มีแชล แน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จอมพลมีแชล แน
ดุ๊กที่ 1 แห่งเอลชิงเกน
Marechal Ney.jpg

จอมพลมีแชล แน ดุ๊กที่ 1 แห่งเอลชิงเกน
เกิด 10 มกราคม ค.ศ. 1769, ซาร์ลุย แคว้นลอแรน ฝรั่งเศส (รัฐซาร์ลันด์ เยอรมนีปัจจุบัน)
เสียชีวิต 7 ธันวาคม ค.ศ. 1815 (46 ปี), ปารีส ฝรั่งเศส
บทบาท/งาน สงครามปฏิวัติฝรั่งเศส, สงครามคาบสมุทร, ยุทธการวอเตอร์ลู
ขุนนางฝรั่งเศส - กษัตริย์ฝรั่งเศส - ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส

มีแชล แน (ฝรั่งเศส: Michel Ney, เสียงอ่านภาษาฝรั่งเศส: [miʃɛl ˈnɛ]; 10 มกราคม ค.ศ. 1769 - 7 ธันวาคม ค.ศ. 1815) เป็นทหารและผู้บัญชาการทหารระหว่างสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามนโปเลียน เขาเป็นหนึ่งใน 18 จอมพลฝรั่งเศสดั้งเดิมที่นโปเลียนทรงสถาปนา ได้รับสมญานามว่า จอมสุรโยธิน[1] (the bravest of the brave) เขาเป็นจอมพลแห่งฝรั่งเศสเพียงคนเดียวที่ถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาทรราชหลังการฟื้นฟูราชาธิปไตยในฝรั่งเศสครั้งที่สอง ท่ามกลางเสียงคัดค้านของชาวฝรั่งเศสทั่วไป

วัยเยาว์[แก้]

มีแชล แน เกิดวันที่10 มกราคม ค.ศ. 1769 ที่เมืองซาร์ลุย แคว้นลอแรน ฝรั่งเศส เป็นบุตรคนที่สองของปิแยร์ แน (Pierre Ney) ซึ่งทำอาชีพช่างทำถังไม้ บิดาของแนเคยเป็นทหารในสงครามเจ็ดปี แนได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยโอกูแตง (College des Augustins) หลังจากนั้นเขาได้ไปทำงานเป็นหน้าที่ทะเบียนและผู้ตรวจเหมืองแร่ในบ้านเกิด เนื่องจากอาชีพเหล่านี้ไม่ตรงกับบุคลิกของตน ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจไปสมัครเป็นทหารที่เมืองแม็สเมื่อ ค.ศ. 1787 และได้ก้าวขึ้นสู่ระดับทหารชั้นประทวนอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1792 แนได้รับยศเป็นนายทหารชั้นสัญญาณบัตร ช่วงสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นแนได้ไปร่วมรบที่วาลมี่ เชอมาปป์และไมนซ์

สงครามปฏิวัติฝรั่งเศส[แก้]

แนในสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส

ในปี ค.ศ. 1796 แนได้เลื่อนยศเป็นพลจัตวา บังคับบัญชาทหารม้าบนแนวรบเยอรมัน วันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1797 ระหว่างยุทธการนอยวีด แนตกจากหลังม้าและถูกจับเป็นเชลยที่เมืองมันน์ไฮม์ แต่ได้รับการปล่อยตัวโดยแลกกับพลเอกออสเตรียนายหนึ่ง หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1799 เขาได้ไปรบที่วินเทอร์ทูร์และได้รับบาดเจ็บที่สะโพกและข้อมือ เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็ไปสมทบกับนายพลวิกเตอร์ โมโรที่เมืองโฮเฮลินเดิน

ชื่อเสียงเรียงนามและวีรกรรมของเขาทราบถึงจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศส ฝีมือการรบของเขานั้นเป็นที่พึงพอใจแก่นโปเลียน ถือเป็นโอกาสดีที่นโปเลียนจะได้มีกองหนุนที่มีความสามารถแบบนี้ นโปเลียนได้มอบหมายให้จักรพรรดินีโฌเซฟีน เดอ โบอาร์แนหาคู่ครองให้ โฌเซฟีนได้ทำการพูดจาสู่ขอกับนางกำนัลของนาง มีชื่อว่าอากลา โอกีเยร์ ซึ่งเป็นลูกสาวของหัวหน้าคนใช้ของมารี อ็องตัวแน็ต โดยพิธีสมรสจัดขึ้นที่โบสถ์ในปราสาทโอกีเอใกล้เมืองแวร์ซาย การกระทำดังกล่าวทำให้แนมีความเชื่อมั่นในตัวองค์จักรพรรดินโปเลียนและระบอบการเมืองโบนาปาร์ตได้อย่างแน่นแฟ้นมากขึ้น

จอมพลแห่งฝรั่งเศส และสงครามนโปเลียน[แก้]

แนในชุดจอมพลแห่งฝรั่งเศส

แนได้รับการแต่งตั้งเป็นจอมพลรุ่นแรกของจักรพรรดินโปเลียนเมื่อปี ค.ค.1804 ซึ่งเป็นปีเดียวที่นโปเลียนได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นจักรพรรดิแห่งชาวฝรั่งเศส จอมพลรุ่นแรกที่ได้รับแต่งตั้งเวลาเดียวกับแน ได้แก่ นิโกลาส์ ดาวูต์ ฌอง ลานน์ อังเดร มาสเซนา ฌอง เดอ ดิเยอ ซูลต์ ฌออากีม มูว์รา หลุยส์ อาแล็กซองดร์ แบร์ทิเยร์ เป็นต้น

ค.ศ. 1805 นโปเลียนส่งกองทัพของแนไปบดขยี้กองทัพออสเตรียที่ทุ่งเอลชิงเก็น ซึ่งสมภูมิครั้งนี้แนเป็นฝ่ายได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด หลังจากศึกนั้นนโปเลียนได้มอบบรรดาศักดิ์เป็นดุ๊กแห่งเอลชินเกน และในปีค.ค. 1806 แนได้ชัยชนะจากกองทัพปรัสเซียในสมภูมิรบที่เยนา ไอเลาและฟรีดลันด์ และในปี ค.ศ. 1808 แนได้ร่วมรบกับจอมพลมาสเซน่าที่สเปนในสงครามคาบสมุทร แนได้ขัดคำสั่งของมาสเซนา เมื่อนโปเลียนทรงรับรู้เรื่องนี้เข้าพระองค์จึงสั่งปลดและส่งกลับไปฝรั่งเศสแบบเสียหน้าเมื่อปี ค.ศ. 1811

บุคลิกและลักษณะของแนนั้น แนเป็นนายทหารที่มีความมุ่งมั่นในหน้าที่ของทหารสูง เพราะเวลาออกรบนั้นเขาจะรบอย่างห้าวหาญ ไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใด ๆ เพื่อปลุกใจลูกน้องและกระทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี เขาไม่ต้องการที่จะเลื่อนยศทหารระดับสูง และคัดค้านการเลื่อนยศทั้งต่อหน้าผู้บังคับบัญชาและนายทหารอาวุโส แต่สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนได้รับยศ ในการต่อสู้ของเขานั้นเขามักหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธปืน และใช้ดาบเป็นหลัก เขาจะเน้นฟันดาบหนัก ๆ และควบม้าพุ่งเข้าหาข้าศึกด้วยความเร็วสูงตามแบบการรบของทหารม้า ตลอดการรับใช้ชาติทหารเขาคิดว่าตนเป็นทหารม้าเท่านั้น เขาเป็นคนที่อารมณ์ร้อน ฉุนเฉียว บุ่มบ่าม และไม่ยอมฟังคำสั่งใครถ้าไม่ใช่คำสั่งของจักรพรรดินโปเลียน จึงมักทำให้การทำงานระหว่างเขากับแม่ทัพคนอื่น ๆ มีปัญหา

การรบที่โบโรดิโน
แนเป็นแม่ทัพกองระวังหลังระหว่างการล่าถอยออกจากรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ. 1812

ปีค.ศ. 1812 นโปเลียนส่งกองทัพฝรั่งเศสไปบุกครองรัสเซีย เมื่อกองทัพฝรั่งเศสของนโปเลียนไปถึงกรุงมอสโก กลับพบว่ากรุงมอสโกเป็นเมืองร้าง และประชาชนชาวมอสโกเผาเมืองเพื่อไม่ให้นโปเลียนยึดได้ ส่วนพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ได้หลบหนีไปปารีสก่อนหน้านั้น นโปเลียนจึงสั่งถอยทัพออกจากรัสเซีย ระหว่างการถอยทัพนั้นเต็มไปอุปสรรคมาก อาทิ อากาศหนาวเย็น ฝูงหมาป่า เสบียงไม่เพียงพอ และเหล่าทหารคอสแซคเข้าโจมตี ทำให้ทหารฝรั่งเศสบาดเจ็บล้มตายเป็นอันมาก จอมพลแนที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำกองระวังหลังได้ข้ามแม่น้ำเบเรซินาที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง และปะทะกับกองทัพรัสเซียของนายพลมิฮาเอล คูตูซอฟอย่างห้าวหาญที่ตำบลโบโรดิโน หลังศึกนั้นเขาขว้างปืนคาบศิลาประจำมือลงแม่น้ำตามวิสัยของทหารม้าแล้วกลับไปยังฝรั่งเศสแบบวีรบุรุษ ซึ่งเขาได้เป็นคนฝรั่งเศสคนสุดท้ายที่ออกมาจากพรมแดนรัสเซีย นโปเลียนได้เห็นความกล้าหาญของจอมพลผู้นี้จึงมอบบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าชายแห่งมอสโก และมอบสมญานามให้แนให้เป็นจอมสุรโยธิน

ในปีค.ศ. 1814 แนได้ออกทัพไปที่เมืองเดนเนวิทซ์ในช่วงสงครามมหาสัมพันธมิตร ในสงครามครั้งนี้ศึกคราวนี้แนต้องเจอคข้าศึกที่เป็นสหายเก่าของตน คือพระเจ้าคาร์ลโยฮันที่ 14 ซึ่งเคยเป็นจอมพลของนโปเลียนและเคยเป็นสิบเอกร่วมรบกับแนในช่วงสงครามปฏิวัติฝรั่งเศส มีนามเดิมว่าฌอง-บับติสต์ แบร์นาดอตต์จากสงครามคราวนี้แนเป็นฝ่ายแพ้ หลังจากนั้นก็ไปรบที่ไลพ์ซิจจนได้รับบาดเจ็บ

เมื่อแนทราบว่าจักรพรรดินโปเลียนทรงประสงค์ระดมทหารไปตอบโต้ข้าศึกที่บุกมายังปารีส แนจึงตัดสินใจไม่ส่งกองทัพเข้าไปสนับสนุน จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังพระราชวังฟงแตนโบลและร่วมมือกับจอมพลคนอื่น ๆ ให้บีบบังคับให้นโปเลียนสละบังลังก์จนเป็นผลสำเร็จ ทำให้นโปเลียนถูกเนรเทศไปยังเกาะเอลบา

สมัยร้อยวัน[แก้]

จากนั้นฝรั่งเศสก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส ตามนโยบายของสัมพันธมิตร ซึ่งบรรดาจอมพลของนโปเลียนนั้นยังรับใช้พระเจ้าหลุยส์โดยถือว่าพวกเขาเหล่าเป็นวีรชนของชาติ ซึ่งจอมพลแนได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อพระเจ้าหลุยส์ให้ดีที่สุด ตลอดที่แนได้เข้าทำงานภายใต้การปกครองของราชวงศ์บูร์บงนั้นเขาโดนพวกขุนนางเก่าและดัชเชลแห่งแองกุลาม (พระราชธิดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16) ดูถูกภูมิหลังที่ต่ำต้อยและรังเกียจเขา เมื่อแนทนไม่ได้กับคำดูถูกเหล่านั้นเขาจึงขอลาออกจากราชการไปอยู่ที่คฤหาสน์ส่วนตัวแถบชนบทของตนเองอย่างเงียบๆ ข่าวนี้ส่งผ่านจดหมายถึงนโปเลียนที่ประทับอยู่เอลบา ทำให้นโปเลียนตระหนักว่าแนยังคงจงรักภักดีต่อตนและได้รู้ถึงความเดือดร้อนของชาวฝรั่งเศสในช่วงที่ฟื้นฟูราชวงศ์บูร์บง ดังนั้น นโปเลียนจึงตัดสินใจยกกองทัพหนีออกจากเกาะเอลบาไปยังฝรั่งเศสเพื่อทวงบัลลังก์คืน

เมื่อพระเจ้าหลุยส์ทรงทราบข่าวนี้แล้ว พระองค์จึงเรียกตัวแนให้จับกุมตัวนโปเลียนที่หนีออกมาจากเกาะเอลบา แนกราบทูลต่อหน้าพระพักตร์หลุยส์ที่ 18 ว่า "จะจับนโปเลียนขังไว้ในกรงเหล็ก" เมื่อได้พบกับกองทัพของนโปเลียนที่หนีมาเกาะเอลบา ณ เมืองโอแซร์แล้วนั้น ทหารในกองทัพของแนนั้นกลับไม่ยิงนโปเลียนแม้แต่นายเดียว รวมทั้งแนรู้สึกโอดโอนเมื่ออยู่ต่อหน้าองค์จักรพรรดิของตน เพราะนโปเลียนเป็นคนเลี้ยงแนมาตั้งแต่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อยกระทั่งเป็นจอมพล[2] เขาจึงร่ำไห้กอดนโปเลียนและพานโปเลียนกลับไปครองบัลลังก์ฝรั่งเศสตามเดิม

วันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1815 นโปเลียนสั่งให้แนไปเป็นแม่ทัพทางด้านปีกซ้ายและไปจัดการกับกองทัพอังกฤษซึ่งนำทัพโดยอาเธอร์ เวลเลสลีย์ ดยุคแห่งเวลลิงตันที่ 1 ที่กาเตร บราส (Quatre Bras) แนไม่เข้าใจคำสังของนโปเลียน จึงทำให้ไล่ต้อนกองทัพอังกฤษไม่หมด หลังจากศึกครั้งที่วอเตอร์ลูแล้ว แนได้หลบหนีออกจากเขตการรบแล้วเอาเขม่าควันทาที่ใบหน้าแล้วพูดกับนายทหารผู้หนึ่งว่า "หากว่ามันจับเราได้ครั้งนี้ มันจะแขวนคอเราแน่"[3]

ถูกจับกุมและประหารชีวิต[แก้]

การประหารชีวิตแน

วันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1815 แนถูกจับกุมข้อหากบฏหลังจากที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 กลับมาขึ้นครองราชย์อีกครั้ง เขาได้ถูกนำตัวไปขึ้นศาล ในบรรดาสมาชิกในวุฒิสภาในศาลนั้นส่วนใหญ่ฝักใฝ่บูร์บง ในรุ่งเช้าของวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1815 แนได้มุ่งหน้าไปยังลานประหารอย่างองอาจสมกับเป็นจอมสุรโยธิน เขาเดินตรงไปยังลานประหารตรงถนน l'Observatoire ใกล้ ๆ สวนลุกซ็องบูร์โดยไม่ต้องมีผู้คุมมาพยุงและไม่ผูกผ้าคาดตา แนได้สั่งให้พลปืนเพฒชฆาตยังไปที่หัวใจของเขาพร้อมกับสั่งเสียให้กับทหารทั้งน้ำตาว่า

ทหารทั้งหลาย...ข้าพเจ้าสั่งให้เล็งปืนไปยังหัวใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฝ่าฝันกับลูกกระสุนมาหลายครั้งแล้ว นี่คือคำสั่งสุดท้ายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ค้านการตัดสินมา และข้าพเจ้าก็ไม่เคยคิดร้ายต่อฝรั่งเศสเลยแม้แต่นิดเดียว ทหาร จงยิง!

อนุสาวรีย์จอมพลแนที่ถนนl'Observatoire

จอมพลมีแชล แน ดยุคแห่งเอลชิงเกน เจ้าชายแห่งมอสโกวาถูกหน่วยพลปืนสำเร็จโทษ สิริรวมอายุได้ 46 ปี ศพของแนนั้นตั้งอยู่ที่สุสานแปร์ ลาแชส (Pere Lachaise) ที่กรุงปารีส ส่วนบริเวณที่แนถูกประหารชีวิตนั้นได้ก่อสร้างเป็นอนุสาวรีย์ การประหารของจอมพลแนนั้นทำเกิดความแตกแยกในฝรั่งเศส อันก่อให้เกิดการปฏิวัติอีกครั้งในเวลาต่อมา

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. ศรีวรรณกรรมจากเหมืองหมึกของยาขอบ, โชติ แพร่พันธุ์, สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2531, หน้า 219
  2. ประวัติศาสตร์สากล, หลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ), สำนักพิมพ์สร้างสรรค์บุ๊คส์, 2547, หน้า 680
  3. สารานุกรมประวัติศาสตร์สากลสมัยใหม่ : ยุโรป เล่ม 5 อักษรL-O ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, ราชบัณฑิตยสถาน, ราชบัณฑิตยสถาน, 2551, หน้า 652