อาสนวิหารบลัว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
Logo monument classe.svg อาสนวิหารนักบุญหลุยส์แห่งบลัว
ด้านหน้าของอาสนวิหาร
ด้านหน้าของอาสนวิหาร
สิ่งก่อสร้าง
ฐานะ อาสนวิหาร
นิกาย โรมันคาทอลิก
ที่ตั้ง บลัว จังหวัดลัวเรแชร์
ประเทศ Flag of France.svg ประเทศฝรั่งเศส
การก่อสร้าง
ปัจจุบัน ค.ศ. 1544
สร้างเสร็จ ค.ศ. 1700
แบบสถาปัตยกรรม กอทิกตอนปลาย
แบบผัง กางเขน
ผู้ออกแบบ/ตกแต่ง
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
พิกัด 47°35′18″N 1°20′10″E / 47.58833°N 1.33611°E / 47.58833; 1.33611
หมายเหตุ Logo monument classe.svg อนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ (ค.ศ. 1906)

อาสนวิหารบลัว (ฝรั่งเศส: Cathédrale de Blois) หรือชื่อเต็มว่า อาสนวิหารนักบุญหลุยส์แห่งบลัว (Cathédrale Saint-Louis de Blois) เป็นอาสนวิหารโรมันคาทอลิก และเป็นที่ตั้งของมุขนายกประจำมุขมณฑลบลัว ตั้งอยู่ในเขตเมืองบลัว จังหวัดลัวเรแชร์ ในแคว้นซ็องทร์-วาลเดอลัวร์ ประเทศฝรั่งเศส สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่นักบุญหลุยส์

อาสนวิหารแรนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1906[1]

ประวัติ[แก้]

อาสนวิหารสร้างในแบบกอทิกตอนปลาย ซึ่งก่อนจะมีฐานะเป็นอาสนวิหาร เคยเป็นโบสถ์ประเภท "คอลเลจิเอต" ซึ่งสร้างเพื่ออุทิศแก่นักบุญซอแลน การก่อสร้างได้เริ่มขึ้นช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 ซึ่งในปัจจุบันส่วนประกอบที่สร้างในยุคนี้คงเหลือเพียงร่องรอยในบริเวณห้องเก็บศพใต้โบสถ์และฐานของหอระฆังเท่านั้น หน้าบันหลักและหอนาฬิกาสร้างช่วงปี ค.ศ. 1544 ต่อมาบริเวณกลางโบสถ์ได้ถูกทำลายโดยพายุเฮอร์ริเคนในปี ค.ศ. 1678 และการบูรณะขึ้นใหม่เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1680 ถึง ค.ศ. 1700 ภายใต้การควบคุมของสถาปนิกอาร์นูล-เซราแฟ็ง ปัวเตอแวง และเพื่อเป็นการสมโภชอาสนวิหารเมื่อปี ค.ศ. 1697 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14ได้พระราชทานออร์แกนเพื่อติดตั้งในอาสนวิหารในปี ค.ศ. 1704 อันเป็นเหตุให้อาสนวิหารแห่งใหม่นี้เปลี่ยนชื่อเพื่ออุทิศให้แก่นักบุญหลุยส์

นับแต่การก่อสร้างเป็นต้นมา อาสนวิหารนี้แทบไม่ได้มีการปรับแต่งใด ๆ เพิ่มเติมเลย มีเพียงแค่ชาเปลแม่พระที่ต่อเติมในปี ค.ศ. 1860 ในความควบคุมของฌูล ปอตีเย เดอ ลา มอร็องเดียร์

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การทิ้งระเบิดโดยทหารฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทำลายงานกระจกสีส่วนใหญ่ของอาสนวิหาร ซึ่งต่อมาเมื่อในปี ค.ศ. 1985 ก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ นั่นรวมถึงงานกระจกสีใหม่ทั้งหมดสร้างสรรค์โดยยัน ดิบเบตส์ ศิลปินชาวฮอลแลนด์ และฌ็อง โมแร ช่างกระจกสีชาวฝรั่งเศส และได้บูรณะเสร็จสิ้นเมื่อ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2000 งานกระจกสีครอบคลุมหน้าต่างจำนวน 33 บาน ทั้งด้านบนและล่าง รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 360 ตารางเมตร[2]

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม[แก้]

งานหน้าบันทางเข้าเป็นงานแบบกอทิกตอนปลายแบบดั้งเดิมอันเป็นยุคเปลี่ยนผ่านไปยังยุคคลาสสิก (สถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา) ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งยังพบเห็นส่วนประกอบของยุคกอทิกบางอย่าง เช่น รูปปั้นการ์กอยล์ ฐานครีบยันประดับยอด เป็นต้น และยังพบงานแบบคลาสสิก เช่น งานยอดซุ้มประตูทรงสามเหลี่ยม งานปูนปั้นทรงกลมฝังอยู่บริเวณโค้งสแปนเดรล เป็นต้น

ส่วนที่เด่นที่สุดของอาสนวิหารคือหอระฆังซึ่งประดับอยู่บริเวณประตูทางเข้าทิศเหนือซึ่งตั้งสูงตระหง่านอยู่กลางเมืองบลัว ส่วนฐานของหอสามารถย้อนกลับไปได้ถึงสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 12 งานก่อสร้างหลักเริ่มในปี ค.ศ. 1544 ประกอบด้วยเสาแบบคอรินเทียนและไอออนิกซึ่งถือเป็นงานแบบสถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา บริเวณชั้นสุดท้ายของหอระฆังเป็นหลังคาโดมพร้อมหอส่องสว่าง ซึ่งสร้างเสร็จราวปี ค.ศ. 1603 ซึ่งโดมนี้มีลักษณะเหมือนกันกับที่ยอดหอระฆังของอาสนวิหารนักบุญกาเซียงแห่งตูร์ ซึ่งรวมแล้วถือว่าเป็นอาสนวิหารที่สง่างามและกลมกลืนกันได้ดีระหว่างทั้งสองสถาปัตยกรรม

บริเวณภายใน[แก้]

ด้านในของอาสนวิหาร

อาสนวิหารประกอบด้วยบริเวณกลางโบสถ์ขนาดใหญ่และช่องทางเดินข้างขนาบทั้งสองฝั่ง (ทิศใต้และเหนือ) ซึ่งเป็นที่ตั้งของชาเปลด้านใน รวมทั้งบริเวณร้องเพลงสวดและจรมุข อาสนวิหารแห่งนี้ไม่มีส่วนแขนกางเขน

บริเวณร้องเพลงสวด[แก้]

บริเวณร้องเพลงสวดประกอบด้วยมุขโค้งจำนวนห้าช่องซึ่งขนาบอยู่โดยรอบ บริเวณด้านหลังซึ่งเป็นจรมุข เป็นที่ตั้งของชาเปลยุคคริตส์ศตวรรษที่ 19 ด้านบนบริเวณกระจกมีงานกระจกสีขนาดใหญ่ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 นอกจากนี้ยังมีบริเวณจรมุขที่สร้างเพิ่มมาในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ประดับด้วยเสาแบบเกลียวเลียนแบบงานศิลปะยุคสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศสซึ่งถือเป็นตัวอย่างตามแนวคิดแบบคตินิยมสรรผสานในสมัยนั้น

บริเวณกลางโบสถ์และชาเปล[แก้]

ภายหลังจากพายุเฮอร์ริเคนในปี ค.ศ. 1678 เหลือเพียงหน้าบันทางเข้า จรมุขและหน้าต่างทั้งห้าบานเท่านั้น และในระหว่างการบูรณะซ่อมแซมได้ค้นพบสันเพดานโค้งในแบบเก่า

ด้านในประกอบด้วยชาเปลเก่าแก่หนึ่งหลัง สร้างในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 12 ซึ่งตั้งอยู่ภายใต้หอระฆัง และมีสันเพดานโค้งลงมาบรรจบกับหัวเสาลายใบอาแคนธัส บริเวณด้านหน้าฝั่งขวามือของชาเปลนี้ ยังพบงานแกะสลักนูนต่ำหินอ่อนบอกเล่าเรื่องราวของพิธีบัพติศมาของพระเยซู ซึ่งได้ค้นพบจากหลุมฝังพระศพของพระราชนนีของสตานิสวัฟ เลสซินสกี อดีตกษัตริย์แห่งโปแลนด์และดยุคแห่งลอแรน ซึ่งสิ้นพระชนม์ที่บลัว

นอกจากนี้ยังมีงานแกะสลักหินอ่อนสีขาว มีชื่อเรียกว่า La Mémoire et la Méditation เป็นงานของหลุยส์ที่ 2 เลอร็องแบร์ ช่างปั้นและจิตรกรชาวฝรั่งเศส และยังมีออร์แกนขนาดใหญ่ซึ่งได้รับพระราชทานมาจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1704

ห้องเก็บศพใต้โบสถ์[แก้]

ห้องเก็บศพใต้โบสถ์ของอาสนวิหารซ่อนอยู่ภายใต้บริเวณร้องเพลงสวด เรียกว่า "ห้องเก็บศพนักบุญซอแลน" ที่ค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1927 ว่ามีร่องรอยของโบสถ์ยุคราชวงศ์การอแล็งเฌียง ซึ่งสร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 โดยเหล่าเคานต์ (ขุนนาง) แห่งบลัวเพื่อเป็นที่เก็บเรลิกของนักบุญซอแลน อดีตมุขนายกแห่งชาทร์ และหลังจากนั้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ในคราที่มีการสร้างโบสถ์ใหม่ขึ้น ทำให้ส่วนที่เคยเป็นบริเวณร้องเพลงสวดมาก่อนได้กลายเป็นห้องเก็บศพไปโดยปริยาย

ภายในห้องเก็บศพประกอบด้วยบริเวณกลางโบสถ์และบริเวณมุขโค้งด้านสกัดของโบสถ์บาซิลิกาเก่า และบริเวณด้านหลังของแท่นบูชายังมีร่อยรอยของมุขโค้งด้านสกัดแบบครึ่งวงกลมหลงเหลืออยู่ บริเวณฝั่งซ้ายมีช่องฝังศพของอดีตมุขนายกแห่งบลัว

ระเบียงภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. [1] on Base Mérimée กระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
  2. Dossier de presse- Discours et communiqués concernant les travaux de restauration