สงครามกลางเมืองซีเรีย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สงครามกลางเมืองซีเรีย
เป็นส่วนหนึ่งของ อาหรับสปริง
Syrian civil war.png
พื้นที่สีแดง: พื้นที่ของฝ่ายรัฐบาล
พื้นที่สีเขียว: พื้นที่ของฝ่ายกบฎ
พื้นที่สีฟ้า: พื้นที่ของกองกำลังเคอร์ดิช
วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ 2554 - ปัจจุบัน
สถานที่ ธงชาติของซีเรีย ซีเรีย
ผลลัพธ์ ยังไม่สิ้นสุด
คู่ขัดแย้ง
ซีเรีย รัฐบาลซีเรีย
สนับสนุนทางทหารโดย*:

ธงชาติของอิหร่าน อิหร่าน
ธงชาติของรัสเซีย รัสเซีย
สนับสนุนทางการทูตโดย:
Flag of the People's Republic of China จีน


Flag of Hezbollah.jpg ฮิซบุลลอฮ์

Flag of Syria 2011, observed.svg ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล
สนับสนุนทางทหารโดย*:

ธงชาติของตุรกี ตุรกี
ธงชาติของซาอุดีอาระเบีย ซาอุดีอาระเบีย
สนับสนุนทางการทูตโดย:
Flag of the United States สหรัฐอเมริกา
ธงชาติของฝรั่งเศส ฝรั่งเศส
Flag of the United Kingdom สหราชอาณาจักร
ธงชาติของประเทศกาตาร์ กาตาร์


Flag of Jihad.svg มูจาฮีดีน

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ
ซีเรีย บัชชาร อัลอะซัด
ซีเรีย มาเฮร์ อัลอะซัด
ซีเรีย ฟาฮ์ด จัสเซม อัลอะซัด
ซีเรีย อาลี อับดุลลาห์ เอยูบ

รัสเซีย วลาดีมีร์ ปูติน

Flag of Syria 2011, observed.svg ซาลิม อิดริช
Flag of Jihad.svg ฮัดซัน อะบูด

สหรัฐอเมริกา บารัค โอบามา
สหรัฐอเมริกา จอห์น แคร์รี
ฝรั่งเศส ฟร็องซัว ออล็องด์

กำลัง
ซีเรีย 268,000 - 328,000 นาย Flag of Syria 2011, observed.svg 87,000 - 117,000 นาย
Flag of Jihad.svg 23,000 นาย
กำลังพลสูญเสีย
45,000 ทหารและตำรวจเสียชีวิต
1,000 เจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต
20,000-44,600 พลเรือนติดอาวุธเสียชีวิต
979 ผู้ประท้วงเสียชีวิต
10,000-39,971 พลเรือนถูกจับกุม
* สนับสนุนยุทธโธปกรณ์

สงครามกลางเมืองซีเรีย เป็นความขัดแย้งกันโดยใช้อาวุธในประเทศซีเรียระหว่างกำลังที่ภักดีต่อรัฐบาลพรรคบะอัษ (Ba'ath) ของซีเรีย กับฝ่ายที่ต้องการโค่นรัฐบาล ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 ด้วยการเดินขบวนของประชาชนที่ลามไปทั่วประเทศเมื่อถึงเดือนเมษายน ปีนั้น การเดินขบวนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการประท้วงในตะวันออกกลาง ที่เรียกว่า อาหรับสปริง ผู้ประท้วงเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบัชชาร อัลอะซัดลาออก รวมทั้งให้พรรคบะอัษยุติการปกครองประเทศนานกว่าสี่ทศวรรษ ทั้งนี้ ตระกูลอัลอะซัดดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีซีเรียมาตั้งแต่ปี 2514

ในเดือนเมษายน 2554 มีการวางกำลังกองทัพซีเรียเพื่อปราบปรามการก่อการกำเริบ และทหารได้รับคำสั่งให้เปิดฉากยิงใส่ผู้ชุมนุม หลังการล้อมนานหลายเดือน[1] การประท้วงได้พัฒนาเป็นการกบฏด้วยอาวุธ กำลังฝ่ายค้าน ซึ่งประกอบด้วยทหารแปรพักตร์และอาสาสมัครพลเรือนเป็นหลัก กลายมาติดอาวุธและจัดระเบียบเพิ่มขึ้น เมื่อมีการรวมเข้าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น อย่างไรก็ดี ฝ่ายกบฏยังมีรอยร้าว โดยปราศจากผู้นำจัดตั้ง รัฐบาลซีเรียพรรณนาการก่อการกำเริบครั้งนี้ว่าเป็นฝีมือของ "กลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธและทหารรับจ้างต่างด้าว"[2] ความขัดแย้งนี้ไม่มีแนวรบชัดเจน โดยการปะทะกันเกิดขึ้นในหลายเมืองและนครทั่วประเทศ[3]

สันนิบาตอาหรับ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและอีกหลายประเทศประณามการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง สันนิบาตอาหรับระงับสมาชิกภาพของซีเรียเพราะการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ดังกล่าวของรัฐบาล แต่ให้ที่นั่งแก่แนวร่วมแห่งชาติซีเรียเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2556[4] สันนิบาตอาหรับยังส่งคณะผู้แทนสังเกตการณ์ในเดือนธันวาคม 2554 โดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอการแก้ไขวิกฤตการณ์อย่างสันติ มีความพยายามระงับวิกฤตการณ์อื่นอีก ผ่านการแต่งตั้งโคฟี อันนันเป็นผู้แทนทางการทูตพิเศษ

กระทั่งปลายปี 2554 การขัดกันด้วยอาวุธนี้ยังไปไม่ถึงนครใหญ่สุดของประเทศ อย่างกรุงดามัสกัสและอะเลปโป[5] เหตุระเบิดฆ่าตัวตายในเมืองหลวงเป็นเครื่องหมายของอิทธิพลของกลุ่มญิฮาด ญับฮะตุนนุศเราะฮ์ (Jabhat al-Nusra) ในกำลังฝ่ายค้านที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฮิซบุลลอฮ์เข้าสู่สงครามโดยสนับสนุนกองทัพซีเรีย[6][7][8] กลางปี 2555 การสู้รบในเมืองเต็มขั้นเริ่มขึ้นในกรุงดามัสกัส ตามติดด้วยการสู้รบในอะเลปโปที่นองเลือดยิ่งกว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2555 กาชาดสากลประเมินความขัดแย้งซีเรียว่าเป็น "การขัดกันด้วยอาวุธไม่ระหว่างประเทศ" (เป็นศัพท์กฎหมายของสงครามกลางเมือง) ฉะนั้น จึงบังคับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาเจนีวาต่อซีเรีย สงครามลดระดับลงเป็นการคุมเชิงในต้นปี 2556 โดยฝ่ายกบฏค่อย ๆ ได้พื้นที่ในบางบริเวณ[9][10] ขณะที่ในบางบริเวณ ฝ่ายรัฐบาลก็ค่อย ๆ ได้พื้นที่เช่นกัน[11]

วันที่ 2 มกราคม 2556 สหประชาชาติออกการประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตจากสงครามสูงกว่า 60,000 คน[12] วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ตัวเลขนี้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 70,000 คน[13] ตามข้อมูลของกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายค้านหลายกลุ่ม มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 68,440-82,130 คน[14][15][16] ราวครึ่งหนึ่งเป็นพลเรือน แต่ยังรวมพลรบด้วยอาวุธ 33,500 นาย จากทั้งกองทัพซีเรียและกำลังกบฏ[14][15][17] ผู้ประท้วงฝ่ายค้านมากถึง 1,000 คน[18] และข้าราชการ 1,000 คน[19] จนถึงเดือนตุลาคม 2555 มีรายงานผู้สูญหายมากถึง 28,000 คน รวมทั้งพลเรือนที่ลักพาตัวด้วยกำลังโดยหน่วยทหารรัฐบาลหรือกำลังความมั่นคง[20] ตามข้อมูลของสหประชาชาติ มีชาวซีเรียพลัดถิ่นในประเทศราว 1.2 ล้านคน[21] มีผู้ลี้ภัยชาวซีเรียมากถึง 1.4 ล้านคนหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหนีความรุนแรง นอกเหนือจากนี้ ผู้ประท้วงหลายหมื่นคนถูกจำคุกและมีรายงานการทรมานอย่างกว้างขวางในเรือนจำของรัฐ[22] องค์การระหว่างประเทศประณามทั้งรัฐบาลและกำลังฝ่ายค้านว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง[23] อย่างไรก็ดี กลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่า การละเมิดส่วนใหญ่กระทำโดยกำลังรัฐบาลซีเรีย และการสืบสวนของสหประชาชาติสรุปว่า การละเมิดของรัฐบาลนั้นมีความร้ายแรงและขอบเขตสูงสุด[24][25]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Syria's Homs under a military siege, activists say". CNN. 24 December 2011. Retrieved 7 February 2013.
  2. Golovnina, Maria (19 March 2012). "Asma al Assad, a "desert rose" crushed by Syria's strife". Reuters. สืบค้นเมื่อ 17 December 2012. 
  3. "Russia Offers a Dark View of Assad's Chances for Survival". 13 December 2012. สืบค้นเมื่อ 28 January 2013. 
  4. "BREAKING: Arab foreign ministers". AP via Twitter. สืบค้นเมื่อ 2013-03-08. 
  5. "Life in Syria's Capital Remains Barely Touched by Rebellion". The New York Times. 5 September 2011. สืบค้นเมื่อ 22 February 2012. 
  6. "Al Nusrah Front claims 3 more suicide attacks in Daraa". 27 November 2012. สืบค้นเมื่อ 2013-04-25. 
  7. "Jihadists Are Creeping into Syria's Rebel Factions". 4 January 2013. สืบค้นเมื่อ 2013-04-23. 
  8. http://www.yalibnan.com/2013/04/22/hezbollahs-elite-leading-the-battle-in-qusayr-region-of-syria/
  9. Syrian rebels make slow headway in south
  10. "No end in sight to Syrian stalemate". Arab News. 14 February 2013. สืบค้นเมื่อ 12 April 2013. 
  11. "Syrian regime launches counteroffensive on rebels". Yahoo! News. 7 April 2013. สืบค้นเมื่อ 7 May 2013. "However in the north, the main rebel stronghold, government troops have been chipping away slowly over the past weeks at rebel gains around the city of Aleppo, the country's main commercial hub." 
  12. "U.N.'s Syria death toll jumps dramatically to 60,000-plus". 3 January 2013. สืบค้นเมื่อ 28 January 2013. 
  13. "Syria death toll probably at 70,000, U.N. human rights official says". CNN. 12 February 2013. สืบค้นเมื่อ 12 February 2013. 
  14. 14.0 14.1 "March 2013 the bloodiest month of the Syrian uprising". SOHR. สืบค้นเมื่อ 1 April 2013. 
  15. 15.0 15.1 Rate of killings in Syria peaks in April amid government counteroffensive
  16. "Syrian Martyrs". Free Syria. สืบค้นเมื่อ 2 May 2013. 
  17. "Over 40,000 killed since start of Syria conflict". The Jerusalem Post. Reuters. 23 November 2012. สืบค้นเมื่อ 17 December 2012. 
  18. "Syria: Opposition, almost 11,500 civilians killed". Ansamed.ansa.it. 3 January 2010. สืบค้นเมื่อ 17 May 2012. 
  19. "David Cameron Offers 'Safe Passage' For Syria's Bashar Al-Assad, But Not To Britain (PICTURES)". Huffington Post. 6 November 2012. สืบค้นเมื่อ 17 December 2012. 
  20. "Up to 28,000 Syrians have 'disappeared' since uprising began". The Guardian. 18 October 2012. สืบค้นเมื่อ 6 December 2012. 
  21. "Up to 335,000 people have fled Syria violence: UNHCR". Reuters. 9 October 2012. สืบค้นเมื่อ 16 October 2012. 
  22. Peralta, Eyder (3 February 2012). "Rights Group Says Syrian Security Forces Detained, Tortured Children: The Two-Way". NPR. สืบค้นเมื่อ 16 February 2012. 
  23. Syrian children used as human shields, says UN report. BBC.co.uk (12 June 2012).
  24. "UPDATE 4-Syrian govt forces, rebels committing war crimes -U.N.". Reuters. สืบค้นเมื่อ 17 December 2012. 
  25. "Friends of Syria must use their influence to stop cycle of repression and violence". Amnesty International. 5 July 2012. สืบค้นเมื่อ 19 January 2013. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]