สามารถ พยัคฆ์อรุณ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สามารถ พยัคฆ์อรุณ
(Samart Payakaroon)
Samartx.jpg
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อจริง สามารถ ทิพย์ท่าไม้ (นามสกุลเดิม)
สามารถ ภพธีรธรรม (นามสกุลใหม่)[1]
ฉายา เพชฌฆาตหน้าหยก
วันเกิด 5 ธันวาคม พ.ศ. 2505 (51 ปี)
สถานที่เกิด จังหวัดฉะเชิงเทรา
รุ่น พินเวท (มวยไทย)
จูเนียร์ฟลายเวท (มวยไทย)
ซูเปอร์แบนตั้มเวท
เฟเธอร์เวท
ผู้จัดการ ทรงชัย รัตนสุบรรณ
สหสมภพ ศรีสมวงศ์
สุชาติ เกิดเมฆ
ผู้ฝึกสอน ยอดธง เสนานันท์ (มวยไทย)
สุดใจ สัพพะเลข (มวยสากล)
อิสมาเอล ซาลาส (มวยสากล)
สถิติ
ชก 22
ชนะ 20
ชนะน็อก 12
แพ้ 2
เสมอ 0

สามารถ พยัคฆ์อรุณ อดีตแชมป์โลกคนที่ 10 ของไทย อดีตยอดนักมวยไทยชื่อดัง มีชื่อจริงว่า สามารถ ทิพย์ท่าไม้ เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2505 ที่ตำบลคลองเขต (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของตำบลท่าข้าม) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา สามารถหัดชกมวยครั้งแรกโดยเริ่มจากมวยไทยตั้งแต่อายุ 11 ขวบ โดยใช้ชื่อว่า "สามารถ ลูกคลองเขต"

การชกมวยไทย[แก้]

สามารถชกมวยไทยครั้งแรกที่จังหวัดชลบุรีเมื่อ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2517 ชนะคะแนน เพชรอรุณ ศิษย์นิมิต[2] จากนั้นตระเวนชกในแถบจังหวัดภาคตะวันออกถึงร้อยกว่าครั้ง จึงได้เดินทางมาชกในกรุงเทพ ฯ ในปี พ.ศ. 2522 ที่สนามมวยเวทีลุมพินี โดยอยู่ในการดูแลของโปรโมเตอร์ชื่อดัง ทรงชัย รัตนสุบรรณ

สามารถถือได้ว่าเป็นนักมวยที่มีชั้นเชิงแพรวพราว สายตาดี ชกได้สนุก ชนะใจคนดู และประสบความสำเร็จอย่างมากในการชกมวยไทย โดยได้แชมป์ของสนามมวยเวทีลุมพินีถึง 4 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่นพินเวท (105 ปอนด์) ชนะคะแนนก้องสมุทร ชูวัฒนะเมื่อ 14 มีนาคม พ.ศ. 2523 รุ่นจูเนียร์ฟลายเวท (108 ปอนด์) ชนะคะแนนพูนลาภ ศักดิ์นิรันดร์ เมื่อ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 รุ่นจูเนียร์แบนตั้มเวท (115 ปอนด์)ชนะคะแนน สิงห์ทอง ประสพชัย เมื่อ 31 มีนาคม พ.ศ. 2524 และรุ่นเฟเธอร์เวท (126 ปอนด์) ชนะคะแนน สมิงหนุ่ม สิทธิบุญธรรม เมื่อ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2524[2]

มวยสากลอาชีพ[แก้]

สามารถ พยัคฆ์อรุณ เริ่มหันมาชกมวยสากลอาชีพโดยได้รับการสนับสนุนจากบุคคลหลายฝ่าย เช่น ทรงชัย รัตนสุบรรณ ผู้จัดการและโปรโมเตอร์ สหสมภพ ศรีสมวงศ์ และสุชาติ เกิดเมฆ สามารถชกมวยสากลครั้งแรกเมื่อ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2526 ชนะคะแนน เนตรน้อย ศ.วรสิงห์ จกนั้น ชดชนะน็อคอีก 9 ครั้ง โดยชนะนักมวยฝีมือดีหลายคนเช่น ช่อ ห้าพลัง ทองเบิ้ม ลูกมาตุลี จากนั้นจึงได้ชิงแชมป์โลกครั้งแรกในรุ่นซูเปอร์แบนตั้มเวท (122 ปอนด์) ของสภามวยโลก หรือ WBC กับมักมวยชาวเม็กซิกัน กัวดาลูเป้ พินเธอร์ ผลการชก สามารถเอาชนะน็อกแชมป์โลกไปได้ในยกที่ 5 กลายเป็นแชมป์โลกคนที่ 10 ของไทยไปทันที

ภายหลังจากได้แชมป์โลกไปแล้ว สามารถไปชกนอกรอบที่ฝรั่งเศส เมื่อ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2529 ชนะคะแนน ราฟาเอล กันดาริลญา จากนั้นจึงชกป้องกันตำแหน่งอีกครั้งคือ การชกป้องกันตำแหน่งกับ ฮวน คิด เมซ่า นักมวยชาวเม็กซิกัน ซึ่งเป็นอดีตแชมป์โลกในรุ่นนี้ ผลปรากฏว่า สามารถก็เอาชนะน็อกไปในยกที่ 12 การชกกับฮวน คิด เมซ่า ได้รับการกล่าวขานถึงเป็นอย่างมาก เพราะสามารถพิงเชือกโยกหลบหมัดของผู้ท้าชิงด้วยสายตาอันว่องไวนับสิบ ๆ หมัด (ประมาณกันว่า 27 หมัด) และชกสวนหมัดตรงเข้าปลายคางไปเพียงหมัดเดียว ก็เอาชนะน็อกผู้ท้าชิงไปได้อย่างน่าประทับใจ โดยการชกครั้งนี้เป็นการชกร่วมรายการเดียวกับ สด จิตรลดา ป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกรุ่นฟลายเวท WBC กับกาเบรียล เบอร์นัล ด้วย

หลังจากได้แชมป์โลก สามารถกลายเป็นนักชกเจ้าสำราญ ฟิตซ้อมไม่เต็มที่และเริ่มมีปัญหาน้ำหนักตัว[2] ในที่สุดเมื่อสามารถเดินทางไปป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 2 เป็นการป้องกันตำแหน่งนอกบ้านถึงประเทศออสเตรเลีย กับนักมวยเจ้าถิ่น เจฟฟ์ เฟเนค (ซึ่งต่อมาเป็นนักมวยชื่อดังระดับโลก เป็นแชมป์โลก 3 รุ่น) การชกในครั้งนี้สามารถประสบกับปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวซึ่งต้องลดเป็นอย่างมาก จึงถูก เฟเนค น็อกในยกที่ 4 อย่างหมดรูป แต่กระนั้นก็ยังมีผู้ตั้งข้อสงสัยว่า สามารถล้มมวยเพราะไม่เชื่อว่าฟอร์มการชกก่อนหน้านั้น 2 ครั้ง จะทำให้สามารถแพ้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ซึ่งสามารถได้พิสูจน์ความจริงใจของตนเองด้วยการทำพิธีสาบานที่วัดพระแก้วจนเป็นข่าวครึกโครมในช่วงนั้น และไปบวชอยู่ระยะหนึ่ง

หลังจากเสียแชมป์โลกไปแล้ว สามารถ ยังคงชกมวยสากลต่ออีก 2 ครั้งจึงกลับมาชกมวยไทยอีกครั้ง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยการชนะนักมวยชั้นนำในสมัยนั้นหลายรายเช่น เจริญทอง เกียรติบ้านช่อง เป็นต้น จนในปี พ.ศ. 2531 สามารถ พยัคฆ์อรุณ ได้รับรางวัลนักมวยไทยยอดเยี่ยม จากสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬา โดยชกชนะรวดในปีนั้น ชนะทั้งพนมทวนเล็ก ศ.สิรินันท์ สำราญศักดิ์ เมืองสุรินทร์ นำพล หนองกี่พาหุยุทธ เจริญทอง เกียรติบ้านช่อง แต่ต่อมาหลังจากชกแพ้วังจั่นน้อย ส.พลังชัยไปอย่างบอบช้ำ สามารถก็ประกาศเลิกชกมวยไทยไป[2]

สามารถ พยัคฆ์อรุณ กลับมาชกมวยสากลอีกครั้งใน พ.ศ. 2536 โดยมี ทรงชัย รัตนสุบรรณ เป็นผู้สนับสนุนอีกเช่นเคย สามาถชกอุ่นเครื่องชนะรวด 5 ครั้ง จึงได้ชิงแชมป์โลกในรุ่นเฟเธอร์เวท WBA กับ อีลอย โรฮาส นักมวยชาวเวเนซูเอล่า ในปี พ.ศ. 2537 ผลการชกคือ สามารถแพ้น็อกไปอย่างสิ้นสภาพในยกที่ 8 ปิดฉากชีวิตในแบบนักมวยทันที

วงการบันเทิง[แก้]

ปกอัลบั้ม อารมณ์ดี (ชุดที่ 2 ของสามารถ)

ด้วยความเป็นคนหนุ่มหน้าตาดี มีบุคลิกที่โดดเด่น ประกอบกับมีนิสัยเจ้าสำราญ ทำให้มีบุคคลชักชวนเข้าสู่วงการบันเทิง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้ในวงการมวยเลยทีเดียว สามารถมีผลงานในวงการบันเทิงครั้งแรกโดยการออกเทปกับบริษัทแกรมมี่ ในชื่อชุด "ร็อกเหน่อ ๆ" มีเพลงดังที่รู้จักกันดีในยุคนั้นคือเพลง "อ่อนซ้อม" โดยเป็นการล้อเลียนการซ้อมมวยของสามารถเอง ซึ่งมักถูกกล่าวว่าเป็นมวยซ้อมน้อย และได้ออกอัลบั้มชุดต่อ ๆ มาอีกหลายชุด ไม่เพียงเท่านั้น สามารถยังได้ถ่ายแบบ แสดงหนัง ละคร หลายต่อหลายเรื่อง สามารถกลายเป็นดาราชื่อดังชั้นแนวหน้าในระยะเวลาไม่นาน และประสบความสำเร็จในวงการบันเทิงโดยได้รับรางวัลตุ๊กตาทองจากภาพยนตร์เรื่อง "ขยี้" ร่วมกับลิขิต เอกมงคล ในปี พ.ศ. 2534 เป็นครั้งแรกของไทยจวบจนถึงปัจจุบันนี้ ที่มีนักแสดงนำชายที่ได้รับรางวัลนี้พร้อมกันถึง 2 คน

ซึ่งในระหว่างที่ยังมีชื่อเสียงอยู่นั้น สามารถมีข่าวคราวว่าคบหาอยู่กับ กันตา ดานาว นักแสดงสาวที่แสดงเรื่องขยี้อยู่ด้วยกัน

ผลงานแสดงภาพยนตร์[แก้]

  • นักเลง (2532)
  • โอวตี่ 2 (2533)
  • สงครามเพลงแผน 2 (2533)
  • พยัคฆ์สาวเห่าไฟ (2533)
  • บ้านผีดุ (2533)
  • ตี๋ใหญ่ 2 (2533)
  • ตะบันเพลิง (2533)
  • คู่เดือด (2533)
  • คนพันธุ์ดุ (2533)
  • ขยี้ (2533)
  • เพื่อนคู่โหด (2534)
  • มันขึ้นมาจากโลง (2534)
  • มือขวาอาถรรพ์ (2534)
  • ลำหักลำโค่น (2534)
  • กะหัง (2534)
  • ยุ่งดะมะด๊อง (2535)
  • ล้างเมืองคนดุ (2535)
  • ไม่นิ่มไม่เชือด (2535)
  • จับกังกรรมกรเบอร์ 1 (2536)
  • หนุ่มมอเตอร์ไซค์ หวานใจสาวโรงงาน (2536)
  • นักรบภูผาเดือด (2536)
  • หาดรักเพลงสวรรค์ (2537)
  • หน่วยรบสติแตก (2538)
  • สุริโยไท (2544)
  • 7 ประจัญบาน (2545)
  • เสือตุ๋ยต๊ะติ๊งโหน่ง (2545)
  • ดึก ดำ ดึ๋ย (2546)
  • 7 ประจัญบาน 2 (2548)
  • คนไฟบิน (2549)
  • ไชยา (2550)

ผลงานละคร[แก้]

  • เจ้าสาวในชุดสีดำ (2532) ช่อง 7
  • ยอดพธู (2532) ช่อง 5
  • ดอนแก้วตากับแสงสว่าง (2532) ช่อง 7
  • ไผ่แดง (2534) ช่อง 7
  • ช่างมันฉันไม่แคร์ (2536) ช่อง 5
  • นักเรียนตรง (2537) ช่อง 3
  • นายขนมต้ม (2539) ช่อง 7
  • สวัสดีคุณครู (2541) ช่อง 7
  • อัศจรรย์ใจไทยแลนด์ (2541) ช่อง 5
  • เพชรตาแมว (2542) ช่อง 5
  • ตี๋ใหญ่ (2543) ช่อง 3
  • อตีตา (2544) ช่อง 7
  • นายฮ้อยทมิฬ (2544) ช่อง 7
  • ทองพูน โคกโพ ราษฎรเต็มขั้น (2544) ช่อง 3
  • กองร้อย 501 ตอนแผ่นดินข้าใครอย่าแตะ (2544) ช่อง 7
  • จอมคนปล้นผ่าโลก (2545) ช่อง 7
  • สะใภ้ภูธร (2547) ช่อง 3
  • บอดี้การ์ดแดดเดียว (2548) ช่อง 3
  • เพื่อนรักเพื่อนร้าย (2549) ช่อง 7
  • ดินน้ำลมไฟ (2552) ช่อง 3
  • หยกเลือดมังกร (2555) ช่อง 7
  • สุภาพบุรุษบ้านทุ่ง (2556) ช่อง 7
  • แม่ค้า (2556) ช่อง 7
  • ลูกผู้ชายหัวใจเข้ม (2557) ช่อง 7


สามารถ พยัคฆ์อรุณ เมื่อออกอัลบั้ม 3 หมัด สะบัดไมค์

ผลงานเพลง[แก้]

  • ร็อกเหน่อ ๆ (2532)
  • อารมณ์ดี (2533)
  • คันไม้ คันไมค์ (2535)
  • 3 หมัด สะบัดไมค์ (2546)

ชีวิตในปัจจุบัน[แก้]

ในปัจจุบัน สามารถ ยังคงอยู่ในวงการบันเทิง มีผลงานออกมาเป็นระยะ ๆ และในวงการมวยมีค่ายมวยเป็นของตัวเอง และในบางครั้งจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเป็นเทรนเนอร์มวยไทยด้วย ปัจจุบันสามารถเปิดค่ายมวย "ภพธีรธรรม" อยู่ที่ซอยสายไหม 31 กรุงเทพฯ

อนึ่ง สามารถ พยัคฆ์อรุณ มีพี่ชายแท้ ๆ ซึ่งเป็นอดีตนักมวยไทยชื่อดังด้วยคือ ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ ก้องธรณีเคยชกมวยสากลเหมือนสามารถ ได้มีโอกาสชิงแชมป์โลกถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยครั้งที่ 2 ได้ชิงแชมป์กับแชมป์โลกชาวไทยด้วยกันเองคือ เขาทราย แกแล็คซี่

สามารถ พยัคฆ์อรุณ มีบุตรธิดากับภรรยาเก่า 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน บุตรชายคนที่ 2 คือ กวิน ทิพย์ท่าไม้ และบุตรสาวคนเล็ก อาศัยอยู่กับมารดาที่สหรัฐอเมริกา ส่วนบุตรชายคนโตช่วยงานเป็นครูสอยมวยไทยอยู่ที่ค่ายมวย"ภพธีรธรรม" ปัจจุบันใช้ชีวิตกับภรรยาคนปัจจุบัน คือ วลัยทิพย์ ภพธีรธรรม (หญิง)

สถิติการชก[แก้]

รวมสถิติการชกในแบบมวยสากลทั้งหมด 22 ครั้ง ชนะ 20 ครั้ง แพ้ 2 ครั้ง (ชนะน็อก 12 ครั้ง)

อ้างอิง[แก้]

  1. The Global-Thai Backbone. กองบรรณาธิการ. THE COMPANY. ปีที่ 14 ฉบับที่ 166. กันยายน 2554. เลิฟแอนด์ลิฟเพรส. หน้า 104
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 ชายพจน์. มวยดังไทยแลนด์ในอดีต: พยัคฆ์หน้าหนังหี๋ สามารถ พยัคฆ์อรุณ แชมป์โลกคนที่ 10 ของไทย. นิตยสารมวยโลก. ปีที่ 19 เล่มที่ 866 11-17 เมษายน พ.ศ. 2544 หน้า 41-43

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]