วรรณคดีกัมพูชา
วรรณคดีของกัมพูชามีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและแบ่งเป็นสองระนาบเช่นเดียวกับวรรณคดีในประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือแบ่งเป็นวรรณคดีลายลักษณ์ ส่วนใหญ่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในชนชั้นสูงและพระสงฆ์ กับวรรณกรรมมุขปาฐะ ส่วนใหญ่เป็นเพลงพื้นบ้าน ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา และวรรณคดีอินเดีย เช่น รามายณะและมหาภารตะ
เนื้อหา |
ศิลาจารึก [แก้]
วรรณกรรมภาษาเขมรในยุคแรกๆ ปรากฏในรูปศิลาจารึก ปรากฏตั้งแต่สมัยฟูนัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวทางศาสนา เช่น คำอุทิศต่างๆ และกิจการในพระราชวัง
เอกสารทางพุทธศาสนา [แก้]
เอกสารภาษาเขมรที่เก่า ส่วนใหญ่จะเป็นพระไตรปิฎก และคัมภีร์ที่แปลจากภาษาบาลี จารด้วยอักษรเขมรลงบนใบลาน
รามเกียรติ์ [แก้]
รามเกียรติ์หรือเรียมเกอร์เป็นรามายณะในรูปภาษาเขมร เพื่อนำมาใช้ในการแสดงละครของกัมพูชา ระบำสุวรรณมัจฉาซึ่งเป็นนาฏศิลป์คลาสสิกแบบหนึ่งของกัมพูชาอาศัยเค้าเรื่องของรามเกียรติ์ตอนหนุมานไปจับนางสุวรรณมัจฉา
วรรณกรรมราชสำนัก [แก้]
พระธรรมราชาที่ 2 (พ.ศ. 2172 – 2177) เป็นกวีที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง นักองค์ด้วง (พ.ศ. 2384 – 2403) เป็นกวีที่มีชื่อเสียงเช่นกัน โดยได้เขียนเรื่อง กากี (กาเก็ย) และพุทธเสนนางกังรี (ปุทิเสน เนียงก็องเร็ย) ที่ได้แรงบันดาลใจจากนิทานชาดก
เรื่องเล่าที่เป็นที่นิยม [แก้]
เรื่องเล่าที่เป็นที่นิยมในกัมพูชาส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย เช่น รามายณะ มหาภารตะ และนิทานชาดกของพุทธศาสนา และได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมไทยมาก ตัวอย่างเรื่องที่เป็นที่นิยมคือพระวรวงศ์และสรวงศ์ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าชายเขมรสององค์ที่ถูกขัไล่แล้วกลับคืนสถานะเดิมของตนได้ เรื่องนี้ต่อมาได้นำไปสร้างเป็นบัลเลต์หลวงของกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. 2549[1]
ตุมเตียวเป็นนิยายรักคลาสสิกในจังหวัดกำปงจามที่เป็นที่รู้จักไปทั้งประเทศเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 24 โดยมีต้นกำเนิดมาจากบทกวีในสมัยพุทธศตวรรษที่ 22 – 23 ในปัจจุบัน ตุมเตียวได้กลายเป็นวรรณคดี ละคร และภาพยนตร์ในกัมพูชา แปลเป็นภาษาฝรั่งเศสโดย Étienne Aymonier เมื่อ พ.ศ. 2423 ตุมเตียวเป็นที่นิมในต่างประเทศ เมื่อ George Chigas นำต้นฉบับของพระปทุมเถระโสมไปแปล[2]
วรรณกรรมสมัยใหม่ [แก้]
การเข้ามาของฝรั่งเศสทำให้มีการตั้งคำถามใหม่ในวรรณกรรมกัมพูชา การพิมพ์ภาษาเขมรเกิดขึ้นในพนมเปญเมื่อ พ.ศ. 2451 โดยหนังสือเล่มแรกที่พิมพ์เป็นภาษาเขมรคือคำสั่งตาเมียส ซึ่งเป็นวรรณกรรมชวนเชื่อให้นิยมฝรั่งเศส ผลจากการศึกษาแบบใหม่ในกัมพูชาทำให้มีการเขียนนวนิยายภาษาเขมร แต่ก็ยังมีอิทธิพลจากอินเดียและไทยอยู่ ตัวอย่างเช่น ตุมเตียวของพระปทุมเถระ (โสม) พิมพาพิลาปของคุณหญิงสิทธิ และเตียวแอกโดยนู กอน[3]
ยุคเขมรแดงและหลังจากนั้น [แก้]
ในยุคกัมพูชาประชาธิปไตย พ.ศ. 2518 – 2520 ปัญญาชนส่วนใหญ่ถูกบังคับให้ออกไปสู่ชนบท บ้างถูกฆ่าเพราะมีภูมิหลังเป็นปัญญาชน.[4] หรือไม่ก็หลบหนีออกนอกประเทศ วรรณกรรมพื้นบ้านถูกทำลายล้าง[5] เมื่อ พล พตพ่ายแพ้และมีการจัดตั้งสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาขึ้นแทน ได้มีการฟื้นฟูพุทธศาสนาและวรรณกรรมขึ้นใหม่ แต่การฟื้นฟูวรรณกรรมก็ต้องอยู่ภายใต้แนวคิดสังคมนิยม นิยมโซเวียตและนิยมเวียดนามจนกระทั่งการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของรัฐกัมพูชา[6]
ปัจจุบัน [แก้]
มีการจัดตั้งสมาคมนักเขียนเขมรขึ้นอีกครั้งใน พ.ศ. 2536.[7] หลังจากถูกยุบเลิกในสมัยเขมรแดง นักเขียนกัมพูชารุ่นใหม่พยายามก้าวสู่ระดับนานาชาติ และมีการมอบรางวัลซีไรต์ให้นักเขียนด้วย
อ้างอิง [แก้]
- ^ Les Nuits d’Angkor
- ^ Documentation Center of Cambodia - Tum Teav: A Translation and Analysis of a Cambodian Literary Classic
- ^ Larousse - Literature du Cambodge
- ^ David P. Chandler, A history of Cambodia, Westview Press; Allen & Unwin, Boulder, Sydney, 1992
- ^ Michael Vickery, Cambodia 1975-1982, ISB 13 978-9747100815
- ^ Soizick Crochet, Le Cambodge, Karthala, Paris 1997, ISBN 2-86537-722-9
- ^ Cambodian literature today
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
- Cambodia Cultural Profile (Ministry of Culture and Fine Arts/Visiting Arts)
- Center For Khmer Studies
- Mission Pavie, Indo-Chine, 1879-1895 (ฝรั่งเศส)
- The emergence of modern and contemporary Cambodian literature
- In the Shadow of Angkor: A Search for Cambodian Literature
- Cambodian literature today
|
|||||||||||||||||||||||||