โรคเกาต์
| โรคเกาต์ (Gout) |
|
|---|---|
| กรดยูริก | |
| การจำแนก และแหล่งข้อมูลอื่น | |
| ICD-10 | M10 |
| ICD-9 | 274.0 274.1 274.8 274.9 |
| OMIM | 138900 300323 |
| DiseasesDB | 29031 |
| eMedicine | med/924 orthoped/124 emerg/221 med/1112 oph/506 radio/313 |
| MeSH | D006073 |
โรคเกาต์ เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้ออักเสบเฉียบพลันกำเริบเป็นครั้งๆ ข้อที่พบเป็นบ่อยที่สุดคือข้อต่อกระดูกฝ่าเท้า-นิ้วเท้า ของนิ้วโป้งเท้า (ประมาณ 50% ของผู้ป่วย) นอกจากทำให้มีข้ออักเสบแล้วยังอาจทำให้มีก้อนโทไฟ นิ่วในไต หรือโรคไตจากกรดยูริกก็ได้ เกิดจากการมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงจนตกผลึกมาจับที่ข้อ เส้นเอ็น หรือเนื้อเยื่ออื่นๆ ที่อยู่รอบๆ
การวินิจฉัยทางคลินิกทำได้โดยการตรวจพบลักษณะเฉพาะของผลึกในน้ำไขข้อ การรักษาด้วยยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) ยาสเตียรอยด์ และโคลคิซีนทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้ หลังจากอาการข้ออักเสบกำเริบผ่านไปแล้วผู้ป่วยสามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดได้โดยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และในผู้ที่มีอาการกำเริบบ่อยอาจใช้ยาอัลโลพิวรินอลหรือโปรเบเนซิดเพื่อป้องกันไม่ให้กลับเป็นบ่อยได้ในระยะยาว
ในช่วงหลายสิบปีนี้จำนวนผู้ป่วยโรคเกาต์เพิ่มสูงขึ้นโดยประมาณว่าประชากรตะวันตก 1-2% จะป่วยด้วยโรคเกาต์สักครั้งหนึ่งในชีวิต จำนวนที่เพิ่มขึ้นนี้เชื่อว่าเป็นผลมาจากปัจจัยเสี่ยงที่พบมากขึ้นในประชากร เช่น กลุ่มอาการเมตาบอลิก (โรคอ้วนลงพุง) อายุขัยที่มากขึ้น และพฤติกรรมการกินอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป แต่เดิมนั้นโรคเกาต์เคยได้ชื่อว่าเป็นโรคของราชา หรือโรคของคนรวย
โรคเกาต์จะหมายถึงภาวะที่มีการเกาะของยูริกที่ข้อทำให้เกิดการอักเสบ มีอาการปวด บวมแดงร้อน ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์อาจจะมีกรดยูริกในเลือดสูงหรือปกติก็ได้ และผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเกาต์เสมอไป โรคเกาต์เป็นในผู้ชายมากว่าผู้หญิง 9 เท่าและมักเป็นวัยกลางคนขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมักเป็นหลังจากหมดประจำเดือน
ภาวะแทรกซ้อน โรคเกาต์ หากไม่ได้รักษา อย่างถูกวิธี อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดภาวะไตอักเสบ หรือ ไตวายเรื้อรังตามมาได้ นอกจากนี้ ผลึกของกรดยูริค อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ได้เช่นกัน
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]