวาคม 2012 (UTC)

† ลงเล่น (ประตู)

‡ นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมชาติ
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 20:20, 16 ตุลาคม 2012 (UTC)

กริชเตียนู รูนัลดู ดุช ซังตุช อาไวรู (โปรตุเกส: Cristiano Ronaldo dos Santos Aveiro; เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985) หรือที่รู้จักกันในชื่อ คริสเตียโน โรนัลโด เป็นนักฟุตบอล ชาวโปรตุเกส ปัจจุบันสังกัดอยู่กับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดในลาลีกา เล่นในตำแหน่งกองหน้าและเป็นกัปตันทีม ของ ฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสคนปัจจุบัน โรนัลโดเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ฟุตบอลรองจากแกเร็ธ เบล หลังย้ายจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มาอยู่กับเรอัลมาดริด ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ โรนัลโดได้รับค่าจ้างในการลงเล่นให้กับเรอัลมาดริดจำนวน 12 ล้านปอนด์ต่อปี ทำให้เขาเป็นนักเตะที่มีค่าเหนื่อยมากที่สุดในโลก[2]

โรนัลโดได้ลงเล่นฟุตบอลในนามทีมเยาวชนของอังดูริญญา เมื่อเขาเล่นได้อยู่สองปี ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับนาซีอูนัลในปี 1997 เขาได้ทำสัญญาให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างสปอร์ติงลิสบอน โรนัลโดได้ถูกพิจารณาย้ายตัวไปอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยคนที่ซื้อเขาคือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซื้อตัวเขามาด้วยจำนวนเงิน 12.24 ล้านปอนด์ โรนัลโดได้แชมป์เอฟเอคัพ ซึ่งเป็นเกียรติประวัติแชมป์แรกของเขาในปี 2003

โรนัลโดลงเล่นในเกมของฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส ในระดับชาตินัดแรกคือตอนเจอกับคาซัคสถาน ในเดือนสิงหาคม 2003 และหลังจากนั้นเขาได้ลงเล่นมากขึ้นรวมทั้งหมดถึงห้าทัวร์นาเมนต์ ได้แก่ ยูโร 2004, ฟุตบอลโลก 2006, ยูโร 2008, ฟุตบอลโลก 2010 และยูโร 2012 เขาทำประตูแรกในนามทีมชาติโปรตุเกสได้ในการแข่งขันยูโร 2004 ในนัดเปิดการแข่งขันที่เจอกับกรีซ เขาเป็นคนสำคัญในการนำทีมชาติโปรตุเกสเข้าไปชิงชนะเลิศในปี 2004 และหลังจากนั้นโรนัลโดได้มีบทบาทและได้ลงตำแหน่งตัวจริงมากขึ้น ในปี 2008 โรนัลโดได้เป็นกัปตันทีมครั้งแรกของทีมชาติโปรตุเกสได้นำทีมเข้าแข่งขันยูโร 2008 สามารถเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศได้ เขาสามารถยิงได้สามประตูในการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้ ในวันที่ 16 ตุลาคม 2012 โรนัลโดได้ลงเล่นครบ 100 นัดสำหรับทีมชาติโปรตุเกสในนัดที่เจอกับไอร์แลนด์เหนือ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในสามนักเตะที่ลงเล่นให้กับทีมชาติโปรตุเกสเกิน 100 นัด[3] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2012 เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของเขาได้มีคนติดตามถึง 50 ล้านคน[4]

ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 มีการจัดอันดับตำแหน่งนักเตะรูปงามแห่งยูโร 2008 จัดทำโดยแอลจี บริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า คริสเตียโน โรนัลโดได้รับคะแนนโหวตครั้งนี้เป็นอันดับ 1[5] ในปี 2012 โรนัลโดได้รับรางวัลนักกีฬาไอบีเรีย-อเมริกา ประจำปี 2012 ประเภทนักฟุตบอลชาย[6]

ประวัติ

คริสเตียโน โรนัลโด เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 ที่เกาะมาเดรา ประเทศโปรตุเกส เป็นบุตรชายของนายฌูแซ ดีนิช อาไวรู (เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2548 ขณะมีอายุ 52 ปี) กับนางมารีอา ดูโลรึช อาไวรู เป็นบุตรชายคนเล็กในพี่น้อง 4 คน ถึงแม้ตอนเกิดเขาจะคลอดก่อนกำหนดแต่ก็มีน้ำหนักสมบูรณ์ถึง 8 ปอนด์ ทวดฝ่ายมารดาของเขา อีซาเบล ดา ปีดาดึ มีพื้นเพมาจากประเทศเคปเวิร์ด[7]

ที่มาของชื่อโรนัลโดนั้น บิดาของเขาเป็นผู้ตั้งให้ โดยได้แรงบันดาลใจจากชื่อของนายโรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบุคคลที่บิดาของโรนัลโดชื่นชอบตั้งแต่เรแกนยังเป็นนักแสดงอยู่[8]

ครอบครัวของโรนัลโดอาศัยอยู่ที่ย่านกิงตาดูฟัลเซา เขตซังตูอังตอนีอูของเมืองฟุงชาล ซึ่งเป็นเขตที่มีประชากรยากจนอาศัยอยู่มาก โรนัลโดเริ่มเล่นฟุตบอลที่นี่ ซึ่งในตอนเด็กเขาจะชอบเล่นฟุตบอลมาก บริเวณตามถนน พอตอนเขาอายุ 6 ขวบ เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังในทีมชุดใหญ่ของทีมอังดูริญญา (Andorinha) โดยการชักชวนของญาติเขาที่อยู่ในทีมนี้ พอถึงปี พ.ศ. 2538 โรนัลโดย้ายไปอยู่กับทีมนาซีอูนัล (Nacional) โดยมีการจ่ายค่าตัวเป็นชุดฟุตบอลและลูกบอล[9]

นักฟุตบอลเยาวชน

ในช่วงที่โรนัลโดอายุ 8 ขวบ โรนัลโดได้เล่นให้กับสโมสรฟุตบอลอังดูริญญา ซึ่งพ่อของเขาเป็นผู้จัดการทีมของสโมสรแห่งนี้ ในปี ค.ศ. 1995 โรนัลโดได้ทำสัญญากับสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นคือ สโมสรฟุตบอลนาซีอูนัล และได้เล่นให้กับสโมสรนี้เป็นเวลา 5 ปี แล้วได้ย้ายไปอยู่กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล (สปอร์ติงลิสบอน) ในช่วงปี ค.ศ. 1997 และได้สำเร็จการเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับในประเทศของตน

นักฟุตบอลอาชีพ

สปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล

ในปี ค.ศ. 2002 โรนัลโดในวัย 17 ปีได้ย้ายมาเล่นให้กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล (สปอร์ติงลิสบอน) เนื่องจากในช่วงนั้นสโมสรฟุตบอลชื่อดังในโปรตุเกสได้เห็นความสนใจของโรนัลโดมากแต่เขาเลือกที่จะมาอยู่กับ สปอร์ติงลิสบอน โดยโรนัลโดได้ลงเล่นเป็นตำแหน่งกองหน้า และได้มีโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงเยอะ โรนัลโดโชว์ฝีเท้าได้อย่างยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการหลบหลีกคู่ต่อสู้ การแย่งชิงบอล การยิงจากระยะไกล และการทำประตูอย่างแม่นยำ ทำให้โรนัลโดในช่วงนั้นโด่งดังไปทั่วในทวีปยุโรป และโรนัลโดมีจุดเด่นที่มีทักษะในการครองบอลและมีความคล่องตัวสูง ด้วยจุดนี้เอง ทำให้เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมชื่อดังของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในพรีเมียร์ลีก ประเทศอังกฤษ ได้สนใจที่จะนำโรนัลโดมาร่วมทีม ซึ่งการเจรจาซื้อตัวโรนัลโดก็เป็นที่สำเร็จ โดยก่อนที่โรนัลโดจะออกจากประเทศโปรตุเกส โรนัลโดเล่นให้กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล ไปแล้วทั้งสิ้น 31 นัด ทำไป 5 ประตู

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ฤดูกาล 2003-2006

โรนัลโดในนัดที่เจอกับเชลซีในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2006

โรนัลโดได้ย้ายมาอยู่กับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 12.5 ล้านปอนด์ ในฤดูกาล 2002–03 โรนัลโดใช้เวลาไม่นานนักในการปรับตัวให้เข้ากับพรีเมียร์ลีก และผลงาน 8 ประตู จากการลงสนาม 39 นัด ซึ่งรวมถึงประตูแรกในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพกับมิลล์วอลล์ ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (Sir Matt Busby Player of the Year) ประจำฤดูกาล 2003/04 โรนัลโดกับการพาทีมชาติโปรตุเกสผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกยูโร 2004 ก่อนพ่ายให้กับ กรีซ 0 - 1

ในฤดูกาลที่ 2 ของโรนัลโดกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ฟอร์มไม่ดีเท่ากับปีแรก หลังจากที่จบฤดูกาลด้วยการลงสนาม 50 นัด แต่ทำได้แค่ 9 ประตู ในฤดูกาล 2005/06 โรนัลโดก็เรียกฟอร์มเก่งของตัวเองมาได้อีกครั้งในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ด้วยการทำ 12 ประตู จากการลงสนาม 47 นัด

โรนัลโดคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของฟิฟโปร (FIFPro Special Young Player of the Year 2005) ซึ่งเป็นรางวัลเดียวที่ให้แฟน ๆ เป็นผู้ลงคะแนนโหวตตัดสิน และในปีเดียวกันเขาก็ได้อันดับที่ 20 ในตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าด้วย

ฤดูกาล 2006–2009

โรนัลโดเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในช่วงฤดูกาล 2006-07

ในศึกฟุตบอลโลก 2006 โรนัลโดถูกแฟนบอลอังกฤษรุมโห่ไล่หลังจากที่มีส่วนทำให้เวย์น รูนีย์ เพื่อนร่วมทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต้องถูกไล่ออกในเกมที่อังกฤษพบกับโปรตุเกส โรนัลโดถูกสื่อในอังกฤษกดดันและต่อว่า อย่างไรก็ดีโรนัลโดยังคงเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด[10]

เมษายน 2007 คริสเตียโน โรนัลโด คว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมและผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี 2007 ของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษหรือพีเอฟเอไปครอง โดยเป็นผู้เล่นรายที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศทั้งสองมาครอบครองในเวลาเดียวกัน หลังโชว์ฟอร์มสุดยอดมาตลอดฤดูกาลนี้โดยก่อนหน้านี้ แอนดี้ เกรย์ เคยทำได้เมื่อปี 1977 หรือ ราว 30 ปีก่อน [11]

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2009 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยอมรับว่า ได้รับข้อเสนอการซื้อตัวจากสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ซึ่งก็ปรากฏว่าโรนัลโดก็มีความต้องการที่จะออกจากสโมสรเช่นกัน โดยเขาได้ตกลงย้ายออกไป การซื้อตัวครั้งนี้ถือเป็นสถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลก[12]

โดยผลงานของโรนัลโดได้ลงเล่นเป็นตัวจริง 299 นัด ทำประตูได้ 118 ประตู

เรอัลมาดริด

ฤดูกาล 2009-10

โรนัลโดกำลังเลี้ยงลูกฟุตบอลหนีเดียโก ฟอร์ลัน ในนัดที่เจอกับ สโมสรฟุตบอลอัตเลตีโกมาดริด ในช่วงฤดูกาล 2009-10

ในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2009 สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด ได้ซื้อตัวโรนัลโดมาด้วยค่าตัวถึง 80 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติการซื้อนักฟุตบอลที่แพงที่สุดในโลกจากสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในประเทศอังกฤษ เขาได้รับตำแหน่งสวมเสื้อหมายเลข 9 โดยในฤดูกาลนี้โรนัลโดทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยได้ลงเล่นเป็นตังจริงทั้งหมด ถึง 35 นัด ทำประตูไปได้ 33 ประตู ซึ่งครองดาวซัลโวสูงสุดของลาลีกา ในฤดูกาลนี้ โดยโรนัลโดได้ถูกเล่นในตำแหน่งกองหน้า และบางครั้งเขาอาจจะเล่นในตำแหน่งปีกขวา โรนัลโดทำประตูแรกตั้งแต่มาอยู่กับเรอัลมาดริดคือในนัดที่เจอกับสโมสรฟุตบอลอัตเลตีโกมาดริด โดยเรอัลมาดริดชนะไป 2-0 และในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 2009 โรนัลโดได้ยิงลูกฟรีคิกระยะใก้ลถึงสองครั้งในนัดที่เจอกับเอฟซี ซูริช โดยเรอัลมาดริดชนะไป 5-2 ในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม

ฤดูกาล 2010-11

โรนัลโดกับแกเร็ธ เบล ในนัดยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2010-11

พอเข้าสู่ฤดูกาลที่ 2 ของโรนัลโด เขาได้ถูกเปลี่ยนเบอร์ของเสื้อจากเบอร์ 9 เป็นเบอร์ 7 และได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมมาเป็นโชเซ มูรีนโญ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกสที่รู้จักในตัวของโรนัลโดเป็นอย่างดี ในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ในนัดที่เรอัลมาดริดเจอกับราซิงเดซานตันเดร์ โดยโรนัลโดทำประตูไปได้ถึง 4 ประตู ทำให้เรอัลมาดริดชนะไป 4-0 แล้วในนัดที่เจอกับ สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา โดยเรอัลมาดริดไปเยือนที่กัมนอว์ แพ้ไป 5-0 ซึ่งโรนัลโดก็ได้มีจังหวะยิงหลายครั้ง แล้วหลังจากในนัดนั้น เรอัลมาดริดได้เปิดบ้านพบกับแอทเลติกบิลบาโอ โดยในนัดนั้นโรนัลโดเกือบทำแฮตทริกได้โดยเขายิงไป 5 ประตู ในช่วงเวลาต่างกันไม่เกิน 6 นาที ทำให้ชนะไป 6-1 และในช่วงปลายปี ค.ศ. 2010 เขาได้ทำเกือบทำซูเปอร์แฮตทริกเป็นครั้งแรกในตัวของเขาโดยในถ้วยโกปาเดลเรย์กับเลบันเตอูเด โดยโรนัลโดทำไป 5 ประตู และแฮตทริกของการีม แบนเซมา ทำให้เรอัลมาดริดชนะไป 8-0

ฤดูกาล 2011-12

ความสำเร็จและการพัฒนาของโรนัลโดในช่วงอยู่กับเรอัลมาดริดเริ่มดีขึ้น โดยโรนัลโดซัดประตูในฤดูกาลนี้ไป 60 ประตู (รวมทุกรายการ) และได้เล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ แต่ก็แพ้ สโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิก ไป 3-1 (ดวลจุดโทษ) แต่โรนัลโดก็สามารถนำทีมได้แชมป์ลาลีกา ได้เป็นครั้งที่ 32 ของสโมสร โดยในช่วงปลายฤดูกาล เรอัลมาดริดกับบาร์เซโลนาได้แข่งขันกันที่กัมนอว์ ในนัดที่ 2 ซึ่งโรนัลโดก็เป็นฮีโรโดยเขาได้ยิงประตูชัยสุดสำคัญในการนำทีมเรอัลมาดริดคว้าแชมป์ลาลีกาด้วยการชนะสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ไป 2-1 ที่กัมนอว์ และจบอันดับ 1 ของ ตาราง มี 100 คะแนน ซึ่งเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของโลกที่ทำคะแนนได้สูงสุด

ทีมชาติ

โรนัลโดลงเล่นในนัดที่เจอกับบราซิล

โรนัลโดได้ลงเล่นให้กับฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส นัดแรกที่โปรตุเกสชนะคาซัคสถาน ไป 1-0 ในวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 2003[13]

ยูโร 2004

โรนัลโดได้ถูกเรียกตัวไปไปเล่นในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004[14] ประตูแรกในนามทีมชาติชุดใหญ่ของเขาคือตอนที่โปรตุเกสชนะกรีซไป 2-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม [15] และจากนั้นก็ยิงประตูต่อในนัดรอบก่อนรองชนะเลิศที่โปรตุเกสเจอกับเนเธอร์แลนด์ ซึ่งโปรตุเกสชนะไป 2-1[16] เขาได้เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของทีมนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำแห่งฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปของการแข่งขันแม้จะยิงได้เพียงแค่ 2 ประตู.[17]นอกจากนี้เขายังเป็นตัวแทนของทีมชาติโปรตุเกสในโอลิมปิกฤดูร้อน 2004[18][19]

ฟุตบอลโลก 2006

โรนัลโดกำลังลงเล่นให้กับทีมชาติโปรตุเกส

โรนัลโดได้เป็นรองดาวซัลโวในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ในโซนยุโรปด้วยการยิงไป 7 ประตู[17] และประตูแรกของเขาในฟุตบอลโลก คือนัดที่พบกับอิหร่าน ด้วยการยิงลูกโทษ[20] เมื่อมาถึงรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย ได้พบกับอังกฤษในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 โรนัลโดได้พบเพื่อนร่วมทีมจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งก็คือ เวย์น รูนีย์ และรูนีย์ได้ไปทำฟาวล์ใส่กองหลังทีมชาติโปรตุเกสซึ่งคือ รีการ์ดู การ์วัลยู สื่ออังกฤษสันนิษฐานว่าโรนัลโดมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ตัดสินโอราซีโอ เอลีซอนโด โดยอุกอาจบ่นหลังจากที่เขาได้เห็นตรงม้านั่งสำรองของทีมชาติโปรตุเกสหลังจากการไล่รูนีย์ออก หลังการแข่งขันโรนัลโดยืนยันว่ารูนีย์เป็นเพื่อนของเขาและว่าเขาไม่ได้เป็นคนที่เกี่ยวกับการไล่รูนีย์ออกจากสนาม[21] วันที่ 4 กรกฎาคม อริซอนโดได้บอกกับทางสื่อว่าการที่เขาแจกใบแดงให้รูนีย์เพราะเป็นการทำผิดของกฎฟุตบอลเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรนัลโดเลย[22]

หนังสือพิมพ์ของประเทศอังกฤษ ได้ประกาศข่าวร้ายของโรนัลโดเนื่องจากในข่าวบอกว่าเขาจะออกจากสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจากเหตุใบแดงของรูนีย์[23] และเขาได้ถูกกล่าวลงในหนังสือกีฬาประจำวันของประเทศสเปนว่าเขาจะย้ายไปอยู่กับเรอัลมาดริด[24]และเมื่อเฟอร์กูสันผู้จัดการทีมได้ทราบเขาเลยส่งผู้ช่วยการ์ลุช ไกรอช เพื่อมาพูดคุยกับโรนัลโดเพื่อเปลี่ยนความคิดของเขาในการย้ายจากสโมสรเพราะเหตุการณ์ของรูนีย์[25][26] โรนัลโดตัดสินใจอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และทำสัญญาใหม่ของเขาเป็นเวลา 5 ปี ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2007[27]

โรนัลโดถูกโห่ในระหว่างการแข่งขันโปรตุเกสกับฝรั่งเศสในรอบก่อนรองชนะเลิศซึ่งโปรตุเกสได้แพ้ไป[28] และพลาดรางวัลผู้เล่นของการแข่งขันที่ดีที่สุด.[29] แม้ว่าการโหวตออนไลน์รับผลกระทบเพียงกระบวนการสรรหา กลุ่มศึกษาทางเทคนิคของฟีฟ่าได้รับรางวัลเกียรติยศของเยอรมนีไปให้ลูคัส โพดอลสกี โดยอ้างว่าพฤติกรรมของโรนัลโดเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ[30]

ประตูในนามทีมชาติ

คริสเตียโน โรนัลโด: International goals
# วันที่ สถานที่ คู่แข่ง ประตู ผล รายการ


1 12 มิถุนายน 2004 โปร์ตู, โปรตุเกส ธงชาติประเทศกรีซ กรีซ 1–2 1–2 ยูโร 2004
2 30 มิถุนายน 2004 เอสตาดีอู ฌูแซ อัลวาลาดึ, ลิสบอน, โปรตุเกส Flag of the Netherlands เนเธอร์แลนด์ 1–0 2–1 ยูโร 2004
3 4 กันยายน 2004 สคอนโตสเตเดียม, รีกา, ลัตเวีย ธงชาติลัตเวีย ลัตเวีย 0–1 0–2 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
4 8 กันยายน 2004 เอสตาดีอู ดร. มากัลไยช์ เปซัว, ไลรีอา, โปรตุเกส ธงชาติเอสโตเนีย เอสโตเนีย 1–0 4–0 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
5 13 ตุลาคม 2004 เอสตาดีโอ ฌูแซ อัลวาลาดึ, ลิสบอน, โปรตุเกส ธงชาติรัสเซีย รัสเซีย 2–0 7–1 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
6 13 ตุลาคม 2004 เอสตาดีโอ ฌูแซ อัลวาลาดึ, ลิสบอน, โปรตุเกส ธงชาติรัสเซีย รัสเซีย 4–0 7–1 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
7 17 พฤศจิกายน 2004 ชตาเดอ โยซี บาร์เทิล, ลักเซมเบิร์ก, ลักเซมเบิร์ก ธงชาติลักเซมเบิร์ก ลักเซมเบิร์ก 0–2 0–5 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
8 4 มิถุนายน 2005 อิสตาจีอูดาลูซ, ลิสบอน, โปรตุเกส ธงชาติสโลวาเกีย สโลวาเกีย 2–0 2–0 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
9 8 มิถุนายน 2005 เอ. เลอก็อกอารีนา, Tallinn, เอสโตเนีย ธงชาติเอสโตเนีย เอสโตเนีย 0–1 0–1 ฟุตบอล 2006 รอบคัดเลือก
10 1 มีนาคม 2006 เอลเทอู อาเรนา, ดึสเซลดอร์ฟ, เยเรอมนี ธงชาติซาอุดีอาระเบีย ซาอุดีอาระเบีย 0–1 0–3 กระชับมิตร
11 1 มีนาคม 2006 เอลเทอู อาเรนา, ดึสเซลดอร์ฟ, เยอรมนี ธงชาติซาอุดีอาระเบีย ซาอุดีอาระเบีย 0–3 0–3 กระชับมิตร
12 17 มิถุนายน 2006 วัลด์สตาเดชัน, แฟรงก์เฟิร์ต, เยอรมนี ธงชาติอิหร่าน อิหร่าน 2–0 2–0 ฟุตบอลโลก 2006
13 7 ตุลาคม 2006 เอสตาดีอูดูเบซา, โปร์ตู, โปรตุเกส ธงชาติอาเซอร์ไบจาน อาเซอร์ไบจาน 1–0 3–0 ยูโร 2008 รอบคัดเลือก
14 7 ตุลาคม 2006 เอสตาดีอูดูเบซา, โปร์ตู, โปรตุเกส ธงชาติอาเซอร์ไบจาน อาเซอร์ไบจาน 3–0 3–0 ยูโร 2008 รอบคัดเลือก
15 15 พฤศจิกายน 2006 Estádio Cidade de Coimbra, โกอิมบรา, โปรตุเกส ธงชาติคาซัคสถาน คาซัคสถาน 2–0 3–0 ยูโร 2008 รอบคัดเลือก
16 24 March 2007 Estádio José Alvalade, Lisbon, Portugal ธงชาติเบลเยียม เบลเยียม 2–0 4–0 Euro 2008 Qualification
17 24 March 2007 Estádio José Alvalade, Lisbon, Portugal ธงชาติเบลเยียม เบลเยียม 4–0 4–0 Euro 2008 Qualification
18 22 August 2007 Hanrapetakan Stadium, Yerevan, Armenia ธงชาติประเทศอาร์เมเนีย ประเทศอาร์เมเนีย 1–1 1–1 Euro 2008 Qualification
19 8 September 2007 Estádio da Luz, Lisbon, Portugal ธงชาติโปแลนด์ โปแลนด์ 2–1 2–2 Euro 2008 Qualification
20 17 October 2007 Almaty Central Stadium, Almaty, Kazakhstan ธงชาติคาซัคสถาน คาซัคสถาน 0–2 1–2 Euro 2008 Qualification
21 11 June 2008 Stade de Genève, Geneva, Switzerland Flag of the Czech Republic สาธารณรัฐเช็ก 1–2 1–3 Euro 2008
22 11 February 2009 Estádio Algarve, Faro, Portugal ธงชาติฟินแลนด์ ฟินแลนด์ 1–0 1–0 Friendly
23 21 June 2010 Cape Town Stadium, Cape Town, South Africa ธงชาติประเทศเกาหลีเหนือ ประเทศเกาหลีเหนือ 6–0 7–0 2010 World Cup
24 8 October 2010 Estádio do Dragão, Porto, Portugal ธงชาติเดนมาร์ก เดนมาร์ก 3–1 3–1 Euro 2012 Qualification
25 12 October 2010 Laugardalsvöllur, Reykjavík, Iceland ธงชาติไอซ์แลนด์ ไอซ์แลนด์ 0–1 1–3 Euro 2012 Qualification
26 9 February 2011 Stade de Genève, Geneva, Switzerland ธงชาติอาร์เจนตินา อาร์เจนตินา 1–1 2–1 Friendly
27 10 August 2011 Estádio Algarve, Faro, Portugal ธงชาติลักเซมเบิร์ก ลักเซมเบิร์ก 2–0 5–0 Friendly
28 2 September 2011 GSP Stadium, Nicosia, Cyprus ธงชาติไซปรัส ไซปรัส 0–1 0–4 Euro 2012 Qualification
29 2 September 2011 GSP Stadium, Nicosia, Cyprus ธงชาติไซปรัส ไซปรัส 0–2 0–4 Euro 2012 Qualification
30 11 October 2011 Parken Stadium, Copenhagen, Denmark ธงชาติเดนมาร์ก เดนมาร์ก 2–1 2–1 Euro 2012 Qualification
31 15 November 2011 Estádio da Luz, Lisbon, Portugal ธงชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 1–0 6–2 Euro 2012 Qualification play-offs
32 15 November 2011 Estádio da Luz, Lisbon, Portugal ธงชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 3–1 6–2 Euro 2012 Qualification play-offs
33 17 June 2012 Metalist Stadium, Kharkiv, Ukraine Flag of the Netherlands เนเธอร์แลนด์ 1–1 2–1 Euro 2012
34 17 June 2012 Metalist Stadium, Kharkiv, Ukraine Flag of the Netherlands เนเธอร์แลนด์ 2–1 2–1 Euro 2012
35 21 June 2012 National Stadium, Warsaw, Warsaw, Poland Flag of the Czech Republic สาธารณรัฐเช็ก 0–1 0–1 Euro 2012
36 15 August 2012 Estádio Algarve, Faro, Portugal ธงชาติปานามา ปานามา 2–0 2–0 Friendly
37 7 September 2012 Stade Josy Barthel, Luxembourg, Luxembourg ธงชาติลักเซมเบิร์ก ลักเซมเบิร์ก 1–1 1–2 2014 World Cup Qualification


งานอื่น

ด้วยความสามารถและความโด่งดัง จึงมีเอเย่นต์สนใจเขามาเป็นพรีเซนเตอร์อยู่หลายชิ้น ภาพลักษณ์ของโรนัลโดสร้างความสำเร็จให้กับการตลาดมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเกมต่าง ๆ ไปจนโทรศัพท์มือถือ นอกจากนี้ความหล่อเหลาของเขาก็ยังทำให้เขาได้รับการติดต่อจากนิตยสารแฟชั่นอีกด้วย นิตยสารโวกของอเมริกา นำเสนอเขาไปเป็นแบบปก และเขายังเป็นพรีเซนเตอร์ให้ผลิตภัณฑ์รองเท้ากีฬาอย่าง ไนกี้ โดยทางไนกี้เล็งเห็นว่าโรนัลโดมีฝีเท้าที่เป็นนักเตะที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก จึงได้คุยกับโรนัลโดเพื่อผลิตรองเท้าที่เบา พัฒนารองเท้า รองเท้ารุ่น Mercurial Vapor ออกมา[31][9]

ชีวิตส่วนตัว

พ่อของโรนัลโดเป็นผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลเล็ก ๆ ที่ชื่ออังดูริญญา และพ่อเขาขอให้กัปตันทีมที่ชื่อฟือร์เนา โซซา (Fernão de Sousa) เป็นพ่อทูนหัว ส่วนแม่ของเขามีอาชีพเป็นแม่ครัว โรนัลโดช่วยเหลือครอบครัวเป็นอย่างดี ช่วยพี่สาวคนโตเปิดร้านขายเสื้อผ้าที่เกาะมาเดรา ส่วนพี่สาวอีกคน กาเตีย เป็นนักร้อง มีวงดนตรีชื่อ "Ronalda"[9]

โรนัลโดประกาศว่าเขาได้กลายเป็นพ่อคนแล้ว เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 2010 โดยประกาศในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของเขา โดยพูดว่า เขาได้ลูกชายและต้องการความเป็นส่วนตัว โดยลูกชายของเขาชื่อว่าคริสเตียโน โรนัลโดย จูเนียร์ ที่กำเนิดมาจากหญิงนิรนาม[32] โดยเขาได้รับสิทธิในการดูแลเด็กอย่างสมบูรณ์[33] ภายใต้การดูแลจากแม่ของโรนัลโดและพี่สาว[34]

นอกจากนี้แล้ว โรนัลโดยังได้รับคำชื่นชมจากอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ นักแสดงระดับซุปเปอร์สตาร์ของฮอลลีวุด ซึ่งเป็นอดีตสุดยอดนักเพาะกายโลก 7 สมัย ว่า เป็นนักฟุตบอลที่มีรูปร่างสมบูรณ์แบบที่สุดอีกด้วย[35]

เกียรติประวัติ

เกียรติประวัติกับสโมสร

โรนัลโดกับลิโอเนล เมสซี, ในเดือนกุมภาพันธ์ 2011
แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
เรอัลมาดริด

เกียรติประวัติทีมชาติ

ทีมชาติโปรตุเกส

เกียรติประวัติส่วนตัว

อ้างอิง

  1. "Cristiano Ronaldo dos Santos Aveiro". Realmadrid.com. Real Madrid CF. สืบค้นเมื่อ 18 February 2010. 
  2. "Ronaldo agrees six-year Real deal". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 26 June 2009. สืบค้นเมื่อ 27 June 2009. 
  3. "Cristiano Ronaldo to become third youngest footballer in Europe to reach 100 caps". http://www.telegraph.co.uk/. สืบค้นเมื่อ 17 October 2012. 
  4. "Ronaldo becomes first sportsman to get 50m Facebook 'likes'". http://ibnlive.in.com/. สืบค้นเมื่อ 17 October 2012. 
  5. สาวโหวต “หนูโด้” เทพบุตรยูโร 2008
  6. สุดยอด!โด้คว้านักกีฬาอิเบโร่-อเมริกันแห่งปี
  7. "CRISTIIANO RONALDO TEM BISAVÓ CABO-VERDIANA". Liberal Online (ใน Portuguese). สืบค้นเมื่อ 29 June 2011. 
  8. Duncan White. "Ronaldo holds back the tears", Telegraph.co.uk, 21 มิถุนายน พ.ศ. 2549
  9. 9.0 9.1 9.2 วีซีดี สารคดี Cristiano Ronaldo - The Boy Who Had A Dream ผลิตโดย ITV ในปี 2007
  10. MSN Football: คริสเตียโน่ โรนัลโด
  11. "คริสเตียโน โรนัลโด"คว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยม 07 ข่าวจากสำนักข่าวเนชั่น
  12. หนูโด้ไปแล้ว! ผีโอเคขาย80ล้านป.
  13. "Lucky rebound gives Portugal narrow win over Kazakhstan". China Daily. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010. 
  14. "Fans Can Get Best Out Of Ronaldo". 4thegame.com. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010. 
  15. Ames, Paul (14 June 2004). "Euro 2004 roundup: Greece stuns Portugal 2–1". USA Today. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010. 
  16. Kevin McCarra in Lisbon (1 July 2004). "Portugal have the final word". Guardian (UK). สืบค้นเมื่อ 25 August 2010. 
  17. 17.0 17.1 "Cristiano Ronaldo's profile". 4thegame.com. 
  18. "Ronaldo is chosen for the Olympics". CNN. 21 July 2004. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010. 
  19. Wallace, Sam (24 July 2004). "Ronaldo keen to play at Olympics". The Daily Telegraph (UK). สืบค้นเมื่อ 25 August 2010. 
  20. "Portugal Vs Iran match". FIFA.com (Fédération Internationale de Football Association). 17 June 2006. สืบค้นเมื่อ 3 July 2012. 
  21. Tim Spanton (2 July 2006). "Ronaldo: I never asked for Rooney red card". The Sun. สืบค้นเมื่อ 10 July 2006. 
  22. "Ronaldo cleared over Rooney red card". Soccernet. 4 July 2006. สืบค้นเมื่อ 17 November 2006. 
  23. "Ronaldo intends to leave Man Utd". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 8 July 2006. สืบค้นเมื่อ 8 July 2006. 
  24. "Cristiano Ronaldo plans Real move". Reuters. 28 June 2006. สืบค้นเมื่อ 10 July 2006. 
  25. "Ferguson sends Man Utd No2 Queiroz to Ronaldo meeting". TribalFootball. 11 July 2006. Archived from the original on 19 July 2006. สืบค้นเมื่อ 11 July 2006. 
  26. "Rooney pleads with Ronaldo not to quit Man Utd". TribalFootball. 9 July 2006. Archived from the original on 21 July 2006. สืบค้นเมื่อ 11 July 2006. 
  27. "Ronaldo signs new deal at Man Utd". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 13 April 2007. สืบค้นเมื่อ 2 January 2010. 
  28. Chick, Alex (6 July 2006). "Scolari's fortunes take a dive". ESPNsoccernet. ESPN. สืบค้นเมื่อ 25 August 2010. 
  29. "Supporters 'hijack' Ronaldo vote". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 6 July 2006. สืบค้นเมื่อ 10 July 2006. 
  30. "Podolski beats Ronaldo to award". BBC Sport (British Broadcasting Corporation). 7 July 2006. สืบค้นเมื่อ 10 July 2006. 
  31. Nike Mercurial Vapor SL, new Cristiano Ronaldo boots
  32. Adrian Butler (July 18, 2010). "Ronaldo's baby mama is revealed". Sunday Mirror. สืบค้นเมื่อ July 18, 2010. 
  33. "Baby 'joy' for Cristiano Ronaldo". BBC Online. 4 July 2010. สืบค้นเมื่อ 4 July 2010. 
  34. "Cristiano Ronaldo and Irina Shayk put on a united front after claims he has been texting glamour model Rhian Sugden". London: The Daily Mail. August 23, 2010. สืบค้นเมื่อ September 8, 2010. 
  35. หน้า SPORT 23, 'คนเหล็ก' ซูฮกโรนัลโด้ สุดยอดนักเตะหุ่นเพอร์เฟกต์. M 2 F ฉบับที่ 494: จันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2556

แหล่งข้อมูลอื่น

ก่อนหน้า คริสเตียโน โรนัลโด ถัดไป
เวย์น รูนีย์ 2leftarrow.png นักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ
(พ.ศ. 2550)
2rightarrow.png ยังดำรงตำแหน่ง
สตีเวน เจอร์ราร์ด 2leftarrow.png นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ
(พ.ศ. 2550)
2rightarrow.png ยังดำรงตำแหน่ง
กาก้า 2leftarrow.png นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของฟิฟโปร
(พ.ศ. 2551)
2rightarrow.png ยังดำรงตำแหน่ง
กาก้า 2leftarrow.png นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของฟีฟ่า
(พ.ศ. 2551)
2rightarrow.png ยังดำรงตำแหน่ง
กาก้า 2leftarrow.png รางวัลรองเท้าทองคำ
(พ.ศ. 2551)
2rightarrow.png ยังดำรงตำแหน่ง