นิวรณ์
| ส่วนหนึ่งของชุดบทความ |
| ศาสนาพุทธ |
|---|
นิวรณ์ (อ่านว่า นิ-วอน) (บาลี: nīvaraṇāna) แปลว่า เครื่องกั้น (Hindrances) หมายถึงกลุ่มอารมณ์ทางความคิดที่เป็นเครื่องปิดกั้นหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี ไม่เปิดโอกาสให้ทำความดี และเป็นเครื่องกั้นความดีไว้ไม่ให้เข้าถึงจิต เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมไม่ได้ หรือทำให้เลิกล้มความตั้งใจปฏิบัติไป
นิวรณ์มี 5 อย่าง คือ
- กามฉันทะ ความพอใจในกาม (Sensual Desire) หมายถึง กลุ่มอารมณ์ประเภท ความลุ่มหลง ความรักใคร่ ความต้องการทางเพศ การติดใจ ความต้องการ ความปรารถนา ความหลงใหลใฝ่ฝัน เป็นต้น
- พยาบาท ความปองร้าย (Ill-will) หมายถึง กลุ่มอารมณ์ประเภท ความโกรธ ความเกลียด ความแค้น ความริษยา ความดูหมิ่น ความผูกใจเจ็บ ความขัดเคืองใจ เป็นต้น
- ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหดหู่ (Sloth and Torpor) หมายถึง กลุ่มอารมณ์ประเภท ความเกียจคร้าน ท้อแท้ เศร้าซึม หมดหวัง เสียใจ หมดอาลัย ไร้กำลังใจ ไม่ฮึกเหิม เบื่อ เซ็ง เป็นต้น
- อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ (Distraction and Remorse; Flurry and Worry; Anxiety) หมายถึง กลุ่มอารมณ์ประเภท วิตกกังวล ระแวง กลัว ความคิดซัดส่ายตลอดเวลา ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใด ๆ เป็นต้น
- วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (Doubt; Uncertainty) หมายถึง กลุ่มอารมณ์ประเภท ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล กล้า ๆ กลัว ๆ ไม่เต็มที่ ไม่มั่นใจ เป็นต้น
นิวรณ์ 5 มีลำดับขั้นตอนการเกิด คือ 1.กามฉันทะ 2.พยาบาท 3.อุทธัจจกุกกุจจะ 4.ถีนมิทธะ และ5.วิจิกิจฉา ซึ่งสามารถอธิบายลำดับการเกิดขึ้นได้ดังนี้
- กามฉันทะ (Sensory Craving/Desire)
จุดเริ่มต้นของนิวรณ์มักมาจากความต้องการหรือความอยากได้ในสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ในทางจิตวิทยา นี่คือแรงขับพื้นฐานที่เกิดจากระบบการให้รางวัล (reward system) ของสมอง เมื่อเราคาดหวังว่าจะได้รับความสุขหรือความพึงพอใจจากการได้มาซึ่งสิ่งที่ปรารถนา
- พยาบาท (Ill-will/Aversion)
เมื่อความปรารถนา (กามฉันทะ) ไม่ได้รับการตอบสนอง หรือประสบกับสิ่งที่ไม่พึงพอใจ ก็จะเกิดความรู้สึกขัดเคือง โกรธเกลียด ไม่พอใจ ในทางจิตวิทยา นี่คือการตอบสนองทางอารมณ์ของสมองส่วนอะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประมวลผลความกลัวและความโกรธ ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากความไม่สมหวัง การถูกขัดขวาง หรือการรับรู้ถึงภัยคุกคามต่อความต้องการของเรา
- อุทธัจจกุกกุจจะ (Restlessness and Remorse)
เมื่อความโกรธ (พยาบาท) ปะทุขึ้นและอาจนำไปสู่การกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา การกระทำ หรือแม้แต่ความคิดที่ไม่ดีงาม ภายหลังการกระทำเหล่านั้น จิตจะเข้าสู่สภาวะฟุ้งซ่าน กระวนกระวายใจ ไม่สงบ และอาจรู้สึกผิดหรือเสียใจกับการกระทำของตนเอง (remorse) ในทางจิตวิทยา นี่คือผลจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท และการทำงานของสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ที่พยายามประเมินผลและควบคุมพฤติกรรม แต่กลับถูกครอบงำด้วยอารมณ์ ความฟุ้งซ่านเกิดจากความคิดที่วกวนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และความกังวลในผลลัพธ์ที่จะตามมา
- ถีนมิทธะ (Sloth and Torpor)
เมื่อจิตใจอยู่ในภาวะฟุ้งซ่านและกระวนกระวายใจเป็นเวลานานๆ การใช้พลังงานทางจิตสูง ทำให้เกิดความเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย อ่อนเพลีย ง่วงเหงาหาวนอน และขาดแรงจูงใจที่จะทำสิ่งใดๆ ในทางจิตวิทยา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของสารสื่อประสาทเช่น เซโรโทนิน (serotonin) ที่ลดลง หรือการตอบสนองต่อความเครียดเรื้อรัง (chronic stress) ซึ่งส่งผลให้พลังงานทางร่างกายและจิตใจลดลงอย่างมาก เกิดความท้อแท้ หมดกำลังใจ
- วิจิกิจฉา (Skeptical Doubt)
เมื่อจิตใจอ่อนล้า ท้อแท้ ขาดพลังงาน ทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง เกิดความไม่แน่ใจ สงสัย ไม่มั่นคง ไม่กล้าที่จะลงมือทำสิ่งใดๆ เพราะขาดความเชื่อมั่นในตนเองและในสิ่งที่กำลังจะทำ ในทางจิตวิทยา นี่คือผลกระทบจากการที่สมองส่วนหน้าที่รับผิดชอบการวางแผน การตัดสินใจ และการควบคุมตนเอง ทำงานได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากถูกรบกวนด้วยความอ่อนล้าทางจิตใจและความไม่มั่นคงทางอารมณ์
กรรมฐานที่เหมาะสมแก่นิวรณ์
[แก้]- กามฉันทะ ให้ภาวนากายคตาสติ อสุภะ 10 อาหาเรปฏิกูลสัญญา เพื่อทำลายความอยากในกามเสีย
- พยาบาท ให้ภาวนาอัปมัญญาหรือพรหมวิหาร 4 วรรณกสิน 4 เพื่อเพิ่มความเมตตา
- ถีนมิทธะ ให้ภาวนาอนุสสติ 7 คือพุทธานุสสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ อุปสมานุสสติ และอาโลกสัญญา (แสงสว่างเป็นอารมณ์) เพื่อเสริมสร้างศรัทธาและความเพียร
- อุทธัจจะกุกกุจจะ ให้ภาวนากสิน 6 คือ ปฐวีกสิน อาโปกสิน วาโยกสิน เตโชกสิน อากาสกสิน อาโลกกสิน เพื่อเพิ่มกำลังสมาธิ (อานาปานสติ เอามาเพิ่มทีหลังไม่เกี่ยวกับที่อ้างอิง แต่เป็นตัวระงับความฟุ้งซ่าน)
- วิจิกิจฉา ให้ภาวนาจตุตธาตุววัตถาน (พิจารณาธาตุ 4) อานาปานสติ มรณานุสสติ เพื่อละความสงสัย
ลักษณะ
[แก้]- กามฉันทะ เหมือนน้ำที่ถูกสีย้อม
- พยาบาท เหมือนน้ำที่กำลังเดือด
- ถีนมิทธะ เหมือนน้ำที่มีจอกแหนปกคลุมอยู่
- อุทธัจจะกุกกุจจะ เหมือนน้ำที่เป็นคลื่น
- วิจิกิจฉา เหมือนน้ำที่มีเปือกตม
บุคคลย่อมไม่อาจมองเห็นใต้น้ำได้สะดวกฉันใด เมื่อจิตมีนิวรณ์ บุคคลย่อมไม่อาจเห็นจิตตามจริงได้สะดวกฉันนั้น
ศีล 5 ที่สามารถควบคุมนิวรณ์
[แก้]- พยาบาท ให้ควบคุมด้วย การไม่ฆ่าสัตว์
- อุทธัจจะกุกกุจจะ ให้ควบคุมด้วย การไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้
- กามฉันทะ ให้ควบคุมด้วย การไม่ประพฤติผิดในกาม
- วิจิกิจฉา ให้ควบคุมด้วยการไม่พูดเท็จ
- ถีนมิทธะ ให้ควบคุมด้วย การไม่เสพสิ่งเสพติดอันเป็นเหตุให้ประมาท
องค์ฌานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อนิวรณ์
[แก้]เมื่อจิตเป็นอัปปนาสมาธิจนเกิดองค์ฌานทั้ง 5 ย่อมทำลายนิวรณ์ลงได้ ชั่วคราว คือในขณะอยู่ในฌาน และนอกฌาน เมื่อยังทรงอารมณ์ฌานไว้ได้อยู่ (ฌานยังไม่เสื่อม)
อาหารของนิวรณ์
[แก้]ร่างกายนี้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ แม้ฉันใด นิวรณ์ทั้งห้า ก็มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาศัยอาหาร ไม่มีอาหารดำรงอยู่ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน
อาหารของนิวรณ์ในที่นี้ หมายถึง ปัจจัยอันนำมาซึ่งผลคือ นิวรณ์ (ซึ่งอาหารของนิวรณ์ทั้งหมดนั้น ถ้าสังเกตดูจะพบว่ามี การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย หรือ อโยนิโสมนสิการเป็นองค์ประกอบด้วยเสมอ)
อาหารของกามฉันท์
[แก้]สิ่งที่เป็นอาหารให้กามฉันท์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกามฉันท์ที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งสวย ๆ งาม ๆ (ศุภนิมิต) หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากได้ พบสิ่งสวย ๆ งาม ๆ
อาหารของพยาบาท
[แก้]สิ่งที่เป็นอาหารให้พยาบาทที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือพยาบาทที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งที่ทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจ ขัดใจ (ปฏิฆนิมิต)
อาหารของถีนมิทธะ
[แก้]สิ่งที่เป็นอาหารให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือถีนมิทธะที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ของสิ่งเหล่านี้ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในอรตีนิมิต คือ
- ความไม่ยินดี ในที่อันสงัด หรือในธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล
- ความเกียจคร้าน
- ความบิดกายด้วยอำนาจกิเลส (บิดร่างกาย เอียงไปมา รู้สึกไม่สบาย ด้วยอำนาจกิเลส)
- ความเมาอาหาร
- ความที่ใจหดหู่
คำว่า อรตี (หรือที่มักเขียนในรูป อรติ หรือ อรดี ในภาษาไทย) นั้นมาจากรากศัพท์ คือ อ (อะ) เป็นคำอุปสรรคที่หมายถึง ไม่ และคำว่า รติ (ระ-ติ) แปลว่า ความยินดี, ความพอใจ
ดังนั้น ความหมายหลักของ อรตี คือ ความไม่ยินดี, ความไม่พอใจ, หรือ ความเกลียดชัง/ริษยา (ซึ่งเป็นขั้นที่รุนแรงขึ้นของความไม่ยินดี) แล้วทำไมถึงมีการแปลว่า "ความขี้เกียจ"? ในบริบททาง พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาสำคัญของคำนี้ คำว่า อรติ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ อกุศลธรรม (ธรรมที่ไม่ดี) หรือ กิเลส ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม ซึ่งบ่อยครั้งคำว่า "ความไม่ยินดี" นี้จะมีความหมายที่กว้างกว่าแค่ความเกลียดชังส่วนบุคคล นั่นคือ ความไม่ยินดีในการประพฤติปฏิบัติธรรม อรติในทางธรรมคืออาการของจิตที่ ไม่ยินดี ไม่พอใจ ในการทำความดี การเจริญภาวนา หรือการอยู่ในสถานที่ดี ๆ (เช่น สถานที่สงบ, หมู่คณะที่ดี) จนทำให้เกิดความ ย่อท้อ หรือ เกียจคร้าน ที่จะทำสิ่งนั้น ๆ ความเกียจคร้าน (ในบางบริบท) บางครั้งนักปราชญ์หรือผู้ที่แปลอาจจะตีความและใช้คำที่ใกล้เคียงในภาษาไทยเพื่อให้สื่อความหมายของผลที่เกิดขึ้นจาก ความไม่ยินดี ในการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ หรือความไม่ยินดีที่จะเคลื่อนไหวทำกิจกรรมใด ๆ จึงอาจมีการแปลว่า ความขี้เกียจ เพื่อให้เข้าใจง่ายในบางบริบท โดยสรุปแล้ว ความหมายตามตัวอักษร คือ ไม่ยินดี, ไม่พอใจ ความหมายที่รุนแรงขึ้น คือ เกลียดชัง, ริษยา ความหมายในทางธรรม (ขยายผล) คือ ความเกียจคร้าน, ความย่อท้อ (ซึ่งเกิดจากความไม่ยินดีที่จะทำสิ่งนั้น) ดังนั้นที่แปลว่า ไม่ยินดี หรือ ความเกียจชัง นั้น ก็ถูกต้อง ตามรากศัพท์ และ ความหมาย
อาหารของอุทธัจจกุกกุจจะ
[แก้]สิ่งที่เป็นอาหารให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย ในความไม่สงบใจ เปรียบเสมือนกองไฟที่คุกร่น แม้ไม่เห็นเปลวไฟแล้ว เหลือแต่ถ่านดำ ๆ ก็ยังมีความร้อนออกมาอยู่ ให้คนที่นั่งผิงไฟรู้สึกร้อนได้
อาหารของวิจิกิจฉา
[แก้]สิ่งที่เป็นอาหารให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ได้แก่ การมีอยู่ หรือ การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (อโยนิโสมนสิการ) ในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย
อ้างอิง
[แก้]- พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด, วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. 2548
- พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต). "พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์".