ข้ามไปเนื้อหา

นิวรณ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

นิวรณ์ (อ่านว่า นิ-วอน) (บาลี: nīvaraṇāna) แปลว่า เครื่องกั้น (Hindrances) หมายถึงกลุ่มอารมณ์ทางความคิดที่เป็นเครื่องปิดกั้นหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี ไม่เปิดโอกาสให้ทำความดี และเป็นเครื่องกั้นความดีไว้ไม่ให้เข้าถึงจิต เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมไม่ได้ หรือทำให้เลิกล้มความตั้งใจปฏิบัติไป

นิวรณ์มี 5 อย่าง คือ

  1. กามฉันทะ ความพอใจในกาม (Sensual Desire) หมายถึง กลุ่มอารมณ์ประเภท ความลุ่มหลง ความรักใคร่ ความต้องการทางเพศ การติดใจ ความต้องการ ความปรารถนา ความหลงใหลใฝ่ฝัน เป็นต้น
  2. พยาบาท ความปองร้าย (Ill-will) หมายถึง กลุ่มอารมณ์ประเภท ความโกรธ ความเกลียด ความแค้น ความริษยา ความดูหมิ่น ความผูกใจเจ็บ ความขัดเคืองใจ เป็นต้น
  3. ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหดหู่ (Sloth and Torpor) หมายถึง กลุ่มอารมณ์ประเภท ความเกียจคร้าน ท้อแท้ เศร้าซึม หมดหวัง เสียใจ หมดอาลัย ไร้กำลังใจ ไม่ฮึกเหิม เบื่อ เซ็ง เป็นต้น
  4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ (Distraction and Remorse; Flurry and Worry; Anxiety) หมายถึง กลุ่มอารมณ์ประเภท วิตกกังวล ระแวง กลัว ความคิดซัดส่ายตลอดเวลา ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใด ๆ เป็นต้น
  5. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (Doubt; Uncertainty) หมายถึง กลุ่มอารมณ์ประเภท ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล กล้า ๆ กลัว ๆ ไม่เต็มที่ ไม่มั่นใจ เป็นต้น


นิวรณ์ 5 มีลำดับขั้นตอนการเกิด คือ 1.กามฉันทะ 2.พยาบาท 3.อุทธัจจกุกกุจจะ 4.ถีนมิทธะ และ5.วิจิกิจฉา ซึ่งสามารถอธิบายลำดับการเกิดขึ้นได้ดังนี้

  • กามฉันทะ (Sensory Craving/Desire)

จุดเริ่มต้นของนิวรณ์มักมาจากความต้องการหรือความอยากได้ในสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ในทางจิตวิทยา นี่คือแรงขับพื้นฐานที่เกิดจากระบบการให้รางวัล (reward system) ของสมอง เมื่อเราคาดหวังว่าจะได้รับความสุขหรือความพึงพอใจจากการได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา

  • พยาบาท (Ill-will/Aversion)

เมื่อความปรารถนา (กามฉันทะ) ไม่ได้รับการตอบสนอง หรือประสบกับสิ่งที่ไม่พึงพอใจ ก็จะเกิดความรู้สึกขัดเคือง โกรธเกลียด ไม่พอใจ ในทางจิตวิทยา นี่คือการตอบสนองทางอารมณ์ของสมองส่วนอะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประมวลผลความกลัวและความโกรธ ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากความไม่สมหวัง การถูกขัดขวาง หรือการรับรู้ถึงภัยคุกคามต่อความต้องการของเรา

  • อุทธัจจกุกกุจจะ (Restlessness and Remorse)

เมื่อความโกรธ (พยาบาท) ปะทุขึ้นและอาจนำไปสู่การกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา การกระทำ หรือแม้แต่ความคิดที่ไม่ดีงาม ภายหลังการกระทำเหล่านั้น จิตจะเข้าสู่สภาวะฟุ้งซ่าน กระวนกระวายใจ ไม่สงบ และอาจรู้สึกผิดหรือเสียใจกับการกระทำของตนเอง (remorse) ในทางจิตวิทยา นี่คือผลจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท และการทำงานของสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ที่พยายามประเมินผลและควบคุมพฤติกรรม แต่กลับถูกครอบงำด้วยอารมณ์ ความฟุ้งซ่านเกิดจากความคิดที่วกวนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และความกังวลในผลลัพธ์ที่จะตามมา

  • ถีนมิทธะ (Sloth and Torpor)

เมื่อจิตใจอยู่ในภาวะฟุ้งซ่านและกระวนกระวายใจเป็นเวลานานๆ การใช้พลังงานทางจิตสูง ทำให้เกิดความเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย อ่อนเพลีย ง่วงเหงาหาวนอน และขาดแรงจูงใจที่จะทำสิ่งใดๆ ในทางจิตวิทยา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของสารสื่อประสาทเช่น เซโรโทนิน (serotonin) ที่ลดลง หรือการตอบสนองต่อความเครียดเรื้อรัง (chronic stress) ซึ่งส่งผลให้พลังงานทางร่างกายและจิตใจลดลงอย่างมาก เกิดความท้อแท้ หมดกำลังใจ

  • วิจิกิจฉา (Skeptical Doubt)

เมื่อจิตใจอ่อนล้า ท้อแท้ ขาดพลังงาน ทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง เกิดความไม่แน่ใจ สงสัย ไม่มั่นคง ไม่กล้าที่จะลงมือทำสิ่งใดๆ เพราะขาดความเชื่อมั่นในตนเองและในสิ่งที่กำลังจะทำ ในทางจิตวิทยา นี่คือผลกระทบจากการที่สมองส่วนหน้าที่รับผิดชอบการวางแผน การตัดสินใจ และการควบคุมตนเอง ทำงานได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากถูกรบกวนด้วยความอ่อนล้าทางจิตใจและความไม่มั่นคงทางอารมณ์

กรรมฐานที่เหมาะสมแก่นิวรณ์

[แก้]
  • กามฉันทะ ให้ภาวนากายคตาสติ อสุภะ 10 อาหาเรปฏิกูลสัญญา เพื่อทำลายความอยากในกามเสีย
  • พยาบาท ให้ภาวนาอัปมัญญาหรือพรหมวิหาร 4 วรรณกสิน 4 เพื่อเพิ่มความเมตตา
  • ถีนมิทธะ ให้ภาวนาอนุสสติ 7 คือพุทธานุสสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ อุปสมานุสสติ และอาโลกสัญญา (แสงสว่างเป็นอารมณ์) เพื่อเสริมสร้างศรัทธาและความเพียร
  • อุทธัจจะกุกกุจจะ ให้ภาวนากสิน 6 คือ ปฐวีกสิน อาโปกสิน วาโยกสิน เตโชกสิน อากาสกสิน อาโลกกสิน เพื่อเพิ่มกำลังสมาธิ (อานาปานสติ เอามาเพิ่มทีหลังไม่เกี่ยวกับที่อ้างอิง แต่เป็นตัวระงับความฟุ้งซ่าน)
  • วิจิกิจฉา ให้ภาวนาจตุตธาตุววัตถาน (พิจารณาธาตุ 4) อานาปานสติ มรณานุสสติ เพื่อละความสงสัย

ลักษณะ

[แก้]
  • กามฉันทะ เหมือนน้ำที่ถูกสีย้อม
  • พยาบาท เหมือนน้ำที่กำลังเดือด
  • ถีนมิทธะ เหมือนน้ำที่มีจอกแหนปกคลุมอยู่
  • อุทธัจจะกุกกุจจะ เหมือนน้ำที่เป็นคลื่น
  • วิจิกิจฉา เหมือนน้ำที่มีเปือกตม

บุคคลย่อมไม่อาจมองเห็นใต้น้ำได้สะดวกฉันใด เมื่อจิตมีนิวรณ์ บุคคลย่อมไม่อาจเห็นจิตตามจริงได้สะดวกฉันนั้น

ศีล 5 ที่สามารถควบคุมนิวรณ์

[แก้]
  • พยาบาท ให้ควบคุมด้วย การไม่ฆ่าสัตว์
  • อุทธัจจะกุกกุจจะ ให้ควบคุมด้วย การไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้
  • กามฉันทะ ให้ควบคุมด้วย การไม่ประพฤติผิดในกาม
  • วิจิกิจฉา ให้ควบคุมด้วยการไม่พูดเท็จ
  • ถีนมิทธะ ให้ควบคุมด้วย การไม่เสพสิ่งเสพติดอันเป็นเหตุให้ประมาท

องค์ฌานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์

[แก้]

เมื่อจิตเป็นอัปปนาสมาธิจนเกิดองค์ฌานทั้ง 5 ย่อมทำลายนิวรณ์ลงได้ ชั่วคราว คือในขณะอยู่ในฌาน และนอกฌาน เมื่อยังทรงอารมณ์ฌานไว้ได้อยู่ (ฌานยังไม่เสื่อม)

พละ 5 ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์

[แก้]

อาหารของนิวรณ์

[แก้]

ร่างกายนี้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด นิวรณ์ทั้งห้า ก็มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน
อาหารของนิวรณ์ในที่นี้ หมายถึง ปัจจัยอันนำมาซึ่งผลคือ นิวรณ์ (ซึ่งอาหารของนิวรณ์ทั้งหมดนั้น ถ้าสังเกตดูจะพบว่ามี การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย หรือ อโยนิโสมนสิการเป็นองค์ประกอบด้วยเสมอ)

อาหารของกามฉันท์

[แก้]

สิ่งที่เป็นอาหารให้กามฉันท์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกามฉันท์ที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งสวย ๆ งาม ๆ (ศุภนิมิต) หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากได้ พบสิ่งสวย ๆ งาม ๆ

อาหารของพยาบาท

[แก้]

สิ่งที่เป็นอาหารให้พยาบาทที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือพยาบาทที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งที่ทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจ ขัดใจ (ปฏิฆนิมิต)

อาหารของถีนมิทธะ

[แก้]

สิ่งที่เป็นอาหารให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือถีนมิทธะที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในอรตีนิมิต คือ

  1. ความไม่ยินดี ในที่อันสงัด หรือในธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล
  2. ความเกียจคร้าน
  3. ความบิดกายด้วยอำนาจกิเลส (บิดร่างกาย เอียงไปมา รู้สึกไม่สบาย ด้วยอำนาจกิเลส)
  4. ความเมาอาหาร
  5. ความที่ใจหดหู่

คำว่า อรตี (หรือที่มักเขียนในรูป อรติ หรือ อรดี ในภาษาไทย) นั้นมาจากรากศัพท์ คือ ​อ (อะ) เป็นคำอุปสรรคที่หมายถึง ไม่ และคำว่า รติ (ระ-ติ) แปลว่า ความยินดี, ความพอใจ

​ดังนั้น ความหมายหลักของ อรตี คือ ความไม่ยินดี, ความไม่พอใจ, หรือ ความเกลียดชัง/ริษยา (ซึ่งเป็นขั้นที่รุนแรงขึ้นของความไม่ยินดี) ​แล้วทำไมถึงมีการแปลว่า "ความขี้เกียจ"? ​ในบริบททาง พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาสำคัญของคำนี้ คำว่า อรติ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ อกุศลธรรม (ธรรมที่ไม่ดี) หรือ กิเลส ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม ซึ่งบ่อยครั้งคำว่า "ความไม่ยินดี" นี้จะมีความหมายที่กว้างกว่าแค่ความเกลียดชังส่วนบุคคล นั่นคือ ความไม่ยินดีในการประพฤติปฏิบัติธรรม อรติในทางธรรมคืออาการของจิตที่ ไม่ยินดี ไม่พอใจ ในการทำความดี การเจริญภาวนา หรือการอยู่ในสถานที่ดี ๆ (เช่น สถานที่สงบ, หมู่คณะที่ดี) จนทำให้เกิดความ ย่อท้อ หรือ เกียจคร้าน ที่จะทำสิ่งนั้น ๆ ความเกียจคร้าน (ในบางบริบท) บางครั้งนักปราชญ์หรือผู้ที่แปลอาจจะตีความและใช้คำที่ใกล้เคียงในภาษาไทยเพื่อให้สื่อความหมายของผลที่เกิดขึ้นจาก ความไม่ยินดี ในการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ หรือความไม่ยินดีที่จะเคลื่อนไหวทำกิจกรรมใด ๆ จึงอาจมีการแปลว่า ความขี้เกียจ เพื่อให้เข้าใจง่ายในบางบริบท โดยสรุปแล้ว ​ความหมายตามตัวอักษร คือ ไม่ยินดี, ไม่พอใจ ​ความหมายที่รุนแรงขึ้น คือ เกลียดชัง, ริษยา ​ความหมายในทางธรรม (ขยายผล) คือ ความเกียจคร้าน, ความย่อท้อ (ซึ่งเกิดจากความไม่ยินดีที่จะทำสิ่งนั้น) ​ดังนั้นที่แปลว่า ไม่ยินดี หรือ ความเกียจชัง นั้น ก็ถูกต้อง ตามรากศัพท์ และ ความหมาย

อาหารของอุทธัจจกุกกุจจะ

[แก้]

สิ่งที่เป็นอาหารให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย ในความไม่สงบใจ เปรียบเสมือนกองไฟที่คุกร่น แม้ไม่เห็นเปลวไฟแล้ว เหลือแต่ถ่านดำ ๆ ก็ยังมีความร้อนออกมาอยู่ ให้คนที่นั่งผิงไฟรู้สึกร้อนได้

อาหารของวิจิกิจฉา

[แก้]

สิ่งที่เป็นอาหารให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย

อ้างอิง

[แก้]

ดูเพิ่ม

[แก้]