ลูปังฮินิรัง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฟิลิปิโน: Lupang Hinirang
ลูปัง ฮินิรัง
คำแปล: แผ่นดินที่ถูกเลือก
สกอร์เพลงชาติฟิลิปปินส์ "ลูปังฮินิรัง"
สกอร์เพลงชาติฟิลิปปินส์ "ลูปังฮินิรัง"
เพลงชาติของ ธงของประเทศฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์
ชื่ออื่น Bayang Magiliw ("บายัง มากีลิว")
(ไม่เป็นทางการ)
คำแปล: แผ่นดินอันเป็นที่รัก
เนื้อร้อง โฆเซ ปาลมา, ค.ศ. 1899
ทำนอง จูเลียน เฟลิเป, ค.ศ. 1898
ประกาศใช้ ค.ศ. 1898
เพลงชาติฟิลิปปินส์ "ลูปังฮินิรัง" (บรรเลง)

ลูปังฮินิรัง (ฟิลิปิโน: Lupang Hinirang) คือชื่อของเพลงชาติฟิลิปปินส์ ทำนองประพันธ์ขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1898 โดย จูเลียน เฟลิเป (Julián Felipe) เนื้อร้องฉบับได้ปรับมาจากบทกวีภาษาสเปนชื่อ "ฟีลีปีนัส" ("Filipinas") ซึ่งประพันธ์โดยโฆเซ ปาลมา (José Palma) เมื่อ ค.ศ. 1899

เดิมทีแล้วเพลงลูปังฮินิรังเป็นเพลงที่เกิดขึ้นเฉพาะเหตุการณ์ เพราะเพลงนี้เมื่อถูกนำมาใช้ในฐานะเพลงชาติในช่วงที่ฟิลิปปินส์เป็นอิสระจากสเปนในระยะเวลาสั้นๆ ก็ไม่ปรากฏว่ามีเนื้อร้องแต่อย่างใด และได้บรรเลงเฉพาะในพิธีประกาศเอกราชเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1898 เท่านั้น เมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าครอบครองฟิลิปปินส์ต่อจากสเปน รัฐบาลอาณานิคมของสหรัฐฯ ได้บัญญัติออกกฎหมายเรื่องธงชาติซึ่งได้สั่งห้ามมีการบรรเลงเพลงนี้[1] กระทั่งถึงปี ค.ศ. 1919 กฎหมายดังกล่าวจึงถูกยกเลิก เพลงนี้จึงได้รับการแปลเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ และได้รับรองจากกฎหมายใอย่างเป็นทางการในชื่อเพลง "Philippine Hymn" (เพลงสรรเสริญฟิลิปปิน) บทเพลงนี้ต่อมาได้มีการแปลออกเป็นภาษาตากาล็อกในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1940 หลายสำนวน ต่อมาในปี ค.ศ. 1956 จึงได้เริ่มใช้บทร้องฉบับภาษาฟิลิปิโนหรือภาษาตากาล็อกแบบมาตรฐาน (มีการปรับแก้ใน ค.ศ. 1960) เป็นบทร้องเพลงชาติสืบมาจนถึงปัจจุบัน

คำว่า "ลูปัง ฮิรินัง" ในภาษาฟิลิปิโนหรือภาษาตากาล็อกมีความหมายว่า "แผ่นดินที่ถูกเลือก" (Chosen Land) ในแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษบางแห่งได้แปลชื่อเพลงนี้ผิดพลาดเป็น "Beloved Land" หรือ "Beloved Country" ซึ่งอาจเป็นภาษาไทยได้ว่า "แผ่นดินอันเป็นที่รัก"[2][3] อย่างไรก็ตาม คำแปล "แผ่นดินอันเป็นที่รัก" นั้น เป็นวลีที่แปลมาจากวรรคแรกของบทกวี "ฟีลีปีนัส" ซึ่งเริ่มด้วยวลี "Tiérra adorada" และเป็นคำแปลเดียวกับที่ใช้ในบทร้องภาษาฟิลิปิโนซึ่งขึ้นต้นว่า "Bayang Magiliw" ("บายัง มากีลิว") อันเป็นชื่อเพลงนี้อย่างไม่เป็นทางการอีกชื่อหนึ่ง

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์[แก้]

ชื่อเพลงชาติฟิลิปปินส์ ฉบับต่างๆในอดีต:

  • 1898 - "มาร์ชาฟีลีปีนามักดาโล" (สเปน: Marcha Filipina Magdalo) - เรียบเรียงทำนองโดย จูเลียน เฟลีเป, ในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "มาร์ชานาเซียวนัลฟีลีปีนา" (สเปน: Marcha Nacional Filipina) [4]
  • 1899 - บทกวี “ฟีลีปีนัส” (ภาษาสเปน) - ประพันธ์บทร้องโดย โฆเซ ปาลมา
  • 1919 - “ฟิลิปปินฮีม” (Land of the morning : ดินแดนแห่งรุ่งอรุณ) - แปลบทร้องโดย ปาซ มาร์เกซ เบนิเตซ
  • 1940 - "ดิวา นัง บายัน" (Diwa ng Bayan : จิตวิญญาณแห่งประเทศ)
  • 1948 - “โอ ซินตัง ลูปา” (O Sintang Lupa : โอ้แผ่นดินที่รัก)
  • 1956 - "ลูปังฮินิรัง" - ประพันธ์โดย Surian ng Wikang Pambansa (Institute of National Language)
บทร้อง"ลูปังฮินิรัง" อักษรบายบายิน.ในภาษาตากาล็อก.

เพลงลูปังฮินิรังเริ่มต้นขึ้นจากทำนองเพลงมาร์ชซึ่งประธานาธิบดีเอมีลีโอ อากีนัลโด ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาขึ้นเพื่อใช้ในพิธีการประกาศเอกราชจากสเปน ภารกิจการสรรหาเพลงดังกล่าวนี้ได้ถูกมอบหมายให้จูเลียน เฟลีเป (Julián Felipe) เป็นผู้ดำเนินการ และได้มีการนำไปใช้แทนเพลงมาร์ชซึ่งอากีนัลโดไม่สามารถหาทำนองอันเป็นที่พอใจได้ ชื่อของเพลงมาร์ชใหม่ที่เฟลิเปประพันธ์ขึ้นนี้มีชื่อว่า “มาร์ชาฟีลีปีนามักดาโล” (สเปน: Marcha Filipina Magdalo "มาร์ชฟิลิปปินส์แห่งมักดาโล") และ ได้เปลี่ยนชื่อในเวลาต่อมาเป็น “มาร์ชานาเซียวนัลฟีลีปีนา” (สเปน: Marcha Nacional Filipina "มาร์ชประจำชาติฟิลิปปินส์") ตามการประกาศยอมรับเพลงนี้เป็นเพลงชาติอย่างเป็นทางการของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่ 1 ในวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 1898 อันเป็นเวลาเพียง 1 วันก่อนหน้าพิธีการประกาศเอกราชของฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ และได้บรรเลงครั้งแรกโดยวงโยธวาทิตซาน ฟรันซิสโก เด มาลาบอง ในพิธีประกาศเอกราช เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ปีเดียวกัน

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1899 โฆเซ ปาลมา ได้นิพนธ์บทกวี “ฟีลีปีนัส” (สเปน: "Filipinas") เป็นภาษาสเปน และได้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ “ลา อินดีเพนเดนเซีย” ("La Independencia") เมื่อวันที่ 3 กันยายน ปีเดียวกัน บทกวีดังกล่าวได้ถูกยอมรับเป็นบทร้องสำหรับทำนองเพลงชาติในเวลาต่อมา[5][6]

กฎหมายของฟิลิปปินส์ระบุไว้ว่าบทเพลงชาติต้องบรรเลงตามทำนองเพลงที่ประพันธ์และเรียบเรียงโดยจูเลียน เฟลีเปเสมอ แต่ต้นฉบับของทำนองเพลงที่เฟลีเปได้เรียบเรียงไว้นั้นหาได้มีการค้นพบไม่[7][8] ต่อมาในคริสต์ทศวรรษที่ 1920 จังหวะดนตรีของเพลงลูปังฮินิรังได้ถูกเปลี่ยนเป็น 4/4 เพื่อให้เหมาะสมกับการขับร้อง และบันไดเสียงเพลงได้เปลี่ยนจากบันไดเสียง C major ในต้นฉบับ เป็น G majorแทน[8]

ระหว่างช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1920 เมื่อมีการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยธงชาติของฟิลิปปินส์ ซึ่งห้ามการใช้สัญลักษณ์แห่งชาติของชาวฟิลิปปินส์ทั้งหมด รัฐบาลอาณานิคมของสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจดำเนินการแปลเพลงชาติฟิลิปปินส์จากภาษาสเปนออกเป็นภาษาอังกฤษ บทแปลฉบับแรกที่ดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นผลงานของปาซ มาร์เกซ เบนิเตซ (Paz Marquez Benitez) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ ผู้ซึ่งมีฐานะเป็นกวีที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ทว่าบทแปลที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากที่สุดนั้น คือบทประพันธ์อันมีชื่อว่า “ฟิลิปปินฮีม” (อังกฤษ: Philippine Hymn "เพลงสรรเสริญฟิลิปปิน") อันเป็นผลงานร่วมของวุฒิสมาชิกชาวฟิลิปปินส์ กามีโล โอเซียส (Camilo Osías) และแมรี เอ. เลน (Mary A. Lane) สตรีชาวอเมริกัน บทแปลดังกล่าวได้ถูกรับรองด้วยรัฐบัญญัติซึ่งตราโดยสภาคองเกรสฟิลิปปินส์เมื่อ ค.ศ. 1938

สำหรับบทแปลภาคภาษาตากาล็อก ได้เริ่มปรากฏขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1940 จากผลงานแปลฉบับแรกอันมีชื่อว่า “ดิวา นัง บายัน” (ตากาล็อก: Diwa ng Bayan "จิตวิญญาณแห่งประเทศ") ซึ่งถูกใช้ขับร้องในช่วงแห่งการยึดครองฟิลิปปินส์ของญี่ปุ่น ตามติดด้วยบทร้องซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดอันมีชื่อว่า “โอ ซินตัง ลูปา” (ตากาล็อก: O Sintang Lupa “โอ้แผ่นดินที่รัก”) ซึ่งเป็นผลงานของ จูเลียน ครูซ บัลมาเกดา (Julian Cruz Balmaceda), อิลเดฟองโซ ซันโตส (Ildefonso Santos) และฟรันซิโก กาบาโย (Francisco Caballo) บทร้อง “โอ ซินตัง ลูปา” ภายหลังได้ถูกรับรองเป็นบทร้องสำหรับเพลงชาติเมื่อ ค.ศ. 1948 ทั้งนี้ นอกเหนือจากการรับรองบทร้อง “ดิวา นัง บายัน” เพื่อใช้เป็นเพลงชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาเพลงนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยบทเพลง “อาวิท ซา ปากลีคา นัง บากง ฟิลิปินัส” (ตากาล็อก: Awit sa Paglikha ng Bagong Pilipinas "เพลงสรรเสริญแห่งการกำเนิดฟิลิปปินส์ใหม่") และ เพลงชาติญี่ปุ่น “คิมิงะโยะ[9]

ระหว่างสมัยแห่งการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีรามอน แมกไซไซนั้น เกรกอรีโอ เอร์นันเดซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของฟิลิปปินส์ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อทบทวนบทร้องฉบับภาษาตากาล็อก บทเพลงชาติอันมีชื่อว่า “ลูปังฮินิรัง” ก็ได้ปรากฏบทร้องฉบับภาษาฟิลิปิโนในที่สุด เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ค.ศ. 1956 มีการปรับแก้บทร้องอีกเล็กน้อยในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960 จนปรากฏเป็นบทร้องเพลงชาติฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลงานการแปลของ เฟลิเป ปาดียา เด เลออน (Felipe Padilla de León) บทร้องฉบับภาษาฟิลิปีโนนี้ได้ถูกยืนยันสถานะอย่างเป็นทางการด้วยรัฐบัญญัติแห่งสาธารณรัฐ เลขที่ 8491 หรือกฎหมายว่าด้วยธงชาติและสัญลักษณ์ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งบัญญัติขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1998 ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวหาได้รับรองบทร้องต้นฉบับภาษาสเปนและฉบับภาษาอังกฤษไว้ไม่[7]

แอมเบธ โอแคมโป (Ambeth Ocampo) นักประวัติศาสตร์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าความหมายดั้งเดิมบางส่วนของบทกวี “ฟีลีปีนัส” ได้ตกหล่นไปจากการแปลข้ามภาษา ยกตัวอย่างเช่น ในวรรค “Hija del sol de oriente” จากต้นฉบับภาษาสเปนมีความหมายตามตัวว่า “บุตรีแห่งดวงตะวันบูรพา” วรรคดังกล่าวได้กลายเป็น "Child of the sun returning" (บุตรแห่งดวงตะวันที่หวนคืนมา) ในเพลง “ฟิลิปปินฮีม” และ “Perlas ng Silanganan” (“ไข่มุกแดนบูรพา”) ในบทร้องฉบับทางการในปัจจุบัน[10]

บทร้อง[แก้]

บทร้องของเพลงชาติฉบับภาษาสเปน ตากาล็อก/ฟิลิปิโน และภาษาอังกฤษต่อไปนี้ ล้วนเป็นบทร้องที่มีสถานะอย่างเป็นทางการในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม มีเพียงบทร้องฉบับภาษาฟิลิปิโนฉบับล่าสุดและเป็นฉบับที่ใช้ในปัจจุบันเท่านั้นที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย กฎหมายว่าด้วยธงชาติและสัญลักษณ์ของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งตราไว้ ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1998 ระบุไว้ชัดว่า "เพลงชาติต้องถูกขับร้องด้วยภาษาฟิลิปิโนอยู่เสมอไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอกประเทศ" และบัญญัติโทษปรับและจำคุกสำหรับผู้ที่ล่วงละเมิดกำกับไว้ด้วย[7]

บทร้องฉบับทางการ ภาษาฟิลิปิโน :
Lupang Hinirang (1958, rev. 1960s) [7]
คำแปลลอย่างไม่เป็นทางการ:
Chosen Land[11][12]

Bayang magiliw,
Perlas ng Silanganan
Alab ng puso,
Sa Dibdib mo'y buhay.

Lupang Hinirang,
Duyan ka ng magiting,
Sa manlulupig,
Di ka pasisiil.

Sa dagat at bundok,
Sa simoy at sa langit mong bughaw,
May dilag ang tula,
At awit sa paglayang minamahal.

Ang kislap ng watawat mo'y
Tagumpay na nagniningning,
Ang bituin at araw niya,
Kailan pa ma'y di magdidilim,

Lupa ng araw ng luwalhati't pagsinta,
Buhay ay langit sa piling mo,
Aming ligaya na pag may mang-aapi,
Ang mamatay ng dahil sa iyo.

Country Beloved,
Pearl of the Orient,
The burning [fervour] of the heart
In thy chest is alive.

Chosen Land,
Cradle Thou [art] of the valourous.
To the invaders,
Thou shalt never submit.

In [the] seas and [the] mountains,
in [the] air, and in skies of Thine azure,
There is beauty in the poem
And [in the] song for freedom beloved.

The sparkle of the flag of Thine
Is victory that is shining.
The Stars and Sun of it
Forevermore shall never dim.

Land of the sun, of glory, and loving,
Life is Heaven in Thine embrace.
'Tis our joy, when there be oppressors,
To die because of Thee.

บทกวีต้นฉบับภาษาสเปน :
Filipinas (1899) [5][6]
บทร้องฉบับทางการภาษาอังกฤษ สมัยคอมมอนเวลท์ :
The Philippine Hymn (1938) [13][14]

Tierra adorada,
hija del sol de Oriente,
su fuego ardiente
en ti latiendo está.

Tierra de amores,
del heroísmo cuna,
los invasores
no te hollarán jamás.

En tu azul cielo, en tus auras,
en tus montes y en tu mar
esplende y late el poema
de tu amada libertad.

Tu pabellón que en las lides
la victoria iluminó,
no verá nunca apagados
sus estrellas ni su sol.

Tierra de dichas, de sol y amores
en tu regazo dulce es vivir;
es una gloria para tus hijos,
cuando te ofenden, por ti morir.

Land of the morning,
Child of the sun returning,
With fervor burning,
Thee do our souls adore.

Land dear and holy,
Cradle of noble heroes,
Ne'er shall invaders
Trample thy sacred shore.

Ever within thy skies and through thy clouds
And o'er thy hills and sea,
Do we behold the radiance, feel the throb,
Of glorious liberty.

Thy banner, dear to all our hearts,
Its sun and stars alight,
O never shall its shining field
Be dimmed by tyrant's might!

Beautiful land of love, o land of light,
In thine embrace 'tis rapture to lie,
But it is glory ever, when thou art wronged,
For us, thy sons to suffer and die.

บทร้องฉบับทางการภาษาตากาล็อก
สมัยการยึดครองของญี่ปุ่น:
Diwa ng Bayan (1943)[ต้องการอ้างอิง]
คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ:
Spirit of the Country[11][15]

Lupang mapalad,
Na mutya ng silangan;
Bayang kasuyo,
Ng sangkalikasan.

Buhay at yaman,
Ng kapilipinuhan;
Kuha't bawi,
Sa banyagang kamay.

Sa iyong langit, bundok,
batis, dagat na pinalupig;
Nailibing na ang karimlan,
Ng kahapong pagtitiis.

Sakit at luha, hirap,
Sisa at sumpa sa pagaamis;
ay wala nang lahat at naligtas,
Sa ibig manlupit.

Hayo't magdiwang lahi kong minamahal,
Iyong watawat ang siyang tanglaw;
At kung sakaling ikaw ay muling pagbantaan,
Aming bangkay ang siyang hahadlang.

Land that is blesséd,
that is Pearl of the East;
Nation in union
with [the whole of] nature.

The life and riches
Of the Filipino people
Taken and reclaimed
From foreign hands.

In Thy skies, mountains,
Springs, seas that were invaded
Buried already is the darkness
Of yesterday's suffering.

Pain and tears, hardship,
Difficulty and curse of oppression
Are all gone and [we] are saved
From those who wish to be cruel [to us].

Let us celebrate, my beloved race,
With Thy flag as our guiding light;
And if ever Thou are once more threatened,
Our corpses will stand in the way.

บทร้องฉบับทางการภาษาตากาล็อก
สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 :
O Sintang Lupa (ค.ศ. 1948)[ต้องการอ้างอิง]
คำแปล:
O Beloved Land[11][15]

O Sintang Lupa,
Perlas ng Silanganan;
Diwang apoy kang
Sa araw nagmula.

Lupang magiliw,
Pugad ng kagitingan,
Sa manlulupig
'Di ka papaslang.

Sa iyong langit, simoy, parang,
Dagat at kabundukan,
Laganap ang tibok ng puso
Sa paglayang walang hanggan.

Sagisag ng watawat Mong mahal
Ningning at tagumpay;
Araw't Bituin niyang maalab
Ang s'yang lagi naming tanglaw.

Sa iyong lupa ng ligaya't pagsinta,
Tamis mabuhay na yakap Mo,
Datapwa't Langit ding kung ikaw ay apihin
Ay mamatay ng dahil sa 'Yo

O beloved land,
Pearl of the Orient,
A fiery spirit art thou
Coming from the sun.

Land of our affection,
Cradle of bravery,
To the conquerors
Thou shall never fall.

Through thy skies, air, meadows,
Seas and mountains,
Widespread is the heartbeat
For eternal freedom.

Thy dear flag symbolizes
Brilliance and victory;
Its radiant sun and stars
Will always be our guiding light.

In thee, land of joy and affection,
Sweet life in thine embrace.
Though heaven will it be too, if thou art oppressed
To die because of thee.

สื่อ[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Pomeroy, William J. (Published 1992). The Philippines: Colonialism, Collaboration, and Resistance. International Publishers Co. p. 10. ISBN 0717806928. สืบค้นเมื่อ 26 January 2008.  ; excerpted quote: "In 1909 an entire band was sent to prison for playing the Philippine National Anthem at a festival in Quiapo, Manila.", citing Agoncillo, Teodoro A. (2005). The Revolt of the Masses: The Story of Bonifacio and the Katipunan. Quezon City: University of the Philippines Press 
  2. Colleen A. Sexton (2006). Philippines in Pictures. Twenty-First Century Books. p. 69. ISBN 9780822526773. 
  3. Marshall Cavendish Corporation (September 2007). World and Its Peoples: Malaysia, Philippines, Singapore, and Brunei. Marshall Cavendish. p. 1242. ISBN 9780761476429. http://books.google.com/?id=72VwCFtYHCgC 
  4. "Historical Notes - The Philippine National Anthem". Philippine studies - Historical notes and essays[1]. December 11, 2008. 
  5. 5.0 5.1 The original text, as published in Barcelona, Spain in 1912: Palma, José (1912). Melancólicas : coleccion de poesías. Manila, Philippines: Liberería Manila Filatélica.  (Digital copy found online at HathiTrust Digital Library on 2010-03-31)
  6. 6.0 6.1 Contemporary restatements of and comments about the original text:
    ^ "The Making of Filipinas". The Philippines Centennial. msc.edu.ph. สืบค้นเมื่อ 2008-11-12. 
    ^ "The Philippine National Anthem". Filipinas Heritage Library. filipinaslibrary.org.ph. สืบค้นเมื่อ 2010-03-30. 
  7. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ ra8491
  8. 8.0 8.1 Ocampo, Ambeth R. (May 24, 2005). The right way to sing the National Anthem. Philippines Daily Inquirer. Archived from the original on May 26, 2005. http://web.archive.org/web/20050526123412/http://news.inq7.net/opinion/index.php?index=2&story_id=38046&col=80  (archived from the original on 26 May 2005)
  9. Cribb, Robert; Narangoa Li (2003-07-22). Imperial Japan and National Identities in Asia, 1895-1945. Routledge. p. 28. ISBN 0700714820. 
  10. Ocampo, Ambeth R. (1995). Mabini's Ghost. Pasig City, Philippines: Anvil Publishing. 
  11. 11.0 11.1 11.2 This translation is not intended to be sung, as the words do not correspond with the music.
  12. This translation is recommended for accurate translation of only currently official Philippine version of the Philippine national anthem into other language editions of Wikipedia. In addition, this text differs from that of the Philippine Hymn of 1938, since the latter is a direct translation from the original Spanish version Filipinas.
  13. Official lyrics, according to CA 382.
  14. "The Philippines Flag and the National Anthem". eSerbisyo. Government of the Republic of the Philippines. 2008. สืบค้นเมื่อ 2010-05-04. 
  15. 15.0 15.1 This translation is intended for illustrating the evolution of the Philippine national anthem.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]