แอซีโทน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
Acetone[1]
Acetone
Structure and dimensions of the acetone molecule
Ball-and-stick model of acetone
Space-filling model of acetone
ชื่อตาม IUPAC propan-2-one
ชื่ออื่น β-ketopropane, dimethyl ketone, dimethylformaldehyde, DMK, propanone, 2-propanone, propan-2-one, β-ketopropane
เลขทะเบียน
เลขทะเบียน CAS [67-64-1][CAS]
RTECS number AL31500000
SMILES
InChI
ChemSpider ID 175
คุณสมบัติ
สูตรโมเลกุล C3H6O
มวลโมเลกุล 58.08 g mol−1
ลักษณะทางกายภาพ ของเหลวไม่มีสี
ความหนาแน่น 0.79 g/cm3
จุดหลอมเหลว

−94.9 °C, 178 K, -139 °F

จุดเดือด

56.53 °C, 330 K, 134 °F

ความสามารถละลายได้ ใน น้ำ ผสมเข้ากันได้
ความหนืด 0.32 cP at 20 °C
โครงสร้าง
รูปร่างโมเลกุล trigonal planar at C=O
Dipole moment 2.91 D
ความอันตราย
GHS pictograms GHS-pictogram-flamme.svg GHS-pictogram-exclam.svg
การจำแนกของ EU Hazard F.svg F Hazard X.svg Xi
NFPA 704
NFPA 704.svg
3
1
0
 
R-phrases R11, R36, R66, R67
S-phrases (S2), S9, S16, S26
จุดวาบไฟ -17 °C
อุณหภูมิที่ติดไฟด้วยตัวเอง 465 °C
Explosive limits 4.0–57.0
สารประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องกัน
หากมิได้ระบุเป็นอื่น ข้อมูลข้างต้นนี้คือข้อมูลสาร ณ ภาวะมาตรฐานที่ 25 °C, 100 kPa
สถานีย่อย:เคมี

แอซีโทน (อังกฤษ: acetone) หรือตามระบบตั้งชื่อเรียก โพรพาโนน (อังกฤษ: propanone) เป็นสารเคมีที่พื้นฐานที่สุดของคีโตน (ketone)

แอซีโทน เป็นของเหลวที่ระเหยง่ายไม่มีสีมีจุดหลอมเหลวที่ -95.4 °C และจุดเดือดที่ 56.53 °C มันมี ความหนาแน่นสัมพัทธ์ เท่ากับ 0.819 (ที่ 0 °C) ละลายได้ดีใน น้ำ เอทานอล อีเทอร์ ฯลฯ และเป็นตัวทำละลายที่สำคัญมาก การใช้งานแอซีโทนที่คุ้นเคยกันมากที่สุดคือใช้ในน้ำยาล้างเล็บ แอซีโทน ยังใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม พลาสติก ไฟเบอร์ ยา และ สารเคมีอื่น ๆ

อะซิโตน (Acetone) เป็นสารตัวทำละลายอินทรีย์ระเหยง่ายที่ไม่มีกลุ่มฮาโลจีเนตเต็ต ใช้มากในกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมสำหรับใช้เป็นตัวทำละลายสารต่างๆ สามารถผลิต และสกัดได้จากธรรมชาติ และการสังเคราะห์ทางเคมีจากปิโตรเลียม


อะซิโตน ถูกค้นพบครั้งแรกโดย Schardinger จากกระบวนการหมักของแบคทีเรียในสภาวะไม่มีออกซิเจน โดยสามารถผลิตได้จากแบคทีเรียในกลุ่ม Cl. acetobutylicum และCl. beijerinckii ซึ่งวิธีนี้มีต้นทุนค่อนข้างสูง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์อะซิโตนส่วนมากที่มีใช้ในปัจจุบันจะได้จากกระบวนการสังเคราะห์จากปิโตรเลียม

คุณสมบัติเฉพาะ

ชื่อทางเคมี : 2-Propanone

ชื่ออื่นๆ : Methyl ketone, Ketone propane, Dimethyl formaldehyde

สูตร : CH3COCH3

มวลโมเลกุล : 58.08

สถานะ : ของเหลวใส ไม่มีสี มีกลิ่นคล้ายมินท์

จุดเดือด : 56.5 องศาเซลเซียส

จุดหลอมเหลว : -95

จุดวาบไฟ : -2 องศาเซลเซียส

ลุกติดไฟได้เอง : 465 องศาเซลเซียส

ความถ่วงจำเพาะ : 0.79

ความดันไอ : 400 มิลลิเมตรปรอท (39.5 องศาเซลเซียส)

ค่าคงที่เฮนรี่ : 3.97 x 10-5 ลบ.ม.-บรรยากาศ (25 องศาเซลเซียส)

การละลายน้ำ : ละลายน้ำได้ดี


ประโยชน์

1. ในภาคอุตสาหกรรม

มักใช้เป็นตัวทำละลายในกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเคมี ผลิตยา ผลิตสี หมึกพิมพ์ น้ำมันขัดเงา กาว แลคเกอร์ เครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมพลาสติก เช่น เรซิน Bisphenol A สำหรับเป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติกหลายชนิด เช่น โพลีคาร์บอเนต โพลียูรีเทน และเรซิน เป็นต้น

2. ห้องปฏิบัติการ

มักใช้อะซิโตนสำหรับเป็นตัวทำละลายในการเตรียมสารเคมี หรือ ใช้เป็นสารทำละลายสำหรับการสกัดสารอินทรีย์จากพืชหรือสัตว์

3. ประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้แก่ ใช้สำหรับการชะล้าง และเป็นสารไล่น้ำ


ข้อมูลความปลอดภัย และข้อแนะนำ

ความเป็นอันตราย

– อะซิโตนจัดเป็นสารอันตรายประเภทที่3 ตามประกาศ พ.ร.บ. วัตถุอันตราย ปี 2535

– ค่า LC50 เท่ากับ 50100 มก./ลบ.ม. (ในหนูที่ 8 ซม.)

– ค่า OSHA-PEL เท่ากับ 2400 มก./ลบ.ม.

การเกิดปฏิกิริยา

– อะซิโตนมีความเสถียรภายใต้สภาวะปกติ

– สารที่เข้ากันไม่ได้ ได้แก่ กรดไนตริกเข้มข้น กรดซัลฟูริก คลอโรฟอร์ม สารประกอบคลอรีน สารออกซิไดซ์ ยางธรรมชาติ ยางสังเคราะห์ พลาสติก เป็นต้น

– การเกิดปฏิกิริยา และการสลายตัวจะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์


การเกิดอัคคีภัย

อะซิโตน จัดเป็นสารไวไฟ มีจุดวาบไฟที่น้อยมากที่ -2 องศาเซลเซียส และลุกติดไฟได้เองที่ 465 องศาเซลเซียส ดังนั้น จึงมีโอกาสเกิดการติดไฟ และระเบิดได้ง่ายหากสัมผัสกับความร้อน และเปลวไฟ และเกิดระเบิดได้เองหากส่วนผสมของไอระเหยกับอากาศอยู่ภายใต้ขีดจำกัดความไวไฟที่ได้รับความร้อนมากเพียงพอ


อันตรายต่อสุขภาพ

1. ระบบหายใจ : การสูดดมหรือหายใจเอาอะซิโตนเข้าสู่ระบบหายใจจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินหายใจ มีอาการไอ แน่นหน้าอก เวียนศรีษะ ปวดหัว

2. ทางผิวหนัง : เมื่อมีการสัมผัสทางผิวหนังจะทำให้ชั้นไขมันผิวหนังถูกทำลาย ผิวหนังแดง อักเสบ มีอาการปวดแสบปวดร้อน

3. สัมผัสกับตา : เมื่อมีการสัมผัสกับตาจะทำให้ตาระคายเคือง น้ำตาไหล มีอาการตาแดง และปวดตา

4. การกลืนกิน : การกลืนกินเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารจะทำให้รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศรีษะ ปวดหัว5. ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ที่อยู่ใกล้เคียงขณะปฏิบัติงาน ควรสวมถุงมือยาง รองเท้าบูท ผ้าปิดจมูก แว่นตาป้องกันสารเคมี และสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิดทุกครั้ง


การเก็บรักษา

– ควรเก็บในภาชนะที่ปิดบรรจุมิดชิด จัดเก็บในบริเวณที่แห้ง เย็น มีการระบายอากาศที่ดี

– ควรเก็บในภาชนะที่ทำจากกแก้ว หลีกเลี่ยงการเก็บในภาชนะที่ทำด้วยโลหะ ใยสังเคราะห์ และพลาสติก

– ควรเก็บให้ห่างจากแหล่งความร้อน แสงแดด เปลวไฟ และสารที่เข้ากันไม่ได้

– อุณหภูมิสถานที่เก็บไม่ควรเกิน 30 องศาเซลเซียส

–  สถานที่เก็บควรถูกต้องตามกฎหมายที่กรมโรงงานกำหนดในเรื่องการจัดเก็บวัตถุอันตราย มีป้ายเตือนอันตราย ป้ายเตือนให้สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ป้ายห้ามสูบบุหรี่ ระยะห่างจากแหล่งความร้อน แหล่งเชื้อเพลิง อาคารสามารถป้องกันประกายไฟ เป็นต้น

บทบาททางชีวภาพ[แก้]

มันเป็นสมาชิกใน กลุ่มคีโทน ตามปกติจะมีในปริมาณเล็กน้อยใน ปัสสาวะ และใน เลือด ปริมาณมาก ๆ มักจะพบหลังอดอาหาร (starvation) และในคนไข้ที่เป็น โรคเบาหวาน ที่ขาด อินซูลิน อย่างหนัก (ในคนไข้ที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่เต็มที่) สังเกตได้จากลมหายใจที่จะมีกลิ่นเหมือนผลไม้ อันเกิดจาก แอซีโทน ซึ่งเรียกว่า กรดเกินเนื่องจากสารคีโทนเหตุเบาหวาน (diabetic ketoacidosis) แอซีโทนเกิดเองตามธรรมชาติในพืช ต้นไม้ ก๊าซภูเขาไฟ ไฟป่า และเป็นผลผลิตจากการสลายตัวของไขมัน นอกจากนี้ยังพบในควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันบุหรี่ กระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมช่วยทำให้มีแอซีโทนในสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  1. Merck Index, 11th Edition, 58.

https://www.siamchemi.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%99/