พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส
Louis XVIII, the Desired.jpg
พระบรมสาทิสลักษณ์วาดโดย โรแบร์ เลเฟพร์ ราวค.ศ. 1822

พระบรมนามาภิไธย หลุยส์ สตานิสลาส ซาเวียร์
พระอิสริยยศ พระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศสและนาวาร์
ราชวงศ์ ราชวงศ์บูร์บง
ครองราชย์ ครั้งแรก
11 เมษายน ค.ศ. 1814 - 20 มีนาคม ค.ศ. 1815
ครั้งที่สอง
8 กรกฎาคม ค.ศ. 1815 - 16 กันยายน ค.ศ. 1824
รัชกาล ครั้งแรก
0 ปี 343 วัน
ครั้งที่สอง
9 ปี 70 วัน
รัชกาลก่อน ครั้งแรก
จักรพรรดินโปเลียนที่ 1
ครั้งที่สอง
จักรพรรดินโปเลียนที่ 1
รัชกาลถัดไป ครั้งแรก
จักรพรรดินโปเลียนที่ 1
ครั้งที่สอง
พระเจ้าชาร์ลที่ 10 แห่งฝรั่งเศส
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1755
พระราชวังแวร์ซาย ฝรั่งเศส
สวรรคต 16 กันยายน ค.ศ. 1824
พระราชวังลูฟร์ ปารีส ฝรั่งเศส
(พระชนมายุ 68 พรรษา)
พระราชบิดา หลุยส์ โดแฟ็งแห่งฝรั่งเศส (1729-1765)
พระราชมารดา เจ้าหญิงมาเรีย โจเซฟาแห่งแซกโซนี
พระอัครมเหสี เจ้าหญิงมารี-โฌเซฟีนแห่งซาวอย
หมายเหตุ Signature of Louis Stanislas Xavier of France in 1792.jpg

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Louis XVIII de France; หลุยส์ดีซุยต์เดอฟร็องส์; หลุยส์ สตานิสลาส ซาเวียร์, 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1755 - 16 กันยายน ค.ศ. 1824) ทรงเป็นที่รู้จักในพระนามว่า "ผู้ปรารถนา" (le Désiré)[1] ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์บูร์บงผู้ครองราชบัลลังก์ฝรั่งเศสและนาวาร์ตั้งแต่ค.ศ. 1814 จนถึงค.ศ. 1824 เว้นว่างช่วงปีค.ศ. 1815 ที่เป็นที่รู้จักในนามว่า สมัยร้อยวัน พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงใช้เวลา 23 ปีในการเสด็จลี้ภัยตั้งแต่ค.ศ. 1791 ถึงค.ศ. 1814 ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสและจักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 1 และลี้ภัยอีกครั้งในปีค.ศ. 1815 ในช่วงสมัยร้อยวัน ซึ่งเป็นการกลับมาของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 จากเกาะเอลบา

จนกระทั่งทรงสืบราชบัลลังก์ฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ทรงได้รับอิสริยยศเคานท์แห่งพรอว็องส์ในฐานะที่เป็นพระอนุชาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส ในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1792 สภากงว็องซียงแห่งชาติได้ประกาศล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และถอดถอนพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งต่อมาทรงถูกประหารชีวิตด้วยกิโยตีน[2] เมื่อยุวกษัตริย์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 17 แห่งฝรั่งเศส พระโอรสในพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 สวรรคตในที่คุมขังในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1795 พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระนัดดาในฐานะพระมหากษัตริย์เพียงในพระนาม[3]

ในระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศสและสมัยนโปเลียน พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงลี้ภัยไปยังปรัสเซีย, สหราชอาณาจักรและรัสเซีย[4] เมื่อพันธมิตรที่หกสามารถกำจัดนโปเลียนได้ในที่สุดในปีค.ศ. 1814 พระเจ้าหลุยส์ทรงได้รับการฟื้นฟูราชบัลลังก์และกลุ่มกษัตริย์นิยมฝรั่งเศสมองว่าทรงมีสิทธิโดยชอบธรรม จักรพรรดินโปเลียได้หลบหนีมาจากเกาะเอลบาและฟื้นฟูจักรวรรดิฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ต้องเสด็จลี้ภัยและพันธมิตรที่เจ็ดประกาศสงครามต่อจักรวรรดิฝรั่งเศส และสามารถเอาชนะนโปเลียนได้ และได้ฟื้นฟูพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 กลับคืนสู่บัลลังก์เป็นครั้งที่สอง

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไม่ถึง 10 ปี ยุคการฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บงเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (ไม่เหมือนกับระบอบเก่า หรือ อองเซียงเรฌีม ที่ซึ่งเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์) ในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ พระราชอำนาจของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ได้ลดลงอย่างมากโดยกฎบัตรปีค.ศ. 1814 ตามรัฐธรรมนูญใหม่ของฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ไม่ทรงมีพระโอรสธิดา ดังนั้นเมื่อพระองค์สวรรคต ราชบัลลังก์ได้ถูกส่งผ่านไปยังชาร์ล ดยุกแห่งอาตัวส์ พระอนุชา[5] พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่เสด็จสวรรคตขณะทรงครองราชย์

วัยเยาว์[แก้]

เคานท์แห่งพรอว็องส์กับเจ้าชายหลุยส์ ออกุสต์ ดยุกแห่งแบร์รี พระเชษฐา (ต่อมาคือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16) วาดในปีค.ศ. 1757 โดย ฟร็องซัว-ฮูแบร์ ดรัวอีส

เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาส ซาเวียร์ ทรงได้รับพระอิสริยยศ "เคานท์แห่งพรอว็องส์"ตั้งแต่ประสูติ ทรงประสูติในวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1755 ที่พระราชวังแวร์ซาย เป็นพระโอรสใน[[หลุยส์ โดแฟ็งแห่งฝรั่งเศส (1729-1765)|หลุยส์ โดแฟ็งแห่งฝรั่งเศสและเจ้าหญิงมารี-โฌเซฟีนแห่งซาวอย พระชายา พระองค์ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศส ผู้ทรงครองราชย์อยู่ในขณะนั้น ในฐานะที่ทรงเป็นพระโอรสในโดแฟ็ง พระองค์ทรงได้รับพระอิสริยยศ ฟิลส์เดอฟร็องส์ เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงเข้ารับพิธีล้างบาปและขนานพระนามเป็นเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาส ซาเวียร์ หกเดือนหลังจากประสูติตามโบราณราชประเพณีของราชวงศ์บูร์บง ที่ไม่ทรงมีพระนามจนกว่าจะเข้าพิธีศีลล้างบาป ด้วยพิธีนี้พระองค์ยังทรงกลายเป็นอัศวินแห่งภาคีแห่งจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ทรงได้รับมอบพระนาม หลุยส์ เนื่องจากเป็นนามปกติของเจ้าชายแห่งฝรั่งเศส พระนาม สตานิสลาส ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าสตานิสลอว์ที่ 1 แห่งโปแลนด์ พระปัยกา และพระนาม ซาเวียร์ ได้ถูกเลือกเพื่อเป็นเกียรติแก่นักบุญฟรันซิสโก คาเบียร์ ผู้ซึ่งพระราชวงศ์ทางฝ่ายพระมารดาทรงยึดเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์[6]

ในช่วงประสูติ เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงอยู่ลำดับที่สี่ในการสืบราชสันตติวงศ์ฝรั่งเศส ต่อจากพระบิดาและพระเชษฐาทั้งสองพระองค์คือ เจ้าชายหลุยส์ โจเซฟ ซาเวียร์ ดยุกแห่งเบอร์กันดีและเจ้าชายหลุยส์ ออกุสต์ ดยุกแห่งแบร์รี พระเชษฐาองค์โตสิ้นพระชนม์ในปีค.ศ. 1761 เจ้าชายหลุยส์ ออกุสต์กลายเป็นรัชทายาทผู้มีสิทธิโดยตรงจากการสิ้นพระชนม์ก่อนวัยอันควรขององค์โดแฟ็ง พระบิดาในปีค.ศ. 1965 การสิ้นพระชนม์ของทั้งสองพระองค์ทำให้เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสกลายเป็นผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์ลำดับที่สอง ในขณะที่เจ้าชายหลุยส์ ออกุสต์ได้รับพระอิสริยยศเป็นโดแฟ็ง[7]

พระบรมสาทิสลักษณ์เคานท์แห่งพรอว็องส์เมื่อทรงพระเยาว์

เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงได้รับความสะดวกสบายภายใต้พระอภิบาล มาดาม เดอ มาร์ซอง พระอภิบาลในพระโอรสธิดาแห่งฝรั่งเศส ซึ่งเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงเป็นที่ชื่นชอบของเธอท่ามกลางพระเชษฐาพระอนุชาทั้งหมดของพระองค์[8] เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงถูกนำออกไปจากพระอภิบาลเมื่อทรงมีพระชนมายุ 7 พรรษา ซึ่งอยู่ในวัยที่ได้รับการศึกษาสำหรับราชนิกุลและชนชั้นขุนนางที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อองตวน เดอ กูวเลน เดอ สเตอร์ เดอ คุสซาด ดยุกแห่งลาวอกูยง พระสหายในพระบิดาของพระองค์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองของเจ้าชาย

เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงเป็นเด็กที่ฉลาด และมีความยอดเยี่ยมในเรื่องคลาสสิก พระองค์ทรงได้รับการศึกษาแบบเดียวกับพระเชษฐา เจ้าชายหลุยส์ ออกุสต์ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วเจ้าชายหลุยส์ ออกุสต์ทรงเป็นองค์รัชทายาทแต่เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสไม่ได้เป็น[8] การศึกษาของเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสค่อนข้างจะเป็นด้านศาสนาโดยปกติ พระอาจารย์หลายคนของพระองค์เป็นนักบวช ลาวอกูยงได้ฝึกฝนเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสและพระเชษฐาพระอนุชาเกี่ยวกับหนทางที่เจ้าชายควรจะ "รู้วิถีทางที่จะสละเรื่องของตนเองเพื่อให้ชื่นชอบในการทำงาน" และ "รู้วิธีที่จะใช้เหตุผลอย่างถูกต้อง"

ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1771 การศึกษาของเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสได้สำเร็จอย่างเป็นทางการและทรงสามารถจัดตั้งครัวเรือนของพระองค์เองอย่างเป็นอิสระ[9] ที่ซึ่งเป็นที่ประหลาดใจในเรื่องของความฟุ่มเฟือย ในปีค.ศ. 1773 ทรงมีข้าราชบริพารถึง 390 คน[10] ในเดือนเดียวกันที่ครัวเรือนของพระองค์ได้จัดตั้งขึ้น เจ้าชายหลุยส์ทรงได้รับพระราชทานพระอิสริยยศมากมายจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 พระอัยกา ได้แก่ ดยุกแห่งอองชู, เคานท์แห่งเมน, เคานท์แห่งเปอร์เช, เคานท์แห่งซีโนเชส์[11] ในระหว่างช่วงพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงเป็นที่รู้จักในพระนาม เคานท์แห่งพรอว็องส์

ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1773 พระองค์ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานแห่งภาคีแห่งแซงต์ลาซารัส

เสกสมรส[แก้]

หลุยส์ เคานท์แห่งพรอว็องส์

ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1771 เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสเสกสมรสกับเจ้าหญิงมาเรีย จูเซปปินาแห่งซาวอย เจ้าหญิงมารี โฌเซฟีน (เป็นพระนามที่รู้จักกันในฝรั่งเศส) เป็นพระราชธิดาในวิกเตอร์ อมาเดอุส ดยุกแห่งซาวอย (ต่อมาคือ พระเจ้าวิกเตอร์ อมาเดอุสที่ 3 แห่งซาร์ดิเนีย) กับเจ้าหญิงมาเรีย อันโตเนีย เฟอร์ดินันดาแห่งสเปน พระชายา

งานเต้นรำที่หรูหราได้ถูกจัดขึ้นตามพิธีเสกสมรสในวันที่ 20 พฤษภาคม[12] เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงรังเกียจพระชายา เนื่องจากทรงเห็นว่าพระนางอัปลักษณ์ น่าเบื่อหน่ายและไร้การศึกษาตามระเบียบราชสำนักแวร์ซาย ชีวิตสมรสยังคงไม่สมบูรณ์มาเป็นเวลาหลายปี ผู้บันทึกชีวประวัติของพระองค์หลายคนไม่เห็นด้วยในความเห็นนี้ ทฤษฎีซึ่งเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคือ เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงถูกกล่าวว่าทรงไร้สมรรถภาพทางเพศ (ตามการศึกษาของแอนโทเนีย ฟราเซอร์) หรือเหตุที่ไม่เต็มพระทัยในการบรรทมกับพระชายาเนื่องจากพระนางสุขอนามัยไม่ดี พระนางไม่ทรงเคยแปรงพระทนต์ ดึงพระขนง หรือทรงใช้น้ำหอมใดๆเลย[13] ในช่วงที่เสกสมรส เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงอ้วนมากและทรงดำเนินเตาะแตะแทนที่จะดำเนินปกติ พระองค์ไม่ทรงเคยออกกำลังกายและยังคงเสวยพระกระยาหารจำนวนมาก[14]

แม้ว่าในความเป็นจริง เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสไม่ทรงหลงใหลในพระชายา แต่พระองค์ได้โอ้อวดว่ายังคงรักษาความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยาอย่างเหนียวแน่น แต่การประกาศเช่นนั้นเกิดขึ้นเมื่อทรงเห็นว่าคุณค่าในตัวพระองค์ลดน้อยลงในหมู่ข้าราชบริพารที่แวร์ซาย นอกจากนี้ยังทรงป่าวประกาศการที่พระชายทรงพระครรภ์ทั้งๆที่ เจ้าชายหลุยส์ ออกุสต์และอาร์กดัชเชสมารี อ็องตัวแน็ตแห่งออสเตรีย พระชายา ยังไม่สมบูรณ์ในชีวิตสมรส[15] โดแฟ็งและเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสมักจะทรงไม่ลงรอยกันและทรงทะเลาะกันบ่อยครั้ง[16] เช่นเดียวกับชายาของทั้งสองพระองค์ด้วย[17] เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสได้ทำให้พระชายาทรงพระครรภ์ในปีค.ศ. 1774 หลังจากทรงเอาชนะความเกลียดชังพระชายาได้ แต่ในที่สุดพระชายาทรงแท้ง[18] การตั้งพระครรภ์ครั้งที่สองเกิดในปีค.ศ. 1781 ซึ่งทรงแท้งเช่นเดียวกัน และการเสกสมรสครั้งนี้ไร้ทายาท[6][19]

ในราชสำนักของพระเชษฐา[แก้]

เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาส เคานท์แห่งพรอว็องส์ ในช่วงรัชกาลพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส

ในวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1774 พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงพระประชวรด้วยโรคฝีดาษและสิ้นพระชนม์ในหลายวันต่อมา วันที่ 10 พฤษภาคม[20] ดอแฟ็ง หลุยส์ ออกุสต์ ทรงสิบราชบัลลังก์ต่อจากพระอัยกาในฐานะ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16[21] ในฐานะที่เป็นพระอนุชาองค์ใหญ่สุดของพระมหากษัตริย์ เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงได้รับพระยศเป็นมองซิเออร์ (Monsieur) พระองค์ทรงปรารถนาที่จะเข้าไปมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างมาก พระองค์พยายามขอพระบรมราชานุญาตให้เข้านั่งในสภาของพระมหากษัตริย์ในปีค.ศ. 1774 แต่ล้มเหลว เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงถูกปล่อยไว้ในสภาวะถูกลืมเลือนทางการเมืองที่พระองค์ทรงเรียกว่า "เป็นช่องว่าง 12 ปีในชีวิตทางการเมืองของข้าพเจ้า"[22] พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงได้รับรายได้ของเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสจากดัชชีแห่งอาล็องซงในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1774 ดัชชีนี้ได้ถูกมอบเพื่อเป็นเกียรติยศแก่เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาส แต่ที่ดินหรือรายได้รับตามระบบศักดินานี้ได้ผลิตเพียง 300,000 livre ต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนที่ต่ำกว่าที่เคยมีมานับตั้งแต่มีรายได้สูงสุดในคริสต์ศตวรรษที่ 14[11]

เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสเสด็จไปทั่วฝรั่งเศสมากกว่าสมาชิกราชวงศ์องค์อื่นๆ ที่แทบจะไม่ค่อยเสด็จออกไปจากแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ ในปีค.ศ. 1774 พระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับคลอทิลด์ไปยังแชมเบรีซึ่งเดินทางไปพบกับเจ้าบ่าวของพระนางคือ ชาร์ลส์ เอ็มมานูเอล เจ้าชายแห่งพีดมอนต์ เป็นองค์รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ซาร์ดิเนีย ในปีค.ศ. 1775 พระองค์เสด็จเยือนลียงพร้อมกับพระปิตุจฉาที่ยังไม่ได้เสกสมรสของพระองค์คือ เจ้าหญิงอาเดลาอีดและเจ้าหญิงวิกตัวร์ในขณะไปผ่อนคลายอิริยาบถในโรงอาบน้ำที่วีชี[10] การเสด็จเยือนแคว้นต่างๆทั้งสี่ครั้งของเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสเกิดขึ้นก่อนปีค.ศ. 1791 ซึ่งรวมระยะเวลาสามเดือน[23]

ในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1778 นายแพทย์ลาซอน แพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระราชินีมารี อ็องตัวแน็ตได้ยืนยันว่าพระนางทรงพระครรภ์[24] ในวันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. สมเด็จพระราชินีมีพระประสูติกาลพระราชธิดา ซึ่งมีพระนามว่า เจ้าหญิงมารี-เตแรซ ชาร์ล็อตแห่งฝรั่งเศสและทรงได้รับพระอิสริยยศ มาดามรัวยาล การประสูติของพระราชธิดาได้คลายความกังวลพระทัยของเคานท์แห่งพรอว็องส์ ผู้ซึ่งยังคงอยู่ในสถานะองค์รัชทายาทในพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นับตั้งแต่กฎหมายแซลิกซึ่งได้ตัดสตรีออกจากสิทธิในการสืบราชบัลลังก์ฝรั่งเศส[25][26] แต่เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงอยู่ในฐานะองค์รัชทายาทไม่นานนัก ในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1781 สมเด็จพระราชินีมารี อ็องตัวแน็ตมีพระประสูติกาลพระราชโอรสคือ ดอแฟ็ง หลุยส์ โจเซฟ เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสและพระอนุชาคือ เคานท์แห่งอาตัวส์ ได้เป็นพระบิดาอุปถัมภ์ในฐานะตัวแทนของจักรพรรดิโยเซฟที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ พระเชษฐาในสมเด็จพระราชินี[27] เมื่อสมเด็จพระราชินีมารี อ็องตัวแน็ตมีพระประสูติกาลพระราชโอรสองค์ที่สองคือ เจ้าชายหลุยส์ ชาร์ล ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1785 ลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ของเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสก็ถูกเลื่อนลงมาอีก[28]

เจ้าหญิงมารี โฌเซฟีน เคานท์เตสแห่งพรอว็องส์ พระชายาในเจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาส วาดโดยฌอง-แบ็ฟติสต์-อังเดร เกาติเยร์ ดี อโกที ในปีค.ศ. 1775

ในปีค.ศ. 1780 อานน์ นอมปาร์ เดอ เคามองต์ เคานท์เตสแห่งบัลบี ได้เข้าเป็นนางสนองพระโอษฐ์ของเจ้าหญิงมารี โฌเซฟีน เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงตกหลุมรักนางสนองพระโอษฐ์คนใหม่ของพระชายาและตั้งเธอให้เป็นพระสนม[29] ส่งผลให้ทั้งคู่มีความรักต่อกันเล็กๆทำให้เกิดการระบายความร้อนที่เกิดขึ้นในใจของทั้งคู๋[30] เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสได้ตั้งพลับพลาสำหรับพระสนมซึ่งจะเป็นที่รู้จักในนามว่า Parc Balbi ที่แวร์ซาย[31]

เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงใช้พระชนม์ชีพอย่างเงียบๆและกิจวัตรประจำวันที่เป็นประจำ ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้นับตั้งแต่พระองค์ประกาศเว้นวรรคทางการเมืองในปีค.ศ. 1774 พระองค์มักจะทรงประทับอยู่ในห้องสมุดขนาดใหญ่ของพระองค์ที่มีหนังสือกว่า 11,000 เล่มที่พลับพลาของบัลบี พระองค์ทรงอ่านหนังสือเป็นเวลาหลายชั่วโมงในตอนเช้าของแต่ละวัน[32] ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1780 พระองค์ยังทรงเป็นหนี้รวมจำนวนมากถึงสิบล้าน livre ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระเชษฐาทรงชำระให้[33]

เจ้าชายหลุยส์ทรงร่วมทุนในเครื่องถ้วยเปลือกไข่ลายหนักซึ่งถูกเรียกว่า "ปอร์ชเลนเดอเมอซีเยอ" (Porcelaine de Monsieur) ในภาพตัวอย่างมาจากค.ศ. 1780

สภาชนชั้นสูง (สมาชิกประกอบด้วยเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง, นายกเทศมนตรี, ขุนนางและพระ) ได้มีการเปิดประชุมขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1787 เพื่อให้สัตยาบันในการปฏิรูปด้านการคลังตามข้อเสนอของเสนาบดีการคลัง ชาร์ล อเล็กซองดร์ เดอ คาโลน เหตุการณ์นี้ทำให้เคานท์แห่งพรอว็องส์ ผู้ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปที่รุนแรงของคาโลน ซึ่งเป็นโอกาสที่ทรงรอคอยมานานในการสร้างอำนาจทางการเมืองของพระองค์[34] การปฏิรูปทำให้เกิดภาษีทรัพย์สินรูปแบบใหม่[35] และเลือกสมาชิกสภาแคว้นใหม่ซึ่งจะมีการอภิปรายในเรื่องการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น [36] ข้อเสนอของคาโลนถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงโดยกลุ่มชนชั้นสูงและเป็นผลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงปลดเขาออกจากตำแหน่ง อาร์กบิชอปแห่งตูลูซ เอเตียง ชาร์ล เดอ โลมีนี เดอ เบรียง ได้เข้ารับตำแหน่งงานของคาโลน เบรียงพยายามกอบกู้การปฏิรูปของคาโลน แต่ในที่สุดก็ล้มเหลวที่จะโน้มน้าวให้ชนชั้นสูงยอมรับในการปฏิรูป พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงผิดหวังและประกาศยุบสภา[37]

การปฏิรูปของเบรียงได้ถูกส่งผ่านไปยังปาร์เลเมนต์แห่งปารีสด้วยหวังว่าแนวทางปฏิรูปจะได้รับการอนุมัติ (ปาร์เลเมนต์มีส่วนรับผิดชอบในการให้สัตยาบันในพระราชกฤษฎีกาของกษัตริย์ แต่ละแคว้นมีปาร์เลเมนต์ของตนเอง แต่ปาร์เลเมนต์แห่งปารีสเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด) ปาร์เลเมนต์แห่งปารีสปฏิเสธที่จะยอมรับข้อเสนอของเบรียงและที่เด่นชัดคืออัตราการเก็บภาษีใหม่ที่จะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาฐานันดร (รัฐสภาในนามของฝรั่งเศส) พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และเบรียงทำท่าทีเป็นศัตรูกับการปฏิเสธครั้งนี้ และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงดำเนินการ "ลีเดอจัสติส" (Lit de justice) ซึ่งถือเป็นการทำให้พระราชกฤษฎีกามีผลอย่างอัตโนมัติในปาร์เลเมนต์แห่งปารีส เพื่อให้สัตยาบันในความต้องการที่จะปฏิรูป ในวันที่ 8 พฤษภาคม สมาชิกชนชั้นสูงสองคนในปาร์เลเมนต์แห่งปารีสถูกจับกุม เกิดการจลาจลในแคว้นเบรอตาญ, แคว้นพรอว็องส์, แคว้นบูร์กอญและแคว้นเบอาร์นซึ่งเป็นผลกระทบจากการจับกุมครั้งนี้ การก่อความไม่สงบครั้งนี้นำโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและขุนนางท้องถิ่น ซึ่งก่อกบฏเพื่อต่อต้านลีเดอจัสติสซึ่งไม่เอื้อผลประโยชน์ให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและขุนนางท้องถิ่น กลุ่มพระก็ได้เข้าร่วมการจลาจลและประณามแนวทางปฏิรูปภาษีของเบรียง เบรียงได้พ่ายแพ้ในเดือนกรกฎาคมและตกลงที่จะเรียกประชุมสภาฐานันดรในปีค.ศ. 1789 เขาลาออกจากตำแหน่งในเดือนสิงหาคม และแทนที่ด้วยเสนาบดีการคลังชาวสวิส ฌาคส์ เน็คเกร์[38]

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1788 มีการประชุมสภาชนชั้นสูงครั้งที่สองโดยเน็คเกร์ เพื่อพิจารณาการประชุมสภาฐานันดรในลำดับต่อไป[39] ปาร์เลเมนต์แห่งปารีสได้แนะนำว่าฐานันดรควรจะเป็นเช่นเดิมนับตั้งแต่การประชุมครั้งสุดท้ายในปีค.ศ. 1614 (ซึ่งหมายความว่าพระและขุนนางสามารถมีผู้แทนมากกว่าฐานันดรที่สาม)[40]ชนชั้นสูงปฏิเสธข้อเสนอ "ผู้แทนร่วม" เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลาสทรงเป็นชนชั้นสูงเพียงพระองค์เดียวที่ลงคะแนนเสียงให้เพิ่มจำนวนผู้แทนฐานันดรที่สาม[41] เน็คเกร์เพิกเฉยการตัดสินของชนชั้นสูงและเชื่อว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จะทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เพิ่มผู้แทนเป็นการพิเศษ ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ทรงทำอย่างที่คาดไว้ในวันที่ 27 ธันวาคม[42]

การเกิดขึ้นอย่างรุนแรงของการปฏิวัติฝรั่งเศส[แก้]

ดูบทความหลักที่: การปฏิวัติฝรั่งเศส

การประชุมสภาฐานันดรได้เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1789 ในการให้สัตยาบันที่จะปฏิรูปทางการคลัง[43] เคานท์แห่งพรอว็องส์ทรงมีจุดยืนอย่างหนักแน่นในการต่อต้านฐานันดรที่สามและข้อเรียกร้องในการปฏิรูปภาษี ในวันที่ 17 มิถุนายน ฐานันดรที่สามได้ประกาศตนเองเป็น สมัชชาแห่งชาติ เป็นสภาที่ไม่ใช่สำหระบฐานันดรแต่สำหรับประชาชน

เคานท์แห่งพรอว็องส์ทรงเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์ดำเนินการต่อต้านการประกาศตนครั้งนี้อย่างแข็งขัน ในขณะที่เสนาบดีที่มีชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์ ฌาคส์ เน็คเกร์ ได้มีความตั้งใจที่จะประนีประนอมกับสภาใหม่ที่ถูกประกาศขึ้นนี้ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงลังเลพระทัยอย่างที่เป็นมา ในวันที่ 9 กรกฎาคม สมัชชาได้ประกาศตั้งตนเองเป็น สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ที่จะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส ในวันที่ 11 กรกฎาคม พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงปลดเน็คเกร์ออกจากตำแหน่ง ทำให้เกิดการจลาจลไปทั่วกรุงปารีส ในวันที่ 12 กรกฎาคม ได้มีการใช้ดาบเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงที่สวนตุยเลอรีส์โดยกองทหารของชาร์ล เออแฌน เจ้าชายแห่งล็องแบ็สก์ได้จุดชนวนทำให้เกิดเหตุการณ์การทลายคุกบัสตีย์ในสองวันถัดมา[44][45]

ในวันที่ 16 กรกฎาคม เคานท์แห่งอาตัวส์เสด็จออกจากฝรั่งเศสพร้อมพระชายาและพระโอรส รวมทั้งข้าราชบริพารมากมาย[46] เคานท์แห่งอาตัวส์และครอบครัวเสด็จไปพำนักที่ตูริน เมืองหลวงของพระสัสสุระ ราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย และพำนักด้วยกันกับครอบครัวของเจ้าชายแห่งกงเต[47]

เคานท์แห่งพรอว็องส์ตัดสินพระทัยที่จะยังประทับอยู่ที่แวร์ซาย[48] เมื่อพระราชวงศ์วางแผนที่จะหลบหนีออกจากแวร์ซายไปยังแม็ส เคานท์แห่งพรอว็องส์ทรงแนะนำไม่ให้พระมหากษัตริย์เสด็จไป ซึ่งพระองค์ก็ทรงทำตามคำแนะนำ[49]

พระราชวงศ์ถูกบังคับให้เสด็จออกจากแวร์ซายเมื่อเกิดเหตุการณ์การเดินขบวนของสตรีไปยังแวร์ซายในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1789[50] พระราชวงศ์กลับมาประทับที่ปารีสอีกครั้ง ซึ่งเคานท์แห่งพรอว็องส์และพระชายาได้เข้าประทับในพระราชวังลุกซ็องบูร์ ในขณะที่พระราชวงศ์ที่เหลือประทับที่พระราชวังตุยเลอรีส์[51] ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1791 สมัชชาแห่งชาติได้ผ่านกฎหมายจัดตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแก่หลุยส์ ชาร์ลในกรณีที่พระราชบิดาสวรรคต ในการที่ทรงครองราชย์เมื่อขณะทรงพระเยาว์ กฎหมายนี้ได้ตั้งผู้สำเร็จราชการจากพระญาติฝ่ายชายที่ใกล้ชิดหลุยส์ ชาร์ลที่สุดในฝรั่งเศส (ในขณะนั้นคือเคานท์แห่งพรอว็องส์) และคนต่อมาคือหลุยส์ ฟิลิปที่ 2 ดยุกแห่งออร์เลอ็อง (ข้ามเคานท์แห่งอาตัวส์) ถ้าหากดยุกแห่งออร์เลอ็องไม่สามารถปฏิบัติราชกิจได้ คณะผู้สำเร็จราชการจะมาจากการเลือกตั้ง[52]

เคานท์แห่งพรอว็องส์และพระชายาเสด็จหนีไปยังเนเธอร์แลนด์ของออสเตรียร่วมกับพระราชวงศ์ แต่พระราชวงศ์ได้ล้มเหลวในเหตุการณ์การเสด็จสู่วาแรนในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1791[53]

ลี้ภัย[แก้]

ช่วงแรก[แก้]

เมื่อเคานท์แห่งพรอว็องส์เสด็จถึงกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำ พระองค์ได้ประกาศตนเป็นผู้สำเร็จราชการแห่งฝรั่งเศสโดยพฤตินัย พระองค์ใช้ประโยชน์จากเอกสารที่พระองค์และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเขียนไว้[54] ก่อนที่จะล้มเหลวในเหตุการณ์การเสด็จสู่วาแรน เอกสารนี้ได้แต่งตั้งให้พระองค์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในกรณีที่พระเชษฐาสวรรคตหรือไม่สามารถประกอบราชกิจในฐานะกษัตริย์ได้ พระองค์ทรงร่วมกับเจ้าชายองค์อื่นๆที่เสด็จลี้ภัยที่โคเบลซ์เวลาไม่นานหลังจากที่พระองค์ทรงลี้ภัย ซึ่งรวมทั้งเคานท์แห่งอาตัวส์และเจ้าชายแห่งกงเตได้ประกาศเจตจำนงค์ที่จะบุกฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกคุกคามด้วยการกระทำของพระอนุชาอย่างมาก เคานท์แห่งพรอว็องส์ทรงส่งผู้แทนไปยังราชสำนักต่างๆเพื่อขอความช่วยเหลือทางการเงิน ทางการทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ เคานท์แห่งอาตัวส์ทรงได้รับปราสาทสำหรับลี้ภัยในรัฐผู้คัดเลือกเทรียร์ ซึ่งเจ้าชายคลีเมนซ์ เวนสเลาสแห่งแซกโซนี ผู้เป็นพระมาตุลา ทรงเป็นอาร์กบิชอปผู้คัดเลือกในขณะนั้น กิจกรรมของคณะผู้พลัดถิ่นก็ได้ผลเมื่อพระประมุขแห่งปรัสเซียและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้มารวมตัวกันที่เดรสเดิน ได้มีการออกประกาศแห่งพิลล์นิตซ์ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1791 ซึ่งกระตุ้นให้ยุโรปเข้าไปแทรกแซงฝรั่งเศสถ้าหากพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชวงศ์ถูกคุกคาม การสนับสนุนในประกาศนี้ของเคานท์แห่งพรอว็องส์ไม่ได้รับการตอบรับในทางที่ดีนักในฝรั่งเศสทั้งจากประชาชนธรรมดาหรือแม้กระทั่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เอง[55]

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1792 สภานิติบัญญัติได้ประกาศว่าผู้พลัดถิ่นทุกคนเป็นผู้ทรยศฝรั่งเศส ทรัพย์สินและตำแหน่งของบุคคลเหล่านี้จะถูกยึด[56] สถาบันพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศสถูกยกเลิกโดยสภากงว็องซียงแห่งชาติในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1792[57]

พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงถูกตัดสินประหารชีวิตในเดือนมกราคม ค.ศ. 1793 ทำให้เจ้าชายหลุยส์ ชาร์ล พระโอรสกลายเป็นพระมหากษัตริย์เพียงในนาม เหล่าเจ้าชายผู้พลัดถิ่นได้ประกาศให้เจ้าชายหลุยส์ ชาร์ลทรงเป็น "พระเจ้าหลุยส์ที่ 17 แห่งฝรั่งเศส" ในช่วงนี้เคานท์แห่งพรอว็องส์ทรงประกาศแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่งตั้งพระองค์เองเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระราชนัดดา ซึ่งทรงพระเยาว์เกินไปในฐานะประมุขแห่งราชวงศ์บูร์บง[58]

หลุยส์ ชาร์ลสวรรคตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1795 พระเชษฐภคินีพระองค์เดียวที่ยังทรงพระชนม์อยู่คือ เจ้าหญิงมารี-เตแรซ ซึ่งไม่ถูกพิจารณาในฐานะผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์เพราะความยึดมั่นในกฎหมายแซลิกตามโบราณราชประเพณีฝรั่งเศส ดังนั้นในวันที่ 16 มิถุนายน เหล่าเจ้าชายผู้พลัดถิ่นได้ประกาศให้เคานท์แห่งพรอว็องส์เป็น "พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส" พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงได้รับการยอมรับหลังจากการประกาศนั้น[59] พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงร่างแถลงการณ์ตอบสนองต่อการสวรรคตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 17 แถลงการณ์นี้รู้จักกันในชื่อ "การประกาศแห่งเวโรนา" ซึ่งเป็นความพยายามของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของพระองค์ต่อประชาชนชาวฝรั่งเศส การประกาศแห่งเวโรนาได้เรียกร้องให้ฝรั่งเศสกลับเข้าสู่ร่มเงาของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ "ซึ่งเป็นเวลากว่าสิบสี่ศตวรรษที่รุ่งโรจน์ของฝรั่งเศส"[17]

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงเจรจาให้ปล่อยเจ้าหญิงมารี-เตแรซออกจากที่คุมขังในปารีสในปีค.ศ. 1795 พระองค์ปรารถนาให้เจ้าหญิงเสกสมรสกับพระญาติของพระนางคือ หลุยส์ อ็องตวน ดยุกแห่งอ็องกูแลม พระโอรสในเคานท์แห่งอาตัวส์ พระเจ้าหลุยส์ทรงกล่าวเท็จต่อพระราชนัดดาโดยทรงบอกพระนางว่าความปรารถนาสุดท้ายของพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระนางคือ การให้พระนางเสกสมรสกับหลุยส์ อ็องตวน และเจ้าหญิงทรงตอบรับที่จะปฏิบัติตามความปรารถนาของพระปิตุลา[60]

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงถูกบังคับให้เสด็จออกจากเวโรนาเมื่อนโปเลียน โบนาปาร์ตเข้ารุกรานสาธารณรัฐเวนิสในปีค.ศ. 1796[61]

ค.ศ. 1796 - 1807[แก้]

พระราชวังเยลกาวา ที่ประทับของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ตั้งแต่ค.ศ. 1798 ถึงค.ศ. 1801 และตั้งแต่ค.ศ. 1804 ถึงค.ศ. 1807

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงพยายามเข้าแย่งชิงสิทธิในการดูแลพระราชนัดดา เจ้าหญิงมารี-เตแรซ นับตั้งแต่ที่พระนางทรงถูกปล่อยพระองค์ออกมาจากเทมเปิลทาวเวอร์ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1795 พระเจ้าหลุยส์ทรงประสบความสำเร็จเมื่อจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ตกลงที่จะสละสิทธิในการดูแลในปีค.ศ. 1796 เจ้าหญิงทรงประทับอยู่ในเวียนนาพร้อมกับพระญาติราชวงศ์ฮับส์บูร์กนับตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 1796[61] พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงย้ายไปประทับที่บลานเคนบูร์กในดัชชีเบราน์ชไวก์หลังจากที่ที่เสด็จออกมาจากเวโรนา พระองค์ประทับในอพาร์ทเมนต์เล็กๆขนาดสองห้องนอนบนร้านค้า[62] พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงถูกบังคับให้เสด็จออกจากบลานเคนบูร์กเมื่อพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 2 แห่งปรัสเซียสวรรคต ในช่วงเวลานี้เจ้าหญิงมารี-เตแรซทรงตัดสินพระทัยที่จะรอเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะไปประทับกับพระปิตุลา[63]

ในปีค.ศ. 1798 พระเจ้าซาร์พอลที่ 1แห่งจักรวรรดิรัสเซียได้เสนอให้พระเจ้าหลุยส์สามารถประทับที่พระราชวังเยลกาวาในคลาวแลนด์ (ปัจจุบันคือลัตเวีย) พระเจ้าซาร์พอลที่ 1 ทรงรับรองความปลอดภัยของพระเจ้าหลุยส์และทรงมอบพระราชทรัพย์ช่วยเหลืออย่างพระทัยกว้าง[62] แต่ในภายหลังพระเจ้าซาร์ก็ทรงยกเลิกการมอบพระราชทรัพย์ส่วนนี้ให้[64] เจ้าหญิงมารี-เตแรซเสด็จมาประทับร่วมกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ได้ในที่สุดที่เยลกาวาในปีค.ศ. 1799[65] ในฤดูหนาว ปีค.ศ. 1798 - 1799 พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ได้พระราชนิพนธ์พระประวัติของพระนางมารี อ็องตัวแน็ตในชื่อว่า Réflexions Historiques sur Marie Antoinette พระองค์พยายามสร้างราชสำนักแวร์ซายที่เยลกาวา ที่ซึ่งมีข้าราชบริพารเก่าแก่ร่วมอาศัยอยู่ด้วย มีการรื้อฟื้นประเพณีราชสำนักขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งพิธี lever และ coucher (ประเพณีที่มาพร้อมกับการตื่นบรรทมและการเข้าบรรทมตามลำดับ)[66]

เจ้าหญิงมารี-เตแรซเสกสมรสกับหลุยส์ อ็องตวน พระญาติ ในวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1799 ที่พระราชวังเยลกาวา พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงมีพระบัญชาให้พระมเหสีเข้าร่วมพิธีเสกสมรสในคลาวแลนด์โดยไม่มีพระสหายสนิทอย่างยาวนานของพระนาง (และเล่าลือกันว่าเป็นคู่รักของพระนาง) คือ มาร์เกอริต เดอ โกบิยง สมเด็จพระราชินีมารี โฌเซฟีนทรงประทับแยกกับพระสวามีที่ชเลสวิก-โฮลชไตน์ พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงพยายามอย่างยิ่งที่จะแสดงให้โลกได้เห็นครอบครัวราชวงศ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน สมเด็จพระราชินีทรงปฏิเสธที่จะเสด็จไปโดยทิ้งพระสหายของพระนางไว้เบื้องหลังโดยทรงเกรงว่าอาจจะทำให้เกิดผลที่ไม่น่าพอใจหากจะกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในพิธีเสกสมรส[67] พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงทราบดีว่าหลุยส์ อ็องตวน พระนัดดาไม่ทรงเข้ากันได้กับเจ้าหญิงมารี-เตแรซ อย่างไรก็ตาม พระองค์ยังทรงผลักดันให้เกิดการเสกสมรสขึ้น ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าเป็นชีวิตสมรสที่ไม่มีความสุขและไม่มีทายาทร่วมกัน[68]

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงพยายามริเริ่มติดต่อกันทางจดหมายกับนโปเลียน โบนาปาร์ต (ในช่วงนี้เขาเป็น กงสุลฝรั่งเศสคนที่หนึ่ง) ในปีค.ศ. 1800 พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงกระตุ้นให้โบนาปาร์ตฟื้นฟูราชบัลลังก์บูร์บงแก่พระองค์ แต่จักรพรรดิในอนาคตก็ไม่สนใจคำขอของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 และยังคงรวบอำนาจของเขาในฐานะประมุขของฝรั่งเศสต่อไป[69]

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงสนับสนุนให้เจ้าหญิงพระนัดดาทรงนิพนธ์บันทึกความทรงจำของพระนาง เพื่อที่พระองค์จะใช้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อสำหรับราชวงศ์บูร์บง ในปีค.ศ. 1796 และค.ศ. 1803 พระเจ้าหลุยส์ยังทรงใช้บันทึกประจำวันของผู้ดูแลพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ครั้งสุดท้ายในทางเดียวกันด้วย[66] ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1801 พระเจ้าซาร์พอลทรงตรัสกับพระเจ้าหลุยส์ว่าพระองค์คงอยู่ในรัสเซียไม่ได้อีกต่อไป ราชสำนักเยลกาวามีทุนทรัพย์น้อยมากซึ่งจะต้องมีการประมูลขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อที่จะมีเงินทุนในการเดินทางออกจากรัสเซีย แม้กระทั่งเจ้าหญิงมารี-เตแรซยังทรงขายสร้อยพระศอเพชรที่จักรพรรดิพอลทรงประทานให้เป็นของกำนัลวันเสกสมรสของพระนาง[64]

เจ้าหญิงมารี-เตแรซทรงชักจูงให้สมเด็จพระราชินีหลุยส์แห่งปรัสเซียมีพระอนุญาตให้พระราชวงศ์ของพระนางลี้ภัยในดินแดนปรัสเซีย สมเด็จพระราชินีหลุยส์ทรงยินยอมแต่เชื้อพระวงศ์บูร์บงต้องใช้นามแฝง โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงใช้พระยศ "กงเตเดอไอเล" (Comte d'Isle; ซึ่งเป็นยศที่ตั้งตามทรัพย์สินของพระองค์ในล็องก์ด็อก) และบางครั้งทรงใช้พระยศ "กงเตเดอลีล" (Comte de Lille)[70] พระองค์และพระราชวงศ์ได้ประทับอยู่ในวอร์ซอ ซึ่งในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นปรัสเซียใต้พระราชวังลาเซียนกีตั้งแต่ปีค.ศ. 1801 ถึงค.ศ. 1804 หลังจากเดินทางมาจากเยลกาวาอย่างยากลำบาก[71] ตามบันทึกของวีรีเดียนนา ฟิสเซโรวา ซึ่งมีชีวิตอยู่ร่วมสมัยนั้น เจ้าหน้าที่ของปรัสเซียซึ่งต้องการถวายพระเกียรติหลังจากที่เสด็จมาถึง ได้จัดให้มีการแสดงดนตรี โดยต้องการจะบรรเลงเพลงชาติและเพลงปลุกใจในความรักชาติ ได้เลือกเพลงลามาร์แซแยซซึ่งเป็นเพลงประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 เพื่อพาดพิงถึงทั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 โดยตรง แต่ในภายหลังพวกเขาก็ขออภัยโทษในความผิดพลาดครั้งนี้[70]

พระราชวังลาเซียนกี ที่ประทับของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ตั้งแต่ค.ศ. 1801 ถึงค.ศ. 1804

เวลาไม่นานหลังจากที่เสด็จมาถึง พระราชวงศ์ก็ได้รับข่าวการสวรรคตของพระเจ้าซาร์พอลที่ 1 พระเจ้าหลุยส์ทรงหวังว่าผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากพระเจ้าซาร์พอล คือ พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 จะยกเลิกการเนรเทศราชวงศ์บูร์บงที่พระราชบิดาของพระองค์ได้กระทำไว้ (ในภายหลังพระองค์ทรงยกเลิกจริง) พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงตั้งพระทัยที่จะออกเดินทางไปยังราชอาณาจักรเนเปิลส์ เคานท์แห่งอาตัวส์ทรงขอให้พระเจ้าหลุยส์ส่งพระราชโอรสของพระองค์ หลุยส์ อ็องตวนและเจ้าหญิงมารี-เตแรซ พระสุนิสา มาพบพระองค์ที่เอดินบะระ แต่ในช่วงนี้ก็ไม่ได้เสด็จไป เคานท์แห่งอาตัวส์ทรงได้รับพระราชทานทรัพย์จากพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรและทรงส่งทรัพย์บางส่วนไปให้พระเจ้าหลุยส์ ราชสำนักพลัดถิ่นของพระเจ้าหลุยส์ได้ถูกสอดแนมโดยเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส[72] ราชสำนักพลัดถิ่นได้รับการสนับสนุนทางการเงินส่วนใหญ่จากดอกเบี้ยจากหนี้ที่จักรพรรดิฟรานซิสที่ 2 ทรงติดค้างต่อพระนางมารี อ็องตัวแน็ต พระปิตุจฉาของพระองค์ ซึ่งได้ถูกเอาออกไปจากฝรั่งเศสและมีการตัดค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ[73]

ในปีค.ศ. 1803 นโปเลียนพยายามบังคับให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 สละสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศส แต่พระเจ้าหลุยส์ปฏิเสธ[74] ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1804 นโปเลียน โบนาปาร์ตสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 และพระนัดดาเดินทางไปยังสวีเดนในเดือนกรกฎาคมเพื่อทำการประชุมเชื้อพระวงศ์บูร์บง ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 เคานท์แห่งอาตัวส์และดยุกแห่งอ็องกูแลมออกแถลงการณ์ประณามการตัดสินใจของนโปเลียนในการสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิ[75] กษัตริย์ปรัสเซียทรงออกแถลงการณ์ให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 เสด็จออกไปจากแผ่นดินปรัสเซียซึ่งก็คือต้องเสด็จออกจากวอร์ซอ พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ทรงเชิญให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 เสด็จมาประทับที่เยลกาวาดังเดิม พระเจ้าหลุยส์ต้องทรงดำรงพระชนม์ชีพในเงื่อนไขที่ใจกว้างน้อยกว่าในสมัยของพระเจ้าซาร์พอลที่ 1 ที่ทรงมีความสุข และพระองค์ตัดสินพระทัยเสด็จไปยังอังกฤษโดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้[76]

เมื่อเวลาผ่านไป พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงตระหนักว่าฝรั่งเศสไม่ยอมรับในความพยายามกลับไปสู่ระบอบเก่า หรือ อองเซียงเรฌีม ดังนั้นพระองค์จึงทรงสร้างนโยบายอีกครั้งในปีค.ศ. 1805 ด้วยมุมมองในการอ้างสิทธิในราชบัลลังก์โดยมีคำประกาศซึ่งมีความเป็นเสรีนิยมมากกว่าแผนการครั้งก่อนหน้าของพระองค์ ซึ่งเป็นการปฏิเสธคำประกาศแห่งเวโรนา โดยสัญญาว่าจะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ยังคงรักษาระบบการบริหารและตุลาการแบบจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 มีการลดภาษี การกำจัดเรือนจำทางการเมือง และรับประกันว่าจะนิรโทษกรรมทุกคนที่ไม่ได้ต่อต้านการฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บง การแสดงความคิดเห็นต่อประกาศนี้มีจำนวนมากรวมทั้ง เคานท์แห่งอวาเรย์ ผู้ช่วยเหลือพระเจ้าหลุยส์ขณะลี้ภัยที่ทรงสนิทที่สุด[77]

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงถูกบังคับให้เสด็จออกจากเยลกาวาอีกครั้งเมื่อพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์แห่งรัสเซียทรงตรัสกับพระองค์ว่าไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของพระองค์บนภาคพื้นทวีปยุโรปได้ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1807 พระเจ้าหลุยส์ทรงขึ้นเรือฟริเกตของสวีเดนไปยังสตอกโฮล์ม โดยเสด็จไปกับดยุกแห่งอ็องกูแลม เพียงพระองค์เดียว พระเจ้าหลุยส์ไม่ทรงประทับอยู่ที่สวีเดนนานนัก พระองค์เสด็จถึงเกรทยาร์เมานท์ นอร์ฟอล์ก อังกฤษ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1807 พระองค์ประทับที่กอสฟิลด์ฮอล โดยทรงเช่าจากมาควิสแห่งบักกิงแฮม[78]

อังกฤษ[แก้]

บ้านฮาร์ทเวล บักกิงแฮมเชอร์ ราชสำนักพลัดถิ่นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงประทับที่นี่ตั้งแต่ค.ศ. 1808 จนกระทั่งการฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บง

พระเจ้าหลุยส์ทรงพาพระมเหสี สมเด็จพระราชินีมารี โฌเซฟีนมาจากยุโรปภาคพื้นทวีปในปีค.ศ. 1808 พระเจ้าหลุยส์ทรงประทับที่กอสฟิลด์ฮอลไม่นานนัก พระองค์ได้ย้ายไปประทับที่บ้านฮาร์ทเวลในบักกิงแฮมเชอร์ ซึ่งมีข้าราชบริพารมากกว่าร้อยคนอาศัยร่วมด้วย[79] พระองค์ทรงจ่ายค่าเช่าจำนวน 500 ปอนด์ทุกปีแก่เจ้าของบ้านคือ เซอร์จอร์จ ลี เจ้าชายแห่งเวลส์ (อนาคตคือ พระเจ้าจอร์จที่ 4 แห่งสหราชอาณาจักร) ทรงเห็นพระทัยแก่เชื้อพระวงศ์บูร์บงที่ลี้ภัยมาก ในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าชายผู้สำเร็จราชการ พระองค์ได้มอบสิทธิให้ที่ลี้ภัยถาวรและทรงมอบเบี้ยค่าใช้จ่ายประจำอย่างเต็มที่[80]

เคานท์แห่งอาตัวส์ไม่ได้ทรงร่วมราชสำนักพลัดถิ่นที่ฮาร์ทเวล ทรงเลือกที่จะใช้พระชนม์ชีพเรียบง่ายในลอนดอน พระสหายของพระเจ้าหลุยส์ เคานท์แห่งอวาเรย์ ได้ออกจากฮาร์ทเวลไปยังมาเดราในปีค.ศ. 1809 และถึงแก่กรรมที่นั่นในปีค.ศ. 1811 ผู้ที่มาแทนอวาเรย์คือ กงเตเดอบลากาส ในฐานะที่ปรึกษาทางการเมืองของพระองค์ สมเด็จพระราชินีมารี โฌเซฟีนสิ้นพระชนม์ในวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1810[81] ในฤดูหนาวเดียวกัน พระเจ้าหลุยส์ทรงทรมานจากโรคเกาต์อย่างมากซึ่งเป็นอาการประชวรที่เกิดขึ้นเมื่อทรงประทับที่ฮาร์ทเวลและพระองค์ต้องทรงประทับบนรถเข็น[82]

จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ได้เข้ารุกรานรัสเซียในปีค.ศ. 1812 สงครามครั้งนี้ได้เป็นตัวพิสูจน์ถึงจุดเปลี่ยนในโชคชะตาของพระองค์ เนื่องจากการรุกรานที่ล้มเหลวอย่างน่าทุกข์ใจและจักรพรรดินโปเลียนจำต้องถอนทัพกลับในสภาพยับเยิน

ในปีค.ศ. 1813 พระเจ้าหลุยส์ทรงออกประกาศที่ฮาร์ทเวล "คำประกาศแห่งฮาร์ทเวล"มีความเป็นเสรีนิยมมากกว่า "คำประกาศในปีค.ศ. 1805" โดยทรงยืนยันว่าทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่แก่นโปเลียนหรือสาธารณรัฐจะไม่ต้องรับผลจากการปฏิบัติหน้าที่ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ถือครอง Biens nationaux (ที่ดินที่ยึดมาจากขุนนางและพระในช่วงการปฏิวัติ) ที่จะได้รับการชดเชยในสิ่งที่สูญเสียไป[83]

กองทัพพันธมิตรได้เข้าสู่กรุงปารีสในวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 1814[84] ถึงแม้ว่าพระเจ้าหลุยส์ไม่ทรงสามารถพระดำเนินได้ แต่พระองค์ก็ส่งเคานท์แห่งอาตัวส์ไปยังฝรั่งเศสในเดือนมกราคม ค.ศ. 1814 พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงมีพระราชหัตถเลขาแต่งตั้งเคานท์แห่งอาตัวส์เป็นนายพลแห่งราชอาณาจักรในช่วงการฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บง จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 สละราชบัลลังก์ในวันที่ 11 เมษายน ห้าวันถัดมา วุฒิสภาฝรั่งเศสได้ทูลเชิญพระราชวงศ์บูร์บงเสด็จกลับคืนสู่ราชบัลลังก์ฝรั่งเศส[85]

การฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บง[แก้]

ดูบทความหลักที่: การฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บง

การฟื้นฟูครั้งที่หนึ่ง[แก้]

ภาพอุปมานิทัศน์การกลับมาของราชวงศ์บูร์บงในวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1814 : พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงยกฝรั่งเศสขึ้นมาจากซากปรักหักพัง วาดโดย หลุยส์-ฟิลิปป์ เครปิน

เคานท์แห่งอาตัวส์ทรงปกครองในฐานะนายพลแห่งราชอาณาจักรจนกระทั่งพระเชษฐาเสด็จถึงปารีสในวันที่ 3 พฤษภาคม เมื่อทรงเสด็จกลับ พระมหากษัตริย์ทรงแสดงพระองค์ต่อข้าราชบริพารโดยทรงจัดขบวนเสด็จผ่านเมือง พระองค์ประทับที่พระราชวังตุยเลอรีส์ในวันเดียวกัน ดัชเชสแห่งอ็องกูแลม พระราชนัดดาทรงหมดสติเมื่อทอดพระเนตรเห็นตุยเลอรีส์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระนางประทับในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส[86]

วุฒิสภาของนโปเลียนได้เชิญพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 คืนสู่ราชบัลลังก์ด้วยเงื่อนไขว่าพระองค์จะต้องยอมรับรัฐธรรมนูญที่นำมาซึ่งการรับรองสาธารณรัฐและจักรวรรดิ ยอมรับการเลือกตั้งในระบบสองสภาทุกปี และยอมรับในธงไตรรงค์ของระบอบการปกครองดังกล่าว[87] พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงต่อต้านรัฐธรรมนูญของวุฒิสภาและทรงระบุว่าพระองค์ทรง "กำลังยุบวุฒิสภาปัจจุบันในอาชญากรรมทั้งหมดที่ก่อขึ้นโดยโบนาปาร์ตและทรงทำตามเสียงเรียกร้องของชาวฝรั่งเศส" รัฐธรรมนุญฉบับวุฒิสภาถูกเผาในโรงละครโดยกลุ่มกษัตริย์นิยมบอร์โดซ์ และสภาเทศบาลแห่งลียงได้ลงคะแนนในสุนทรพจน์ที่สบประมาทวุฒิสภา[88]

มหาอำนาจผู้ยึดครองปารีสได้เรียกร้องให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงประกาศใช้รัฐธรรมนูญ[89] พระเจ้าหลุยส์ทรงตอบสนองด้วยกฎบัตรปีค.ศ. 1814 ซึ่งมีบทบัญญัติที่แสดงถึงความก้าวหน้าจำนวนมาก เช่น เสรีภาพในการนับถือศาสนา, ฝ่ายนิติบัญญัติที่ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร[90]และสภาขุนนาง[91], สื่อพึงพอใจในเสรีภาพ และบทบัญญัติ Biens nationaux[92]ที่จะยังคงอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเจ้าของปัจจุบัน[93] รัฐธรรมนูญมี 76 มาตรา การจัดเก็บภาษีต้องมีการลงมติโดยสภา ศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกจะเป็นศาสนาประจำชาติฝรั่งเศส การที่จะมีสิทธิเป็นสมาชิกสภาผู้แทน คนหนึ่งๆต้องจ่ายเงินจำนวน 1,000 ฟรังก์ต่อปีเป็นภาษี และต้องมีอายุครบ 40 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งขุนนางเข้าไปยังสภาขุนนางตามพื้นฐานการสืบสายโลหิตหรือดำรงอยู่ตลอดชีพตามดุลยพินิจของพระองค์ ผู้แทนจะมีการเลือกตั้งทุกๆ 5 ปี และหนึ่งในห้าจะมีการเลือกตั้งทุกปี[94] มีพลเมือง 90,000 คนมีสิทธิลงคะแนนเสียง[95]

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงลงพระนามในสนธิสัญญาปารีสในวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1814 สนธิสัญญาได้ให้พรมแดนฝรั่งเศสอยู่ตามปีค.ศ. 1792 ซึ่งมีพรมแดนขยายไปทางตะวันออกของแม่น้ำไรน์ ประเทศไม่ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามและการยึดครองของพันธมิตรที่หกจะถอนตัวทันทีจากแผ่นดินฝรั่งเศส ข้อตกลงที่ใจกว้างนี้จะถูกย้อนกลับมาใช้ในสนธิสัญญาปารีสครั้งต่อไปหลังสมัยร้อยวัน (นโปเลียนกลับคืนสู่ฝรั่งเศสในปีค.ศ. 1815)[96]

ในเวลาไม่นานนัก พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงกลับไปคำนึงถึงหนึ่งในสิ่งที่พระองค์สัญญาไว้มากมาย พระองค์และผู้ดูแลการคลังคือ บารอนหลุยส์ได้ถูกวิเคราะห์ว่าพยายามไม่ให้การคลังขาดดุล (ซึ่งมีหนี้สินจำนวน 75 ล้านฟรังก์ที่สืบต่อมาจากจักรพรรดินโปเลียนที่ 1) และมีการใช้มารตรการทางการคลังเพื่อสร้างความเชื่อมั่น พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงมั่นพระทัยว่าชาวฝรั่งเศสไม่พอใจในการเก็บภาษียาสูบ ไวน์และเกลือ และภาษีในสินค้าเหล่านี้จะถูกยกเลิกเมื่อพระองค์ทรงได้รับการฟื้นฟูราชบัลลังก์ แต่พระองค์ไม่ประสบความสำเร็จในการยกเลิกภาษีนี้ ซึ่งส่งผลให้เกิดการจลาจลในบอร์โดซ์ ค่าใช้จ่ายของกองทัพถูกตัดในงบประมาณประจำปีค.ศ. 1815 ในปีค.ศ. 1814 ค่าใช้จ่ายของกองทัพได้คิดเป็น 55% ของค่าใช้จ่ายรัฐบาล[97]

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงมีพระบรมราชานุฐาตให้เคานท์แห่งอาตัวส์และพระนัดดาของพระองค์ คือ ดยุกแห่งอองกูแลมและแบร์รี เข้าร่วมประชุมสภาขุนนางในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1814 เมื่อมีการก่อตั้งสภาขึ้น สภามีผู้นำอย่างไม่เป็นทางการคือ เจ้าชายตาแลร็อง[98] พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงมีความสนพระทัยอย่างยิ่งในพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้ใจของการประชุมใหญ่แห่งเวียนนา (ที่มีการวาดแผนที่ยุโรปใหม่หลังการสิ้นสุดนโปเลียน) ตาแลร็องเป็นตัวแทนของฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ทรงตกพระทัยในความตั้งใจของปรัสเซียที่จะผนวกราชอาณาจักรแซกโซนี ที่พระองค์ทรงสนพระทัยเนื่องจากพระมารดาของพระองค์ทรงเป็นเจ้าหญิงแซกโซนี และพระองค์ก็ทรงหวั่นเกรงอิทธิพลของปรัสเซียที่พยายามยึดครองเยอรมนี พระองค์ทรงหวังให้ดัชชีปาร์มาฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บงสายปาร์มา และต้องไม่ฟื้นฟูสิทธิของจักรพรรดินีมารี หลุยส์แห่งฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวเลือกได้รับการแนะนำจากพันธมิตร[99] พระเจ้าหลุยส์ทรงประท้วงการเพิกเฉยของพันธมิตรต่อเนเปิลส์ ที่ซึ่งผู้ช่วงชิงราชบัลลังก์อย่าง ฌออากีม มูว์รา ฝ่ายนโปเลียนได้ช่วงชิงราชบัลลังก์บูร์บงสายเนเปิลส์

ในนามของพันธมิตร ออสเตรียตกลงที่จะทรงกองทัพไปยังเนเปิลส์และถอดถอนพระเจ้าฌออากีม มูว์ราออกจากราชบัลลังก์ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1815 เมื่อเป็นที่เห็นได้ชัดว่ากษัตริย์มูว์ราทรงพยายามให้ความช่วยเหลืออดีตจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามอย่างชัดเจนตามสนธิสัญญา ในความเป็นจริงกษัตริย์มูว์ราไม่เคยทรงเขียนถึงนโปเลียน แต่พระเจ้าหลุยส์มีพระราชประสงค์ที่จะฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บงสายเนเปิลส์ด้วยค่าใช้จ่ายต่างๆ ทรงปลอมแปลงจดหมายและทรงให้เงินทุนสนับสนุนการเดินทัพของออสเตรียจำนวน 25 ล้านฟรังก์[100]

พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูราชบัลลังก์เนเปิลส์แก่ราชวงศ์บูร์บงในทันที ปาร์มาถูกมอบให้กับจักรพรรดินีมารี หลุยส์ตลอดพระชนม์ชีพ และราชวงศ์บูร์บงสายปาร์มาจะได้รับดัชชีลุกกาจนกระทั่งการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดินีมารี หลุยส์

สมัยร้อยวัน[แก้]

ดูบทความหลักที่: สมัยร้อยวัน
ยุทธการที่วอเตอร์ลูนำไปสู่จุดจบของจักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ตในการพยายามกลับมาฝรั่งเศส และเป็นการรับประกันการฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บง

ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1815 นโปเลียน โบนาปาร์ตหลบหนีออกจากที่คุมขังที่เกาะเอลบาและขึ้นชายฝั่งฝรั่งเศส นโปเลียนมาถึงพร้อมกับทหารจำนวน 1,000 นายใกล้เมืองกานในวันที่ 1 มีนาคม พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ไม่ทรงกังวลในการมาถึงของนโปเลียน เนื่องจากกำลังทหารเหล่านั้นมีน้อยเกินกว่าจะเอาชนะพระองค์ได้ง่ายๆ แต่มีปัญหาสำคัญสำหรับราชวงศ์บูร์บง พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงล้มเหลวในการล้างแนวคิดโบนาปาร์ตนิยมในหมู่ทหาร สิ่งนี้นำไปสู่การเอาใจออกห่างของกองทัพบูร์บงไปเข้ากับกองทัพฝ่ายโบนาปาร์ต นอกจากนี้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ไม่ทรงเข้าร่วมกองทัพในการต่อสู้กับนโปเลียนจากทางภาคใต้ของฝรั่งเศสเนื่องจากทรงพระประชวรด้วยโรคเกาต์[101] รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม นายพลซูลต์ ได้ส่งหลุยส์ ฟีลิป ดยุกแห่งออร์เลอ็อง (ต่อมาคือ พระเจ้าหลุยส์-ฟีลิปที่ 1), เคานทฺ์แห่งอาตัวส์และนายพลแม็กโดนัลด์ไปจับกุมนโปเลียน[102]

การประมาณค่าของนโปเลียนต่ำเกินไปของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ได้นำมาซึ่งหายนะ ในวันที่ 19 มีนาคม กองทัพที่ประจำการนอกกรุงปารีสได้แปรพักตร์ไปเข้ากับโบนาปาร์ต ปล่อยให้เมืองหลวงเสี่ยงต่อการถูกโจมตี[103] ในวันเดียวกัน พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงหลบหนีออกจากเมืองหลวงพร้อมองครักษ์จำนวนเล็กน้อย พระเจ้าหลุยส์ทรงตัดสินพระทัยไปยังลีล จากนั้นทรงข้ามพรมแดนเข้าไปในสหราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์และประทับที่เกนต์[104] ผู้นำคนอื่นๆที่เด่นชัดที่สุดคือ พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 แห่งรัสเซียทรงถกเถียงในเรื่องชัยชนะครั้งที่สองของจักรวรรดิฝรั่งเศส โดยทรงประกาศว่าดยุกแห่งออร์เลอองควรจะเป็นพระมหากษัตริย์แทนพระเจ้าหลุยส์ที่ 18[105]

อย่างไรก็ตาม จักรพรรดินโปเลียนปกครองฝรั่งเศสไม่นานนัก เนื่องจากความพ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อกองทัพภายใต้การนำของดยุกแห่งเวลลิงตันและจอมพลบลือเชอร์ในยุทธการที่วอเตอร์ลูในวันที่ 18 มิถุนายน ฝ่ายพันธมิตรได้มีฉันทามติให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 กลับคืนสู่ราชบัลลังก์ฝรั่งเศส[106]

ค.ศ. 1815 - 1824[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูล[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Louis XVIII (1755 - 1824) Le "Roi-fauteuil"" (ใน French). สืบค้นเมื่อ 12 August 2013. 
  2. Hibbert, Christopher, The French Revolution, Penguin Books (London), 1982, ISBN 978-0-14-004945-9, pp. 331–332
  3. Nagel, Susan, Marie-Thérèse: Child of Terror Bloomsbury, USA, Reprint Edition 2008, ISBN 1-59691-057-7, pp. 152–153
  4. Fraser, Antonia, Marie Antoinette: The Journey, ORION, London 2002, ISBN 978-0-7538-1305-8, p. 532.
  5. Fraser, 532
  6. 6.0 6.1 Mansel, 10
  7. Fraser, 41
  8. 8.0 8.1 Mansel, 11
  9. Mansel, 12
  10. 10.0 10.1 Mansel, 20
  11. 11.0 11.1 Mansel, 24
  12. Mansel, 3
  13. Mansel, 13–14
  14. Fraser, 114
  15. Fraser, 115
  16. Fraser, 120
  17. 17.0 17.1 Mansel, 111
  18. Mansel, 14–15
  19. Louis XVII. John Murray. pp. 13–14. ISBN 0-7195-6709-2
  20. Fraser, 136–138
  21. Fraser, 143
  22. Mansel, 16
  23. Mansel, 21
  24. Castelot, André, Madame Royale, Librairie Académique Perrin, Paris, 1962, p. 15, ISBN 2-262-00035-2, (French).
  25. Fraser, 199
  26. Fraser, 201
  27. Fraser, 221 – 223
  28. Fraser, 224  –225
  29. Mansel, 28
  30. Mansel, 30
  31. Mansel, 29
  32. Mansel, 34
  33. Fraser, 178
  34. Hibbert, p 38
  35. Mansel, 40
  36. Mansel, 41
  37. Hibbert, 39
  38. Hibbert, 40
  39. Mansel, 44
  40. Hibbert, 329
  41. Mansel, 45
  42. Hibbert, 44
  43. Fraser, 326
  44. Le Petit Robert 2, Dictionnaire universel des noms propres, Dictionnaires Le Robert, Paris, 1988, p. 1017.
  45. Lever, Evelyne, Louis XVI, Fayard, Paris, 1985, p. 508.
  46. Fraser, 338
  47. Nagel, 65
  48. Fraser, 340
  49. Fraser, 342
  50. Fraser, 357
  51. Fraser, 361–362
  52. Fraser, 383
  53. Fraser, 412
  54. Nagel, 113
  55. Nagel 113–114
  56. Nagel, 118
  57. Hibbert, 180
  58. Nagel, 136
  59. Nagel, 152–153
  60. Nagel, 165
  61. 61.0 61.1 Nagel, 190
  62. 62.0 62.1 Nagel, 203
  63. Nagel, 201
  64. 64.0 64.1 Nagel, 216
  65. Nagel, 206
  66. 66.0 66.1 Nagel, 213
  67. Nagel, 210–211
  68. Nagel, 208
  69. Mansel, 128
  70. 70.0 70.1 Fiszerowa, Wirydianna (1998). Dzieje moje własne. Warsaw. 
  71. Nagel 218–219
  72. Nagel, 220
  73. Nagel, 222
  74. Nagel, 223
  75. Nagel, 227 – 228
  76. Nagel, 228–229
  77. Mansel, 119
  78. Nagel, 233–234
  79. Nagel, 235
  80. Nagel, 243
  81. Nagel, 241
  82. Mansel, 147
  83. Mansel, 162
  84. Price, Munro, The Perilous Crown, Pan Books, 2 May 2008,ISBN 978-0-330-42638-1, p. 143
  85. [1], [2]
  86. Price, 113
  87. Mansel, 175
  88. Mansel, 176
  89. Price, 52
  90. สภาผู้แทนเปรียเสมือนสภาสามัญในอังกฤษ ในการที่จะมีสิทธิลงคะแนนเสียงให้สภาผู้แทนราษฎร ผู้มีสิทธิจะต้องเป็นชายที่บรรลุนิติภาวะและชำระเงินภาษี 300 ฟรังก์ต่อปี
  91. สภาขุนนางเป็นสภาสูงในฝ่ายนิติบัญญัติ และมีความคล้ายคลึงกับสภาขุนนางของอังกฤษ
  92. biens nationaux คือที่ดินและสินทรัพย์ รวมทั้งผลงานศิลปะ ที่สาธารณรัฐยึดมาจาก "พระ" "ขุนนาง" และ "ผู้ลี้ภัย" ผู้ซึ่งต้องสูญเสียที่ดินและสิ่งของมีค่าของพวกเขานั้นก็ได้รับชดเชยในรัชสมัยพระเจ้าชาลส์ที่ 10 พระอนุชาในพระเจ้าหลุยส์ที่ 18
  93. Price, 53
  94. Price, 54
  95. Price, 55
  96. Price, 69
  97. Mansel, 190
  98. Mansel, 192
  99. Mansel, 196
  100. Mansel, 197
  101. Price, 75
  102. Mansel, 222
  103. Price, 79
  104. Price, 80
  105. Price, 81
  106. Price, 82–83
ก่อนหน้า พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส ถัดไป
จักรพรรดินโปเลียนที่ 1
ในฐานะจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส
2leftarrow.png Coat of Arms of the Bourbon Restoration (1815-30).svg
พระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศสและนาวาร์
ครั้งที่หนึ่ง

(11 เมษายน ค.ศ. 1814 - 20 มีนาคม ค.ศ. 1815)
2rightarrow.png จักรพรรดินโปเลียนที่ 1
ในฐานะจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส
จักรพรรดินโปเลียนที่ 1
ในฐานะจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส
2leftarrow.png Coat of Arms of the Bourbon Restoration (1815-30).svg
พระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศสและนาวาร์
ครั้งที่สอง

(7 กรกฎาคม ค.ศ. 1815 - 16 กันยายน ค.ศ. 1824)
2rightarrow.png พระเจ้าชาร์ลที่ 10
จักรพรรดินโปเลียนที่ 1 2leftarrow.png Coat of Arms of the Bourbon Restoration (1815-30).svg
ผู้ปกครองร่วมแห่งอันดอร์รา
(7 กรกฎาคม ค.ศ. 1815 - 16 กันยายน ค.ศ. 1824)
2rightarrow.png พระเจ้าชาร์ลที่ 10
ว่าง
ลำดับก่อนหน้า
ฟิลิป
2leftarrow.png Blason duche fr Anjou (moderne).svg
ดยุกแห่งอ็องฌู
(ค.ศ. 1771 - ค.ศ. 1790)
2rightarrow.png ว่าง
ลำดับถัดไป
ฌาคส์
พระเจ้าหลุยส์ที่ 17 2leftarrow.png Grand Royal Coat of Arms of France & Navarre.svg
ผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศสและนาวาร์
ครั้งที่หนึ่ง
เหตุจากการปฏิวัติฝรั่งเศส

(8 มิถุนายน ค.ศ. 1795 - 11 เมษายน ค.ศ. 1814)
2rightarrow.png ทรงเป็นพระมหากษัตริย์
การฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บงครั้งที่หนึ่ง
สูญเสียอิสริยยศ
การกลับมาของนโปเลียน
2leftarrow.png Coat of Arms of the Bourbon Restoration (1815-30).svg
ผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์ฝรั่งเศสและนาวาร์
ครั้งที่สอง
เหตุจากสมัยร้อยวัน

(20 มีนาคม - 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1815)
2rightarrow.png กลับคืนอิสริยยศ
การฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บงครั้งที่สอง


|}