พระเจ้าหลุยส์ที่ 8 แห่งฝรั่งเศส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้าหลุยส์ที่ 8 แห่งฝรั่งเศส
Coronation of Louis VIII and Blanche of Castille 1223.jpg
ราชวงศ์ กาเปเตียง
ครองราชย์ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1223 - 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1226
รัชกาลก่อนหน้า พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส
รัชกาลถัดไป พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 5 กันยายน ค.ศ. 1187
ปารีส ในประเทศฝรั่งเศส
สวรรคต 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1226
วังมงท์ปองซิเยร์ ในประเทศฝรั่งเศส
พระราชบิดา พระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส
พระราชมารดา อิสซาเบลลาแห่งเอโนลท์ สมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส
พระอัครมเหสี บลานซ์แห่งคาสตีล สมเด็จพระราชินีแห่งฝรั่งเศส
พระราชโอรส/ธิดา พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส
โรแบร์ต เคานท์แห่งอาร์ตัวส์
อัลฟองโซ เคานท์แห่งปัวตู
นักบุญอิซาเบลแห่งฝรั่งเศส
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งเนเปิลส์
    

พระเจ้าหลุยส์ที่ 8 แห่งฝรั่งเศส (อังกฤษ: Louis VIII of France[1]) (5 กันยายน ค.ศ. 1187 - 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1226) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศสแห่งราชวงศ์กาเปเตียง ผู้ทรงครองราชบัลลังก์ฝรั่งเศสระหว่างวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1223 จนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1226

พระเจ้าหลุยส์ที่ 8 เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1187 ที่ปารีส ในประเทศฝรั่งเศส เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส และ พระราชินีอิสซาเบลลา

เจ้าชายหลุยส์[แก้]

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1200 เมื่อเจ้าชายหลุยส์มีพระชนมายุได้ 12 พระองค์ก็ทรงเสกสมรสกับบลานซ์แห่งคาสตีล หลังจากการเจรจาต่อรองกันเป็นเวลานานระหว่างพระราชบิดาและพระปิตุลาของบลานซ์สมเด็จพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ

ในปี ค.ศ. 1216 ขุนนางอังกฤษลุกขึ้นปฏิวัติในสงครามขุนนางครั้งที่ 1 (First Barons' War) เพื่อต่อต้านพระเจ้าจอห์นผู้ที่ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ไม่ทรงเป็นที่นิยมและหันมาเสนอยกราชบัลลังก์ให้เจ้าชายหลุยส์ๆ จึงทรงนำทัพไปอังกฤษและได้รับการประกาศให้เป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษในเดือนพฤษภาคมในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1216 แต่ไม่ทรงได้รับการสวมมงกุฎ เมื่อเสด็จเข้าลอนดอนก็ไม่มีการต่อต้านเท่าใดนัก เมื่อทรงได้รับการประกาศเป็นพระมหากษัตริย์ที่มหาวิหารเซนต์พอลก็เป็นเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยพิธีรีตองอย่างหรูหราทั่วทั้งลอนดอน และมีผู้เข้าร่วมพิธีที่เป็นขุนนางต่างๆ รวมทั้งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งสกอตแลนด์ที่มาร่วมพิธีและแสดงความสวามิภักดิ์ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1216 เจ้าชายหลุยส์ก็ทรงยึดวินเชสเตอร์และในที่สุดก็ทรงครอบครองอาณาบริเวณกว่าครึ่งหนึ่งของอังกฤษ[2]

หลังจากทำสงครามได้ปีครึ่งพระเจ้าจอห์นก็เสด็จสวรรคต พระเจ้าเฮนรีที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดา ขุนนางต่างก็ละทิ้งเจ้าชายหลุยส์ไปสนับสนุนพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ เจ้าชายหลุยส์ทรงพ่ายแพ้ที่ลิงคอล์น และกองราชนาวีของพระองค์ก็ได้รับความพ่ายแพ้นอกฝั่งแซนด์วิช ในที่สุดเจ้าชายหลุยส์ก็ต้องทรงสร้างความสันติตามข้อตกลงของฝ่ายอังกฤษ

เนื้อหาสำคัญของสนธิสัญญาแลมเบ็ธ (Treaty of Lambeth) คือการอภัยโทษแก่ผู้ปฏิวัติ, คืนดินแดนต่างๆ ให้แก่เจ้าของเดิม, คืนหมู่เกาะแชนเนลให้อังกฤษ, คำสัญญาว่าหลุยส์จะไม่มารุกรานอังกฤษอีก และความพยายามที่จะคืนนอร์มังดีให้อังกฤษ และจ่ายเงินจำนวน 10,000 มาร์คให้แก่หลุยส์ ผลของสนธิสัญญาคือหลุยส์ทรงตกลงกล่าวว่าไม่เคยเป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษที่ถูกต้อง 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1223

พระเจ้าหลุยส์ที่ 8[แก้]

พระเจ้าหลุยส์ที่ 8 เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1223 และทรงเข้าทำพิธีพระบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1223 ที่มหาวิหารนอเทรอดามแห่งแรงส์ ในฐานะพระมหากษัตริย์พระองค์ก็ทรงแสวงหาวิธีที่จะแก้แค้นราชวงศ์อองชู โดยทรงยึดปัวตู และแซงตง (Saintonge) จากฝ่ายอองชูในปี ค.ศ. 1229 หลังจากนั้นก็ทรงยึดอาวิญญอง (Avignon) และลองเกอด็อก (Languedoc)

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1223 พระองค์ก็ทรงออกพระราชกฤษฎีกาห้ามข้าราชการบันทึกหนี้สินที่มีต่อชาวยิวซึ่งเป็นการเปลี่ยนพระราชนโยบายของพระราชบิดาที่ทรงตั้งไว้อย่างสิ้นเชิง กิจการกู้ยืม (Usury) หรือการให้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ยถูกประกาศว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับผู้นับถือศาสนาคริสต์ตามกฎของคริสต์ศาสนา ที่ถือว่าเป็นความชั่วเพราะเป็นการหาประโยชน์จากผู้มีความยากลำบากและผู้ปฏิบัติจะถูกลงโทษโดยการบรรพาชนียกรรม (excommunication) ซึ่งเป็นการลงโทษอันรุนแรง แต่เมื่อชาวยิวไม่ใช่คริสเตียนการบรรพาชนียกรรมจึงไม่มีผลซึ่งบริเวณที่ไม่แจ่มแจ้งทางกฎหมายที่นักปกครองมักจะใช้เป็นข้ออ้างโดยการอนุญาตหรือขอให้ชาวยิวทำกิจการกู้ยืมเพื่อเในการเอาผลประโยชน์เข้าใส่ตนเองซึ่งทำให้ไม่เป็นที่พอใจของสถาบันคริสต์ศาสนา การทรงสั่งห้ามของพระเจ้าหลุยส์ก็เป็นการพยายามแก้ปัญหาทางกฎหมายซึ่งเป็นปัญหาที่สืบเนื่องของความขัดแย้งระหว่างอำนาจทางการเมืองการปกครองและอำนาจของสถาบันศาสนา

ขุนนางยี่สิบหกคนยอมรับพระราชกฤษฎีกาแต่ทีโอบาลด์ที่ 4 แห่งชองปาญ (Theobald IV of Champagne) ผู้เป็นขุนนางผู้มีอำนาจไม่เห็นด้วยเพราะมีข้อตกลงกับชาวยิวที่การันตีรายได้พิเศษโดยการเก็บภาษี ทีโอบาลด์จึงกลายเป็นผู้เป็นปฏิปักษ์คนสำคัญของระบบการปกครองที่มีราชวงศ์กาเปเตียงเป็นผู้นำ

ในปี ค.ศ. 1225 สภาแห่งบูร์กก็สั่งบรรพาชนียกรรมเรมงด์ที่ 7 เคานท์แห่งทูลูส (Raymond VII Count of Toulouse) และประกาศสงครามต่อขุนนางทางไต้ของฝรั่งเศส หลุยส์ทรงสนับสนุนความขัดแย้งเพื่อเป็นการส่งเสริมอำนาจของพระองค์เอง โรเจียร์-เบอร์นาร์ดที่ 2 เคานท์แห่งฟัวซ์ (Roger-Bernard II Count of Foix) พยายามรักษาความสงบแต่ก็ถูกยับยั้งโดยพระเจ้าหลุยส์ ความพยายามเพิ่มพูนอำนาจของพระองค์ได้รับความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่แต่ก็ไม่ทรงทำเสร็จก่อนที่จะเสด็จสวรรคต

ขณะที่เสด็จกลับปารีสพระองค์ก็ทรงล้มประชวรด้วยโรคบิดโรคบิด และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ. 1226 ที่วังมงท์ปองซิเยร์ (Montpensier) ในโอแวร์ญ พระศพบรรจุที่มหาวิหารแซงต์เดนีส์ พระราชโอรสขึ้นครองราชบัลลังก์ต่อเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส

อ้างอิง[แก้]

  1. Britania.com, Kings of France
  2. Alan Harding (1993), England in the Thirteenth Century (Cambridge: Cambridge University Press), p. 10. According to L'Histoire de Guillaume le Marechal Louis became "master of the country".

ดูเพิ่ม[แก้]