อาสนวิหารมงเปอลีเย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก มหาวิหารมงเปอลีเย)
Jump to navigation Jump to search
Logo monument classe.svg อาสนวิหารนักบุญเปโตรแห่งมงเปอลีเย
ด้านหน้าทางเข้าหลักของอาสนวิหาร
ด้านหน้าทางเข้าหลักของอาสนวิหาร
สิ่งก่อสร้าง
ฐานะ อาสนวิหาร
นิกาย โรมันคาทอลิก
เสก ค.ศ. 1536
ที่ตั้ง มงเปอลีเย จังหวัดเอโร
ประเทศ Flag of France.svg ประเทศฝรั่งเศส
การก่อสร้าง
ปัจจุบัน ค.ศ. 1364
สร้างเสร็จ คริสต์ศตวรรษที่ 19
แบบสถาปัตยกรรม กอธิก
สูง 28.50 เมตร (93.5 ฟุต)
ทางเดินกลาง ยาว 95 เมตร (310 ฟุต)
ขนาด ยาว 113 เมตร (370 ฟุต)
กว้าง 26.70 เมตร (87.6 ฟุต)
อื่นๆ เส้นผ่านศูนย์กลางเสาประตูขนาด 4.55 เมตร (14.9 ฟุต)
แบบผัง กางเขน
ผู้ออกแบบ/ตกแต่ง
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
พิกัด 43°36′48″N 3°52′27″E / 43.61333°N 3.87417°E / 43.61333; 3.87417
หมายเหตุ Logo monument classe.svg อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์(ค.ศ. 1906)

อาสนวิหารมงเปอลีเย (ฝรั่งเศส: Cathédrale de Montpellier) หรือมีชื่อเต็มว่า อาสนวิหารนักบุญเปโตรแห่งมงเปอลีเย (Cathédrale Saint-Pierre de Montpellier) เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิก เป็นที่วิหารประจำอัครมุขนายกแห่งอัครมุขมณฑลมงเปอลีเย ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าของเมืองมงเปอลีเย จังหวัดเอโร แคว้นอ็อกซีตานี ประเทศฝรั่งเศส สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่อัครทูตสำคัญคือนักบุญเปโตร

อาสนวิหารแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นสถานที่ในแบบสถาปัตยกรรมกอทิกที่ใหญ่โตที่สุดในเมืองมงเปอลีเย และเป็นอาสนวิหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคล็องก์ด็อก-รูซียงอีกด้วย

อาสนวิหารมงเปอลีเยได้ขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์เมื่อปี ค.ศ. 1906[1]

ประวัติ[แก้]

สมัยก่อนเป็นอาสนวิหาร[แก้]

แต่ก่อนจะมาเป็นอาสนวิหารแห่งนี้ สถานที่นี้เคยเป็นอารามและวิทยาลัยเก่า ก่อตั้งราวปี ค.ศ. 1364 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 5 และต่อมาได้ยกฐานะเป็นอาสนวิหารเมื่อปี ค.ศ. 1536 เมื่อมีการย้ายที่ตั้งของอิปิสโคปัล (ศูนย์กลางการปกครองคริสตจักรประจำท้องถิ่น)จากเมืองมากลอนมาอยู่ที่มงเปอลีเย ซึ่งหลุยส์ กีโร นักประวัติศาสตร์ชาวมงเปอลีเยได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาถึงอาสนวิหารแห่งนี้ว่า เป็นสิ่งก่อสร้างที่ประกอบไปด้วยชาเปลสวยงามอย่างหลากหลาย[2]

สมัยหลังปี ค.ศ. 1536[แก้]

มีการก่อสร้างหอทั้งสี่มุมของบริเวณกลางโบสถ์ เนื่องจากมีจุดประสงค์หลักเพื่อป้องกันการรุกรานจากผู้ต่อต้านศาสนาในช่วงปี ค.ศ. 1567 ตัววิหารจึงมีลักษณะเป็นป้อมปราการ และมีชื่อเรียกอย่างลำลองว่า "ป้อมนักบุญเปโตร" ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ผนังด้านนอกของวิหารมีการสร้างช่องเชิงเทินไว้ตอนบน พร้อมทั้งทางเดินด้านหลังสำหรับทหารรักษาการณ์ ประตูทางเข้าหลักประกอบด้วยบานประตูขนาดใหญ่ และเสาทรงกระบอกสองเสาตั้งตระหง่านอยู่ทั้งสองข้าง ทำเป็นซุ้มเชื่อมกับตัวอาสนวิหารด้วยเพดานโค้ง

อีกหนึ่งมรดกทางสถาปัตยกรรมของยุคกลางที่มีมาถึงปัจจุบันนี้ คือ แผนผังของอาสนวิหาร ซึ่งเป็นอาคารลักษณะตรงซึ่งมีช่วงตัดถึง 5 ช่วง ซึ่งทำให้เป็นที่ตั้งของชาเปลบริเวณทางเดินข้างถึง 14 หลัง ซึ่งแต่ละหลังต่างอุทิศให้นักบุญสำคัญองค์ต่าง ๆ อาทิ พระแม่มารี, พระมหากางเขน, นักบุญเซซีลีอา, นักบุญเออซูลา, นักบุญมาร์แต็ง, นักบุญแคเธอริน, นักบุญลาซารัส, นักบุญเปโตร, นักบุญมารีย์ชาวมักดาลา, นักบุญมีคาเอล, นักบุญแยร์แมง, นักบุญเบลส, นักบุญวิกตอร์ นอกจากนี้องค์ประกอบต่าง ๆ ในอาสนวิหารนั้นละเอียดและสวยงาม แท่นบูชาเอกของอาสนวิหารยังประดับประดาอย่างวิจิตรด้วยทอง บริเวณชั้นล่างมีที่บรรจุหีบวัตถุมงคลซึ่งบรรจุเรลิกของนักบุญต่าง ๆ เช่น นักบุญเบลส, นักบุญแยร์แมง, นักบุญเบเนดิกต์ รวมถึงเอกสารโบราณต่าง ๆ ด้วย

สงครามศาสนา[แก้]

ในสมัยสงครามศาสนาทำให้อาสนวิหารเป็นเป้าหมายแรกในการถูกทำลายโดยกองกำลังฝ่ายโปรเตสแตนต์ ในวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1561 หลักจากถูกบุกโจมตีช่วงเวลากลางคืน เหล่ากองกำลังได้บุกเข้ามาทางลับที่ใช้เพื่อให้บุคคลสำคัญของฝ่ายคาทอลิกไว้ใช้หลบซ่อนลี้ภัย เป็นผลทำให้มีผู้ถูกสังหารเสียชีวิตภายในวิหารในครั้งนั้นประมาณ 8–50 ราย จากหลักฐานที่มีซึ่งยืนยันโดยฌัก เดอ มงแตญ นักประวัติศาสตร์ยุโรปได้สันนิษฐานว่าประมาณ 17 ราย ซึ่งน่าจะเป็นตัวเลขที่น่าเชื่อถือที่สุด ภายใน 6–7 ชั่วโมงนับจากการสังหารหมู่ภายในอาสนวิหาร ก็มีการปล้นและเผาทำลายของสำคัญภายในจนสิ้น อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการปกครองประจำเมือง (ซึ่งเป็นชาวโปรเตสแตนต์ทั้งหมด)ได้สามารถเก็บรักษาสมบัติสำคัญของอาสนวิหารเอาไว้ได้ ต่อมาหลังจากการปล้นสะดมครั้งนี้ คอนแวนต์และอารามต่าง ๆ ภายในเมืองก็ต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกันในที่สุด ต่อมาในปี ค.ศ. 1562 ได้มีการนำระฆังและโลหะที่ประกอบต่าง ๆ มาหลอมเพื่อใช็เป็นลูกปืนใหญ่ในคราที่เมืองถูกล้อมโดยกองกำลังฝ่ายคาทอลิก

ในปี ค.ศ. 1567 ในครั้งนี้อาสนวิหารถูกบุกโดยกองกำลังฝ่ายโปรเตสแตนต์ และตัวอาคารได้กลายเป็นจุดหมายหลัก หอระฆังได้ถูกถล่มลงและตามด้วยอาคารหลักทั้งหมด จนเหล่านักบวชทั้งหลายต้องลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองวีลเนิฟว์-เล-มากลอนและเมืองฟรงตีญ็อง จนเสร็จสิ้นการล้อมเมืองโดยกองทัพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ในปี ค.ศ. 1622

ซึ่งในครั้งนั้นพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ได้เริ่มการบูรณะอาสนวิหารขึ้นใหม่ ในส่วนของเพดานโค้ง พื้นของบริเวณกลางโบสถ์ และหน้าบันฝั่งทางเข้าใหญ่ ซึ่งต่อมามีผู้รับผิดชอบการบูรณะครั้งใหญ่โดยสถาปนิกฌ็อง-อ็องตวน ฌีราล ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ทำให้อาสนวิหารก็ได้เปลี่ยนโฉมเป็นสิ่งก่อสร้างแห่งความทะเยอทะยานในยุคนั้น

ระเบียงภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.culture.gouv.fr/public/mistral/merimee_fr?ACTION=CHERCHER&FIELD_1=REF&VALUE_1=PA00103522 กระทรวงวัฒนธรรมแห่งฝรั่งเศส
  2. Louise Guiraud, Les Fondations du pape Urbain V à Montpellier : le monastère Saint-Benoît et ses diverses transformations depuis son érection en cathédrale en 1536, J. Martel Aîné, 1891, 268 p.