สาธารณรัฐเช็ก
| สาธารณรัฐเช็ก
Česká Republika (เช็ก)
|
||||||
|---|---|---|---|---|---|---|
|
||||||
| คำขวัญ: เช็ก: Pravda vítězí ("Truth prevails") |
||||||
| เพลงชาติ: Kde domov můj |
||||||
| เมืองหลวง (และเมืองใหญ่สุด) |
ปราก 50°05′N 14°28′E / 50.083°N 14.467°E |
|||||
| ภาษาทางการ | ภาษาเช็ก | |||||
| การปกครอง | สาธารณรัฐประชาธิปไตย | |||||
| - | ประธานาธิบดี | วาตสลัฟ เกลาส์ | ||||
| - | นายกรัฐมนตรี | เปเตอร์ เนชัส | ||||
| เอกราช | ||||||
| - | ประกาศ | 28 ตุลาคม พ.ศ. 2461 | ||||
| - | การสลายตัว1 | 1 มกราคม พ.ศ. 2536 | ||||
| เข้าร่วมสหภาพยุโรป | 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 | |||||
| พื้นที่ | ||||||
| - | รวม | 78,866 ตร.กม. (114) 30,450 ตร.ไมล์ |
||||
| - | แหล่งน้ำ (%) | 2.0% | ||||
| ประชากร | ||||||
| - | 2548 (ประเมิน) | 10,241,138 (79) | ||||
| - | 2544 (สำมะโน) | 10,230,060 | ||||
| - | ความหนาแน่น | 130 คน/ตร.กม. (58) 337 คน/ตร.ไมล์ |
||||
| จีดีพี (อำนาจซื้อ) | 2548 (ประมาณ) | |||||
| - | รวม | 198,976 พันล้าน ดอลลาร์สหรัฐ (41) | ||||
| - | ต่อหัว | 19,488 ดอลลาร์สหรัฐ (39) | ||||
| ดพม. (2546) | 0.874 (สูง) (31) | |||||
| สกุลเงิน | โครูนาเช็ก (CZK) |
|||||
| เขตเวลา | CET (UTC+1) | |||||
| - | (DST) | CEST (UTC+2) | ||||
| โดเมนบนสุด | .cz | |||||
| รหัสโทรศัพท์ | 4202 | |||||
| 1 เชโกสโลวะเกียแยกออกเป็นสาธารณรัฐเช็กและสโลวาเกีย 2ใช้รหัส 42 ร่วมกับสโลวาเกียจนถึงปี พ.ศ. 2540 |
||||||
สาธารณรัฐเช็ก (อังกฤษ: Czech Republic; เช็ก: Česká Republika) เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล อยู่ในภูมิภาคยุโรปกลาง พรมแดนทางตอนเหนือจรดประเทศโปแลนด์ ทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือจรดเยอรมนี ทางใต้จรดออสเตรีย และทางตะวันออกจรดสโลวาเกีย
สาธารณรัฐเช็กประกอบด้วยภูมิภาคที่เก่าแก่สองส่วน คือ โบฮีเมียและโมราเวีย และส่วนหนึ่งของภูมิภาคที่สาม เรียกว่า ไซลีเชีย ประเทศนี้ได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2547
เมืองหลวงของประเทศคือ ปราก (อังกฤษ: Prague; เช็ก: Praha) เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศด้วย เมืองสำคัญอื่น ๆ ของประเทศ ได้แก่ เบอร์โน (Brno) ออสตราวา (Ostrava) เปิลเซน (Plzeň) ฮราเดตส์กราลอเว (Hradec Králové) เชสเกบุดเยยอวีตเซ (České Budějovice) และอูสตีนาดลาเบม (Ústí nad Labem)
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติศาสตร์
ดินแดนของสาธารณรัฐเช็กในปัจจุบัน มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปราว 2,000 ปี นับตั้งแต่เมื่อชนเผ่าสลาโวนิก (Slavonic Tribes) หรือชนเผ่าสลาฟ ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานแคว้นโบฮีเมียได้พัฒนาเป็นรัฐอิสระเป็นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 9 แต่ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ชนเผ่าเยอรมันได้อพยพเข้ามายึดดินแดนของเช็กในปัจจุบันเป็นอาณานิคม ซึ่งเป็นปัจจัยที่สร้างวัฒนธรรมเช็กให้มีทั้งลักษณะของชนเผ่าเยอรมันและชนเผ่าสลาฟ กรุงปรากจึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันหลากหลาย อาทิ โรมาเนสก์ กอทิก เรอเนซองซ์ บารอก รวมทั้งศิลปะรูปแบบต่าง ๆ ทำให้กรุงปรากเป็นเมืองที่แสดงให้เห็นถึงประวัติความเป็นมาของเช็กได้อย่างดี ตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมัน จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์ฮับสบูร์ก (ราวศตวรรษที่ 15-18) และองค์การยูเนสโก ได้เลือกให้เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม นอกจากนี้ เช็กยังมีชื่อเสียงและประวัติศาสตร์อันยาวนานด้านการผลิตเบียร์ โดยเฉพาะที่เมืองเปิลเซน (Plzen)
กรุงปรากเป็นเมืองที่สำคัญในยุโรปตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมันและยุคกลางของยุโรป กษัตริย์ชาลส์ที่ 4 แห่งจักรวรรดิโรมัน ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยชาลส์ (Charles University) ขึ้นที่กรุงปรากซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปตะวันออก ในช่วงยุคกลาง เช็กอยู่ภายใต้การปกครองของคริสตจักรเช่นเดียวกับดินแดนอื่น ๆ ในยุโรป จนกระทั่งในปี 2069 เช็กจึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ฮับสบูร์ก ในศตวรรษที่ 19 เริ่มมีการฟื้นฟู national awareness ซึ่งถึงจุดสูงสุดในปี 2391 เมื่อกรุงปรากเป็นเมืองแรกในอาณาจักรฮัปสบูร์กที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูป และต้องการแยกตัวเป็นรัฐอิสระ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1
[แก้] ช่วงสงคราม
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ฝ่ายพันธมิตรได้สนับสนุนให้ชาวเช็กและชาวสโลวักสร้างสหพันธรัฐประชาธิปไตยเชโกสโลวะเกียขึ้น ในปี 2461 เนื่องจากเช็กและสโลวักมีภาษาคล้ายคลึงกัน แต่แยกจากกันทางการเมือง เนื่องจากสโลวาเกียเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรฮังการี ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เชโกสโลวะเกียเป็นประเทศที่อุตสาหกรรมมีความก้าวหน้าที่สุดจนติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัญหาทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากชาวสโลวักต้องการแยกตัวออกเป็นรัฐอิสระจากเช็กซึ่งมีบทบาทเหนือกว่า
ในเดือนมีนาคม 2482 กองทัพนาซีเยอรมันได้รุกรานแคว้นโบฮีเมียและโมเรเวีย ทำให้เชโกสโลวาเกียสูญเสียความเป็นรัฐเอกราช จนกระทั่งในปี 2488 กองทัพโซเวียตได้ปลดปล่อยดินแดนของเชโกสโลวะเกียจากการปกครองของนาซี ทำให้สหภาพโซเวียตมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางการเมืองของเชโกสโลวาเกียในเวลาต่อมา และในปี 2491 พรรคคอมมิวนิสต์ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจไว้
[แก้] หลังสงคราม
พรรคคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลในเชโกสโลวาเกียมาโดยตลอด จนกระทั่งในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 ได้เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูป ที่เรียกว่า ช่วงฤดูใบไม้ผลิแห่งกรุงปราก (Prague Spring) ภายใต้การนำของนายอเล็กซานเดอร์ ดูบเชค (Alexander Dubček) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ สหภาพโซเวียตและประเทศอื่นในกลุ่มกติกาสนธิสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact) เกรงว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นภัยคุกคามต่อระบบคอมมิวนิสต์ จึงได้ยกกองกำลังเข้าไปในเชโกสโลวาเกียเมื่อปี 2511 และจัดตั้งระบบคอมมิวนิสต์ที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีแนวคิดต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์ในเช็กโกสโลวาเกีย
หลังจากที่สหภาพโซเวียตล่มสลายลง เชโกสโลวะเกียได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างสันติ โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การปฏิวัติเวลเวต (Velvet Revolution) และนายวาคลัฟ ฮาเวล (Václav Havel) ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านระบบคอมมิวนิสต์ ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีเชโกสโลวาเกียในปี 2532
รัฐบาลเชโกสโลวะเกียได้มีมติเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2536 ให้สลายประเทศเชโกสโลวาเกีย และแบ่งออกเป็นสาธารณรัฐเช็กและสาธารณรัฐสโลวัก (สโลวาเกีย) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า Velvet Divorce ต่อมา นายวาคลัฟ ฮาเวลได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐเช็กในปี 2536 และได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2541 จนกระทั่งหมดวาระ (วาระละ 5 ปี) เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2546 และนายวาคลัฟ เคลาอุส (Vaclav Klaus) ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสืบต่อ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546
[แก้] การเมือง
- ระบบการเมือง ระบอบประชาธิปไตยแบบมีประธานาธิบดีเป็นประมุข
- ประธานาธิบดี นาย Václav Klaus (เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2546)
- นายกรัฐมนตรี นาย Jan Fischer (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2552)
- รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Jan Kohout (เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2552)
- รูปแบบการปกครอง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งเป็นระบบสองสภา (Bicameral Parliament) คือ สภาสูง (Senate) มี 81 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้งโดย popular vote มีวาระ 6 ปี โดยจะมีการเลือก 1 ใน 3 ทุก 2 ปี เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 เลือกตั้งครั้งต่อไปเดือนพฤศจิกายน 2549 และ สภาล่าง (Chamber of Deputies) มี 200 ที่นั่ง มาจากการเลือกตั้งโดย popular vote มีวาระ 4 4 ปี เลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 - 3 มิถุนายน 2549
[แก้] สถานการณ์การเมือง
ผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 - 3 มิถุนายน 2549 ปรากฏ ดังนี้
- พรรค Civic Democrats (ODS) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้รับคะแนนเสียง 35.4% (มีที่นั่งในสภาฯ 81 ที่)
- พรรค Social Democrats (ČSSD) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้รับคะแนนเสียง 32.3% (มีที่นั่งในสภาฯ 74 ที่)
- พรรคคอมมิวนิสต์ (KSCM) ได้รับคะแนนเสียง 12.8% (มีที่นั่งในสภาฯ 26 ที่)
- พรรค Christian Democrats (KDU-CSL) ได้รับคะแนนเสียง 7.2% (มีที่นั่งในสภาฯ 13 ที่)
- พรรค Green (SZ) ได้รับคะแนนเสียง 6.3% (มีที่นั่งในสภาฯ 6 ที่)
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ปรากฏว่า ฝ่าย centre-right (ได้แก่ พรรค ODS, KDU-ČSL และ SZ) กับฝ่าย centre-left (ได้แก่ พรรค CSSD และ KSČM) ต่างมีที่นั่งในสภาฯ เท่ากัน คือ 100 ที่ จึงไม่มีฝ่ายใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ ทั้งนี้ ขณะนี้ กำลังมีความพยายามจัดตั้งรัฐบาลผสม
อย่างไรก็ดี ผลการเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนว่า สังคมเช็กในภาพรวมกำลังมีแนวคิดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่สนับสนุนการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องและลดการแทรกแซงของภาครัฐลง กับ กลุ่มที่นิยมให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทแข็งขันมากขึ้นและชะลอการปฏิรูปออกไป
รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ (ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2552)
- นาย Jan Fischer นายกรัฐมนตรี
- นาย Petr Necas รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีแรงงานและการสังคม
- นาย Martin Pecina รัฐมนตรีมหาดไทยและสนเทศ
- นาย Jan Kohout รัฐมนตรีต่างประเทศ
- นาย Jiri Sedivy รัฐมนตรีกลาโหม
- นาย Eduard Janota รัฐมนตรีคลัง
- นาย Jiri Pospisil รัฐมนตรียุติธรรม และประธานคณะมนตรีด้านกฎหมายของรัฐบาล
- นาย Gustáv Slamečka รัฐมนตรีขนส่ง
- นาย Martin Riman รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้า
- นาง Milena Vicenova รัฐมนตรีเกษตร
- นาย Dana Jurásková รัฐมนตรีสาธารณสุข
- นาง Miroslava Kopicova รัฐมนตรีศึกษา และเยาวชน
- นาย Petr Kalas รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม
- นาย Václav Riedlbauch รัฐมนตรีวัฒนธรรม
- นาย Rostislav Vondruška รัฐมนตรีพัฒนาภูมิภาค
[แก้] การแบ่งเขตการปกครอง
สาธารณรัฐเช็กประกอบด้วย 13 เขต (regions - kraje) กับ 1 นครหลวง (capital city - hlavní město) (มีเครื่องหมายดอกจันกำกับ)
| เขต | เมืองหลวง | สี |
| ปราก* (ปราฮา) | ||
| เขตเซ็นทรัลโบฮีเมีย | มีสำนักงานตั้งอยู่ในกรุงปราก (ปราฮา) | |
| เขตเซาท์โบฮีเมีย | เชสเกบุดเยยอวีตเซ | |
| เขตเปิลเซน | เปิลเซน | |
| เขตคาร์ลสแบด | คาร์ลอวีวารี (คาร์ลสแบด) | |
| เขตอูสตีนาดลาเบม | อูสตีนาดลาเบม | |
| เขตลีเบเรซ | ลีเบเรซ | |
| เขตฮราเดตส์กราลอเว | ฮราเดตส์กราลอเว | |
| เขตปาร์ดูบีตเซ | ปาร์ดูบีตเซ | |
| เขตออลอโมตซ์ | ออลอโมตส์ | |
| เขตมอเรเวีย-ไซลีเชีย | ออสตราวา | |
| เขตเซาท์มอเรเวีย | เบอร์โน | |
| เขตซลีน | ซลีน | |
| เขตวีซอชีนา | ยีห์ลาวา |
[แก้] ภูมิศาสตร์
เช็กเป็นดินแดนที่ประกอบด้วย ที่ราบสูง พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าน้ำทะเล 200 เมตร นอกจากนั้นยังประกอบด้วย เนินเขา แม่น้ำรวมถึงทะเลสาบขนาดเล๊กๆอยู่ทั่วไป เช็กเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชหลายชนิด เพราะมีดินที่อุดมสมบูรณ์ มีอากาศแบบอบอุ่นภาคพื้นทวีป มีแร่ธาตุหลายชนิด แร่ที่สำคัญได้แก่ ถ่านหิน และ ยูเรเนียม
[แก้] เศรษฐกิจ
สถานการณ์เศรษฐกิจเช็ก ภายหลังจาก Velvet Reform ในปี 2532 เช็กโกสโลวาเกียเริ่มดำเนินการปฏิรูปทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ในขณะที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ยังคงดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างระแวดระวัง การปฏิรูปทางเศรษฐกิจดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว โดยปล่อยให้ราคาสินค้าเคลื่อนไหวอย่างเสรี การคืนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่เจ้าของเดิมในช่วงปี 2491 และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ต่อมา ภายหลังจาก Velvet Divorce ซึ่งแยกเช็กโกสโลวาเกียเป็นเช็กและสโลวัก ในปี 2546 สาธารณรัฐเช็กมีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างมาก โดยมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่รวดเร็ว มีอัตราการว่างงานต่ำ และไม่มีอัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินไป
รัฐบาลเช็กประสบความสำเร็จในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ อาทิ บริษัทโตโยตามอเตอร์ และบริษัทเปอร์โยต์ ซีตรอง โดยได้ก่อตั้งหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน ชื่อว่า Czech Invest เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีระดับสูง ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าจะสามารถดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นจาก 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2548-2550 ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงสูงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 3.7 ในปี 2546 เป็นร้อยละ 3.8 ในปี 2547 และคาดว่าจะสูงถึงร้อยละ 4.4 ในปี 2548 ทำให้ค่าจ้างแรงงานมีการปรับตัวสูงขึ้นและมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อได้ลดลงเป็นลำดับ
รัฐบาลเช็กยังคงให้ความสำคัญกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยได้ดำเนินการไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ และยังคงมีอีกประมาณ 167 บริษัทที่อยู่ระหว่างรอดำเนินการ ได้แก่ Czech Telecom CEZ Power Utility เป็นต้น อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังคงมีปัญหาการขาดดุลงบประมาณซึ่งสูงถึงร้อยละ 7 ของ GDP ในปี 2546 รัฐบาลจึงตั้งเป้าที่จะลดการขาดดุลให้เหลือเพียงร้อยละ 4 ในปี 2549 ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ EU เรียกร้องเพื่อรับเช็กเข้าเป็นสมาชิก EU นอกจากนี้ รัฐบาลเช็กคงจะพยายามผลักดันเพื่อให้สามารถใช้เงินสกุลยูโรได้ภายในปี 2552-2553 นอกจากนี้ รัฐบาลเช็กจะยังคงมุ่งมั่นปฏิรูประบบกฎหมาย กฎหมายการล้มละลาย และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
[แก้] นโยบายต่างประเทศ
- บทบาทของสาธารณรัฐเช็กใน EU และ Schengen และ NATO
- การทูตพหุภาคีและการให้ความสนับสนุนบทบาทของ UN
- การต่อต้านการก่อการร้าย การป้องกันการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและการต่อต้านอาชญากรรมระหว่างประเทศ
- การดำเนินความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
- บทบาทของสาธารณรัฐเช็กในกองกำลังรักษาสันติภาพในโคโซโว อิรัก และอาฟกานิสถาน
- การดำเนินความสัมพันธ์ต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะต่อสโลวาเกีย
- การดำเนินความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยเฉพาะในกรอบระหว่าง EU และรัสเซีย
- ความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกา
- ประเด็นระหว่างประเทศต่างๆ ได้แก่ การต่อสู้กับความยากจน การแพร่กระจายของโรคระบาด การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะที่เป็นผลจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติในเอเชียและแอฟริกา
[แก้] ประชากร
- ประชากร 10.28 ล้านคน ประกอบด้วยชาวเช็ก (94.4%) ชาวสโลวัก (3%) ชาวโปล (0.6%) ชาวฮังกาเรียน (0.2%)
- อัตราการเพิ่มประชากร - 0.05 % (ปี 2548)
- ศาสนา ไม่มีศาสนา 39.8% โรมันคาธอลิก 39.2% โปรเตสแตนท์ 6% ออร์โธดอกส์ 3% และอื่นๆ 13.4%
- กรุงปราก (Prague) มีประชากร 1.21 ล้านคน
- Brno - เมืองศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมของแคว้นโมราเวีย มีประชากรประมาณ 3.3 แสนคน
- Ostrava - เมืองอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทางด้านการถลุงเหล็ก อยู่ทางตะวันออกของประเทศ มีประชากรประมาณ 3.24 แสนคน
- Plzeň - เมืองอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล และเป็นเมืองที่กำเนิดของเบียร์สูตรที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อยู่ทางเหนือของประเทศ มีประชากร 1.7 แสนคน
- อัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่ 99.9%
- อายุเฉลี่ย ชาย : 71 / หญิง : 78
[แก้] วัฒนธรรม
[แก้] อ้างอิง
- รายละเอียดสาธารณรัฐเช็ก เว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศ
|
|||||||||||
|
|||||||||||||||||||
|
|||||||
