ราชอาณาจักรกัมพูชา (พ.ศ. 2497–2513)
-
ระวังสับสนกับ ราชอาณาจักรกัมพูชา
| ราชอาณาจักรกัมพูชา ព្រះរាជាណាចក្រកម្ពុជា |
|||||
| ราชอาณาจักร | |||||
|
|||||
|
|||||
| เมืองหลวง | พนมเปญ | ||||
| ภาษา | ภาษาเขมร, ภาษาฝรั่งเศส | ||||
| รัฐบาล | รัฐสภามีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขระบบพรรคการเมืองเด่นพรรคเดียว, | ||||
| พระมหากษัตริย์ | |||||
| - พ.ศ. 2494 - 2498 | พระนโรดม สีหนุ¹ | ||||
| - พ.ศ. 2498 - 2503 | พระนโรดม สุรามฤต | ||||
| Head of State | |||||
| - พ.ศ. 2503 - 2513 | พระนโรดม สีหนุ¹ | ||||
| นายกรัฐมนตรี | |||||
| - พ.ศ. 2498 | แปน โนต | ||||
| พระนโรดม สีหนุ | |||||
| - พ.ศ. 2512 - 2513 | ลน นล | ||||
| สภา | รัฐสภา | ||||
| ยุคประวัติศาสตร์ | สงครามเย็น | ||||
| - รัฐเอกราช | 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 | ||||
| - รัฐประหารในกัมพูชา พ.ศ. 2513 | 18 มีนาคม พ.ศ. 2513 | ||||
| - แทนที่ด้วยสาธารณรัฐเขมร | 9 ตุลาคม พ.ศ. 2513 | ||||
| ¹ เป็นทั้งผู้นำรัฐและผู้นำรัฐบาล | |||||
| ประวัติศาสตร์กัมพูชา | |
|---|---|
| ประวัติศาสตร์ยุคแรก | |
| อาณาจักรฟูนาน (611–1093) | |
| อาณาจักรเจนละ en (1093–1345) | |
| จักรวรรดิขแมร์ (1345–1974) | |
| อาณาจักรจตุรมุข (1974–2068) | |
| อาณาจักรละแวก (2068–2136) | |
| ยุคมืด (2136–2379) | |
| อาณาจักรศรีสุนทร (2136–2162) | |
| อาณาจักรอุดง (2162–2406) | |
| ยุครัฐในอารักขา | |
| ไทยและเวียดนาม | |
| ฝรั่งเศส (2406–2496) ส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศส |
|
| ยุคญี่ปุ่นยึดครอง (2484–2489) | |
| หลังได้รับเอกราช | |
| สงครามกลางเมืองกัมพูชา (2510–2518) | |
| รัฐประหาร พ.ศ. 2513 | |
| สาธารณรัฐเขมร | |
| สงครามเวียดนาม พ.ศ. 2513 en | |
| ยุคเขมรแดง (2518–2519) | |
| สงครามกัมพูชา–เวียดนาม (2518–2532) | |
| สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (2522–2536) | |
| การจัดการเลือกตั้งโดยสหประชาชาติ | |
| ราชอาณาจักรกัมพูชา (2536–ปัจจุบัน) | |
| หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2536 | |
|
|
ราชอาณาจักรกัมพูชา ในช่วง พ.ศ. 2497 - 2513 เป็นการบริหารประเทศในช่วงแรกของพระนโรดม สีหนุ ตั้งแต่กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส ในช่วงแรกทรงเป็นประมุขของประเทศในฐานะพระมหากษัตริย์ ต่อมาทรงสละราชสมบัติมาเล่นการเมือง จัดตั้งพรรคสังคมราษฎร์นิยม แนวนโยบายช่วงแรก ทรงนิยมตะวันตก ต่อต้านคอมมิวนิสต์และเวียดนาม และดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นมิตรกับไทย ทั้งกรณีพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร และการกวาดล้างชาวไทยเกาะกงในจังหวัดเกาะกง ภายหลังทรงหันไปเป็นมิตรกับจีนและเกาหลีเหนือมากขึ้น จนถูกรัฐประหาร โดยลน นล เมื่อ พ.ศ. 2513 ซึ่งได้จัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐเขมรขึ้นแทน พระนโรดม สีหนุต้องลี้ภัยไปจัดตั้งรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชาพลัดถิ่น ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน
เนื้อหา |
ข้อตกลงเจนีวาและการรุกรานของเวียดมิญ[แก้]
แม้ว่ากัมพูชาจะได้รับเอกราชตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2496 แต่สถานะทางการทหารยังไม่มั่นคง กลุ่มที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ของเขมรอิสระเข้าร่วมกับรัฐบาล แต่กลุ่มที่นิยมเวียดมิญและสมาคมเขมรอิสระได้เพิ่มการต่อต้านมากขึ้น แม้ว่ากองทัพสหภาพฝรั่งเศสจะพยายามปราบปราม ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2497 กองทัพเวียดมิญได้บุกข้ามชายแดนเข้ามายังกัมพูชา กลุ่มที่นิยมราชวงศ์พยายามต่อต้านแต่ไม่สามารถบังคับให้ทหารเวียดมิญออกไปได้ทั้งหมด กลุ่มคอมมิวนิสต์ได้พยายามสร้างข้อต่อรองก่อนที่จะเข้าร่วมการประชุมเจนีวาที่จะเริ่มในปลายเดือนเมษายนของปีนั้น
ข้อตกลงเจนีวามีผู้เข้าร่วมได้แก่ ตัวแทนจากกัมพูชา เวียดนามเหนือ สมาคมรัฐเวียดนาม (ต่อมาจะเป็นสาธารณรัฐเวียดนามหรือเวียดนามใต้) ลาว สาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพโซเวียต ฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา จุดประสงค์ของการประชุมเพื่อฟื้นฟูสันติภาพในอินโดจีน การอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับอินโดจีนเริ่มขึ้นเมื่อ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2497 เวียดนามเหนือพยายามเรียกร้องให้มีตัวแทนของฝ่ายต่อต้านในกัมพูชาแต่ล้มเหลว ในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2497 การประชุมได้บรรลุข้อตกลงโดยยอมรับความเป็นเอกราชของกัมพูชา เวียดมิญต้องถอนทหารออกจากกัมพูชา 90 วัน ส่วนกองกำลังฝ่ายต่อต้านในกัมพูชาต้องสลายตัวไปใน 30 วัน ฝรั่งเศสและเวียดมิญจะถอนทหารออกจากกัมพูชาภายในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2497
เพื่อแลกเปลี่ยนกับการถอนทหารเวียดมิญออกไป ตัวแทนฝ่ายคอมมิวนิสต์ในการประชุมเจนีวาต้องการให้ลาวและกัมพูชาเป็นกลางอย่างแท้จริงโดยต้องไม่มีทหารสหรัฐอเมริกาในประเทศเหล่านี้ กัมพูชาได้ประกาศเป็นกลางโดยจะไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับประเทศใด นอกจากการร่วมมือกับสหประชาชาติ ที่ประชุมยังได้มีมติจัดตั้งคณะกรรมการควบคุมนานาชาติสำหรับประเทศในอินโดจีน โดยมีตัวแทนจากแคนาดา โปแลนด์และอินเดีย โดยเป็นที่ปรึกษาในการเจรจาสงบศึก การถอนกองทหารต่างชาติ การปลดปล่อยนักโทษ และสิ่งที่ได้ตกลงร่วมกันอื่นๆระหว่างการประชุม ฝรั่งเศสและทหารเวียดมิญส่วนใหญ่ถอนทหารออกไปตามที่กำหนดไว้
พัฒนาการภายในประเทศ[แก้]
หลังการประชุมเจนีวาได้มีการเลือกตั้งขึ้นในประเทศกัมพูชาใน พ.ศ. 2498 โดยมีคณะกรรมการควบคุมนานาชาติเป็นผู้สังเกตการณ์เพื่อรับประกันความยุติธรรม ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2498 พระนโรดม สีหนุได้ประกาศสละราชสมบัติให้พระบิดาของพระองค์คือพระนโรดม สุรามฤต และทรงเข้ามาเล่นการเมือง พระองค์ได้ตั้งพรรคการเมืองขึ้นคือพรรคสังคมราษฎร์นิยมหรือเรียกสั้นๆว่าพรรคสังคม สมาชิกส่วนใหญ่เป็นฝ่ายขวา ซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วยความรุนแรง แนวคิดที่โดดเด่นของพรรคคือ ชาตินิยมเขมร นิยมเจ้า ต่อต้านความอยุติธรรมและการฉ้อราษฎร์บังหลวง ปกป้องพุทธศาสนา การเลือกตั้งในเดือนกันยายน พ.ศ. 2498 พรรคสังคมชนะการเลือกตั้งโดยได้ 83% ของที่นั่งทั้งหมดในสภา มากกว่าพรรคเขมรเอกราชของเซิง งอกทัญและกรมประชาชนของกลุ่มฝ่ายซ้าย
ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2500 พระนโรดม สีหนุได้เชิญผู้นำพรรคประชาธิปไตยเข้าพบที่พระราชวังเป็นเวลา 5 ช.ม.หลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมประชุมถูกติดตามโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจของพระองค์ ในช่วงเวลาเดียวกัน กรมประชาชนได้เตรียมการณ์ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง 5 คนพระนโรดม สีหนุพยายามต่อต้านพรรคนี้ สถานีวิทยุแห่งชาติได้ออกประกาศว่ากรมประชาชนเป็นหุ่นเชิดของเวียดนาม มีการติดโปสเตอร์ต่อต้านกรมประชาชนโดยทั่วไป ทำให้ผู้สมัครของพรรค 4 คนถอนตัวไป ส่วนที่เหลืออีก 1 คนไม่ได้รับการเลือกตั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป องค์กรที่ต่อต้านระบอบของสีหนุถูกผลักดันให้กลายเป็นองค์กรใต้ดิน พรรคประชาธิปไตยถูกคว่ำบาตรเมื่อ พ.ศ. 2500 หลังจากที่หัวหน้าพรรคเข้าร่วมกับระบอบสังคม
พรรคสังคมไม่ได้เป็นองค์กรฝ่ายขวาโดยแท้จริง มีสมาชิกฝ่ายซ้ายจำนวนมากอยู่ในพรรคเพื่อถ่วงดุลกับฝ่ายขวาในจำนวนนี้ มีผู้นำของเขมรแดงคือฮู ยวนและฮู นิมเป็นรัฐมนตรีระหว่าง พ.ศ. 2501 – 2506 และเขียว สัมพันเป็นเลขาธิการทางด้านการค้าเป็นเวลาสั้นๆใน พ.ศ. 2506 แต่พรรคที่เป็นเอกเทศของฝ่ายซ้ายกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2502 นพ โบพัน บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ประชาชนรายสัปดาห์ถูกยิงตายที่ด้านนอกสำนักงานด้วยฝีมือของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใน พ.ศ. 2503 ประชาชนร่วมสองพันคนถูกส่งตัวไปอบรมด้วยข้อหาทางการเมือง ในปีเดียวกัน บรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ l'Observateur ถูกทุบตีข้างถนน ถูกเปลื้องผ้าและถ่ายรูปประจานโดยกลุ่มตำรวจลับ บรรณาธิการได้ไปแจ้งความแต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากตำรวจ อีกไม่กี่วันต่อมา หนังสือพิมพ์ l'Observateur และหนังสือพิมพ์อื่นที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันถูกสั่งปิด
ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2505 ผู้นำฝ่ายซ้ายที่สำคัญคือตู สามุตถูกตำรวจจับกุมตัวขณะอยู่ที่ตลาด และถูกคุมขังไว้หลายวัน ก่อนจะถูกสังหารโดยนำไปถ่วงน้ำในบึงที่สตึงเมียนเจยในพนมเปญ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2506 พระนโรดม สีหนุได้ประกาศชื่อของฝ่ายซ้ายจำนวน 34 คน ว่าเป็นพวกขี้ขลาด หลอกลวง ก่อวินาศกรรม หัวหน้ากบฏ และเป็นคนทรยศ และให้ตำรวจจับกุมคนเหล่านี้ เมื่อถูกจับ ทั้งหมดถูกส่งตัวเข้าพบพระนโรดม สีหนุและให้ลงนามรับรองว่าพระองค์เป็นประมุขรัฐ หลังจากนั้นจะถูกตำรวจจับตามองตลอดเวลา ผลที่ตามมาทำให้ขบวนการฝ่ายซ้ายต้องออกจากเมืองหลวงไปตั้งมั่นในชนบท
ใน พ.ศ. 2506 พระนโรดม สีหนุได้ประกาศให้การธนาคาร การค้ากับต่างชาติและการประกันภัยเป็นของรัฐเพื่อลดอิทธิพลของต่างชาติในด้านเศรษฐกิจ ใน พ.ศ. 2507 ได้จัดตั้งบริษัทการค้าของรัฐคือสหกรณ์ส่งออก-นำเข้าแห่งชาติ เพื่อควบคุมการค้ากับต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย เน้นชาตินิยมเขมรมากกว่านิยมจีนหรือเวียดนาม ทำให้การลงทุนจากต่างชาติหายไป หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2509 พรรคสังคมชนะการเลือกตั้ง ลน นลได้เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ฝ่ายขวามีอิทธิพลในพรรคและรัฐบาลมากขึ้น เมื่อลน นลประอุบัติเหตุทางรถยนต์ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2510 ซอน ซานได้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน
การสนับสนุนการศึกษา[แก้]
พระนโรดม สีหนุทรงสนับสนุนให้จัดตั้งสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาขึ้นในกัมพูชาจำนวนมาก ใน พ.ศ. 2508 ทรงให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยภูมินทร์วิจิตรศิลป์ ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางทางด้านศิลปะ ในปีเดียวกันนี้ ในกัมพูชามีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาถึง 5 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยภูมินทร์วิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยภูมินทร์พนมเปญ มหาวิทยาลัยภูมินทร์กำปงจาม มหาวิทยาลัยภูมินทร์ตาแก้ว-กำปอต และมหาวิทยาลัยภูมินทร์ปัจเจกเทศ โดยทุกแห่งมีอธิการบดีเป็นชาวกัมพูชา และพยายามจัดการศึกษาเป็นของตัวเองโดยไม่ตามอย่างฝรั่งเศส [1]
นโยบายไม่เข้าร่วมกับฝ่ายใด[แก้]
นโยบายไม่เข้าร่วมกับฝ่ายใดของพระนโรดม สีหนุเกิดขึ้นหลังจากการประชุมที่เจนีวา ก่อนหน้านี้ พระองค์เคยสนใจจะนำกัมพูชาเข้าร่วมกับซีโต้ ซึ่งต้องการรวมกัมพูชา ลาวและเวียดนามใต้เข้าในสนธิสัญญาด้วย แต่หลังจากการพบปะกับเยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดียและอู นุ นายกรัฐมนตรีพม่า พระองค์จึงตัดสินใจใช้นโยบายไม่ฝักใฝ่กับฝ่ายใดและปฏิเสธการเข้าร่วมกับซีโต้ นอกจากนั้น พระนโรดม สีหนุยังไม่พอใจที่สหรัฐสนับสนุนไทยและเวียดนามใต้มากกว่ากัมพูชา
ในการประชุมบันดุง พ.ศ. 2498 พระนโรดม สีหนุได้พบปะกับโจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนและฝั่ม วัน ดง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเวียดนามเหนือ ทั้งสองประเทศให้การรับรองว่าจะเคารพเอกราชและอธิปไตยของกัมพูชา ประสบการณ์ที่พระองค์ต่อสู้กับฝรั่งเศส ทำให้พระองค์เห็นว่าสหรัฐเป็นเช่นเดียวกับฝรั่งเศสที่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศในอินโดจีน และสนับสนุนการขยายอำนาจของไทยและเวียดนามใต้
ประเทศจีนสนับสนุนนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของกัมพูชาเพราะเป็นการป้องกันไม่ให้สหรัฐเข้ามามีอิทธิพลเหนือกัมพูชา เมื่อโจว เอินไหลเดินทางไปพนมเปญใน พ.ศ. 2499 ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับชาวกัมพูชาเชื้อสายจีนประมาณ 300,000 คนให้เข้าร่วมในการพัฒนาชาติกัมพูชาและได้สิทธิเป็นพลเมืองกัมพูชา ความจงรักภักดีของชาวกัมพูชาเชื้อสายจีนนี้เป็นจุดที่อ่อนไหวของความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชา เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างจีนและสหภาพโซเวียต พระนโรดม สีหนุเลือกเข้าข้างจีน ใน พ.ศ. 2498 พระนโรดม สีหนุเดินทางไปสหรัฐเพื่อเจรจาขอความช่วยเหลือทางทหาร มีการจัดตั้งที่ปรึกษาทางทหารของสหรัฐในพนมเปญ เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการฝึกทหารและการใช้อาวุธที่ได้รับจากสหรัฐ เมื่อ พ.ศ. 2503 ความช่วยเหลือจากสหรัฐคิดเป็นร้อยละ 30 ของงบประมาณทางทหารของกัมพูชา เนื่องจากความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างสหรัฐที่เป็นที่ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ทหารของกัมพูชา ทำให้พระนโรดม สีหนุระแวงว่าฝ่ายทหารที่นำโดยลน นลจะมีอำนาจมากเกินไป
ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับสหรัฐเกิดจากการที่สหรัฐและเวียดนามใต้ละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา โดยข้ามแดนมาโจมตีทหารเวียดกงและทิ้งระเบิดในกัมพูชา นอกจากนั้น พระนโรดม สีหนุยังระแวงว่าสหรัฐจะโค่นล้มรัฐบาลของพระองค์เพื่อตั้งรัฐบาลใหม่ที่นิยมตะวันตกมากกว่า ดังที่ปรากฏใน พ.ศ. 2502 ที่มีการจับกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดในแผนบางกอก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐ เช่น ซ็อม ซารี ผู้นำกองทหารเขมรเสรีฝ่ายขวาในเวียดนามใต้ เซิง งอกทัญ นักชาตินิยมรุ่นแรกๆที่เคยลี้ภัยเข้ามาในไทย และดาบ ฌวน ผู้มีอิทธิพลในจังหวัดเสียมราฐ นอกจากนั้นยังกล่าวหาว่าดาบ ฌวนต้องการจัดตั้งรัฐอิสระที่ประกอบด้วยเสียมราฐ กำปงธมและบางส่วนของลาวใต้ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาศักดิ์ ผู้นำลาวฝ่ายขวา
พระนโรดม สีหนุมองว่ารัฐบาลเวียดนามใต้ไม่มีความมั่นคงและสุดท้ายเวียดนามเหนือจะชนะสงคราม ทำให้พระองค์ตัดสินใจสนับสนุนเวียดนามเหนือ นอกจากนั้น กัมพูชายังเป็นชาติแรกที่ยอมรับรัฐบาลของเวียดกงที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2512 ใน พ.ศ. 2508 พระนโรดม สีหนุได้เจรจากับจีนและเวียดนามเหนือ เมื่อเวียดนามเหนือและเวียดกงถูกบีบจนต้องย้ายฐานที่ตั้งเข้ามาในกัมพูชา พระนโรดม สีหนุอนุญาตให้เวียดกงเข้ามาได้ และยอมให้ใช้ท่าเรือขนส่งอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารให้แก่เวียดกง ทำให้กัมพูชาเข้าไปพัวพันกับสงครามเวียดนามมากขึ้น
นโยบายต่างประเทศและความสัมพันธ์กับต่างประเทศ[แก้]
พระนโรดม สีหนุได้ประกาศนโยบายเป็นกลางตั้งแต่ก่อนได้รับเอกราชเมื่อได้รับเอกราชแล้วได้ลาออกจากสหภาพฝรั่งเศส ปฏิเสธการต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามนโยบายของสหรัฐแต่ก็รับความช่วยเหลือจากสหรัฐ กัมพูชาพยายามเป็นมิตรกับทุกฝ่ายและแสวงหาพันธมิตรจากประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน พร้อมกันนั้น กัมพูชาได้เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศคอมมิวนิสต์ เช่น สหภาพโซเวียตและจีนด้วย ในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 รัฐสภากัมพูชาได้ผ่านพระราชบัญญัติว่าด้วยความเป็นกลาง
กัมพูชา-สหรัฐอเมริกา[แก้]
ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับสหรัฐไม่ได้ราบรื่นมากนักเพราะกัมพูชารู้สึกว่าสหรัฐให้ความช่วยเหลือไทยกับเวียดนามใต้ที่เป็นศัตรูของกัมพูชามกกว่า ใน พ.ศ. 2506 สีหนุได้ประกาศไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากสหรัฐ โดยกล่าวว่า สหรัฐให้การสนับสนุนเขมรเสรีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล กัมพูชาเรียกร้องให้สหรัฐรับรองความเป็นกลางของกัมพูชา ชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีของสหรัฐและเวียดนามใต้ จากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับสหรัฐเกิดความตึงเครียดจนเกิดการปฏิวัติ พ.ศ. 2513
กัมพูชา-สหภาพโซเวียต[แก้]
กัมพูชาสถาปนาความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตและรับความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีตั้งแต่ พ.ศ. 2500 อย่างไรก็ตาม หลังจาก พ.ศ. 2506 เมื่อจีนขัดแย้งกับสหภาพโซเวียต และกัมพูชาเลือกเข้าข้างจีน ทำให้ความสัมพันธ์กับสหภาพโซเวียตตึงเครียด ใน พ.ศ. 2508 กัมพูชาวิจารณ์โซเวียตเรื่องนโยบายในเวียดนาม ทำให้โซเวียตไม่พอใจมาก แต่ในช่วงปลายปีนั้น โซเวียตได้พยายามปรับความสัมพันธ์ให้เข้าสู่ระดับปกติ จนสิ้นสุดสมัยของพระนโรดม สีหนุ
กัมพูชา-จีน[แก้]
จีนและกัมพูชาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2501 และมีความแน่นแฟ้นเป็นพิเศษ จุดที่ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างกัมพูชากับจีนมีเพียงเรื่องชาวจีนในกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาระแวงว่าจะนำลัทธิคอมมิวนิสต์มาเผยแพร่ในกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2510 พระนโรดม สีหนุสั่งยุบสมาคมมิตรภาพกัมพูชา-จีน ทำให้จีนไม่พอใจ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งใน พ.ศ. 2512
กัมพูชา-ไทย[แก้]
ไทยและกัมพูชามีปัญหากระทบกระทั่งตามแนวชายแดนโดยเฉพาะปราสาทเขาพระวิหารที่เป็นคดีขึ้นสู่ศาลโลก ตลอดสมัยพระนโรดม สีหนุ ไทยและกัมพูชามีการประท้วงเกี่ยวกับการละเมิดเขตแดนกันบ่อยครั้งมาก
กัมพูชา-เวียดนามใต้[แก้]
กัมพูชากับเวียดนามใต้มีปัญหาขัดแย้งทางด้านพรมแดนในบริเวณกัมโพต มีโมดและลัมพัต และอธิปไตยเหนือเกาะในอ่าวไทยอีก 2-3 เกาะ นอกจากนั้น ยังมีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากสงครามเวียดนาม คือมีผู้ลี้ภัยชาวเวียดนามล้ำแดนเข้ามาเป็นจำนวนมากและการที่เวียดนามใต้ล้ำแดนเข้ามาโจมตีเวียดกงในดินแดนกัมพูชา ในที่สุดกัมพูชาหันไปผูกมิตรกับเวียดนามเหนือและรับรองรัฐบาลปฏิวัติชั่วคราวแห่งเวียดนามใต้
อ้างอิง[แก้]
- นภดล ชาติประเสริฐ. เจ้านโรดม สีหนุกับนโยบายความเป็นกลางของกัมพูชา. สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย. 2540
- ↑ ธิบดี บัวคำศรี. ประวัติศาสตร์กัมพูชา.พิมพ์ครั้งที่ 2. กทม. เมืองโบราณ. 2555
|
|||||||||||||||||||||||||
