พระเจ้าชาร์ลที่ 10 แห่งฝรั่งเศส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระเจ้าชาร์ลที่ 10 แห่งฝรั่งเศส
Charles X of France 1.PNG

พระอิสริยยศ กษัตริย์แห่งฝรั่งเศสและนาวาร์
ราชวงศ์ ราชวงศ์บูร์บง
ระยะครองราชย์ 16 กันยายน พ.ศ. 2367 - 2 สิงหาคม พ.ศ. 2373 (6 ปี)
รัชกาลก่อนหน้า พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส
รัชกาลถัดไป พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ที่ 1 แห่งฝรั่งเศส
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2300
สวรรคต 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2379
พระราชบิดา หลุยส์ โดแฟ็งแห่งฝรั่งเศส (1729-1765)
พระราชมารดา มาเรีย โจเซฟาแห่งแซกโซนี

พระเจ้าชาร์ลที่ 10 แห่งฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส: Charles X de France, ชาร์ลดิสเดอฟร็องส์; 9 ตุลาคม พ.ศ. 23006 พฤศจิกายน พ.ศ. 2379), ได้รับพระสมัญญานามว่า ผู้ทรงเป็นที่รัก (ฝรั่งเศส: le Bien-Aimé; เลอเบียงแนเม)[1], ทรงดำรงตำแหน่งเคานต์แห่งอาร์ตัวก่อนจะขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศสและนาวาร์ ตั้งแต่ 16 กันยายน พ.ศ. 2367 - 2 สิงหาคม พ.ศ. 2373[2] เป็นพระปิตุลา (ลุง) ในเยาวกษัตริย์ผู้ทรงไม่ได้บรมราชาภิเษก พระเจ้าหลุยส์ที่ 17 และพระอนุชาในพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศสและพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แห่งฝรั่งเศส ผู้ซึ่งหลังทรงถูกเนรเทศก็สนับสนุนพระอนุชาจนได้สืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ พระเจ้าชาร์ลที่ 10 ทรงครองราชสมบัติเป็นระยะเวลาเกือบ 6 ปี และสิ้นสุดลงด้วยการปฏิวัติเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ต้องทรงสละราชสมบัติแก่หลุยส์ ฟิลิปป์ที่ ดยุคแห่งออร์เลอองส์ ซึ่งขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศส พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 ทรงถูกเนรเทศและสวรรคตที่กอริเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย[3]

วัยเยาว์[แก้]

เจ้าชายชาร์ลฟิลิปป์พร้อมด้วยเจ้าหญิงโคลทีลด์ พระขนิษฐา บนหลังแพะ

เจ้าชายชาร์ลฟิลิปป์แห่งฝรั่งเศสประสูติเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2300 เป็นเจ้าชายพระองค์สุดท้องในโดแฟ็งหลุยส์ กับ โดฟิเนมารี โฌเซฟพระราชวังแวร์ซาย ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เคานต์แห่งอาร์ตัว ตั้งแต่ประสูติโดยพระอัยกา พระเจ้าหลุยส์ที่ 15[4] ในฐานะที่ทรงเป็นราชนิกุลบุรุษพระองค์ท้ายสุด เจ้าชายชาร์ลจึงทรงดูเหมือนว่าไม่มีโอกาสที่จะขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส ต่อมาในปี พ.ศ. 2304 เจ้าชายหลุยส์ ดยุกแห่งเบอร์กันดี พระเชษฐาองค์ใหญ่สุดของพระองค์สิ้นพระชนม์อย่างไม่คาดคิด ทำให้ทรงเลื่อนขึ้นหนึ่งลำดับในลำดับการสืบราชบัลลังก์ฝรั่งเศส ทรงได้รับการถวายเลี้ยงดูโดยมาดามเดอมาร์ซ็อง ข้าหลวงแห่งราชโอรสราชธิดาฝรั่งเศส

เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2308 พระเชษฐาองค์รอง หลุยส์โอกุสต์ จึงกลายเป็นโดแฟ็งแห่งฝรั่งเศส (รัชทายาทผู้มีสิทธิโดยตรงในราชบัลลังก์ฝรั่งเศส) พระองค์ใหม่ พระมารดาของทั้งสองพระองค์ มารี โฌเซฟ ทรงโศกเศร้าพระทัยจากการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี ก็สิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ. 2310 ด้วยวัณโรค[5] ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ทรงกำพร้าตั้งแต่พระชนมายุได้ 9 พรรษา เช่นเดียวกับพระเชษฐา เจ้าชายหลุยส-โอกุสต์, เจ้าชายหลุยส์ สตานิสลัส เคานต์แห่งโพรว็อง, มาดามโคลทีลด์ และมาดามเอลิซาเบธ

พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ทรงพระประชวรในวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2317 และเสด็จสวรรคตในวันที่ 10 พฤษภาคม ด้วยโรคฝีดาษ สิริพระชนมายุรวม 64 พรรษา[6] พระราชนัดดา เจ้าชายหลุยส์-โอกุสต์ โดแฟ็งแห่งฝรั่งเศส จึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส[7]

เสกสมรสและพระชนม์ชีพส่วนพระองค์[แก้]

เจ้าชายชาร์ล เคานต์แห่งอาร์ตัว (พ.ศ. 2341)

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2316 เจ้าชายชาร์ลเสกสมรสกับเจ้าหญิงมารี เตเรซแห่งซาวอย การเสกสมรสครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์แทบจะในทันที ต่างกับการเสกสมรสของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อ็องตัวแน็ต[8]

ในปี พ.ศ. 2318 เจ้าหญิงมารี เตเรซ มีพระประสูติกาลแด่เจ้าชายหลุยส์ อ็องตวน ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นดยุกแห่งอ็องกูแลมโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 นับเป็นรัชทายาทพระองค์แรกแห่งราชวงศ์บูร์บงรุ่นถัดไป เนื่องจากทั้งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และเคานต์แห่งโพรว็องยังมิได้มีพระประสูติกาลแก่รัชทายาทใดเลย ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้พวก ลิเบลลิสต์ (กลุ่มนักเขียนใบปลิวอื้อฉาวเกี่ยวกับบุคคลสำคัญในราชสำนักและทางการเมือง) นำไปล้อเลียนถึงความไร้สมรรถภาพทางเพศของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16[9] สามปีถัดมาในปี พ.ศ. 2521 ก็มีพระประสูติกาลแด่เจ้ายหลุยส์ แฟร์ดิน็อง และต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นดยุกแห่งแบร์รี[10] ในปีเดียวกันนั้นเองที่สมเด็จพระราชินีมารี อ็องตัวแน็ต มีพระประสูติกาลพระธิดาเป็นครั้งแรกนามว่า เจ้าหญิงมารี เตเรซ ซึ่งช่วยกลบข่าวลือที่ว่าทรงไม่สามารถมีรัชทายาทได้

เจ้าชายชาร์ลทรงถูกมองว่าเป็นบุคคลที่น่าดึงดูดใจมากที่สุดในบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ฝรั่งเศส เนื่องด้วยทรงมีความคล้ายคลึงกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 อย่างมาก[11] ด้านพระชายาของพระองค์กลับถูกผู้คนส่วนมากในยุคสมัยนั้นมองว่าอัปลักษณ์ ตามคำกล่าวอ้างของเคานต์เอเซกส์ เจ้าชายชาร์ลทรงคบชู้มากมาย "โฉมงามน้อยคนนักที่จะเย็นชากับพระองค์" ต่อมาทรงมีเสน่หาตลอดช่วงพระชนม์ชีพกับ หลุยส์เดอโปลัสตร็อง น้องสาวบุญธรรมของดัชเชสแห่งโปลิญัก ซึ่งเป็นพระสหายคนสนิทของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต

เจ้าชายชาร์ลยังทรงมีสัมพันธภาพกับพระนางมารี อ็องตัวแน็ต อย่างเหนียวแน่น ซึ่งทั้งสองทรงพบกันครั้งแรกในคราวที่พระนางมารี อ็องตัวแน็ตเสด็จเยือนฝรั่งเศสในเดือนเมษายน พ.ศ. 2313 ขณะนั้นเจ้าชายมีพระชนมายุเพียง 12 พรรษา[11] ความใกล้ชิดสนิทสนมนี้เองที่ทำให้แม่ค้าชาวปารีสสร้างข่าวลืออย่างผิดๆ ว่าเจ้าชายทรงยั่วยวนเสน่หาแก่พระนางมารี เจ้าชายชาร์ลมักปรากฏพระองค์ตรงข้ามพระนางมารีอยู่บ่อยครั้งในโรงละครส่วนพระองค์ ณ พระตำหนักเปติต์ไตรอาน็อง ทั้งสองพระองค์ได้รับการกล่าวขานว่ามีพระปรีชาสามารถอย่างมากในการเป็นนักแสดงมือสมัครเล่น พระนางมารีทรงสวมบทบาทเป็นคนงานรีดนมวัว, คนเลี้ยงแกะ และสตรีชนบท ด้านเจ้าชายชาร์ลทรงรับบทเป็นคู่รัก, ข้ารับใช้ และเกษตรกร

ทั้งสองพระองค์ทรงพัวพันกับเรื่องราวอันโด่งดังในการก่อสร้างชาโตเดอแบแกเตลล์ ในปี พ.ศ. 2318 เจ้าชายชาร์ลทรงซื้อกระท่อมล่าสัตว์เล็กๆ ในแคว้นบัวส์เดอบูโลญ ต่อมาทรงทุบทำลายที่พำนักหลังเดิมทิ้งและวางแผนที่จะก่อสร้างพระตำหนักหลังใหม่ขึ้นแทน ซึ่งพระนางมารี อ็องตัวแน็ตทรงเดิมพันไว้ว่าพระตำหนักหลังใหม่นี้ไม่มีทางก่อสร้างได้สำเร็จภายในสามเดือน เจ้าชายชาร์ลก็ทรงจ้างสถาปนิกแนวนีโอคลาสสิกนามว่า ฟร็องซัว-โฌเซฟ เบล็องเช ในการออกแบบ ต่อมาเจ้าชายทรงชนะเดิมพันของพระนางมารี อ็องตัวแน็ต โดยที่ฟร็องซัวส์ใช้เวลาเพียงหกสิบสามวันในการก่อสร้างพระตำหนักให้เสร็จสมบูรณ์ คาดการณ์กันว่าทั้งโครงการซึ่งรวมไปถึงสวนที่ตกแต่งพร้อมสรรพใช้เงินก่อสร้างไปทั้งหมดมากกว่าสองล้านลีฟฝรั่งเศส ตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1770 เจ้าชายชาร์ลทรงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ทรงก่อหนี้ก้อนใหญ่ไว้ถึง 21 ล้านลีฟฝรั่งเศส และในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1780 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ต้องทรงชำระหนี้ให้แก่พระอนุชาทั้งสองพระองค์อันได้แก่เคานต์แห่งอาร์ตัวและเคานต์แห่งโพรว็อง[12]

เช่นเดียวกับในช่วง พ.ศ. 2318 เจ้าชายหลุยส์-ฟิลิปป์แห่งออร์เลอองส์ ผู้ทรงเป็นดยุกแห่งออร์เลอองส์ในอนาคต ได้ทรงวางแผนที่จะสร้างรอยแยกระหว่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระอนุชาองค์สุดท้องของพระองค์ ทรงชักชวนให้เจ้าชายชาร์ลเล่นการพนันและซ่องโสเภณีพระราชวังหลวง อันเป็นที่พำนักเดิมของบรรพบุรุษของเจ้าชายหลุยส์-ฟิลิปป์ ทรงหวังให้เจ้าชายชาร์ลทรงติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์จนสิ้นพระชนม์ลงหรือไม่ก็กลายเป็นหมัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์ฝรั่งเศสของหลุยส์-ฟิลิปป์ในอนาคต[13] และในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าชายสืบสายพระโลหิตพระองค์แรก เจ้าชายหลุยส์-ฟิลิปป์ทรงอยู่ลำดับที่สี่ในลำดับการสืบราชบัลลังก์ฝรั่งเศสตามหลังเคานต์แห่งโพรว็อง, เคานต์แห่งอาร์ตัว และดยุกแห่งอ็องกูแลม โดยที่ในขณะนั้นมีเพียงเจ้าชายชาร์ลเท่านั้นที่ทรงมีรัชทายาทในบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์รุ่นเดียวกัน[14]

ในปี พ.ศ. 2324 เจ้าชายชาร์ลทรงเป็นผู้รับมอบอำนาจของสมเด็จพระจักรพรรดิโจเซฟที่ 2 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในการประกอบพระราชพิธีเฉลิมพระนามแด่ลูกทูนหัวของพระจักรพรรดิ โดแฟ็งหลุยส์ โฌเซฟ[15]

วิกฤตการณ์และการปฏิวัติ[แก้]

ความตื่นตัวทางการเมืองของพระองค์เริ่มต้นขึ้นในวิกฤตการณ์ของระบอบกษัตริย์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2329 เมื่อเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าราชอาณาจักรฝรั่งเศสประสบกับภาวะล้มละลายจากความพยายามทางการทหารต่างๆ ก่อนหน้านี้ (โดยเฉพาะสงครามเจ็ดปีและสงครามประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา) ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงระบบงบประมาณเสียใหม่ประเทศชาติจึงจะอยู่รอดไปได้ เจ้าชายชาร์ลสนับสนุนให้มีการเพิกถอนเหล่าอภิสิทธิ์ชนทางการงบประมาณของรัฐ แต่การลดทอนอภิสิทธิ์ทางสังคมนี้ถูกต่อต้านโดยผู้ที่เสียผลประโยชน์โดยตรงอันได้แก่คริสตจักรและคณะขุนนาง ทรงเชื่อมั่นว่าระบบการคลังของประเทศควรจะถูกปฏิรูปโดยปราศจากการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ตรัสว่ามันเป็น "เวลาของการซ่อมแซม ไม่ใช่การทำลาย"

ในที่สุดพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จึงต้องทรงเปิดประชุมสภาฐานันดร ซึ่งไม่ได้มีการประชุมมามากกว่า 150 ปีแล้ว การประชุมนี้จะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2332 เพื่อให้สัตยาบันในการปฏิรูประบบการคลัง เช่นเดียวกับพระขนิษฐา มาดามเอลิซาเบธ เจ้าชายชาร์ลทรงเป็นหนึ่งในสมาชิกราชวงศ์หัวอนุรักษนิยมมากที่สุดพระองค์หนึ่ง ทรงต่อต้านข้อเรียกร้องจากฐานันดรที่สาม (ผู้แทนของชนชั้นสามัญชน) ที่เรียกร้องอำนาจที่มากขึ้นของการลงคะแนนเสียง จึงทำให้เกิดเสียงวิจารณ์จากพระเชษฐาที่ทรงกล่าวหาพระองค์ว่าดำรงตน ปลุสโรยัลลิสต์เกอเลอรัว (plus royaliste que le roi; นิยมกษัตริย์มากกว่าองค์กษัตริย์เอง) ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2332 คณะผู้แทนจากฐานันดรที่สามประกาศตนว่าเป็นสมัชชาแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะสรรหาระบอบการปกครองของฝรั่งเศสเสียใหม่[16]

ในการร่วมมือกับบารงเดอเบรอเตย เจ้าชายชาร์ลทรงมีพันธมิตรที่จะร่วมกันขับไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหัวเสรีนิยมนามว่า ฌักส์ เน็กแกร์ แผนการนี้เองที่ย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าชายชาร์ลจากการที่ทรงพยายามรักษาให้การถอดถอนเน็กแกร์เกิดขึ้นในวันที่ 11 กรกฎาคม โดยปราศจากการรู้เห็นของเบรอเตย ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ทั้งสองคาดการณ์ไว้ก่อนมาก นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ความเป็นพันธมิตรทางการเมืองของทั้งสองเสื่อมลงก่อนที่จะจบลงด้วยความเกลียดชังซึ่งกันและกัน

การปลดเน็กแกร์นี้ก่อให้เกิดการทลายคุกบัสตีย์ในวันที่ 14 กรกฎาคม ด้วยความดื้อแพ่งของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระนางมารี อ็องตัวแน็ต สถานการณ์จึงไม่คลี่คลาย สามวันถัดมาในวันที่ 17 กรกฎาคม เจ้าชายชาร์ลและครอบครัวของพระองค์จึงเสด็จออกนอกฝรั่งเศส เช่นเดียวขับข้าราชสำนักคนอื่นๆ รวมถึงดัชเชสแห่งโปลิญัก พระสหายคนโปรดของพระราชินีมารี อ็องตัวแน็ต[17]

เสด็จลี้ภัย[แก้]

แผ่นจารึกสีน้ำเงิน ณ บ้านเลขที่ 72 ถนนเซาท์ออดลีย์ กรุงลอนดอน อันเป็นที่พำนักในช่วงปี พ.ศ. 2348 ถึง พ.ศ. 2357

เจ้าชายชาร์ลและครอบครัวทรงตัดสินใจที่จะลี้ภัยในซาวอย ซึ่งเป็นประเทศที่ประสูติของพระมเหสี[18] และที่นี่เองที่ทรงพำนักร่วมกับสมาชิกครอบครัวของเจ้าชายแห่งก็องเดบางพระองค์[19]

ขณะเดียวกันนั้นในกรุงปารีส พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงดิ้นรนไปกับสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งมุ่งมั่นที่จะปฏิรูประบบต่างๆ อย่างถอนรากถอดโคน รวมไปถึงการก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญแห่งฝรั่งเศส ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2334 สมัชชาแห่งชาติยังได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการสำเร็จราชการแทนไว้สำหรับกรณีที่พระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน ในขณะนั้นเองรัชทายาทซึ่งก็คือเจ้าชายหลุยส์-ชาร์ล ยังทรงพระเยาว์ ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนจึงตกเป็นของเคานต์แห่งโพรว็องหรือดยุกแห่งออร์เลอองส์ แต่ถ้าหากยังไม่สามารถหาผู้สำเร็จราชการแทนได้ ตำแหน่งนี้ก็จะตกเป็นของผู้ที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งข้ามสิทธิ์ในการสำเร็จราชการแทนของเจ้าชายชาร์ลไปโดยสิ้นเชิง ทั้งที่ตามลำดับการสืบราชสมบัติแล้ว เจ้าชายทรงอยู่ลำดับที่ระหว่างเคานต์แห่งโพรว็องและดยุกแห่งออร์เลอองส์[20]

ช่วงนั้นเองที่เจ้าชายชาร์ลทรงย้ายจากตูรินไปพำนักที่เทรียร์ ที่ซึ่งพระปิตุลา เจ้าชายคลีเมนส์ เวนซ์สเลาส์แห่งแซกโซนี ดำรงตำแหน่งเป็นอาร์คบิชอปผู้คัดเลือก เจ้าชายชาร์ลทรงตระเตรียมการปฏิวัติต่อต้าน แต่พระราชหัตถเลขาจากพระราชินีมารี อ็องตัวแน็ต มีพระราชดำริว่าให้เลื่อนออกไปจนกว่าพระราชวงศ์จะเสด็จออกจากฝรั่งเศสเสร็จเรียบร้อยแล้ว[21] แต่เมื่อการเสด็จหนีล้มเหลว เจ้าชายชาร์ลก็ทรงย้ายไปยังโคเบลนซ์ ณ ที่นั้นเองทรงไปร่วมกับเคานต์แห่งโพรว็องและเจ้าชายแห่งก็องเดในการประกาศรุกรานฝรั่งเศส เคานต์แห่งโพรว็องส่งหนังสือราชการขอความช่วยเหลือในการรุกรานฝรั่งเศสจากพระมหากษัตริย์ยุโรปหลายพระองค์ ด้านเจ้าชายชาร์ลก็ทรงก่อตั้งราชสำนักพลัดถิ่นขึ้น ณ รัฐผู้คัดเลือกเทรียร์ ในวันที่ 25 สิงหาคม เหล่าเจ้านายผู้ปกครองของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และปรัสเซียได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ชาติยุโรปร่วมกันเข้าแทรกแซงฝรั่งเศส[22]

วันขึ้นปีใหม่ของปี พ.ศ. 2335 สมัชชาแห่งชาติประกาศให้ผู้อพยพทุกคนเป็นผู้ทรยศชาติ, ถอดถอนบรรดาศักดิ์ และยึดเอาที่ดินของพวกเขา[23] มาตรการนี้ตามมาด้วยการระงับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์จนในที่สุดจบลงด้วยการล้มล้างการปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญในเดือนกันยายนปีเดียวกัน พระบรมวงศานุวงศ์ทรงถูกคุมขัง ต่อมาพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีมารี อ็องตัวแน็ตก็ทรงถูกสำเร็จโทษในปี พ.ศ. 2336[24] ด้านโดแฟ็งพระองค์น้อยก็สิ้นพระชนม์ลงจากอาการประชวรในปี พ.ศ. 2338 พระศพถูกทอดทิ้งไม่มีการเหลียวแล[25]

เมื่อสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสปะทุขึ้นในปี พ.ศ. 2335 เจ้าชายชาร์ลเสด็จหนีไปยังสหราชอาณาจักรที่ซึ่งพระเจ้าจอร์จที่ 3 มีพระบรมราชานุญาตให้พำนักอย่างเมตตา เจ้าชายชาร์ลพำนักกับพระสนม หลุยส์เดอโปลัสตร็อง ทั้งที่เอดินบะระและกรุงลอนดอน[26] ส่วนพระเชษฐา เคานต์แห่งโพรว็องซ์ ก็ได้เสด็จย้ายไปยังเวโรนาหลังจากที่พระนัดดา (โดแฟ็งหลุยส์-ชาร์ล) สิ้นพระชนม์ลงในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2338 และจากนั้นจึงย้ายไปยังพระราชวังเยลกาวาในมิเทา ณ ที่นั้นเอง ในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2342 พระโอรสของเจ้าชายชาร์ล ดยุกแห่งอ็องกูแลม เสกสมรสกับเจ้าหญิงมารี เตเรซ พระธิดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ที่รอดมาได้เพียงพระองค์เดียว ต่อมาในปี พ.ศ. 2345 เจ้าชายชาร์ลให้การสนับสนุนพระเชษฐาของพระองค์ด้วยเงินหลายพันปอนด์ ในปี พ.ศ. 2350 พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ก็เสด็จฯ มาประทับในสหราชอาณาจักร[27]

ราชวงศ์บูร์บงฟื้นฟู[แก้]

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2357 เจ้าชายชาร์ลเสด็จออกจากที่พำนักในลอนดอนอย่างลับๆ เพื่อไปร่วมกับสงครามหกสัมพันธมิตรในฝรั่งเศสตอนใต้ ในขณะนั้นพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงต้องประทับอยู่บนเก้าอี้เข็นและให้การสนับสนุนเจ้าชายชาร์ลด้วยพระราชเอกสารสิทธิ (letters patent) พระราชทานยศทหารชั้นพลโทแห่งราชอาณาจักร ในวันที่ 31 มีนาคม กองกำลังสัมพันธมิตรเข้ายึดกรุงปารีส สัปดาห์ถัดมาจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ก็สละราชสมบัติ วุฒิสภาฝรั่งเศสจึงประกาศการฟื้นฟูพระราชอำนาจของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ด้านเจ้าชายชาร์ลก็เสด็จถึงปารีสในวันที่ 12 เมษายน[28] และดำรงพระยศพลโทแห่งราชอาณาจักรไปจนกระทั่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 เสด็จฯ กลับจากอังกฤษ ในช่วงที่รักษาราชการแทนพระองค์อยู่นี้เอง เจ้าชายชาร์ลได้ก่อตั้งกองตำรวจลับผู้มีแนวคิดนิยมกษัตริย์สุดโต่งซึ่งขึ้นตรงต่อพระองค์อย่างลับๆ โดยปราศจากการรับรู้ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 กองตำรวจลับนี้ดำรงอยู่ถึงห้าปี[29]

ชาวปารีสต่างพากันยินดีปรีดาอย่างมากกับการเสด็จฯ นิวัติพระนครของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ซึ่งพระองค์เสด็จฯ ไปประทับอยู่ ณ พระราชวังตุยเลอรีส์[30] ด้านเคานต์แห่งอาร์ตัวประทับ ณ ปาวิยงเดอมาร์ส ส่วนดยุกแห่งอ็องกูแลมประทับ ณ ปาวิยงเดอฟลอร์ ซึ่งสามารถมองเห็นแม่น้ำแซน[31] ดัชเชสแห่งอ็องกูแลม (เจ้าหญิงมารี เตเรซ) ถึงกับทรงเป็นลมหมดสติเมื่อเสด็จมาถึง เนื่องจากพระราชวังรื้อฟื้นความทรงจำอันเลวร้ายเก่าๆ เกี่ยวกับการกักขังครอบครัวของพระองค์ รวมไปถึงการบุกเข้าทำลายพระราชวังและการสังหารหมู่ทหารสวิสการ์ดรักษาพระองค์ในเหตุการณ์วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2335[30]

ตามคำแนะนำของกองกำลังสัมพันธมิตร พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 โปรดให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเสรีขึ้น นั่นก็คือ ธรรมนูญ พ.ศ. 2357 ซึ่งกำหนดให้ใช้การปกครองระบบสองสภา โดยมีผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง 90,000 คน และเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา[32]

หลังจากการกลับมาสู่อำนาจของนโปเลียนที่ 1 ช่วงสั้นๆ ในปี พ.ศ. 2358[33] มิคสัญญีขาวครั้งที่สองก็ดำเนินไปทั่วฝรั่งเศส เมื่อข้าราชการและนายทหารของนโปเลียนกว่า 80,000 นายถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง บ้างก็ถูกสังหาร ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือจอมพลแน ผู้ถูกประหารชีวิตจากข้อหาทรยศต่อประเทศชาติ และเคานต์เบริงที่ 1 ผู้ถูกสังหารโดยมวลชนผู้ประท้วง[34]

พระราชอนุชาและรัชทายาทโดยสันนิษฐาน[แก้]

ในขณะที่พระเจ้าหลุยส์ทรงสงวนไว้ซึ่งธรรมนูญฉบับเสรี เจ้าชายชาร์ลก็ทรงอุปถัมภ์สมาชิกกลุ่มนิยมกษัตริย์หัวรุนแรงในรัฐสภา เช่น ฌูลส์ เดอ ปอลีญัก, นักเขียน ฟร็องซัว-เรอเน เดอ ชาโตบรีอองด์ และฌ็อง-บาติสต์ เดอ วีแลล[35] ในหลายโอกาสที่เจ้าชายชาร์ลทรงเปล่งเสียงไม่เห็นด้วยกับรัฐมนตรีหัวเสรีของพระเชษฐาและทรงขู่ว่าจะเสด็จออกจากฝรั่งเศสหากพระเจ้าหลุยส์ไม่ทรงเพิกเฉยต่อรัฐมนตรีเหล่านั้น[36] ในทางกลับกัน พระเจ้าหลุยส์ก็ทรงเกรงพระราชหฤทัยว่าแนวคิดกษัตริย์นิยมสุดโต้งของพระอนุชาผู้เป็นรัชทายาทโดยสันนิษฐานจะนำพาให้พระบรมวงศานุวงศ์ต้องเสด็จลี้ภัยอีกเป็นครั้งที่สอง (ซึ่งต่อมาก็เกิดขึ้นจริง)

ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2363 พระโอรสองค์เล็กของเจ้าชายชาร์ล ดยุกแห่งแบร์รี ถูกลอบปลงพระชนม์ ณ โรงอุปรากรณ์ปารีส ความสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้นำมาเพียงแต่ความเสียหายต่อพระบรมวงศานุวงศ์ แต่ยังนำความไม่ปลอดภัยมาสู่ราชวงศ์บูร์บงอย่างต่อเนื่อง ที่ซึ่งดยุกแห่งอ็องกูแลมเองแม้จะเสกสมรสแล้วแต่ก็ยังทรงไม่มีรัชทายาทไว้คอยสืบราชบัลลังก์ รัฐสภาโต้เถียงกันในประเด็นการล้มเลิกกฎหมายแซลิกที่จำกัดสิทธิ์ในการขึ้นครองราชบัลลังก์ของรัชทายาทที่เป็นสตรี ซึ่งถูกนำมาใช้อย่างยาวนานและขัดขืนมิได้ อย่างไรก็ตาม พระชายาม่ายในดยุกแห่งแบร์รี เจ้าหญิงแคโรไลน์แห่งเนเปิลส์และซิซิลี ทรงพบว่าทรงตั้งพระครรภ์และมีพระประสูติกาลแก่พระโอรสในวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2363 คือ เจ้าชายอองรี ดยุกแห่งบอร์โดซ์[37] การประสูติครั้งนี้ถูกสรรเสริญว่าเป็น "พระประทานจากพระเจ้า" และประชาชนชาวฝรั่งเศสได้นำพระองค์ไปยังพระราชวังช็องบอร์เพื่อเฉลิมฉลอง[38] ด้วยเหตุนี้ทำให้พระเจ้าหลุยส์พระราชทานบรรดาศักดิ์เจ้าชายน้อยขึ้นเป็น เคานต์แห่งช็องบอร์ ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้จักพระองค์ในนาม เจ้าชายอองรี เคานต์แห่งช็องบอร์

ครองราชย์[แก้]

พระราโชบายภายในประเทศ[แก้]

พระอาการประชวรของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 เป็นที่น่ากังวลมาตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ. 2367[39] ทรงทรมานจากพระอาการเนื้อตายเน่าทั้งแบบเปียกและแบบแห้งบริเวณขาและกระดูกสันหลัง จากนั้นก็เสด็จสวรรคตในวันที่ 16 กันยายน ปีเดียวกัน พระอนุชาจึงสืบทอดราชสมบัติขึ้นเป็นพระเจ้าชาร์ลที่ 10 แห่งฝรั่งเศส[40] ความพยายามแรกในฐานะพระมหากษัตริย์ของพระองค์ก็คือการรวบรวมราชวงศ์บูร์บงศ์ให้มีความกลมเกลียวเหนียวแน่น พระองค์พระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้น รอยัลไฮเนส แก่พระญาติฝ่ายราชวงศ์ออร์เลอองส์ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกกีดกันโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 เพราะอดีตดยุกแห่งออร์เลอองส์มีส่วนร่วมในการสวรรคตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16

ในช่วงไม่กี่เดือนแรกของรัชกาล รัฐบาลในพระเจ้าชาร์ลที่ 10 ผ่านร่างกฎหมายที่เพิ่มอำนาจแก่ขุนนางและนักบวชหลายฉบับ พระองค์พระราชทานรายชื่อกฎหมายที่มีพระประสงค์จะลงพระนามาภิไธยแก่นายกรัฐมนตรี ฌ็อง-บาติสต์ เดอ วีแลล ทุกครั้งที่เสด็จฯ ไปเปิดประชุมรัฐสภา ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2368 รัฐบาลผ่านร่างกฎหมายซึ่งเสนอโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 แต่มีผลบังคับใช้ไม่นานหลังจากเสด็จสวรรคต กฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ขุนนางผู้ที่ถูกริบรอนเคหาสน์สถานในช่วงการปฏิวัติ (ฝรั่งเศส: biens nationaux) โดยรัฐบาลเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยในรูปของพันธบัตรรัฐบาลแก่ผู้ที่สูญเสียเคหาสน์สถานแลกกับการสละสิทธิ์ในความเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าว รวมเป็นเงินที่รัฐบาลต้องรับภาระกว่า 988 ล้านฟรังก์ ในเดือนเดียวกันนั้นเองยังได้มีการผ่านร่างพระราชบัญญัติห้ามทำลายรูปเคารพ (Anti-Sacrilege Act) นอกจากนี้รัฐบาลในพระเจ้าชาร์ลที่ 10 ยังพยายามจะรื้อฟื้นการให้บุตรหัวปี (เฉพาะบุรุษเพศ) ของครอบครัวเป็นผู้รับภาระชำระภาษีมากกว่า 300 ฟรังก์ต่อปี แต่ถูกสภาผู้แทนลงคะแนนเสียงคัดค้าน[41] ในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2368 พระเจ้าชาร์ลทรงเข้ารับการเจิม ณ มหาวิหารแร็งส์ ในพระราชพิธีการรับศีลบวช (Consecration) อันเป็นพระราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งพระราชพิธีนี้เว้นว่างไปตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2328 โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 ทรงไม่จัดพระราชพิธีดังกล่าวเพราะประสงค์ที่จะหลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่อาจเกิดขึ้นตามมา[42]

การที่พระเจ้าชาร์ลที่ 10 ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนปรากฏให้เห็นเด่นชัดในเดือนเมษายน พ.ศ. 2370 เมื่อมีความวุ่นวายเกิดขึ้นขณะทรงพิจารณาทบทวนถึงกองทหารพิทักษ์ราชอาณาจักร (ฝรั่งเศส: la Garde nationale) ในกรุงปารีส ทำให้ทรงแก้ไขสถาณการณ์ด้วยการยกเลิกกองทหารดังกล่าว แต่ไม่ได้มีการปลดอาวุธสมาชิกของกองกำลังแต่อย่างใด ทำให้กองกำลังดังกล่าวยังคงเป็นภัยคุกคาม[42] ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ทรงสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภา จึงทรงปลดนายกรัฐมนตรีวีแลลและโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ฌ็อง-บาติสต์ เดอ มาร์ตีญัก ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน โดยพระองค์ไม่โปรดมาร์ตีญักและทรงตั้งไว้เพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราวเท่านั้น ต่อมาจึงทรงปลดมาร์ตีญักและแต่งตั้ง ฌูลส์ เดอ ปอลีญัก ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วเมื่อฝ่ายของฟร็องซัว-เรอเน เดอ ชาโตบรีอองด์ ผู้สนับสนุนคนสำคัญพ่ายแพ้ในสภา ปอลีญักก็สูญเสียเสียงสนับสนุนข้างมากในสภา ณ สิ้นเดือนสิงหาคม และเพื่อที่จะดำรงอยู่ในอำนาจให้ได้นานที่สุด ปอลีญักเลือกที่จะไม่ยุบสภาผู้แทนไปจนกระทั่งเดือนมีนาคม พ.ศ. 2373[43]

การยึดครองอัลจีเรีย[แก้]

ในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2373 รัฐบาลภายใต้การนำของปอลีญักตัดสินใจส่งกองกำลังทหารไปยังอัลจีเรีย เพื่อปราบปราบกองเรือโจรสลัดชาวอัลจีเรียที่กำลังคุกคามการค้าบนน่านน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเพื่อที่จะเพิ่มพูนความนิยมของรัฐบาลด้วยชัยชนะทางการทหาร สาเหตุที่ก่อให้เกิดสงครามตามมาก็คือการที่อุปราชแห่งอัลจีเรียโกรธกริ้ว เพราะฝรั่งเศสค้างชำระหนี้ที่นโปเลียนก่อไว้จากการรุกรานอิยิปต์ จึงทำให้อุปราชทรงใช้กองกำลังโจมตีเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส[43] ฝรั่งเศสก็ตอบโต้โดยดารส่งกองทหารเข้ารุกรานอัลจีเรียในวันที่ 5 กรกฎาคม[44]


อ้างอิง[แก้]

  1. Adresse au Roi. A Sa Majesté Charles X, le bien-aimé, roi de France et de Navarre [Signé : le chevalier d'Antibes. 16 et 27 septembre 1824]
  2. Mary Platt Parmele, A Short History of France. New York: Charles Scribner's Sons (1894), p. 221.
  3. Munro Price, The Perilous Crown: France between Revolutions, Macmillan, p. 185-187.
  4. nndb.com
  5. Évelyne Lever, Louis XVI, Librairie Arthème Fayard, Paris (1985), p. 43
  6. Antonia Fraser, Marie Antoinette: the Journey, p. 113–116.
  7. Charles Porset, Hiram sans-culotte? Franc-maçonnerie, lumières et révolution: trente ans d'études et de recherches, Paris: Honoré Champion, 1998 p. 207.
  8. Fraser, p. 128-129.
  9. Fraser, p. 137–139.
  10. Fraser, p. 189.
  11. 11.0 11.1 Fraser, p. 80-81.
  12. Fraser, p. 178.
  13. Susan Nagel, Marie Thérèse: Child of Terror, p. 11.
  14. Nagel, pp. 11-12.
  15. Fraser, p. 221.
  16. Fraser, p. 274–278.
  17. Fraser, p. 338.
  18. Fraser, p. 340.
  19. Nagel, p. 65.
  20. Fraser, p. 383.
  21. Nagel, p. 103.
  22. Nagel, p. 113.
  23. Nagel, p. 118.
  24. Fraser, p. 399, 440, 456; Nagel, p. 143.
  25. Nagel, p. 152-153.
  26. Nagel, p. 207.
  27. Nagel, p. 210, 222, 233–235
  28. Nagel, p. 153.
  29. Price, p. 11-12.
  30. 30.0 30.1 Nagel, p. 253-254.
  31. Price, p. 50.
  32. Price, p. 52-54.
  33. Price, p. 72, 80–83
  34. Price, p. 84.
  35. Price, p. 91-92.
  36. Price, p. 94-95.
  37. Price, p. 109.
  38. McConnachie, James (2004). Rough Guide to the Loire. London: Rough Guides. p. 144. ISBN 978-1843532576. 
  39. Lever, Évelyne, Louis XVIII, Librairie Arthème Fayard, Paris, 1988, p. 553. (French).
  40. Price, p. 113-115.
  41. Price, p. 116-118.
  42. 42.0 42.1 Price, p. 119-121.
  43. 43.0 43.1 Price, p. 122-128.
  44. Price, p. 136-138.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]