เบวะซิซิวแมบ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เบวะซิซิวแมบ
โมโนโคลนอล แอนติบอดี
TypeWhole antibody
แหล่งที่มาHumanized (from mouse)
เป้าหมายVEGF-A
ข้อมูลทางคลินิก
การอ่านออกเสียง/bɛvəˈsɪzjmæb/[2]
ชื่อทางการค้าAvastin, อื่น ๆ[1]
AHFS/Drugs.comMonograph
ข้อมูลทะเบียนยา
ระดับความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
  • US: C (ยังไม่ชี้ขาด)
ช่องทางการรับยาในหลอดเลือดดำ
รหัส ATC
กฏหมาย
สถานะตามกฏหมาย
  • In general: ℞ (Prescription only)
ข้อมูลเภสัชจลนศาสตร์
ชีวประสิทธิผล100% (ในหลอดเลือดดำ)
ครึ่งชีวิตทางชีวภาพ20 วัน (ระหว่าง 11-50 วัน)
ตัวบ่งชี้
เลขทะเบียน CAS
DrugBank
ChemSpider
UNII
KEGG
ChEMBL
ข้อมูลทางกายภาพและเคมี
สูตรC6638H10160N1720O2108S44
มวลต่อโมล149,196.82 g/mol
 X mark.svg 7Yes check.svg 7 (what is this?)  (verify)
Pharmaklog.png สารานุกรมเภสัชกรรม

เบวะซิซิวแมบ (อังกฤษ: Bevacizumab, /bɛvəˈsɪzjmæb/)[2] ที่วางตลาดในชื่อการค้า Avastin เป็นยาที่ใช้รักษาโรคมะเร็งบางอย่างและโรคตาอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ[3] สำหรับมะเร็ง มันปล่อยเข้าเส้นเลือดดำอย่างช้า ๆ เพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งปอด, มะเร็งสมอง (glioblastoma), และมะเร็งเซลล์ไต (renal cell carcinoma)[3] สำหรับรักษาจุดภาพชัดเสื่อมเนื่องกับอายุ (AMD) มันใช้ฉีดเข้าในตา[3]

ผลข้างเคียงสามัญเมื่อใช้รักษามะเร็งรวมทั้งเลือดกำเดาไหล ปวดหัว ความดันโลหิตสูง และผื่น[3] ผลข้างเคียงรุนแรงรวมทั้งทางเดินอาหารทะลุ (gastrointestinal perforation) เลือดออก แพ้ ลิ่มเลือด และความเสี่ยงติดเชื้อสูงขึ้น[3] เมื่อใช้รักษาตา ผลข้างเคียงรวมทั้งการเสียการเห็นและจอตาลอก[3] bevacizumab อยู่ในหมู่ยายับยั้งกำเนิดหลอดเลือด (angiogenesis inhibitor) และสารภูมิต้านทานโมโนโคลน (monoclonal antibody)[3] มันทำงานโดยชะลอการเกิด/การเติบโตของเส้นเลือด[3]

bevacizumab อนุมัติให้ใช้รักษาในสหรัฐอเมริกาปี 2004[3] เป็นยาอย่างหนึ่งในรายการยาจำเป็นขององค์การอนามัยโลก คือเป็นยาที่มีประสิทธิผลและปลอดภัยที่สุดและจำเป็นในระบบสาธารณสุข[4] โดยติดรายการเพราะใช้รักษาโรคตา[5] ในประเทศกำลังพัฒนา ราคาขายส่งของมันอยู่ที่ 638.54 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 20,741 บาท) ต่อขวดในปี 2014[6] เพื่อขวดขนาดเดียวกันองค์การอนามัยสหราชอาณาจักร (NHS) ต้องจ่าย 242.66 ปอนด์สเตอร์ลิง (ประมาณ 12,700 บาท)[7]

การแพทย์[แก้]

มะเร็งลำไส้ใหญ่[แก้]

องค์การอาหารและยาสหรัฐอนุมัติให้ใช้ยารักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ที่กระจายแล้ว โดยใช้ร่วมกับเคมีบำบัดปกติ ซึ่งเป็นการรักษาลำดับแรก หรือโดยใช้กับยา 5-fluorouracil ซึ่งเป็นการรักษาลำดับสอง

ในเดือนมกราคม 2005 องค์กรยายุโรป (EMA) จึงอนุมัติให้ใช้รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่[8] ยายังได้ตรวจสอบเพื่อใช้เสริมยาเคมีบำบัดอื่น ๆ ในคนไข้มะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ยังไม่แพร่กระจาย แต่งานศึกษาที่ทำแบบสุ่มสองงานแสดงว่า ไม่มีประโยชน์เพื่อป้องกันมะเร็งไม่ให้กลับมาและอาจมีโทษสำหรับคนไข้เช่นนี้[9]

มะเร็งปอด[แก้]

ในปี 2006 องค์การอาหารและยาสหรัฐอนุมัติให้ใช้ยารักษามะเร็งปอดแบบ nonsquamous non-small-cell lung carcinoma เป็นลำดับแรกโดยใช้ร่วมกับเคมีบำบัดที่ใช้ยา carboplatin หรือ paclitaxel การอนุมัติอาศัยงานศึกษาสำคัญที่เรียกว่า E4599 (ซึ่งทำโดย Eastern Cooperative Oncology Group) ซึ่งแสดงการรอดชีวิตโดยรวม (overall survival) ได้นานขึ้นสองเดือนสำหรับคนไข้ที่รักษาด้วยยา[10] การวิเคราะห์ทางวิทยาเนื้อเยื่อที่วางแผนล่วงหน้าใน E4599 แสดงการรอดชีวิตได้นานขึ้น 4 เดือนโดยมัธยฐาน สำหรับคนไข้มะเร็งชนิดต่อม[11] ซึ่งเป็นในกรณีคนไข้ 85% ของมะเร็งปอดกลุ่ม non-squamous cell carcinoma

การทดลองทางคลินิกของยุโรป คือ AVAiL ต่อมารายงานในปี 2009 ยืนยันช่วงการมีชีวิตที่โรคไม่ก้าวหน้านานขึ้นอย่างสำคัญ เหมือนที่พบใน E4599[12] แต่การรอดชีวิตโดยรวมไม่นานขึ้นเมื่อรักษาด้วยยา แต่นี่อาจเป็นเพราะการใช้ยาที่จำกัดกว่าในการรักษาแบบธำรงสภาพ (maintenance) ใน AVAiL เมื่อเทียบกับ E4599 ผลแตกต่างเช่นนี้ก็พบในคนไข้มะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย[13] ในฐานเป็นยายับยั้งกำเนิดหลอดเลือด ไม่มีเหตุผลเนื่องกับกลไกของยาเพื่อยุติการใช้ยาก่อนโรคจะแย่ลงอีก กล่าวอีกอย่างก็คือ ประโยชน์คือการรอดชีวิตที่ได้จากการใช้ยา จะหวังได้ก็ต่อเมื่อใช้ตามหลักฐานทางคลินิก คือ ให้ใช้ยาจนกระทั่งโรคแย่ลงหรือมีผลข้างเคียงที่ยอมรับไม่ได้

งานทดลองทางคลินิกของยุโรปในการใช้ยารักษามะเร็งปอด คือ AVAPERL ได้รายงานในเดือนตุลาคม 2011[14] คนไข้ได้รักษาด้วย bevacizumab บวกยา cisplatin/pemetrexed 4 รอบ แล้วจัดเข้ากลุ่มต่าง ๆ โดยสุ่มเพื่อรักษาแบบธำรงสภาพ (maintenance) ด้วยยา bevacizumab/pemetrexed หรือด้วย bevacizumab อย่างเดียวจนกระทั่งโรคแย่ลงอีก การรักษาธำรงสภาพด้วย bevacizumab/pemetrexed ลดความเสี่ยงโรคแย่ลงถึง 50% เทียบกับเมื่อใช้ bevacizumab อย่างเดียว (ค่ามัธยฐานของช่วงการมีชีวิตที่โรคคงสภาพ 10.2 เดือนเทียบกับ 6.6 เดือน) แต่ก็ไม่ได้เพิ่มการรอดชีวิตโดยรวมอย่างสำคัญเทียบกับเมื่อใช้ bevacizumab เดี่ยว ๆ เมื่อวิเคราะห์ติดตามผล[15]

เครือข่ายศูนย์มะเร็งแห่งชาติสหรัฐ (National Comprehensive Cancer Network) แนะนำให้ใช้ยา bevacizumab เป็นการรักษาลำดับแรกบวกกับเคมีบำบัดมาตรฐานอื่น ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วตามด้วยการรักษาธำรงสภาพด้วยยาจนกว่าอาการจะแย่ลง โดยให้ยาในขนาดสูงกว่าเมื่อใช้เคมีบำบัดที่อาศัยยา carboplatin เทียบกับเมื่อให้เคมีบำบัดที่อาศัยยา cisplatin

ในมะเร็งปอดระยะปลาย คนไข้น้อยกว่าครึ่งจะผ่านเกณฑ์เพื่อรักษา[16][17]

มะเร็งเต้านม[แก้]

ในเดือนธันวาคม 2010 องค์การอาหารและยาสหรัฐได้แจ้งความตั้งใจถอนข้อบ่งใช้ยาในการรักษามะเร็งเต้านม (ซึ่งอนุมัติในปี 2008) โดยอ้างว่า ไม่ปรากฏว่าปลอดภัยหรือมีประสิทธิผลสำหรับคนไข้ คือ ข้อมูลรวมกันจากการทดลองทางคลินิกต่าง ๆ กัน 4 งานแสดงว่า ยาไม่ได้ทำให้รอดชีวิตโดยรวมได้นานขึ้น และไม่ได้ชะลออาการพอเมื่อชั่งเทียบกับความเสี่ยงที่เกิดแก่คนไข้ การถอนอนุมัตินี้มีผลให้บริษัทไม่สามารถโฆษณาขายยาเพื่อรักษามะเร็งเต้านมเท่านั้น และหมอก็ยังสามารถให้ยานอกเหนือจากข้อบ่งใช้ แต่บริษัทประกันสุขภาพก็มีโอกาสน้อยลงในการจ่ายค่ายาที่ใช้นอกข้อบ่งใช้[18][19]

ต่อมาเดือนมิถุนายน 2011 คณะกรรมการขององค์กรก็ได้ปฏิเสธการอุทธรณ์ของบริษัทเจ้าของยาอย่างเป็นเอกฉันท์ คือ คณะผู้ชำนาญการในเรื่องมะเร็งได้ตัดสินเป็นครั้งที่สองว่า Avastin (bevacizumab) ซึ่งเป็นยารักษามะเร็งที่ขายดีเป็นอันดับสองของโลก ไม่ควรใช้ต่อไปในคนไข้มะเร็งเต้านม เป็นการกำจัดอุปสรรคให้รัฐบาลสหรัฐถอนอนุมัติของยา การประชุมนี้เป็นการพิจารณาอุทธรณ์ของบริษัทเป็นขั้นสุดท้าย คณะผู้ชำนาญการได้สรุปว่า งานทดลองทางคลินิกของมะเร็งเต้านมที่ให้ยา Avastin แก่คนไข้ไม่แสดงประโยชน์ในอัตราการรอดชีวิต ไม่ทำคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และเกิดผลข้างเคียงอย่างสำคัญ อย่างไรก็ดี กลุ่มสนับสนุนคนไข้ต่าง ๆ ก็รู้สึกผิดหวังในการตัดสินใจของคณะ[20]

ต่อมาเดือนตุลาคม 2011 องค์กรจึงได้ประกาศว่าได้ถอนการอนุมัติการบ่งใช้ในโรคมะเร็งเต้านมของยา โดยสรุปว่าไม่มีหลักฐานว่ายาปลอดภัยหรือมีประสิทธิผลเพื่อข้อบ่งใช้นี้

มะเร็งไต[แก้]

ในมะเร็งไตบางอย่าง ยาช่วยทำให้มีช่วงชีวิตที่โรคคงสภาพนานขึ้น แต่ไม่ช่วยให้รอดชีวิตได้นานขึ้น ในปี 2009 องค์กรอาหารและยาสหรัฐอนุมัติให้ใช้ยาเพื่อรักษามะเร็งเซลล์ไต (renal cell cancer) ที่แพร่กระจายแล้ว[21][22] หลังจากได้รายงานที่แสดงว่ามีฤทธิ์[23] สหภาพยุโรปก็ให้อนุมัติในปี 2007[24]

มะเร็งสมอง[แก้]

ยาชะลอการเติบโตของเนื้องอกแต่ไม่มีผลให้รอดชีวิตได้นานขึ้นในคนไข้มะเร็งแบบ glioblastoma multiforme[25] องค์การอาหารและยาสหรัฐได้ให้อนุมัติเพื่อรักษาโรคนี้แบบกลับเป็นซ้ำในเดือนพฤษภาคม 2009[26] แต่งานปริทัศน์แบบคอเครนปี 2014 ก็อ้างว่า ไม่มีหลักฐานพอเพื่อใช้รักษาการกลับเป็นซ้ำ[25]

โรคตา[แก้]

โรคตาหลายชนิด เช่น จุดภาพชัดเสื่อมเนื่องกับอายุ (AMD) และโรคจอตาเหตุเบาหวาน ทำจอตาให้เสียหายและเป็นเหตุให้ตาบอด เมื่อเส้นเลือดรอบ ๆ จอตางอกอย่างผิดปกติแล้วปล่อยให้น้ำซึมออก ทำให้ชั้นต่าง ๆ ของจอตาแยกออกจากกัน การงอกผิดปกติเช่นนี้มีเหตุจากแฟกเตอร์โปรโมตการเติบโตของเส้นเลือด คือ vascular endothelial growth factor (VEGF) และแพทย์ได้ใช้ bevacizumab เพื่อยับยั้ง VEGF และชะลอการงอกของเส้นเลือด

จักษุแพทย์ได้ใช้ยานี้แบบนอกข้อบ่งใช้ (off-label) โดยเป็นยาฉีดเข้าในวุ้นตาเพื่อรักษาโรคตาที่งอกเส้นเลือดใหม่ โดยเฉพาะที่เส้นเลือดงอกในชั้นคอรอยด์ของจอตา (CNV) ใน AMD แม้องค์กรอาหารและยาสหรัฐยังไม่ได้อนุมัติให้ใช้อย่างนี้ การฉีดยาประมาณ 1.25-2.5 มก. เข้าที่ช่องวุ้นตาก็ไม่ก่อพิษภายในตาอย่างสำคัญ[27] แพทย์เฉพาะทางในเรื่องจอตาได้เห็นผลที่น่าทึ่งในการรักษา CNV, โรคจอตาเหตุเบาหวาน, ต้อหินแบบเส้นเลือดใหม่งอก (neovascular glaucoma), จุดภาพชัดบวมเหตุเบาหวาน (diabetic macular edema), โรคจอตาของทารกคลอดก่อนกำหนด (retinopathy of prematurity)[28] และจุดภาพชัดบวม (macular edema) ซึ่งเป็นอาการทุติยภูมิของการอุดตันของเส้นเลือดดำในจอตา (retinal vein occlusion)

งานทบทวนบางงานได้สรุปว่า ผลที่ได้จากยา bevacizumab และ ranibizumab คล้ายกัน[29][30] แต่งานอื่น ๆ ก็แสดงผลไม่พึงประสงค์ในอัตราที่สูงกว่า[31][32][33] เช่น ภาวะลิ่มเลือดหลุดอุดหลอดเลือดเมื่อใช้ bevacizumab หรือไม่สามารถได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเนื่องจากมีข้อมูลจำกัด[34]

ในเรื่องความปลอดภัยของยานี้ ประเด็นที่ควรคำนึงถึงเป็นพิเศษเมื่อใช้รักษาโรคจุดภาพชัดจอตา ก็คืออาจเกิดการปนเปื้อนหรือติดเชื้อเมื่อแบ่งบรรจุและเก็บยาก่อนที่จะนำไปฉีดให้ผู้ป่วย ผศ.นพ.ธนภัทร รัตนภากร แห่งโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้อธิบายในส่วนนี้ว่า “ต้องมีการแบ่งยาเบวะซิซิวแมบจากปริมาณบรรจุ 4 ซีซี เพื่อใช้ประมาณ 0.05 ซีซีต่อครั้ง ขั้นตอนหลังจากนั้นจะมีการเก็บยาไว้ เมื่อใดก็ตามที่ต้องมีหลายกระบวนการก่อนที่จะฉีดเข้าตา โอกาสปนเปื้อนในแต่ละจุดจึงเกิดได้ รวมทั้งการเก็บยาไว้นานเกินไป เก็บในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ล้วนแต่อาจจะมีข้อบกพร่องซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อ เมื่อเทียบกับยาที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการฉีดเข้าตาโดยไม่ต้องแบ่ง” ทั้งนี้ นพ.ธนภัทรเสริมว่า สำหรับยา ranibizumab เอง ก็ต้องดูดเข้าเข็มฉีดยาก่อนฉีดให้แก่คนไข้เหมือนกัน หากไม่มีระบบฆ่าเชื้อที่ดีก็อาจปนเปื้อนได้เช่นกัน แต่อาจเกิดน้อยกว่าเพราะไม่ต้องแบ่งยา[35]

การให้ยา[แก้]

Bevacizumab ปกติจะให้ทางเส้นเลือดดำทุก ๆ 14 วัน ในมะเร็งลำไส้ใหญ่ มันจะให้บวกกับยาเคมีบำบัด คือ 5-FU (5-fluorouracil), leucovorin, และ oxaliplatin/irinotecan[ต้องการอ้างอิง] สำหรับโรคตา มันจะฉีดเข้าที่ช่องวุ้นตา (intravitreous)

ผลไม่พึงประสงค์[แก้]

ยาระงับการงอกของเส้นเลือด ซึ่งเป็นการขัดขวางการบำรุงรักษาร่างกายอย่างหนึ่ง เพราะร่างกายงอกเส้นเลือดใหม่เพื่อสมานแผล และสร้างเส้นเลือดเบี่ยง (collateral circulation) รอบหลอดเลือดที่อุดตันหรือแข็ง ดังนั้น จึงสร้างความเป็นห่วงว่า ยาจะกวนกระบวนการธรรมชาติเช่นนี้ เป็นเหตุให้อาการต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (coronary artery disease) หรือโรคหลอดเลือดตีบนอกหัวใจและสมอง (peripheral artery disease) แย่ลง[36]

ผลข้างเคียงหลัก ๆ ของยาก็คือ ความดันโลหิตสูงและความเสี่ยงตกเลือดที่สูงขึ้น มีรายงานเกี่ยวกับลำไส้ทะลุ (bowel perforation)[37] ความล้าและการติดเชื้อก็สามัญด้วย[38]

ผนังกั้นโพรงจมูกทะลุและหลอดเลือดฝอยมีลิ่มเลือด (thrombotic microangiopathy) ก็มีรายงาน[39] ในเดือน 2010 องค์การอาหารและยาสหรัฐประกาศเตือนถึงความเสี่ยงการเกิดช่องทะลุในร่างกาย รวมทั้งจมูก กระเพาะอาหาร และลำไส้

ในปี 2013 บริษัท Hoffmann-La Roche ประกาศว่า ยาสัมพันธ์กับกรณี necrotizing fasciitis (พังผืดอักเสบตายเฉพาะส่วน) 52 รายระหว่างปี 1997-2012 โดยคนไข้ 17 คนได้เสียชีวิต[40] โดย 2/3 เป็นคนไข้ที่มีมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือคนไข้ที่ทางเดินอาหารทะลุ (gastrointestinal perforation) หรือมีช่องทะลุ (fistula)

ผลเหล่านี้ไม่มีเมื่อใช้รักษาตา เนื่องจากยาฉีดเข้าในตาซึ่งทำให้เกิดผลต่อร่างกายส่วนอื่นน้อย[ต้องการอ้างอิง]

ผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ทางประสาทรวมทั้ง posterior reversible encephalopathy syndrome (PRES) ซึ่งมีอาการปวดหัว สับสน ชัก และการเสียการเห็น โรคหลอดเลือดสมองแบบอุดตันหรือแบบตกเลือดก็เป็นไปได้ด้วย[41]

กลไกการทำงาน[แก้]

bevacizumab เป็นสารภูมิต้านทานโมโนโคลน ซึ่งห้ามการเกิดเส้นลือดโดยยับยั้งแฟกเตอร์คือ vascular endothelial growth factor A (VEGF-A)[42] VEGF-A เป็น growth factor ที่กระตุ้นให้เกิดเส้นเลือดในโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะมะเร็ง ยาเป็นสารยับยั้งการเกิดเส้นเลือด (angiogenesis inhibitor) แรกในสหรัฐอเมริกา[43]

เคมี[แก้]

bevacizumab ดั้งเดิมได้มาจากสารภูมิต้านทานโมโนโคลน (monoclonal antibody) ของหนูที่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อ 165-residue-form of recombinant human vascular endothelial growth factor (rhu VEGF165) แล้วจึงทำเป็นของมนุษย์โดยเก็บส่วน binding region ของสารภูมิต้านทานในขณะที่แทนส่วนที่เหลือด้วยส่วน light chain และ truncated IgG1 heavy chain ของมนุษย์ โดยยังมีการทดแทนด้วยส่วนอื่น ๆ ด้วย พลาสมิดที่เป็นผลผลิตจะใส่เข้าในเซลล์รังไข่ของแฮมสเตอร์จีน (Chinese Hamster Ovary cell) ผ่านกระบวนการ transfection แล้วผลิตโดยใช้ระบบการหมักเชิงอุตสาหกรรม[8]:4

ประวัติ[แก้]

ยาเป็นสารภูมิต้านทานลูกผสมจากโคลนของเซลล์เดียวที่ในปี 2004 ได้ใช้ระงับการเกิดเส้นเลือดเป็นยาแรก[44] พัฒนาการของมันอาศัยการค้นพบแฟกเตอร์ คือ vascular endothelial growth factor (VEGF) ในมนุษย์ ซึ่งเป็นโปรตีนที่กระตุ้นการงอกของเส้นเลือด เป็นการค้นพบของแพทย์นักชีววิทยาของบริษัท Genentech คือ ศ. นพ. Napoleone Ferrara[45][46][47] ซึ่งต่อมาเขาได้แสดงว่า สารภูมิต้านทานต่อต้าน VEGF จะระงับการเจริญเติบโตของเนื้องอกในหนู[48] งานของเขายืนยันสมมติฐานของแพทย์อีกคนหนึ่งที่เสนอในปี 1971 ว่า การระงับกำเนิดเส้นเลือดอาจมีผลควบคุมการเจริญเติบโตของมะเร็ง[47]

การอนุมัติ[แก้]

ยาได้รับอนุมัติเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาในปี 2004 ให้ใช้ร่วมกับเคมีบำบัดมาตรฐานเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ที่กระจายตัวแล้ว[49] ต่อจากนั้นก็ได้รับอนุมัติเพื่อรักษามะเร็งปอดบางชนิด มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ และมะเร็งสมองประเภท glioblastoma multiforme

ในปี 2008 องค์การอาหารและยาสหรัฐอนุมัติให้ใช้ยาเพื่อรักษามะเร็งเต้านม แต่ก็ได้ถอนการอนุมัติ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2011[50][51][52] เพราแม้จะมีหลักฐานว่า มันชะลอการแย่ลงของมะเร็งเต้านมที่กระจายตัวแล้ว แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่า มันทำให้รอดชีวิตได้นานขึ้น หรือเพิ่มคุณภาพชีวิต แต่มีผลไม่พึงประสงค์รวมทั้งความดันโลหิตสูงและการตกเลือด

จริงอย่างนั้น ในปี 2008 องค์กรได้ให้อนุมัติแบบมีข้อแม้ คือต้องมีการศึกษาเพิ่มขึ้น แม้จะเป็นการอนุมัติที่คณะผู้ชำนาญการแนะนำว่า ไม่ควรให้[53] ในเดือนกรกฎาคม 2010 หลังจากที่งานศึกษาไม่พบประโยชน์ที่สำคัญ คณะผู้ชำนาญการจึงแนะนำไม่ให้ใช้ยารักษามะเร็งเต้านมขั้นปลาย บริษัทจึงร้องให้มีการฟังคำชี้แจง ซึ่งได้เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2011 แล้วต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2011 องค์กรจึงได้ถอนอนุมัติเพื่อให้รักษามะเร็งเต้านม เป็นอนุมัติที่บริษัทต้องมีเพื่อจะวางตลาดขายยาสำหรับข้อบ่งชี้นั้น แม้หมอก็ยังสามารถให้ยานี้สำหรับโรคนี้แก่คนไข้ แต่บริษัทประกันสุขภาพมีโอกาสคุ้มครองจ่ายค่ายาให้น้อยลง[51]

ถึงกระนั้น ยาก็ยังได้อนุมัติให้ใช้ในข้อบ่งชี้นี้ในประเทศอื่น ๆ รวมทั้งออสเตรเลีย[54] เป็นยาที่กองทุนยามะเร็ง (CDF) ในสหราชอาณาจักรจ่ายให้ แต่ในเดือนมกราคม 2015 ก็มีการเสนอให้ลบออกจากรายการอนุมัติขององค์กร[55]

สังคมและวัฒนธรรม[แก้]

ราคา[แก้]

ในประเทศที่มีประกันสุขภาพแห่งชาติ (เช่น ในสหราชอาณาจักรและแคนาดา) องค์กรมักจะจำกัดการใช้ยานี้ เนื่องกับการชั่งค่าใช้จ่ายและประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น ในสหราชอาณาจักร องค์กรของรัฐคือ National Institute for Health and Care Excellence มีจุดยืนว่า ยาไม่ควรจ่ายโดยประกันสุขภาพแห่งชาติ (NHS) เพราะมันมีค่าใช้จ่ายถึง £21,000 ต่อคนไข้ (ประมาณ 1.2 ล้านบาท) แต่มีประโยชน์เพียงแค่เล็กน้อยสำหรับมะเร็งแบบต่าง ๆ[56] ในปี 2006 องค์กรของรัฐ Scottish Medicines Consortium แนะนำไม่ให้ NHS จ่ายยาสำหรับรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่หรือลำไส้ตรงโดยเป็นการรักษาอันดับแรก เพราะมีค่าใช้จ่ายประเมินระหว่าง £24,000-£93,000 (1.2-4.6 ล้านบาท) ต่อปีโดยปรับด้วยคุณภาพชีวิต (QALY)[57]

การให้ยาเพิ่มบวกกับการรักษามาตรฐานสามารถทำให้คนไข้มะเร็งเต้านมและมะเร็งปอดมีชีวิตนานขึ้นหลายเดือน โดยมีค่าใช้จ่ายที่ 100,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3.8 ล้านบาท) ต่อปีในสหรัฐอเมริกา[58] สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ งานศึกษาเบื้องต้นที่พิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์รายงานว่า bevacizumab ยืดอายุคนไข้ได้ 4.7 เดือน (คือ 20.3 เดือน เทียบกับ 15.6 เดือน) โดยมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 42,800-55,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.8-2.2 ล้านบาท)[59] แต่ค่าใช้จ่ายในประเทศอื่น ๆ ก็ต่างกันไป มีรายงานว่าในแคนาดา มันมีค่าใช้จ่าย 40,000 เหรียญแคนาดา (ประมาณ 1.2 ล้านบาท) ต่อปี[60]

ยาพิเศษ (สหรัฐอเมริกา)[แก้]

วันที่ 16 กันยายน 2014 บริษัท Genentech ได้เปลี่ยนหมวดยาที่อนุญาตตามกฎหมายให้เป็น ยาพิเศษ (specialty drug) ซึ่งขายเฉพาะในร้านเภสัชพิเศษ โดน "ยาพิเศษปกติจะอยู่ใต้การควบคุมของ FDA’s Risk Evaluation and Mitigation Strategy (REMS) program ซึ่งตั้งขึ้นสำหรับสารประกอบต่าง ๆ เช่น เทสโทสเตอโรน ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงพิเศษ หรือยาที่แพงเป็นพิเศษ"[61] ซึ่งสร้างปัญหาแก่โรงพยาบาลเพราะราคายาเพิ่มขึ้น[61] ตามบริษัท IMS Health ราคายาโดยเฉลี่ยที่โรงพยาบาลชาร์จคนไข้ตกประมาณ 9,000 เหรียญสหรัฐ (308,000 บาท) เทียบกับ 2,300 เหรียญ (79,000 บาท) เมื่อทำในคลินิก โดยเป็นผลของการจัดจำหน่ายที่อนุญาตตามกฎหมายใหม่เช่นนี้ โรงพยาบาลจำนวนมากจึงไม่มีสิทธิ์ได้ส่วนลด 51% จากราคาขายส่งเฉลี่ยที่บังคับด้วยกฎหมาย Affordable Healthcare Act เมื่อจัดจำหน่ายแบบเดิม[62]

จุดภาพชัดเสื่อม[แก้]

เมื่อใช้ยา bevacizumab รักษาจุดภาพชัดเสื่อมแบบเปียก (wet age-related macular degeneration, wet AMD) ขนาดที่ให้จะน้อยและมีราคาไม่แพง เทียบกับขนาดที่ต้องใช้เพื่อมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งอื่น ๆ มีผู้ตรวจสอบหลายรายได้รายงานในปี 2010 ว่า ยาที่ราคาราว ๆ 42 เหรียญสหรัฐ (ราว 1,300 บาท) มีประสิทธิผลเท่ากับยา ranibizumab ซึ่งมีราคา 1,593 เหรียญ (ราว 50,500 บาท)[63][64] โดยในประเทศไทยมีราคาประมาณ 500-1,000 บาท และ 45,481-50,092 บาทในปี 2017 ตามลำดับ[65][66]

โดยเดือนเมษายน 2015 มีการถกเถียงอย่างเข้มข้นในสหราชอาณาจักรและประเทศยุโรปอื่น ๆ เกี่ยวกับการเลือกให้ยา bevacizumab (Avastin) หรือ ranibizumab (Lucentis) เพื่อรักษา wet AMD[67] ในสหราชอาณาจักร ปัญหาก็คือ ในฝ่ายหนึ่ง องค์กรยายุโรป (European Medicines Agency) และองค์กรควบคุมยาของสหราชอาณาจักร (Medicines and Healthcare Products Regulatory Agency) ได้อนุมัติให้ใช้ ranibizumab เพื่อรักษา wet AMD แต่ไม่ได้อนุมัติ Avastin และองค์กรต้องการให้แพทย์ไม่ใช้ยาที่ไม่ได้อนุมัติเมื่อมียาอื่นที่ได้รับอนุมัติ และในอีกฝ่ายหนึ่ง คือองค์กรของรัฐ คือ NICE ซึ่งกำหนดแนวทางการรักษา ผู้ยังไม่สามารถประเมิน Avastin เป็นการรักษาลำดับต้น ต้องการลดค่าใช้จ่ายเพื่อควบคุมงบประมาณขององค์กรประกันสุขภาพของรัฐ คือ National Health Service[67] ทั้งบริษัท Novartis และ Roche ซึ่งเป็นบริษัทวางตลาดและบริษัทเจ้าของสำหรับ Avastin ตามลำดับ ยังไม่ได้ทำการทดลองทางคลินิกเพื่อให้ได้อนุมัติใช้ยา Avastin เพื่อรักษา wet AMD และไม่มีแผนเพื่อทำเช่นนั้น[67] อนึ่ง ทั้งสองบริษัทวิ่งเต้นไม่ให้ออกแนวทางการรักษาเพื่อใช้ Avastin เป็นการรักษาลำดับแรก และถ้ามีงานศึกษาโดยทุนจากรัฐบาลที่เปรียบเทียบยาทั้งสองตีพิมพ์รายงาน บริษัทก็จะออกเอกสารเน้นความเสี่ยงเมื่อใช้ Avastin เพื่อรักษา wet AMD[67]

มะเร็งเต้านม[แก้]

ในปี 2011 องค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ได้ถอน bevacizumab จากข้อบ่งใช้เพื่อรักษามะเร็งเต้านมที่กระจายแล้วหลังจากสรุปว่า ยาไม่ปรากฏกว่าปลอดภัยหรือมีประสิทธิผล ข้อบ่งใช้ที่ตอนแรกอนุมัติก็คือ การใช้ยาพร้อมกับ paclitaxel สำหรับรักษาคนไข้ที่ยังไม่ได้รับเคมีบำบัดและมีมะเร็งเต้ามนมแบบ HER2-negative ที่กระจายแล้ว

ก่อนการประกาศขององค์กรในปีเดียวกัน เครือข่ายศูนย์มะเร็งแห่งชาติสหรัฐ (NCCN) ได้อัปเดตแนวทางการรักษาขององค์กร (NCCN Guidelines) สำหรับโรคมะเร็งเต้านม โดยยืนยันข้อแนะนำให้ใช้ยาเพื่อรักษามะเร็งเต้านมที่กระจายแล้ว[ต้องการอ้างอิง] คือในปี 2008 FDA ได้อนุมัติให้ใช้ยารักษามะเร็งเต้านม แม้คณะผู้ชำนาญการนอกองค์กรจะลงคะแนน 5 ต่อ 4 เพื่อไม่ให้อนุมัติ แต่องค์กรได้ตัดสินฝืนคำแนะนำนี้ คณะผู้ชำนาญการได้แสดงความเห็นว่า ข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกไม่ได้แสดงการเพิ่มคุณภาพชีวิตหรือการทำให้รอดชีวิตได้นานขึ้น ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำคัญสองอย่างสำหรับการรักษาโรคมะเร็งระยะสุดท้าย แม้หลักฐานจะแสดงว่า ยาลดขนาดเนื้องอกและเพิ่มช่วงมีชีวิตที่โรคคงสภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลหลังที่องค์กรเลือกเมื่อตัดสินฝืนความเห็นของผู้ชำนาญการ เป็นการตัดสินใจที่สนับสนุนโดยกลุ่มป้องกันผลประโยชน์ของคนไข้และแพทย์วิทยาเนื้องอกบางส่วน แต่แพทย์วิทยาเนื้องอกอื่น ๆ ก็รู้สึกว่า การให้อนุมัติสำหรับการรักษามะเร็งระยะสุดท้าย ที่ไม่ยืดอายุหรือเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไข้ จะเป็นตัวอย่างให้บริษัทยาไม่ต้องสนใจเกณฑ์มาตรฐานเหล่านั้นเมื่อพัฒนาการรักษามะเร็งระยะสุดท้ายใหม่ ๆ[53]

ในวันที่ 28 มีนาคม 2007 คณะกรรมาธิการยุโรปได้อนุมัติให้ใช้ยาร่วมกับ paclitaxel เป็นการรักษาลำดับแรกสำหรับโรคมะเร็งเต้านมที่กระจายแล้ว[68]

ยาปลอม[แก้]

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2012 บริษัท Roche และหน่วยเทคโนโลยีชีวภาพสหรัฐของบริษัทคือ Genentech ประกาศว่า มียา Avastin ปลอมที่ได้กระจายขายในสหรัฐ[69] แม้ยังสืบคดีอยู่ แต่การบรรจุยาที่ต่างกันทำให้การแยกแยะยาปลอมเป็นเรื่องง่าย Roche ได้วิเคราะห์ยาปลอม 3 ขวดแล้วพบว่า มีเกลือ, แป้ง, ไซเตรต, isopropanol, propanediol, t-butanol, benzoic acid, di-fluorinated benzene ring, แอซีโทน, และ phthalate moiety แต่ไม่มียามะเร็ง ตามบริษัท องค์ประกอบทางเคมีของยาปลอมไม่แน่นอน จึงไม่สามารถกำหนดว่าสารเคมีเข้มข้นพอมีโทษหรือไม่ โดยสามารถสืบยาปลอมว่ามาจากอียิปต์ แล้วเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานผ่านยุโรปจนมาถึงสหรัฐ[70][71]

ยาคล้ายกันทางชีวภาพ[แก้]

ในเดือน 2014 บริษัทที่ใช้พันธุวิศวกรรมเปลี่ยนยีนของพืชหรือสัตว์เพื่อผลิตยา (pharming) คือ PlantForm และ PharmaPraxis ประกาศแผนที่จะวางตลาดขายยาคล้ายกันที่ผลิตจากสิ่งมีชีวิต (biosimilar) โดยผลิตจากการแสดงออกยีนในต้นยาสูบโดยร่วมมือกับศูนย์วิจัยทางจุลชีววิทยาคือ Fraunhofer Center for Molecular Biology[72] ในสหรัฐอเมริกา ยาคล้ายกันทางชีวภาพเช่นนี้ ปกติจะวางตลาดขายได้เมื่อสิทธิบัตรของยาต้นตำรับหมดอายุแล้ว[73] ต่อมาเดือนกันยายน 2017 องค์การอาหารและยาสหรัฐได้อนุมัติยาคล้ายกันทางชีวภาพของบริษัท Amgen โดยมีชื่อสามัญว่า bevacizumab-awwb และชื่อผลิตภัณฑ์ว่า Mvasi และมีข้อบ่งใช้เพื่อมะเร็ง 6 ชนิด[74]

งานวิจัย[แก้]

งานศึกษาตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายน 2009 พบว่า ยาไม่มีประสิทธิผลเพื่อป้องกันการกลับมีอาการโรคอีกของมะเร็งลำไส้ที่ยังไม่กระจายหลังจากผ่าตัด[75]

ยามีผลต่อโรคมะเร็งรังไข่[76][77] และมะเร็งสมองแบบ glioblastoma multiforme[78] เมื่อใช้เป็นยาเดี่ยว ๆ

งานทดลองทางคลินิกระยะ 3 สองงานปี 2010 แสดงว่า ยาเพิ่มช่วงมีชีวิตที่โรคคงสภาพสำหรับคนไข้มะเร็งรังไข่ 27% และ 54%[79]

มีการตรวจสอบว่ายาสามารถรักษามะเร็งตับอ่อนโดยเสริมเคมีบำบัดได้หรือไม่ แต่งานวิจัยแสดงว่า ไม่ทำให้รอดชีวิตให้ดีขึ้น[80][81][82] แต่กลับเพิ่มความดันโลหิต ทำให้เลือดออกในกระเพาะและลำไส้ และลำไส้ทะลุ

ยากำลังทดลองในเบื้องต้นโดยเสริมเคมีบำบัดปกติและการผ่าตัด เพื่อรักษามะเร็งกระดูกในเด็ก[83] รวมทั้งมะเร็งแบบอื่น ๆ เช่น มะเร็งกล้ามเนื้อเรียบ (leiomyosarcoma)[84]

มีงานศึกษาการใช้ยาเพื่อรักษามะเร็งที่งอกจากส่วนประสาทที่เชื่อมหูกับสมอง (vestibular schwannoma)[85]

โดยปี 2012 มีการทดลองทางคลินิกเพื่อทดสอบการให้ยาในเส้นเลือดเพื่อรักษามะเร็งสมองโดยตรงคือไม่ผ่านส่วนกั้นระหว่างโลหิตกับสมอง[86]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. "Bevacizumab - Drugs.com". www.drugs.com. Archived from the original on 2016-12-028. สืบค้นเมื่อ 2016-12-028. Check date values in: |access-date=, |archive-date= (help)
  2. 2.0 2.1 "Bevacizumab Injection: MedlinePlus Drug Information". NLM.nih.gov. 2014-02-28. Archived from the original on 2014-03-25.
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6 3.7 3.8 "Bevacizumab". The American Society of Health-System Pharmacists. Archived from the original on 2016-12-020. สืบค้นเมื่อ 2016-12-08. Check date values in: |archive-date= (help)
  4. "WHO Model List of Essential Medicines (19th List)" (PDF). World Health Organization. 2015-04. Archived (PDF) from the original on 2016-12-013. สืบค้นเมื่อ 2016-12-08. Check date values in: |date=, |archive-date= (help)
  5. "WHO Model List of EssentialMedicines" (PDF). World Health Organization. 2013-10. Archived (PDF) from the original on 2014-04-23. สืบค้นเมื่อ 2014-04-22. Check date values in: |date= (help)
  6. "Bevacizumab". International Drug Price Indicator Guide. สืบค้นเมื่อ 2016-12-08.
  7. British national formulary : BNF 69 (69 ed.). British Medical Association. 2015. p. 597. ISBN 9780857111562.
  8. 8.0 8.1 "Bevacizumab Scientific DIscussion" (PDF). European Medicines Agency. 2005. Archived from the original (PDF) on 2015-09-24.
  9. "Lessons From the Adjuvant Bevacizumab Trial on Colon Cancer: What Next?". Jco.ascopubs.org. Archived from the original on 2011-12-05. สืบค้นเมื่อ 2012-08-05.
  10. . PMID 17167137. Missing or empty |title= (help)
  11. . PMID 20686429. Missing or empty |title= (help)
  12. . PMID 20150572. Missing or empty |title= (help)
  13. . PMID 17241510. Missing or empty |title= (help)
  14. . doi:10.1016/S0959-8049(11)70133-2. Missing or empty |title= (help)
  15. สิ่งพิมพ์เผยแพร่เข้าถึงแบบเปิด อ่านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย. doi:10.1093/annonc/mdu098 https://academic.oup.com/annonc/article/25/5/1044/156906. Missing or empty |title= (help)
  16. Velcheti, V; Viswanathan, A; Govindan, R (2006-06). "The proportion of patients with metastatic non-small cell lung cancer potentially eligible for treatment with bevacizumab: a single institutional survey". Journal of Thoracic Oncology. 1 (5): 501. doi:10.1097/01243894-200606000-00023. PMID 17409907. Check date values in: |date= (help)
  17. Vaughn, C; Zhang, L; Schiff, D (2008-01). "Reversible posterior leukoencephalopathy syndrome in cancer". Current Oncology Reports. 10 (1): 86–91. doi:10.1007/s11912-008-0013-z. PMID 18366965. Check date values in: |date= (help)
  18. "FDA begins process to remove breast cancer indication from Avastin label" (Press release). FDA. 2010-12-16. Archived from the original on 2010-12-16. สืบค้นเมื่อ 2010-12-17.
  19. "F.D.A. Rejects Use of Drug in Cases of Breast Cancer". NY Times. 2010-12-16. Archived from the original on 2012-11-11. สืบค้นเมื่อ 2010-12-16.
  20. Couzin-Frankel, J; Ogale, Y (2011-07). "FDA. Once on 'fast track,' avastin now derailed". Science. 333 (6039): 143–4. doi:10.1126/science.333.6039.143. PMID 21737712. Check date values in: |date= (help)
  21. "FDA clears Genentech drug for kidney cancer". San Francisco Chronicle. 2009-08-02. Archived from the original on 2010-09-30.
  22. "FDA Gives Roche's Avastin the Go-Ahead for Metastatic Renal Carcinoma". GENNewsHighlights. Genetic Engineering & Biotechnology News. 2009-08-03. สืบค้นเมื่อ 2012-08-13.
  23. Rini, BI (2007-02). "Vascular endothelial growth factor-targeted therapy in renal cell carcinoma: current status and future directions". Clinical Cancer Research. 13 (4): 1098–106. doi:10.1158/1078-0432.CCR-06-1989. PMID 17317817. Check date values in: |date= (help)
  24. European Medicines Agency (2008-01). "Avastin-H-C-582-II-0015 : EPAR - Assessment Report - Variation" (PDF). Archived (PDF) from the original on 2012-01-30. Check date values in: |date= (help)
  25. 25.0 25.1 Khasraw, M; Ameratunga, MS; Grant, R; Wheeler, H; Pavlakis, N (2014-09). "Antiangiogenic therapy for high-grade glioma". The Cochrane Database of Systematic Reviews (9): CD008218. doi:10.1002/14651858.CD008218.pub3. PMID 25242542. Check date values in: |date= (help)
  26. Pazdur, Richard (M.D.) (2009-05). "FDA Approval for Bevacizumab". National Cancer Institute. Archived from the original on 2010-01-10. สืบค้นเมื่อ 2010-05-11. Check date values in: |date= (help)
  27. Arevalo, JF; Fromow-Guerra, J; Sanchez, JG; Maia, M; Berrocal, MH; Wu, L; Saravia, MJ; Costa, RA (2008). "Primary intravitreal bevacizumab for subfoveal choroidal neovascularization in age-related macular degeneration: results of the Pan-American Collaborative Retina Study Group at 12 months follow-up". Retina. 28 (10): 1387–94. doi:10.1097/IAE.0b013e3181884ff4. PMID 18827735.
  28. Azad, R; Chandra, P (2007). "Intravitreal bevacizumab in aggressive posterior retinopathy of prematurity". Indian Journal of Ophthalmology. 55 (4): 319, author reply 320. doi:10.4103/0301-4738.33057. PMID 17595491.
  29. Moja, L; Lucenteforte, E; Kwag, KH; Bertele, V; Campomori, A; Chakravarthy, U; D'Amico, R; Dickersin, K; Kodjikian, L; Lindsley, K; Loke, Y; Maguire, M; Martin, DF; Mugelli, A; Mühlbauer, B; Püntmann, I; Reeves, B; Rogers, C; Schmucker, C; Subramanian, ML; Virgili, G (2014-09). "Systemic safety of bevacizumab versus ranibizumab for neovascular age-related macular degeneration". The Cochrane Database of Systematic Reviews. 9 (9): CD011230. doi:10.1002/14651858.CD011230.pub2. PMC 4262120. PMID 25220133. Check date values in: |date= (help)
  30. Scott, LJ; Chakravarthy, U; Reeves, BC; Rogers, CA (2015-03). "Systemic safety of anti-VEGF drugs: a commentary". Expert Opinion on Drug Safety. 14 (3): 379–88. doi:10.1517/14740338.2015.991712. PMID 25489638. Check date values in: |date= (help)
  31. Chen, G; Li, W; Tzekov, R; Jiang, F; Mao, S; Tong, Y (2015-02). "Bevacizumab versus ranibizumab for neovascular age-related macular degeneration: a meta-analysis of randomized controlled trials". Retina. 35 (2): 187–93. doi:10.1097/IAE.0000000000000301. PMID 25105318. Check date values in: |date= (help)
  32. Kodjikian, L; Decullier, E; Souied, EH; Girmens, JF; Durand, EE; Chapuis, FR; Huot, L (2014-10). "Bevacizumab and ranibizumab for neovascular age-related macular degeneration: an updated meta-analysis of randomised clinical trials". Graefe's Archive for Clinical and Experimental Ophthalmology = Albrecht Von Graefes Archiv Fur Klinische Und Experimentelle Ophthalmologie. 252 (10): 1529–37. doi:10.1007/s00417-014-2764-6. PMC 4180904. PMID 25142373. Check date values in: |date= (help)
  33. . PMID 25058694. Missing or empty |title= (help)
  34. Wang, W; Zhang, X (2014). "Systemic adverse events after intravitreal bevacizumab versus ranibizumab for age-related macular degeneration: a meta-analysis". PLOS One. 9 (10): e109744. doi:10.1371/journal.pone.0109744. PMC 4199620. PMID 25330364.
  35. อโนมา สอนบาลี (2014). "โอกาสและทางเลือก สำหรับผู้ป่วยโรคจุดภาพชัดจอตา" (PDF). จุลสารโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ ปีที่ 5 ฉบับที่ 17 กรกฎาคม-กันยายน 2555. โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ผลการศึกษาจากนักวิชาการไทย, หน้า 9-10. สืบค้นเมื่อ 2018-05-28.
  36. Semenza, GL (2008-05). "A new weapon for attacking tumor blood vessels". The New England Journal of Medicine. 358 (19): 2066–7. doi:10.1056/NEJMcibr0800272. PMID 18463385. Check date values in: |date= (help)
  37. Sliesoraitis, S; Tawfik, B (2011-07). "Bevacizumab-induced bowel perforation". The Journal of the American Osteopathic Association. 111 (7): 437–41. PMID 21803880. Check date values in: |date= (help)
  38. "Archived copy" (PDF). Archived (PDF) from the original on 2016-04-29. สืบค้นเมื่อ 2016-06-02.
  39. Eremina, V; Jefferson, JA; Kowalewska, J; Hochster, H; Haas, M; Weisstuch, J; Richardson, C; Kopp, JB; Kabir, MG; Backx, PH; Gerber, HP; Ferrara, N; Barisoni, L; Alpers, CE; Quaggin, SE (2008-03). "VEGF inhibition and renal thrombotic microangiopathy". The New England Journal of Medicine. 358 (11): 1129–36. doi:10.1056/NEJMoa0707330. PMC 3030578. PMID 18337603. Check date values in: |date= (help)
  40. "Cancer drug Avastin tied to 2 cases of flesh-eating disease in Canada". CBC News. 2013-05-02. Archived from the original on 2013-05-02. สืบค้นเมื่อ 2013-05-02.
  41. Godfrey, SE (1989-05). "Estrogen receptors". American Journal of Clinical Pathology. 91 (5): 629–30. doi:10.1215/15228517-2008-118. PMC 2718965. Check date values in: |date= (help)
  42. Los, M; Roodhart, JM; Voest, EE (2007-04). "Target practice: lessons from phase III trials with bevacizumab and vatalanib in the treatment of advanced colorectal cancer". The Oncologist. 12 (4): 443–50. doi:10.1634/theoncologist.12-4-443. PMID 17470687. Check date values in: |date= (help)
  43. Shih, T; Lindley, C (2006-11). "Bevacizumab: an angiogenesis inhibitor for the treatment of solid malignancies". Clinical Therapeutics. 28 (11): 1779–802. doi:10.1016/j.clinthera.2006.11.015. PMID 17212999. Check date values in: |date= (help)
  44. "F.D.A. Approves Cancer Drug From Genentech". New York Times. 2004-02-27. Archived from the original on 2016-10-24.
  45. Palmer, AM; Stephenson, FA; Williams, RJ (2007-04). "Society for Medicines Research: 40th anniversary symposium". Drug News & Perspectives. 20 (3): 191–6. PMID 17520096. Check date values in: |date= (help)
  46. Ferrara, N (2009). "Anti-angiogenic drugs to treat human disease: an interview with Napoleone Ferrara by Kristin H. Kain". Disease Models & Mechanisms. 2 (7–8): 324–5. doi:10.1242/dmm.002972. PMID 19553691.
  47. 47.0 47.1 Ribatti, D (2008). "Napoleone Ferrara and the saga of vascular endothelial growth factor". Endothelium. 15 (1): 1–8. doi:10.1080/10623320802092377. PMID 18568940.
  48. Ferrara, N (2011). "From the discovery of vascular endothelial growth factor to the introduction of avastin in clinical trials - an interview with Napoleone Ferrara by Domenico Ribatti". The International Journal of Developmental Biology. 55 (4–5): 383–8. doi:10.1387/ijdb.103216dr. PMID 21858763.
  49. "Avastin full Prescribing Information - Genentech" (PDF). Gene.com. 2011. Archived (PDF) from the original on 2011-07-14.
  50. "Press Announcements - FDA Commissioner announces Avastin decision". U.S. Food and Drug Administration. 2011-11-18. Archived from the original on 2014-12-15. สืบค้นเมื่อ 2014-10-31.
  51. 51.0 51.1 Pollack, Andrew (2011-11-18). "F.D.A. Revokes Approval of Avastin for Breast Cancer". New York Times. Archived from the original on 2011-11-21.
  52. "Cancer drug Avastin loses US approval". BBC. 2011-11-18. Archived from the original on 2011-11-19.
  53. 53.0 53.1 "F.D.A. Approves Drug's Use for Breast Cancer". The New York Times. 2008-02-22. Archived from the original on 2017-02-02.
  54. "Breast cancer drug 'still safe' for Aussie women". Australian Broadcasting Corporation. 2010-07-22. Archived from the original on 2010-07-23.
  55. "David Cameron's flagship Cancer Drugs Fund 'is a waste of NHS cash'". Guardian. 2015-01-10. Archived from the original on 2015-01-15. สืบค้นเมื่อ 2015-01-11.
  56. Briggs, Helen (BBC News Health Reporter) (2010-08-24). "Critics condemn bowel cancer drug rejection". Archived from the original on 2010-08-24. สืบค้นเมื่อ 2010-08-24.
  57. "Bevacizumab" (PDF). Scottish Medicines. Archived (PDF) from the original on 2012-04-24. สืบค้นเมื่อ 2012-07-18.
  58. Berenson, Alex (2006-02-15). "A Cancer Drug Shows Promise, at a Price That Many Can't Pay". New York Times. Archived from the original on 2015-11-18.
  59. Mayer, RJ (2004-06). "Two steps forward in the treatment of colorectal cancer". The New England Journal of Medicine. 350 (23): 2406–8. doi:10.1056/NEJMe048098. PMID 15175443. Check date values in: |date= (help)
  60. "P.E.I. sole holdout on cancer drug". CBC News. 2009-11-26. Archived from the original on 2015-09-16.
  61. 61.0 61.1 Saporito, Bill (2014-10-27). "Hospitals Furious at Cancer-Drug Price Hikes". Time. Archived from the original on 2015-10-20. สืบค้นเมื่อ 2015-10-26.
  62. "Innovation in Cancer Care and Implications for Health Systems: Global Oncology Trend Report | Reports". Archived from the original on 2015-10-13.
  63. Mundy, Alicia (2010-06-17). "Medicare Eye Study Finds Untapped Savings". Wall Street Journal.
  64. Tufail, A; Patel, PJ; Egan, C; Hykin, P; da Cruz, L; Gregor, Z; Dowler, J; Majid, MA; Bailey, C; Mohamed, Q; Johnston, R; Bunce, C; Xing, W (2010-06). "Bevacizumab for neovascular age related macular degeneration (ABC Trial) : multicentre randomised double masked study". BMJ. 340: c2459. doi:10.1136/bmj.c2459. PMID 20538634. Check date values in: |date= (help)
  65. "วิจัยยืนยัน "Bevacizumab" ยาต้านมะเร็ง รักษาจอตาหาย "ปลอดภัย -ในราคาถูก"". สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวสร). 2017-05-04. Archived from the original|archive-url= requires |url= (help) on 2018-05-28. Check date values in: |accessdate= (help); Missing or empty |url= (help); |access-date= requires |url= (help)
  66. "โรคจุดภาพชัดของจอตาเสื่อม (Macula disease)". รพ. เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง). 2017-04-30. Archived from the original on 2017-09-29. สืบค้นเมื่อ 2018-05-28.
  67. 67.0 67.1 67.2 67.3 "Why have UK doctors been deterred from prescribing Avastin?". The British Medical Journal. 2015-04-01. สืบค้นเมื่อ 2015-04-02.
  68. Jasek, W, ed. (2007). Austria-Codex (in German) (2007/2008 ed.). Vienna: Österreichischer Apothekerverlag. ISBN 978-3-85200-181-4.[ต้องการหน้า]
  69. "Counterfeits of cancer drug Avastin found in U.S". Reuters. 2012-02-15. Archived from the original on 2015-09-24.
  70. Berkrot, Bill (2012-02-27). "Fake Avastin had salt, starch, chemicals:Roche". Reuters. Archived from the original on 2012-03-03. สืบค้นเมื่อ 2012-02-28.
  71. Staton, Tracy (2012-02-28). "Phony Avastin vials contained chemicals, but no drugs". FiercePharma.com. Archived from the original on 2012-03-01. สืบค้นเมื่อ 2012-02-28.
  72. "Brazilian JV looks to tap plant-based manufacturing system for biosimilars". BioPharma-Reporter. 2014-07-23. Archived from the original on 2016-01-10.
  73. . doi:10.2165/11631770-000000000-00000. Missing or empty |title= (help)
  74. "Avastin Clone OK'd - Biosimilar for bevacizumab approved for various cancers". 2017-09. Archived from the original on 2017-09-16. Check date values in: |date= (help)
  75. Reed, Katie (2009-04-22). "Roche drug Avastin fails cancer study, shares fall". Reuters. Archived from the original on 2009-08-12. สืบค้นเมื่อ 2009-04-22.
  76. Konner, JA; และคณะ (2008-05). "A phase II study of intravenous (IV) and intraperitoneal (IP) paclitaxel (Tax), IP cisplatin (Cis), and IV bevacizumab (Bev) as first-line chemotherapy for optimal stage II or III ovarian, primary peritoneal, and fallopian tube cancer". Proceeding of ASCO. http://www.asco.org/ASCO/Abstracts+&+Virtual+Meeting/Abstracts?&vmview=abst_detail_view&confID=47&abstractID=31096. Check date values in: |date= (help)
  77. Burger, RA; และคณะ (2010-06). "Phase III trial of bevacizumab (BEV) in the primary treatment of advanced epithelial ovarian cancer (EOC), primary peritoneal cancer (PPC), or fallopian tube cancer (FTC) : A Gynecologic Oncology Group study". J Clin Oncol. 28 (7). Archived from the original on 2011-08-11. Check date values in: |date= (help)
  78. Cloughesy, T. F.; Prados, M. D.; Wen, P. Y.; Mikkelsen, T.; Abrey, L. E.; Schiff, D.; Yung, W. K.; Maoxia, Z.; Dimery, I. (2008). "A phase II, randomized, non-comparative clinical trial of the effect of bevacizumab (BV) alone or in combination with irinotecan (CPT) on 6-month progression free survival (PFS6) in recurrent, treatment-refractory glioblastoma (GBM)". Journal of Clinical Oncology. 26 (15S): 2010b.
  79. "Roche Claims Phase III Data Supports Use of Avastin in Ovarian Cancer". 2010-10-12. Archived from the original on 2010-10-18.
  80. Saif, MW (2008-07). "New developments in the treatment of pancreatic cancer. Highlights from the "44th ASCO Annual Meeting". Chicago, IL, USA. May 30 - June 3, 2008". Jop. 9 (4): 391–7. PMID 18648128. Archived from the original on 2009-01-31. Check date values in: |date= (help)
  81. Rocha-Lima, CM (2008-06). "New directions in the management of advanced pancreatic cancer: a review". Anti-Cancer Drugs. 19 (5): 435–46. doi:10.1097/CAD.0b013e3282fc9d11. PMID 18418211. Check date values in: |date= (help)
  82. Riess, Hanno (2008), "Antiangiogenic Strategies in Pancreatic Cancer", Pancreatic Cancer, Recent Results in Cancer Research, 177, pp. 123–9, doi:10.1007/978-3-540-71279-4_14, ISBN 978-3-540-71266-4
  83. "Md. Girl,11, First To Try New Cancer Treatment". Archived from the original on 2011-09-13.
  84. "A Phase II Study of Neoadjuvant Bevacizumab and Radiation Therapy for Resectable Soft Tissue Sarcomas". Archived from the original on 2013-09-22.
  85. Plotkin, SR; Merker, VL; Halpin, C; Jennings, D; McKenna, MJ; Harris, GJ; Barker, FG (2012-08). "Bevacizumab for progressive vestibular schwannoma in neurofibromatosis type 2: a retrospective review of 31 patients". Otology & Neurotology. 33 (6): 1046–52. doi:10.1097/MAO.0b013e31825e73f5. PMID 22805104. Check date values in: |date= (help)
  86. Burkhardt, JK; Riina, H; Shin, BJ; Christos, P; Kesavabhotla, K; Hofstetter, CP; Tsiouris, AJ; Boockvar, JA (2012-01). "Intra-arterial delivery of bevacizumab after blood-brain barrier disruption for the treatment of recurrent glioblastoma: progression-free survival and overall survival". World Neurosurgery. 77 (1): 130–4. doi:10.1016/j.wneu.2011.05.056. PMC 3743246. PMID 22405392. Check date values in: |date= (help)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]